The Cloud x Startup Thailand

พูดถึงเมืองบาร์เซโลนา สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงไม่พ้นทีมฟุตบอลระดับโลกอย่าง FC Barcelona และโบสถ์แสนอลังการ Sagrada Família โดยสถาปนิก Antoni Gaudi (อันตอนี เกาดี) ที่ยังสร้างไม่เสร็จจนถึงทุกวันนี้

แต่ใครจะรู้ว่าในช่วงศตวรรษที่ 19 บาร์เซโลนาถือได้ว่าเป็นเมืองศูนย์กลางในการปฏิวัติอุตสาหกรรมของประเทศสเปนจนได้รับการขนานนามว่าเป็นเมือง Manchester (แมนเชสเตอร์) ของแคว้น Catalonia (คาตาโลเนีย) แห่งสเปนเลยทีเดียว

ในช่วงปี ค.ศ. 1860 – 1960 ที่ประเทศต่างๆ เริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เมืองบาร์เซโลนาลงทุนอย่างหนักในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โลหะ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ทางสภาของเมืองได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ แต่ในศตวรรษต่อมาที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ค่าแรงสูงขึ้น ผู้ประกอบการของโรงงานจึงตัดสินใจย้ายโรงงานไปยังที่อื่นๆ ของยุโรป หรือไม่ก็ปิดตัวไป เกิดเป็นโรงงานทิ้งร้างที่พบได้ทั่วไปในเขตดังกล่าว

ปัจจุบันเรายังพบเห็นโรงงานเหล่านี้ได้ในเขต 22 ของเมืองบาร์เซโลนา ที่เคยถูกจัดสรรไว้เพื่อภาคอุตสาหกรรม แต่ตอนนี้มันไม่ได้ถูกทิ้งร้างอีกต่อไป

ภายใต้อาคารโรงงานทรงเตี้ยยาวเหล่านี้กลายมาเป็นแหล่งพำนักพักพิงของนักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และประชาชนที่มาเข้าคอร์สอบรมต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาย่าน Innovation District ที่มีชื่อว่า ‘[email protected]

เปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าทิ้งร้างรองรับสตาร์ทอัพพร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ของคนเมือง

เรามีโอกาสพูดคุยกับ Jordi Maluquer (ฌอร์ดี มาลูแกร์) Director of Catalonia Investment Office ประจำประเทศสิงคโปร์ ถึงการเปลี่ยนแปลงของเมืองบาร์เซโลนาในยุคต่างๆ และที่มาของโครงการ [email protected] ซึ่งถือเป็นโครงการ Innovation District แห่งแรกๆ ของโลก

ฌอร์ดีเล่าว่า จุดเด่นอย่างหนึ่งของเมืองบาร์เซโลนาคือผังเมืองที่เป็นกริด (grid) สมมาตรกันเกือบทั้งเมือง ผังเมืองที่เห็นอยู่ในปัจจุบันออกแบบโดยวิศวกรชื่อ Ildefons Cerdà (อิลเดโฟนส์ เซอร์ดา) ตั้งแต่ ค.ศ. 1956 ผังเมืองดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จสำคัญของบาร์เซโลนา ที่ทำให้หลายๆ เมืองทั่วโลกนำโมเดลนี้ไปใช้เป็นต้นแบบในการวางผังเมือง

เปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าทิ้งร้างรองรับสตาร์ทอัพพร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ของคนเมือง

เขาบอกว่า ด้วยลักษณะเมืองที่เป็นกริดเช่นนี้ ทำให้ส่วนต่างๆ ของเมืองมีลักษณะเป็นบล็อก (block) ขนาดเท่าๆ กันเกือบทั้งเมือง แต่ละบล็อกมีทั้งร้านค้าที่จำเป็น ร้านอาหาร บาร์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเกือบครบถ้วนสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในที่นั้นๆ รวมถึงการตัดถนนให้ขนานกัน 2 แกนทั่วทั้งเมืองเพื่อช่วยลดความหนาแน่นของการจราจรไม่ให้อยู่เพียงจุดในจุดหนึ่ง

โครงการ [email protected] กำเนิดขึ้นมาใน ค.ศ. 2004 โดยสภาเมืองบาร์เซโลนา (Barcelona City Council) เพื่อจุดประสงค์หลัก 2 ข้อ คือ

เปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าทิ้งร้างรองรับสตาร์ทอัพพร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ของคนเมือง

หนึ่ง เพื่อปรับปรุงพื้นที่อุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้างและปล่อยให้เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัยในเขตนี้มากขึ้น และสอง ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป หันมาพึ่งอุตสาหกรรมใหม่เพื่อรองรับ Knowledge Economy ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างพื้นที่ใหม่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ๆ เหล่านี้

ตัวเลข 22 ในชื่อโครงการ [email protected] มาจากเขตที่ 22 ของเมืองบาร์เซโลนา และ @ มาจาก activities ที่เกี่ยวข้องกับ innovation research รวมทั้ง training ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการ และความพยายามที่จะรักษาสมดุลของแต่ละบล็อก โดยพื้นที่ที่ร่วมโครงการทั้งหมดคือ 115 บล็อก จะประกอบไปด้วยอาคารพาณิชย์ ศูนย์วิจัยและเทคโนโลยี ศูนย์บ่มเพาะ startups (incubator) ศูนย์ฝึกอบรม อาคารที่อยู่อาศัย และที่สำคัญพื้นที่ 10 เปอร์เซ็นต์ ของทุกบล็อกจะเป็นพื้นที่สีเขียว

เปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าทิ้งร้างรองรับสตาร์ทอัพพร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ของคนเมือง

ฌอร์ดีเล่าให้ฟังว่า จากตัวอย่างของ Silicon Valley ที่การย้ายเข้าของเหล่านักล่าฝันในสายเทคโนโลยีมาสู่เมืองเพื่อมาทำงานให้กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงและประชากรที่อยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อนต้องเจอกับค่าเช่าที่แพงขึ้น และทำให้พวกเขารู้สึกถูกทอดทิ้ง โครงการนี้จึงให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาความเป็นอยู่และการสร้างประโยชน์ให้กับประชากรของเมือง

“สำหรับคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่นี้มาหลายรุ่นแม้จะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เราอยากให้พวกเขามั่นใจว่าโครงการนี้จะทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การมีที่พักอาศัยของรัฐให้ และการสร้างศูนย์อบรมที่ให้บริการกับทุกคน ไม่ใช่แค่ให้กับเหล่าสตาร์ทอัพเท่านั้น”

ตามกฎหมายของเมือง รัฐจะเวนคืนที่ดินได้เมื่อได้รับความยินยอมจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น 66 เปอร์เซ็นต์  ปัจจัยนี้ยิ่งทำเมืองต้องให้ความสำคัญต่อคำมั่นสัญญาที่จะทำให้ชีวิตที่ดีกว่าแก่คนเหล่านี้ เพื่อที่จะทำโครงการดำเนินไปได้ นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เมืองหนึ่งสามาร ถดึงดูดเหล่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ ไม่ใช่แค่ความพร้อมของ Ecosystem อย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชากรในเมืองแห่งนั้นด้วย

เขาเล่าว่า เป็นความตั้งใจของเมืองที่อยากจะรักษาอาคารโรงงานเก่าเหล่านี้ไว้ เพื่อเป็นที่แสดงถึงการพัฒนาเมืองในอดีตที่ผ่านมาและสิ่งที่ทำให้เมืองบาร์เซโลนาเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ อาคารเก่าโรงงานเก่าเหล่านี้จึงถูกนำมาปรับปรุงใหม่เพื่อใช้เป็นทั้ง มหาวิทยาลัย ออฟฟิศ หรือศูนย์วิจัยต่างๆ

เปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าทิ้งร้างรองรับสตาร์ทอัพพร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ของคนเมือง

“มันเหมือนกับเป็น Blessing in Disguise (เรื่องดีที่แฝงมากับเรื่องไม่ดี) จากโรงงานเก่าแก่ที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์แต่สามารถนำมาใช้กับฟังก์ชันใหม่ๆ ได้อย่างเหมาะสม ทั้งเป็นห้องเรียนให้กับนักเรียนมหาวิทยาลัย หรือเป็นที่บ่มเพาะ startup นอกจากนี้อาคารในรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรมก็กลับมาได้รับความนิยมในงานออกแบบอีกครั้งด้วย”

การลงทุนในโครงการ [email protected] ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 3,000 ล้านยูโร แต่เนื่องจากภาครัฐไม่มีงบประมาณที่จะลงทุนเองทั้งหมด จำเป็นต้องพึ่งการร่วมมือและเงินลงทุนจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จึงสร้างจูงใจบริษัทเหล่านี้ ด้วยข้อเสนอการก่อสร้างอาคารปลูกสร้างที่สูงขึ้นกว่าเขตอื่นๆ นอกโครงการ ทำให้บริษัทเอกชนสามารถสร้างพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติมเพื่อนำไปหารายได้เพิ่มอีกได้

เปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าทิ้งร้างรองรับสตาร์ทอัพพร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ของคนเมือง

ในทางกลับกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับความสูงอาคารที่ได้เพิ่มขึ้น บริษัทผู้พัฒนาแต่ละบล็อกจะต้องคืนพื้นที่ 30 เปอร์เซ็นต์ให้กับเมืองบาร์เซโลนา เพื่อนำไปพัฒนาเป็นพื้นที่สามส่วนเท่าๆ กันได้แก่ ที่พักอาศัยของรัฐ (Public Housing) ศูนย์อบรม (Training Facility) และ พื้นที่สีเขียว

ฌอร์ดีบอกว่า การจูงใจภาคเอกชนโดยการผ่อนผันกฎระเบียบในพื้นที่ของโครงการจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ากฎระเบียบของรัฐไม่เข้มงวดมากพอ เพราะถ้าหากเอกชนสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างสูงเท่าไหร่ก็ได้อยู่แล้ว พวกเขาก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เหล่านี้

“แม้โครงการ [email protected] จะต้องพึ่งพาเงินลงทุนส่วนใหญ่จากภาคเอกชน แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญนั้นต้องมาจากภาครัฐที่มีวิสัยทัศน์ เพราะมันคือโครงการในระยะยาว นอกจากนี้ ความโปร่งใสของภาครัฐก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น ภาคเอกขนคงไม่อยากมีส่วนร่วมและโครงการนี้ก็คงไร้ประโยชน์”

เปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าทิ้งร้างรองรับสตาร์ทอัพพร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ของคนเมือง

Writer

ปวีร์ ศิริมัย

บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจงานข่าวและงานเขียน ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสัมภาษณ์ที่เก่ง ติดอ่านนิยาย ปรัชญา และรักการฟังเพลงแจ๊ส

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load