The Cloud x Startup Thailand

โดยนิยามแล้ว นักลงทุน คือคนที่นำเงินมาลงทุนในอะไรสักอย่างเพื่อผลตอบแทน

หากจะมีใครสักคนลงทุนโดยไม่ได้หวังแค่เพียงผลตอบแทน คุณคิดว่าเขาเป็นใคร เขามาจากไหน และเขาต้องการอะไร

การเกิดขึ้นมาของบริษัทใหม่หรือสตาร์ทอัพในปัจจุบัน นอกจากผ่านวิธีการระดมทุนที่รู้จักผ่านตาอย่าง Venture Capital Crowdfunding และการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่ในภาษาทางการเงินเรียกว่า IPO ยังมีการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่ต่างไปจากเดิมและยังไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงในบ้านเราสักเท่าไหร่ รูปแบบนี้ก็คือ Angel Investment

“คำว่า Angel หรือ Angel Investor เริ่มใช้ครั้งแรกในโรงละครบรอดเวย์ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อใช้เรียกผู้ที่มีเงินและจ่ายเงินสนับสนุนละครบางเรื่องให้ยังคงเปิดการแสดงต่อไปได้ ก่อนจะกลายมาเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่จ่ายเงินในข้อตกลงบางอย่าง ที่จะทำให้เขาได้สัดส่วนของความเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ” Bill Morrow (บิล มอร์โรว์) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Angels Den (UK) เริ่มต้นเล่าที่มาและความหมายให้ฟัง

Bill Morrow

อนึ่ง Angels Den (UK) เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์จากประเทศอังกฤษที่เชื่อมโยงระหว่างสตาร์ทอัพหรือบริษัทที่ต้องการระดมทุนกับ Angel Investor

แล้วการลงทุนของนักลงทุนที่ใจดีเหมือนนางฟ้าและนักบุญเป็นอย่างไร

จากนิยาม Angel Investment คือการลงทุนเพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของในบริษัท โดยไม่ได้เป็นการลงทุนเพียงเพื่อหวังผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน แต่เป็นการลงทุนที่มาพร้อมกับการแนะนำและให้คำปรึกษาแก่บริษัทนั้นๆ จากประสบการณ์ของผู้ลงทุนเอง

“นักลงทุนประเภทนี้ยังต้องการผลตอบแทนเป็นเงิน แต่มันไม่ใช่แค่นั้น พวกเขาต้องการให้คำแนะนำที่ดี ต้องการเป็นคนช่วยนำพาบริษัทที่เขาลงทุนไปสู่ความสำเร็จ เพราะถ้าเขาเพียงต้องการเงินมันมีการลงทุนวิธีอื่นที่ง่ายกว่าและได้ผลตอบแทนแน่นอนกว่า อย่างลงทุนในอสังหาริมทรัพย์”

จากการสำรวจ Angel Investor ที่อยู่ในเครือข่ายของ Angel Dens พบว่าเหตุผลของการลงทุนในสตาร์ทอัพเพื่อผลตอบแทนนั้นไม่ใช่อันดับแรก แต่เป็นอันดับที่สาม ขณะที่เหตุผลรองลงมาคือ ความต้องการที่อยากสนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ และไม่ต้องการให้เหล่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต้องทำผิดหรือเดินทางผิดอย่างที่พวกเขาเคยทำมาก่อน

และเหตุผลอันดับหนึ่งในการลงทุนของ Angel ก็คือ นักลงทุนเหล่านี้ต้องการเหตุผลที่จะตื่นเช้าขึ้นมาทำอะไรสักอย่างทุกวัน

Bill Morrow

บิลบอกว่าคอนเซปต์ของ Angel Investment ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยสักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการให้คำแนะนำหรือ Mentorship เหล่านี้

“วัฒนธรรมหนึ่งที่สำคัญของการที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจคือการยอมรับว่าคุณไม่ได้รู้ทุกเรื่อง การยอมรับว่ายังมีคนที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์ของเขาและมีคำแนะนำธุรกิจแก่คุณได้ แน่นอนว่ามันออกจะขัดกับลักษณะของผู้ประกอบการที่จะต้องมีอีโก้และมีความมั่นใจ”

บิลบอกว่าโดยเฉลี่ยนักลงทุนเหล่านี้คือผู้ชายอายุ 40 – 50 ปี ผู้ทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจ นายแบงก์ พนักงานบัญชี หรือทนาย มามากกว่า 20 ปี และพวกเขาได้ผ่านการเรียนและประสบการณ์พอที่จะช่วยเหลือและสามารถเสริมจุดอ่อนในแต่ละด้านของสตาร์ทอัพได้

ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของสตาร์ทอัพนอกจากตัวสตาร์ทอัพเองคือ Accelerator หรือ Incubator ซึ่งบิลพบว่ายังขาดหายไปและยังถูกมองข้ามที่สุด โดยเฉพาะในประเทศไทยส่วนนั้นก็คืองานในส่วนของ Mentor หรือผู้ให้คำปรึกษา และ Angel Investor เองสามารถทำหน้าที่ตรงนี้และช่วยพัฒนาวงการธุรกิจของประเทศได้

“อีกปัญหาหนึ่งของสังคมไทยที่อาจทำให้วงการสตาร์ทอัพของไทยล้าหลังกว่าประเทศอื่น คือวัฒนธรรมของการไม่ยอมรับความผิดพลาดหรือความล้มเหลว ต่างกับประเทศในยุโรปและอเมริกาที่นักลงทุนมีความเชื่อว่าพวกเขาเลือกที่จะลงทุนในคนที่เคยล้มเหลวมาก่อนมากกว่า เพราะมันหมายความว่าเจ้าของบริษัทได้เรียนรู้อะไรบางอย่างมากแล้ว”

Bill Morrow

สิ่งที่ Angel Investor มองหา

บิลให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการว่าสิ่งสำคัญที่จะทำนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในบริษัทหนึ่งได้ คือความสามารถที่จะสร้างยอดขายและนั่นก็เป็นส่วนที่ยากที่สุดของการทำสตาร์ทอัพเองด้วย

“ถ้าคุณไม่มียอดขาย คุณก็มีเพียงแค่ไอเดีย และจะไม่มี Angel Investor ที่ดีคนไหนสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจของคุณ นอกจากนี้คุณยังต้องมีการวางระบบที่ดี ที่จะสามารถทำซ้ำการขายแบบนั้นไปได้เรื่อยๆ”

เขาบอกว่านอกจากยอดขายแล้ว การมีความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า ที่จะสามารถปกป้องสินค้าและบริการไม่ให้ถูกนำไปใช้โดยผู้อื่นได้ เพราะถ้ามีช่องว่างให้คนอื่นนำไอเดียไปใช้ได้ก็เหมือนไม่มีธุรกิจอยู่อีกต่อไป

บิลบอกว่า สุดท้าย การมีจุดมุ่งหมายและความปรารถนาอย่างแรงกล้าของผู้ประกอบการเองเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนจะมองหา

คำแนะนำสำหรับสตาร์ทอัพ

สำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการระดมทุน บิลมีคำแนะนำว่า คุณควรจะตั้งจำนวนเงินที่จะขอระดมทุนในจำนวนเท่าที่จำเป็น เพราะไม่มีใครต้องการนำเงินที่เขาลงทุนไปเก็บไว้ในบัญชีบริษัท แต่ต้องการให้มันเข้าไปหมุนเพื่อขยายธุรกิจต่อไป ข้อสำคัญต่อมาคือ คุณต้องกล้าที่จะขอคำปรึกษาผู้รู้เกี่ยวกับการวัดค่าบริษัทเพราะทำได้ยากและเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในการระดมทุน และที่สำคัญ ห้ามโกหกในแผนธุรกิจ เพราะวันหนึ่งจะนำผลเสียมาสู่บริษัทได้

นอกจากนี้บิลยังแนะนำมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทำงานที่น่าสนใจว่า เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่สตาร์ทอัพควรจะให้ผู้หญิงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารของบริษัทเพราะจะได้มุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม

“ข้อสุดท้าย คือความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะไม่มีใครรู้ไปทุกเรื่อง ทั้งคุณทั้งผม เราทุกคนควรพร้อมที่จะรับฟังคำแนะนำแม้อาจจะขัดแย้งกับความคิดของเราเอง และวันหนึ่งคุณจะพบว่ามันช่วยคุณได้มากทีเดียว”

Bill Morrow

Writer

ปวีร์ ศิริมัย

บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจงานข่าวและงานเขียน ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสัมภาษณ์ที่เก่ง ติดอ่านนิยาย ปรัชญา และรักการฟังเพลงแจ๊ส

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

The Cloud x Startup Thailand

“เราไม่ได้เป็นบริษัทจัดหางาน แต่เรากำลังเปลี่ยนชีวิตคน”

พลภัทร ทรงธัมจิตติ Co-Founder & CMO ของ GetLinks มีสีหน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยพลังพลุ่งพล่านทุกครั้งที่เขาเอ่ยประโยคนี้

มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับวงการสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นความหวังในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ด้วยจังหวะใหม่ที่เร็วขึ้นและล้ำขึ้นอย่างที่ไม่เคยมียุคใดทำได้มาก่อน

จึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาความสามารถของบุคคลสามกลุ่มหลักๆ คือ Developer Designer และ Digital Marketer หรือที่เรียกรวมกันง่ายๆ ว่า 3D Talents และคนกลุ่มนี้แหละที่จะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของการหมุนโลกต่อไป

“เราเลือกแก้ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตคนและทางเลือกให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น เราแทบจะไม่พูดว่าหางานเลยด้วยซ้ำ ภารกิจของเราคือการ connecting people เมื่อเราตั้งใจที่จะแก้ปัญหาที่ใหญ่มากพอ มันจึงมีแรงขับจากตัวองค์กรและทีมงาน ในการเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง”

GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ

คุณสมบัติที่ 1 : อุดมการณ์และความตั้งใจ

การเดินทางของเก็ตลิงค์ผ่านอุปสรรคและสนาม pitching มานับไม่ถ้วน  ซึ่งทุกครั้งเขาได้เรียนรู้จากมันเสมอ พลภัทรเผยว่าช่วงที่ยากสุดสำหรับสตาร์ทอัพก็คือการทำ Product Market Fit เพราะต้องรู้ความต้องการของตลาด และผลิตภัณฑ์ต้องทำหน้าที่เป็นทางออกในการแก้ปัญหาของตลาดด้วย เหตุที่มันยากเพราะมีสินค้าบริการจัดหางานเดิมอยู่เต็มไปหมด แล้วอะไรคือสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครนึกถึงมาก่อน

สำหรับเก็ตลิงค์ ก่อนที่จะไปถึงคำตอบนั้น ความเข้าใจในความต้องการของตลาดเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดในเวลาเดียวกัน สำหรับการทำธุรกิจ “ไม่ว่าจะทำสตาร์ทอัพอะไรก็ตาม เราเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา การเก็บข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจผู้ใช้งานจึงสำคัญต่อธุรกิจมาก ยิ่งปัญหาที่ใหญ่มากๆ เราก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวเพราะเราอยากแก้ปัญหาที่ใหญ่พอจะสร้างคุณค่าต่อโลกใบนี้”

ด้วยความเชื่อนี้เองที่ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่มีงบจำกัดสามารถจัดงานจ๊อบแฟร์ที่มีบริษัทสตาร์ทอัพมาร่วมด้วยมากที่สุดในไทย รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในชื่อของ BKK Startup Job Fest เมื่อปี 2015 โดยเลือกผสมผสานระหว่างการหาคนและหางานเข้ากับ Tech Conference ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสตาร์ทอัพกลับไปด้วย ซึ่งดึงดูดความสนใจของคนในวงการและคนทั่วไปได้มากถึงราว 3,500 คน พลภัทรบอกว่า ในตอนนั้นแม้จะยังไม่สามารถมอบสิ่งตอบแทนให้คนที่มาช่วยงานในรูปแบบของเงินได้ สิ่งที่ต้องมอบให้ผู้ที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ก็คือการแสดงให้เห็นถึงอิมแพคสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกคน

GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ

คุณสมบัติที่ 2 : ความฝันที่มีร่วมกัน

ความฝันอันยิ่งใหญ่ของเก็ตลิงค์ คือการเปลี่ยนชีวิตของผู้คน ให้คนที่ถูกต้อง ได้มาเจอโอกาสที่ถูกต้องสำหรับการพัฒนาตัวเอง กระตุ้นกระบวนการในการเชื่อมต่อกันของคนทั่วโลก เนื่องมาจากในประเทศไทยนั้นยังมีคนไม่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของวงการสตาร์ทอัพที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง แถมยังต้องแข่งขันกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากต่างประเทศอีก

เมื่อเก็ตลิงค์มองเห็นภาวะนี้อย่างชัดเจนจึงไปเปิดตัวในหลายประเทศ ทั้งดึงตัวบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามาในไทย และผลักดันคนไทยให้ก้าวไกลโกอินเตอร์ เพื่อให้เกิด Cross Boarder สร้างสมดุลของทีมทำงานที่ถูกต้องทั่วภูมิภาคเอเชีย เช่น เวียดนามเป็นแหล่งส่งออกเดเวล็อปเปอร์และโปรแกรมเมอร์ ส่วนเกาหลีใต้ก็เป็นแหล่งผลิต Data Scientist ออกมาจำนวนมาก ส่วนประเทศที่มีความต้องการบุคลากรเข้ามารับตำแหน่งงานอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ที่มีบริษัทจดทะเบียนเยอะ ต้องการคนเยอะ เก็ตลิงค์เป็นตัวกลางในการคัดเลือกหัวกะทิจากแต่ละสาขาตำแหน่งในอัตราส่วน 5:100 ของผู้สมัครทั้งหมด นำมาจับคู่เข้ากับความต้องการของบริษัทที่ต้องการคนคุณภาพ ทำงานดีและมีวิธีคิด วิธีการทำงานที่เข้ากันได้จริง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลตอบรับของผู้ใช้งานเก็ตลิงค์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เล่าว่ามีความสุขกับงานใหม่มาก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้สมัครงานหรือบริษัทที่รับพนักงานใหม่เข้าไป

เมื่อผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพเชื่อว่าตัวเองกำลังทำงานที่มีความหมาย ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต่างรู้สึกเช่นเดียวกันตามไปด้วย พนักงานของเก็ตลิงค์ทุกคนต่างรับรู้ความฝันของทุกคนหมด

“เราแชร์ฝันกันเสมอ สุดท้ายแล้วมันจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักและเป็นคุณค่าที่ขับเคลื่อนพวกเขาอยู่ข้างใน แล้วก็เป็นตัวขับเคลื่อนออกมา ผมรู้ว่าบางคนอยากเปิดร้านดอกไม้ อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบ อยากเป็นหัวหน้าทีม พอเราเข้าใจเขา มันก็กลายเป็น propose driven ทั้งหมด” พลภัทรอธิบายรูปแบบการทำงานของบริษัทซึ่งให้ความสำคัญแก่ความฝันของทุกคนอย่างแท้จริง

“ยิ่งเราเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตคน มันจะอยู่ไม่ได้ถ้าเราไม่แคร์ความฝัน ไม่แคร์ความต้องการของของพนักงานเราเอง เราคุยกันรายเดือนเลย บนโต๊ะประชุมเราถามกันว่า ฝันของคุณเป็นยังไงบ้าง ใกล้ความจริงขึ้นบ้างหรือยัง มันสำคัญมากเลยนะ เราไม่ได้คุยว่างานเป็นยังไงบ้าง ในมุมนี้เราให้เวลาในการคุยเรื่องของเขา เราอยากสนับสนุนคนที่มีฝันและกำลังทำมันอยู่ เราชอบเพราะเราได้ช่วยเขาทำฝันด้วย และเขาก็มาช่วยทำให้ฝันของเราเป็นจริงเหมือนกัน”

คุณสมบัติที่ 3 : ความสำเร็จที่มีคุณค่าและส่งผลต่อผู้อื่น

“ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เราอยากเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมาก เพราะการประสบความสำเร็จนั้นหมายถึงเราได้สร้างคุณค่าและสร้างบุคลากรด้านสตาร์ทอัพรุ่นต่อไปให้สตาร์ทอัพอื่นๆ อีกมากมาย” ซึ่ง ‘อื่นๆ อีกมากมาย’ ที่เขาหมายถึงก็คือการวางรากฐานคนทำงานด้านสตาร์ทอัพที่มีคุณภาพทั่วเอเชียให้ได้ในเร็ววัน

การทำงานที่ผ่านมาของเก็ตลิงค์ตอกย้ำให้พลภัทรเห็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนและสำคัญมาก 2 เรื่อง

นั่นก็คือเรื่อง Dare to Dream เพราะคนเรามักไม่กล้าฝันหรือคิดอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเยอะนัก คนที่กล้าพูดความฝัน หรือทำความฝันนั้นให้เป็นจริงมีน้อย

“กฎง่ายๆ ของผม คือ ถ้ามีฝันแล้วไม่พูดออกมาก็จะไม่มีวันทำได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของสมองของเรา คือเมื่อเราพูดแล้วจะคิด เชื่อแล้วก็จะกลับมาทำ เริ่มแรกต้องเริ่มฝันแล้วแชร์มันออกมาก่อน”

ชวนให้คิดว่า หรือจริงๆ แล้วเหตุเราไม่กล้าฝันเพราะเราอาจจะไม่ได้อยากได้มันมากพอ

“มีคนมาถามผมเยอะนะ ว่าอยากสำเร็จต้องทำยังไง หาไอเดียเริ่มต้นยังไง จริงๆ มันมีคำถามเดียวเลยคือ ‘คุณอยากได้มันมากแค่ไหน’ สำหรับเรา เป้าหมายของเราไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่เราอยากเห็นชีวิตคนที่เปลี่ยน อยากเห็นโคตรๆ เลย เราเลยเลือกที่จะตั้งเป้าหมายกับสิ่งที่มันจับต้องไม่ได้มากกว่า เป็นสิ่งที่เราเข้าใจและรู้สึกมันได้”

ในขณะที่เรื่องที่สองคือ Don’t Think Just Do

“ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำไปเลย เหตุผลง่ายๆ คือคนทำมันน้อย สตาร์ทอัพไอเดียมีเป็นพันเลย แต่คนเริ่มลงมือทำน้อยมาก วิธีคิดคือให้มองหา worst case ถ้ามันไม่แย่มากก็ลองทำดูเลย ถ้าพูดจากประสบการณ์คนที่ทำสตาร์ทอัพมาแล้ว ยังไงสตาร์ทอัพมันมีวิวัฒนาการอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำวันนี้ก็ไม่เหมือนวันแรก เพราะระหว่างทางตลาดเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทุกวันที่ทำงานเราเจอปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราก็อยากแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายเราก็จะเจอทางออกที่มันเปลี่ยนโลกในแบบที่เราอยากจะเป็น สำหรับผมสิ่งนั้นคือ การเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยเทคโนโลยี”

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาบริการสำหรับธุรกิจ (Business Service)

พลภัทร ทรงธัมจิตติ, Co-founder & CMO of GetLinks

Website: GetLinks.co

Writer

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load