The Cloud x Startup Thailand

จากประสบการณ์การทำงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจของ ธฤษ ตัณฑเสถียร หนึ่งในผู้ก่อตั้ง MyCloud ทำให้เขาพบปัญหาหลักที่ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ในประเทศไม่สามารถเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

หนึ่งในปัญหาเหล่านั่นคือ เรื่องโลจิสติกส์ ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงของบริการ หรือผู้ให้บริการที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท SME เหล่านี้ โดยเฉพาะความต้องการจากธุรกิจใหม่ๆ อย่าง อีคอมเมิร์ซ หรือธุรกิจขายของหลายช่องทาง ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจยุคดิจิทัล

นิธิ สัจจทิพวรรณ อีกหนึ่งผู้ก่อตั้ง เล่าให้เราฟังว่า MyCloud เป็นบริษัทให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้า ขนส่ง จัดวาง รวมทั้งให้บริการสำหรับสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าจัดเก็บเป็นระยะเวลานาน จนถึงสินค้าเปลี่ยนผ่านเร็วที่ต้องการบริการการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่เปลี่ยนไปจากอดีต และกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นในกลุ่มผู้ขายสินค้าออนไลน์

ธฤษและนิธิเริ่มทำธุรกิจด้วยกันตั้งแต่ พ.ศ. 2557 โดยแรกเริ่มเป็นธุรกิจอัญมณีแบบสั่งทำเฉพาะ มีข้อได้เปรียบทางการตลาดอยู่ที่เรื่องการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-in-time, JIT) หรือการผลิตในเวลาที่ลูกค้าต้องการสินค้า เพื่อลดความจำเป็นในการเก็บสินค้าคงคลังเป็นเวลานาน ซึ่งในอีกทางหนึ่ง ทำให้ระบบโลจิสติกส์มีความสำคัญมากและใช้เวลานานกว่าจะสามารถสร้างระบบที่เหมาะสมได้ แต่สุดท้ายธุรกิจดังกล่าวก็ล้มไป

นิธิเล่าว่า จากที่ครอบครัวของเขาได้ทำธุรกิจคลังสินค้ามาก่อน ทำให้มีฮาร์ดแวร์ที่พร้อมคือ คลังสินค้าขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก มีโนว์ฮาวของการให้บริการโลจิสติกส์ให้กับธุรกิจรูปแบบเก่า บวกกับระบบโลจิสติกส์ใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคออนไลน์ ทำให้เกิดการรวมจุดเด่นของสองส่วนเพื่อสร้างให้เกิดธุรกิจครบวงจรของ MyCloud

MyCloud

กว่าจะมาเป็นผู้ชนะ

MyCloud ไม่ได้เดินตามเส้นทางสูตรสำเร็จของสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน ที่เริ่มจากการสร้างไอเดีย ตั้งทีมทำงาน pitch ไอเดียแล้วขอทุนจากนักลงทุนจนค่อยเริ่มทำธุรกิจ แต่นิธิบอกว่า พวกเขาเลือกที่จะเริ่มทำธุรกิจจริงเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ว่าการให้บริการรูปแบบนี้คือสิ่งที่คนต้องการและเป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพของเขาจะสามารถตอบโจทย์ได้

“เราทำงาน 2 ปีเต็มจนมีลูกค้า จนมีกำไร ด้วยซ้ำถึงค่อยเปิดตัว เพราะว่าอย่างที่เรารู้ตั้งแต่เตรียมตัวแต่แรกว่าเราเป็นบริษัทโลจิสติกส์ เราไม่เซ็กซี่ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดยิ่งยังทำธุรกิจจริงไม่ได้ มีแค่ไอเดียคงไม่มีใครมาสนใจแน่นอน สิ่งที่ทำก็คือเราต้องพิสูจน์ก่อนว่าสิ่งที่เราทำอย่างน้อยๆ ไอเดียมันเวิร์กแล้ว เราถึงค่อยทัดเทียมคนอื่นที่มีแต่ไอเดียด้วยซ้ำไป”

นิธิเล่าว่า หลังจากดำเนินธุรกิจมาได้ระยะเวลาหนึ่ง MyCloud สมัครเข้าร่วมกับ Spark โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพของไทย โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือให้สตาร์ทอัพเหล่านี้มีโอกาสไปเติบโตในต่างประเทศ

MyCloud ได้รับการคัดเลือกโดย Spark ให้เป็นหนึ่งใน 12 สตาร์ทอัพที่จะเข้ามาจัดแสดงในงาน Startup Thailand 2017 รวมทั้งยังได้เข้าร่วมการแข่งขัน Startup Thailand Pitching Grand Challenge 2017 แม้จะไม่เคยผ่าน pitching มาก่อน แต่ MyCloud ก็ได้ชนะการแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนในระดับจังหวัด ระดับภาค จนมาแข่งขันในระดับประเทศและได้รับชัยชนะรางวัลที่หนึ่งของเวทีใหญ่แห่งนี้

“ตอนพิทช์ผ่านมาทั้งหมด 5 เวทีมีความตื่นเต้นมาก เพราะเราได้แข่งขันเป็นที่หนึ่งของจังหวัดก็ตกใจแล้ว และไม่ได้คาดฝันว่าตอนนี้จะมาแข่งประเทศ สั่นเลย กลัวๆ แต่คิดแล้วว่าไม่เป็นไรหรอก เราแค่อยากมาพูดให้เขาฟังเราอยากช่วยอะไร เราอินกับอะไร ก็ทำให้ใจเย็นลง พูดนำเสนอออกมาได้ เราพยายามคิดว่าเราไม่ได้พูดต่อหน้ากรรมการแต่เรากำลังพูดเรื่องนี้ต่อคนที่มีปัญหา” นิธิเล่าให้เราฟังถึงตอนแข่งขัน

ธฤษบอกว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ MyCloud คว้ารางวัลมาได้คือการที่บริษัทมีแนวทางการทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ลูกค้าในระดับบริษัท และการที่บริษัทสามารถช่วยสนับสนุน SME ให้สามารถเติบโตได้ มีทรัพยากรที่ทัดเทียมกับบริษัทใหญ่ๆ สอดคล้องกับแนวนโยบาย Thailand 4.0 ของภาครัฐที่ต้องการจะสนับสนุนธุรกิจเล็กๆ เหล่านี้

“เราต้องการให้ธุรกิจขนาดเล็กในไทยมีการเจริญเติบโต มีทรัพยากรที่ทัดเทียมกับบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งสิ่งที่มีความแตกต่างมากๆ คือระบบโลจิสติกส์ ตั้งแต่การบริการจัดการออร์เดอร์ การควบคุมสินค้าคงคลัง การประมาณการความต้องการของตลาด สิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการสามารถจ่ายเงินน้อยๆ มาเริ่มใช้กับเรา ทำให้เขามีเครื่องมือเหล่านี้ครบ ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลมองที่จุดนี้ว่าสนับสนุนเราให้โตได้ และไม่ใช่แค่เราที่โตขึ้น แต่หมายถึงทุกๆ SME”

นิธิบอกว่า เป้าหมายต่อไปของ MyCloud คือการปรับตัวให้เข้ากับภาพธุรกิจของการซื้อขายสินค้าที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต สร้างความเข้าใจความต้องการลูกค้าที่ดีขึ้น และการขยายธุรกิจออกไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้าที่จะไม่เพียงแต่แข่งขันภายในประเทศเท่านั้น

“คิดว่าเรายังห่างไกลจากสิ่งที่วางไว้ เพราะว่าระบบนิเวศและวิถีชีวิตคนมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อก่อนเน้นที่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่ตอนนี้กลายเป็นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอีก 5 ปีข้างหน้าระบบการซื้อขายผ่านออนไลน์ก็อาจไม่ใช่แค่ในโทรศัพท์มือถือแล้ว เราอาจจะไม่มีมือถือแล้ว มันอาจจะเป็นบางอย่างที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง

“แต่ไม่ว่าผู้บริโภคหรือเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือการเดินทาง ยังไงสินค้าก็ต้องเดินทางด้วยโลจิสติกส์อยู่ดี”

MyCloud MyCloud

หาความสมดุลตั้งแต่เริ่มสตาร์ท

ธฤษบอกว่า ปัจจัยสำคัญของที่จะทำให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จได้ก็คือ การหาความสมดุลระหว่างส่วนธุรกิจกับส่วนพัฒนาเทคโนโลยีภายในแต่ละสตาร์ทอัพเอง

เขาบอกว่า หลายๆ สตาร์ทอัพในประเทศไทยที่พบจะให้ความสำคัญไปในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น บางสตาร์ทอัพให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาแอพพลิเคชัน การเขียนโค้ด แต่ขาดแนวคิดทางธุรกิจที่ดี หรือบางสตาร์ทอัพเก่งในการบริหารธุรกิจ แต่ไม่สามารถนำไอเดียไปใช้จริงได้ การหาความสมดุลระหว่างสองด้านเจอจะทำให้สตาร์ทอัพเหล่านี้ไปได้ไกลขึ้น

“ในวงการสตาร์ทอัพตอนนี้หลายๆ อย่างมันคือการลอกเลียนแบบกัน จนหาความแตกต่างได้ยาก เราอยากให้เลิกสนใจเรื่องความเท่แล้วไปโฟกัสจริงๆ ถึงเรื่องปัญหาที่เราแคร์ที่สุด ซึ่งถึงแม้สตาร์ทอัพทุกคนจะทำเหมือนกันแต่เราหาปัญหาได้ ยังไงมันก็จะมี niche ของตัวเองอยู่ดี และโฟกัสที่เสียงของลูกค้า ฟังเค้า เรื่องพิทช์เป็นแค่เรื่องรอง เรื่องฟังลูกค้าเรื่องหลัก” นิธิฝากคำแนะนำสุดท้ายไปถึงสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

MyCloud

Winner of Startup Thailand Pitching Grand Challenge 2017

นิธิ สัจจทิพวรรณ Chief Executive Officer of MyCloudFulfillment
ธฤษ ตัณฑเสถียร Co-Founder of MyCloudFulfillment

Website: mycloudfulfillment.com

Writer

ปวีร์ ศิริมัย

บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจงานข่าวและงานเขียน ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสัมภาษณ์ที่เก่ง ติดอ่านนิยาย ปรัชญา และรักการฟังเพลงแจ๊ส

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

สถานการณ์ในบ้านหลังเดียวของเราเต็มไปด้วยอณูสารเคมีทุกตารางเมตร ทั้งในอากาศ น้ำดื่ม รวมไปถึงอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทรนด์การกินอาหารออร์แกนิกเพื่อเสริมสุขภาพจึงเริ่มเป็นที่จับตามากขึ้น แต่ด้วยราคาที่สูงกว่าอาหารทั่วไป ทำให้ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายในทุกกลุ่ม

อีกด้านหนึ่ง เกษตรกรไทยก็มีข่าวราคาพืชผลตกต่ำ รายได้น้อยมาตลอดหลายปี เป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติเพราะการกดราคาจากพ่อคนกลาง ทำให้กลุ่มคนที่เปรียบเสมือนแหล่งอาหารของโลกยังอยู่ภายใต้เส้นความยากจนนับล้านคน

จะดีกว่าไหมหากมีการแก้ปัญหาทั้งสองสิ่งได้ภายในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทานอาหารออร์แกนิกราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเกษตรกรก็เพิ่มมูลค่าสินค้าของตนเองได้ ช่วยขยับฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น 

แอปพลิเคชัน ‘Kaspy’ ของ อั๋น-รังสิ ทุวิรัตน์ ตั้งขึ้นมาเพื่ออาสาแก้ปัญหานี้ โดยทำงานเป็นมาร์เก็ตเพลสให้แก่ผู้ขายอย่างเกษตรกรไทย ผู้ตั้งใจส่งมอบวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพดี และผู้ซื้อที่มองหาผลผลิตคุณภาพเยี่ยม

ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ ว่าอยากมีสวนป่าเป็นของตัวเอง สู่การพลิกงานประจำจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อทำแอปพลิเคชันที่ทำให้ ‘ผู้บริโภคกินได้ เกษตรกรยิ้มด้วย’

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

01

ชีวิตของหนุ่มไทยผู้ใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ เกือบ 20 ปี ทั้งยังมีประสบการณ์ด้านแบรนดิ้งจากการทำงานกับแบรนด์ Oakley ที่สำนักงานใหญ่ Foothill Ranch, California นานถึง 10 ปี เขาตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อปลุกปั้นบริษัทแบรนดิ้งเอเจนซี่ชื่อ Mad Arai-D ก่อนจะได้พบเจอบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“3 สิ่งที่ว่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลยว่า เราต้องทำอะไรเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”

สิ่งแรกคือการได้พูดคุยกับ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพยนต์โฆษณาชื่อดัง ขณะนั้นต่อกำลังจัดเตรียมสวนป่าขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 6 ไร่ที่สะสมเงินซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง เขาให้เหตุผลว่าโลกกำลังตกอยู่ในวิกฤตโลกร้อน ป่าไม้กำลังถูกทำลาย การสร้างสวนนี้คือความพยายามเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

สิ่งที่สองคือพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผมเห็นพระองค์ทรงช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรมาตลอดระยะเวลาการครองราชย์ พระองค์ทรงเห็นว่าเกษตรกรไทยยังคงมีความยากลำบากด้านฐานะการเงิน น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ลืมตาอ้าปากได้” 

สิ่งที่สามคืออาการป่วยของคุณแม่ ซึ่งขณะนั้นป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปัจจัยไม่มากก็น้อยมาจากสารเคมีตกค้างในร่างกาย ทั้งครอบครัวจึงใส่ใจเรื่องอาหารการกินและสินค้าอุปโภคบริโภคปลอดภัยสำหรับดูแลผู้ป่วย

ด้วย 3 เหตุผลนี้ทำให้อั๋นตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มขายสินค้าออร์แกนิกที่ไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพดี แข็งแรง และหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือเกษตรกรไปพร้อม ๆ กัน 

Kaspy จึงเกิดขึ้น

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

02

“เราต้องการให้ Kaspy เป็นตลาดสินค้าออร์แกนิกที่ถูกและดี ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสุขภาพดี มีอาหารดี มีรายได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ช่วยให้พวกเขายิ้มได้มากขึ้น” เขาว่าอย่างนั้น “เกษตรกรเข้ามาขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อสร้างสังคมออร์แกนิกให้เติบโตยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าใช้สารเคมีก็ขายในพื้นที่แห่งนี้ได้ นี่คือสังคมแห่งการแบ่งปันที่จะทำให้เกษตรกรและผู้คนได้รับแต่สิ่งดี ๆ”

ปัจจุบัน Kaspy แบ่งแพลตฟอร์มสินค้าออกเป็น 2 ประเภทคือ สินค้าออร์แกนิกและสินค้าที่ยังคงใช้สารเคมี 

ประเภทสินค้าออร์แกนิก สินค้าที่จำหน่ายในหมวดนี้ต้องมีหลักฐานรับรองจึงอยู่บนแพลตฟอร์มของเขาได้ โดยต้องส่งใบรับรองให้อนุมัติก่อน จึงจะได้ตราออร์แกนิกจาก Kaspy ซึ่งโปร่งใสและตรวจสอบคุณภาพได้

ส่วนหมวดย่อยของสินค้าออร์แกนิกคือ Kaspy Kudsan หมวดสินค้าที่รับประกันว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก ปลอดภัยไร้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยรับประกันคุณภาพสินค้าจากที่ Kaspy รู้จักเหล่าเกษตรกรตัวจริง จากการเข้าไปคลุกลี ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำด้วยมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกที่กำหนด โดยวางขายในราคาเป็นมิตรที่จะทำให้วงการออร์แกนิกเติบโตต่อไปในแนวราบ

“ผักบางชนิดต้นทุนไม่แพงขนาดนั้น อาจจะต้นทุน 220 แต่เสนอขาย 600 บาท คนที่ซื้อไหวมีไม่มาก ถ้าอยากให้สังคมออร์แกนิกเติบโต เราต้องหาวัตถุดิบที่ดีแต่ราคาเข้าถึงได้ มานำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้กลุ่มอื่น ๆ”

แพลตฟอร์มส่วนที่สองคือตลาดสินค้าเกษตรที่ยังใช้สารเคมี

อั๋นเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้กับเกษตรกรที่ยังใช้สารเคมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้าน GMP (Good Manufacturing Practice) เพราะเข้าใจว่าการทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ให้เป็นแบบออร์แกนิกมีต้นทุน ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การปรับตัว ดังนั้น ไม่ใช่เกษตรกรทุกกลุ่มที่จะทำได้ 

แล้วใครจะอยากมาทำ หากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงมันใหญ่ขนาดนี้ – พวกเรายิงคำถามไปหาอั๋นด้วยความสงสัย

“เมื่อมีอุปสงค์ผู้บริโภคและผู้รับซื้อสินค้าออร์แกนิกในราคาที่สูงกว่าสินค้าเคมีทั่วไป เกษตรกรจะเริ่มหันมาทำรูปแบบออร์แกนิกตามความต้องการและคอมมูนิตี้ที่เพิ่มมากขึ้นเอง ส่วนเรื่องราคา เมื่อมีคนทำแบบเดียวกันจำนวนมาก ราคาสินค้าจะปรับตัวลดลงอยู่ในจุดที่ทุกคนเอื้อมถึง” 

ท้ายที่สุด เป้าหมายที่ตั้งไว้คือเกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เข้าถึงสินค้าคุณภาพได้

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

03

นอกจากพัฒนาวงการสินค้าเกษตรอินทรีย์ อั๋นยังหวังให้เกษตรกรไทยทำธุรกิจด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน เท่าทันต่อโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป

“เกษตรบ้านเราถนัดเพาะปลูก แต่ไม่ถนัดค้าขาย” อั๋นเว้นจังหวะให้คิดตาม 

“สมมติเวลาซื้อถั่วแระ เราไม่มีทางรู้ว่าเจ้าไหนดีกว่ากันเพราะเราไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นแบรนดิ้งที่สื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ดีที่สุด จะทำให้เขาเชื่อถือและซื้อสินค้าของเรา” ผู้คร่ำหวอดในวงการแบรนดิ้งมาหลายสิบปียืนยันหนักแน่น

Kaspy อบรมทักษะเหล่านี้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้พวกเขาสื่อสารตรงถึงผู้บริโภคให้เข้าใจถึงความตั้งใจดี โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ทะลุเป้าเกินกว่าที่นักพยากรณ์คนไหนจะทำนายถูก

อีกปัญหาคือพ่อค้าคนกลางและค่า GP ซึ่งเป็นข้อกำจัดของวงการนี้มายาวนาน อาหารที่ต้นทุนไม่แพงกลับมีราคาแพงขึ้นเมื่อผ่านการซื้อหลายต่อ มีการกดราคารับซื้อหรือหักค่า GP ที่อาจมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงอย่างไม่เป็นธรรม Kaspy จึงขออาสาเข้ามาขันน็อตในจุดนี้

ไม่มีพ่อค้าคนกลาง มีเพียงค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคยิ้มกว้างมากขึ้น

สิ่งที่ Kaspy ทำ เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดีโอบรับไว้

แม้แต่การพัฒนาแพลตฟอร์ม เขาก็ยังใส่ใจเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทุกปุ่ม ทุกฟังก์ชันของแอปพลิเคชัน Kaspy พัฒนาผ่านการสอบถามเกษตรกรตัวจริงถึงความยากง่ายในการใช้งาน 

ปุ่มเป็นยังไง สีแบบนี้มองชัดไหม

“Kaspy เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานกับ 2 ฝ่าย หากเกษตรกรใช้ไม่ได้คือพังตั้งแต่ต้นน้ำ”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

04

Kaspy อยู่รอดได้อย่างไรในสมรภูมินี้ที่มีคู่แข่งมากมาย

‘ความหลากหลายของสินค้าและผู้ค้ากว่า 700 ราย รวมถึง 14 หมวดสินค้าตั้งแต่อาหารไปจนถึงพันธุ์ไม้และสัตว์เกษตรกรรม’ คือหมัดน็อกแรก

แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ แต่การเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายบนมือถือเจ้าแรก ๆ ทำให้ได้เปรียบกว่าเจ้าเก่าที่ทำบนเว็บไซต์ และตอบสนองผู้บริโภคใหม่ ๆ นอกเหนือกลุ่มคนรักสุขภาพที่อาจเข้าถึงแหล่งสินค้าอาหารออร์แกนิกอยู่แล้ว ยังมีผู้คนที่คุ้นเคยกับ Mobile Application อีกมากมายที่พร้อมเปิดใจให้สินค้าออร์แกนิก 

หมัดน็อกที่สองคือ ระบบสมาชิก (Subscription) สำหรับลูกค้าที่สั่งอาหารออร์แกนิกเป็นประจำ โดยกำหนดได้ว่า ใน 1 สัปดาห์ต้องการหมู ปลา ผัก หรือธัญพืชจำนวนเท่าไหร่ อีกทั้งยังกำหนดรอบความถี่ในการส่งได้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าประจำและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

“คนที่ซื้อวัตถุดิบจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง เจอมลพิษ เขาควรได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เขารัก เราจึงอาสามาช่วยดูแลกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวในจุดนี้

“อีกกลุ่มเป้าหมายคือร้านอาหารระดับ A และ B ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดกับระบบนี้ ร้านอาหารระดับนี้กลุ่มลูกค้ามักมีกำลังจ่ายในระดับหนึ่ง การได้ใช้วัตถุดิบจากระบบ Subscribtion แลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน ไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ซึ่งมีกำลังซื้อและใส่ใจสุขภาพเป็นทุนเดิม ดังนั้น การใช้สินค้าออร์แกนิกที่ดีทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพิ่มมูลค่าให้ร้านค้า เกิดเป็น Customer Loyalty ต่อร้านอาหารในระยะยาว”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

ชุด Kit ตรวจสารเคมีจะส่งไปพร้อมกับสินค้าระบบ Subscribtion เพื่อให้ลูกค้าทดสอบสารเคมีในอาหาร ดังนั้น ก่อนส่งมอบอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นออร์แกนิกไร้สารเคมีจริง ๆ ตามที่ Kaspy กำหนดมาตรฐานไว้ 

หมัดน็อกที่สามคือ การขยายตลาดแบบออฟไลน์

อั๋นกระซิบบอกพวกเราว่า ขณะนี้กำลังซุ่มศึกษาโมเดลการขายสินค้าออฟไลน์ โดยกระจายไปตามกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการเสริมสร้างคอมมูนิตี้สินค้าออร์แกนิกให้แพร่หลาย ผู้บริโภคจะเข้าถึงและตรวจสอบสินค้าจริง ๆ ได้ด้วยตัวเอง และยังเป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สันทัดการสั่งสินค้าออนไลน์ โมเดลนี้จึงเป็นหนึ่งในช่องทางขยายกลุ่มลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าในละแวกที่ตั้งร้านค้าออฟไลน์ได้เป็นอย่างดี 

อั๋นยอมรับว่าตนเป็นเพียงคนตัวเล็กในวงการนี้ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด รายได้จากค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอต่อการดูแลธุรกิจในระยะยาว การตลาดแบบ Subscribtion และออฟไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้บริษัทและทีมงานดำเนินต่อไปได้ 

แม้ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล พร้อม Burn Cash ด้วยสารพัดโปรโมชัน แต่ Kaspy เป็นแอปพลิเคชันสัญชาติไทยที่สนับสนุนสินค้าออร์แกนิกแบบ E-Commerce จริง ๆ ซึ่งทำให้ ‘การซื้อขายสินค้าเป็นเรื่องง่าย’ ผู้ซื้อตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่กินคืออะไร ผลิตยังไง มาจากจังหวัดไหน มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและคุณภาพสินค้าให้โปร่งใสเสมอ จึงมั่นใจได้ว่า ‘ผู้ซื้อได้สินค้าที่ดี ผู้ขายได้รับเงินชัวร์’ และเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะนำไปพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะการแปรรูปสินค้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย 

การเป็นแพลตฟอร์มขนาดเล็ก ทำให้ Kaspy เข้าถึงผู้ซื้อและเกษตรกรได้ในระดับที่ใกล้ชิดกว่าแพลตฟอร์มใหญ่ เข้าใจทั้งคุณภาพ แหล่งที่มาสินของค้า และช่วยพัฒนาแบรนดิ้งของเกษตรกรเพื่ออุดรอยรั่วได้ตรงจุด อีกทั้ง Kaspy ยังเป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้มาเจอกัน จากบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่าง 2 ฝั่ง เกิดเป็นคอมมูนิตี้แฟนคลับของเกษตรกร

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

05

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในวงการนี้ – เราถาม 

“ยากทุกอย่างครับ” ทั้งเขาและเราหัวเราะกับคำตอบนี้ 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้

ยุคตั้งไข่ของสตาร์ทอัพมักไม่มีนายทุนหรือภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุนด้านการเงิน ทีมงานสตาร์ทอัพจึงต้องใช้เงินของตัวเองและครอบครัวในการพัฒนาแอปฯ จ่ายเงินค่าเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

อย่างที่สอง คือการวางแผนที่เกินตัว เขาเล่าถึงประสบการณ์ที่นิยามว่า เป็นประสบการณ์แห่งความโง่เขลาของตัวเอง

“เราคิดว่าองค์กรเราใหญ่ เลยวางตำแหน่งพนักงานหลายตำแหน่ง ที่จริงต้องเริ่มจากคนให้น้อยที่สุด ถ้ายังไม่จำเป็นอย่าไปหน้าใหญ่” 

อย่างที่สาม ความไม่รู้และการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไป เนื่องจากผู้เล่นใหม่มักคิดว่าตนรู้ทุกอย่าง เมื่อเจอสถานการณ์จริง มักเจอปัญหามากกว่าที่ได้ประเมินไว้

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่อั๋นและทีมงานพบเจอ ตั้งแต่การทำงานวันแรกจนถึงวันเปิดตัวแอปพลิเคชัน ซึ่งในการเปิดตัว ระบบการทำงานยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ ข้อตำหนิที่มาจากความหวังดีของคนรอบตัวที่อยากให้ Kaspy ดีขึ้น เป็นมีดทิ่มแทงอั๋นจนแทบหมดกำลังใจ 

“เราได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรว่าเราคือความหวังของเขา หากวันหนึ่งเราเลิกทำธุรกิจนี้ไป มันไม่ใช่เพียงเป็นการทำลายความฝันของเรา แต่เป็นการทำลายความหวังและความฝันของเกษตรกรจำนวนมาก ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเราตั้งแต่ยังไม่เริ่ม นี่จึงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะล้มเลิกความฝัน เราพร้อมสู้ต่อ” 

06

การได้ช่วยเหลือเกษตรกรและช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกที่มีคุณภาพ คือความสุขในปัจจุบันของชายคนนี้ 

ไม่ใช่การขายฝัน แต่ Kaspy แน่วแน่ในอุดมการณ์สินค้าที่ยั่งยืนในระยะยาว เแล้วหากวันหนึ่งมีข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้เข้ามา ธุรกิจนี้จะทำอย่างไร เขาให้คำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

“หากปลายทางเหมือนกับเราก็ไม่ผิด แต่หากเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาซื้อ แล้วบอกว่าเป้าหมายคือต้องทำสินค้าชนกับเกษตรกร เหมือนที่ทุนใหญ่หลายเจ้าทำ Kaspy จะไม่ทำ” 

ก่อนจากกัน เขาได้ทิ้งข้อคิดเอาไว้

“ต้นทุนที่แพงที่สุดสำหรับการทำสตาร์ทอัพไม่ใช่เงิน แต่คือ Cost of Delay หากมีความฝันจะทำอะไรให้ตั้งใจเริ่มทำทันที เพราะเมื่อมีคำว่า ‘ถ้า’ นั่นแปลว่าคนอื่นที่มีความฝันเหมือนกันเขาเริ่มไปหมดแล้ว จงพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับตัว ลองผิดลองถูกอยู่เสมอ”

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load