นอนนอน (nornnorn) คือสตาร์ทอัพที่ให้บริการเช่าที่นอนใหม่คุณภาพสูง ด้วยราคาเริ่มต้นเพียงเดือนละ 65 บาทต่อชิ้น เพื่อแก้ปัญหา 2 เรื่องใหญ่และใหม่ในวงการที่นอน 

หนึ่ง คือ การเข้าถึงที่นอนคุณภาพดีของธุรกิจที่พักโดยไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่อย่างแต่ก่อน ซึ่งที่นอนเป็นหัวใจไม่แพ้การบริการ

สอง คือ การรีไซเคิลที่นอนที่หมดอายุการใช้งานแล้วอย่างถูกวิธีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

เป็นสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยทายาทรุ่นที่ 4 ของธุรกิจที่นอนสัญชาติไทยอายุ 88 ปี ที่เมื่อสืบย้อนกลับไปยังเรื่องราวของผู้รับช่วงต่อรุ่นก่อนหน้า เราพบว่าพวกเขาต่างเป็นสตาร์ทอัพในยุคของตัวเอง และในแนวทางของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

เริ่มจากคุณทวดและพี่ชาย สองผู้ก่อตั้งร้านที่นอนนุ่นย่านพาหุรัด ในสมัยที่คนไทยยังนิยมนอนพื้นเสื่อหรือกระดาน และที่นอนนุ่นเป็นสินค้าหรูหราพบได้ตามบ้านผู้มีฐานะเท่านั้น

ต่อมาทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งแยกตัวไปเปิดร้านที่นอนย่านกิ่งเพชร ผลิตที่นอนนุ่นและที่นอนฟองน้ำด้วยมือ ก่อนค้นพบวิธีทำที่นอนสปริง จนร่วมกับเพื่อนก่อตั้งโรงงานที่นอนสปริงแห่งแรกในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเริ่มทำแบรนด์ที่นอน ‘ดาร์ลิ่ง’ (Darling) ส่งขายทั่วประเทศและทั่วภูมิภาค

ด้วยคลุกคลีช่วยงานพ่อมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทายาทรุ่นที่ 3 กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องที่นอนคนหนึ่งในวงการ เธอและสามีพาที่นอนดาร์ลิ่งบุกเข้าตลาดโรงแรมชั้นนำของประเทศ ก่อนจะแยกตัวมาก่อตั้งบริษัทและทำที่นอนแบรนด์ ‘สปริงเมท’ (Springmate) เป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่พักและโครงการอย่างกว้างขวางทั้งในไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้

มาถึงทายาทรุ่นที่ 4 อดีตนักเรียนฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์จากอังกฤษ ผู้มาสร้างแบรนด์สปริงเมท ขยายตลาด ปฏิรูปและแก้ปัญหาธุรกิจ ก่อนแยกตัวมาทำแพลตฟอร์มให้บริการเช่าที่นอนใหม่คุณภาพดีจากหลากหลายแบรนด์ด้วยค่าเช่าที่เข้าถึงได้จริง 

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

The Cloud มีนัดกับ รัตนา เตชะพันธ์งาม ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สมพลเบดดิ้ง แอนด์ แมทเทรส อินดัสตรี จำกัด เจ้าของแบรนด์ที่นอน ‘สปริงเมท’ และ นพพล เตชะพันธ์งาม ทายาทรุ่นที่ 4 ผู้ก่อตั้ง ‘นอนนอน’ เพื่อพูดคุยวิธีทำธุรกิจที่นอนตลอด 88 ปี ตั้งแต่บรรยากาศการค้าขาย ปัญหาที่พบในแต่ละยุคพร้อมวิธีรับมือ ยากจะบอกว่าโจทย์ของใครยากง่ายกว่ากัน ยุคที่ต้องการสินค้าที่แตกต่าง ยุคที่ความเชื่อใจสำคัญที่สุด ยุคที่สงครามค้าปลีกอาจทำให้ตำนานต้องปิดลง ยุคที่ไม่ได้พูดถึงกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่คิดถึงความยั่งยืนถาวรมากกว่า

กระโดดขึ้นเตียงตามมาฟังเรื่องราวนี้ด้วยกันได้เลย

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้อาจจะยาวนิดหน่อย หากทำใครเผลอหลับไป กลับมาอ่านตอนตื่นได้ไม่ว่ากัน 

(หมายเหตุ : ขอใช้สรรพนามเรียกแทนบุคคลต่างๆ ตามนพพล ทายาทรุ่นที่สี่)

ธุรกิจ : ร้านที่นอนย่งซุนหงวน, ร้านที่นอนสุขวัฒนา, บริษัท ไทยควิลติ้งโปรดักชั่น จำกัด, บริษัท ที่นอนดาร์ลิ่ง จำกัด, บริษัท สมพลเบดดิ้ง แอนด์ แมทเทรส อินดัสตรี จำกัด และ นอนนอน สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มให้บริการเช่าที่นอน

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2475

อายุ : 88 ปี

ประเภท : ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายที่นอนและเครื่องนอน

ผู้ก่อตั้ง : คุณทวดและพี่ชาย ร้านที่นอนย่งซุนหงวน (พ.ศ. 2475)

ทายาทรุ่นสอง : ประเสริฐ ประเสริฐวณิช ร้านที่นอนสุขวัฒนา (พ.ศ. 2502) บริษัท ไทยควิลติ้งโปรดักชั่น จำกัด และ บริษัท ที่นอนดาร์ลิ่ง จำกัด

ทายาทรุ่นสาม : สมชายและรัตนา เตชะพันธ์งาม บริษัท สมพลเบดดิ้ง แอนด์ แมทเทรส อินดัสตรี จำกัด (พ.ศ. 2534) 

ทายาทรุ่นสี่ : นพพล เตชะพันธ์งาม นอนนอน (พ.ศ. 2561), กฤษพณ และณัฐพร เตชะพันธ์งาม

เรื่องเล่าก่อนเข้านอน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ย้อนกลับไปเมื่อ 80 กว่าปีก่อน 

คุณทวดกับพี่ชายคุณทวดถูกส่งตัวจากประเทศจีนมาทำธุรกิจในไทย ร่วมกันก่อตั้งร้านที่นอนนุ่น ‘ย่งซุนหงวน’ หน้าตลาดพาหุรัดใน พ.ศ. 2475

ชื่อ ‘ย่ง’ แปลว่าตลอดกาล ขณะที่ ‘ซุนหงวน’ มีความหมายว่า สะดวก ราบรื่น ไม่ติดขัด เงินทองไหลมาเทมา

ต่อมาคุณทวดป่วยหนัก จึงเดินทางกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิดที่ซัวเถาและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไป 

จนกระทั่งคุณตาประเสริฐ ประเสริฐวณิช มีอายุ 13 ปี พี่ชายคุณทวดก็เรียกตัวจากเมืองจีนให้มาทำธุรกิจร่วมกัน โดยรับเอาหุ้นส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เคยเป็นของคุณทวดไปตามชอบธรรม จากนั้นธุรกิจก็ดำเนินต่อไปด้วยดี จนเมื่อคุณตาประเสริฐอายุได้ 30 ปี ก็แยกตัวออกไปเปิดร้านที่นอนชื่อ ‘ที่นอนสุขวัฒนา’ ในย่านกิ่งเพชร ใน พ.ศ. 2502 

ผู้ผลิตที่นอนสปริงเจ้าแรกในไทย และเจ้าแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชื่อของ ‘สุขวัฒนา’ มาจากความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าได้นอนอย่างเป็นสุขสมชื่อ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจอยู่ยืนยาวถาวรและวัฒนาไปด้วย

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

นอกจากเป็นเจ้าแรกในย่านแล้ว ที่นอนสุขวัฒนายังผลิตและขายส่งที่นอนให้ร้านค้าในละแวกกิ่งเพชร สะพานดำ แม้นศรี และย่านอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงร้านค้าในต่างจังหวัดทั่วประเทศ จนทำให้บริเวณสี่แยกน้ำพุราชเทวีกลายเป็นย่านร้านขายที่นอนของกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา

สมัยนั้นที่นอนนุ่นเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลาง เนื่องจากราคาไม่แพงและมีคุณภาพการใช้งานที่ยาวนาน ต่อมามีการพัฒนาเป็นที่นอนฟองน้ำเพราะผลิตได้เร็วขึ้น แต่ยังมีความแน่นใกล้เคียงที่นอนนุ่นและไม่เก็บฝุ่น

หลังจากทำธุรกิจขายผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนให้กลุ่มทหารอเมริกันที่มาประจำการในประเทศไทยช่วงสงครามเวียดนาม จนใกล้ชิดสนิทสนมถึงขั้นช่วยแก้ปัญหาที่นอนยุบ เมื่อรื้อดูก็พบที่นอนสปริงกับตาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่มีมานานก่อนหน้านั้นหลายสิบปีแล้ว ให้สัมผัสที่นุ่มและนอนสบายกว่าที่นอนนุ่นและฟองน้ำ คุณตาประเสริฐจึงเริ่มลงมือศึกษาและตัดสินใจร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดโรงงานผลิตที่นอนสปริงแห่งแรกของไทย และเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน พ.ศ. 2507

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท
การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

Good night, Darling 

ต่อมาคุณตาประเสริฐแยกตัวจากหุ้นส่วนเดิม เพื่อมาสร้างโรงงานผลิตที่นอนสปริงและฟองน้ำแห่งใหม่ในชื่อ บริษัท ไทยควิลติ้งโปรดักชั่น จำกัด ใน พ.ศ. 2521 นำเครื่องจักรทำ Quilting หรือเย็บเดินลาย เข้ามาจากยุโรปเพื่อเดินลายผ้าบนที่นอน ทำให้ที่นอนดูหรูหราและแข็งแรงขึ้น จากเดิมที่ใช้ผ้าผืนธรรมดาหุ้มที่นอน รวมถึงมีเครื่องจักรร้อยแผงสปริงมาแทนที่การใช้มือร้อยแบบแต่ก่อน ทำให้ผลิตเร็วขึ้นนับสิบเท่า มีมาตรฐานสูงขึ้น พร้อมสร้างแบรนด์ดาร์ลิ่ง

“ที่มาของชื่อแบรนด์มาจากการที่คุณพ่อประทับใจคำว่า ‘ดาร์ลิ่ง’ ซึ่งแปลว่า ที่รัก” คุณแม่รัตนาเล่า

ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 6 คน คุณแม่รัตนาซึ่งเป็นลูกสาวคนที่ 3 และพี่สาว ถือเป็นแรงงานสำคัญที่คอยช่วยงานที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานขาย งานผลิต งานดูแลคลังสินค้า หรืองานจัดส่ง

“ดิฉันทำงานที่ร้านคุณพ่อตั้งแต่อายุสิบสองปี ดูแลตั้งแต่การขาย การเปิดบิล ไปจนถึงการผลิตที่นอนนุ่นและที่นอนฟองน้ำ ได้ช่วยเย็บที่นอนนุ่น ผ้าปู และปลอกหมอนเวลาขาดพนักงาน พออายุสิบหกปี บางครั้งก็ขับรถหกล้อออกไปส่งที่นอนให้ลูกค้าด้วยตัวเองเวลาคนขับไม่พอ” 

นอกจากคุณตาประเสริฐคิดชื่อเก่งแล้ว ยังคิดขายเก่งด้วย

จากการศึกษาวิธีการโฆษณาสินค้าของต่างประเทศ คุณตาประเสริฐได้สั่งผลิตโฆษณาโทรทัศน์ที่ฮือฮาของยุค ด้วยการนำรถบดถนนมาบดที่นอนเพื่อให้เห็นถึงความแข็งแรง ทนทาน จนคนทั้งประเทศจดจำและเรียกว่าแบรนด์ ‘ที่นอนรถบด’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ เมื่อได้เจอผู้ที่ได้รับสัมปทานทำป้ายบอกทาง คุณตาประเสริฐเล็งเห็นประโยชน์ของการใช้ป้ายบอกทางในการโฆษณา จึงขอออกทุนผลิตป้ายบอกทางตามที่ต่างๆ แลกกับพื้นที่โฆษณาที่นอนเล็กๆ ใต้ป้าย ผลก็คือโฆษณาและชื่อของที่นอนดาร์ลิ่งได้กระจายไปอยู่ตามสี่แยกทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

ขณะที่คุณแม่รัตนาก็ซึมซับวิธีการทำที่นอนที่ดี เพราะคลุกคลีอยู่กับการผลิตที่นอนมาตั้งแต่เด็ก เธอเห็นความแตกต่างและคิดหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ให้ลูกค้าอย่างเข้าใจ หากรู้ว่าที่นอนชิ้นไหน แบรนด์ไหน รุ่นไหน มีปัญหา เธอไม่รอที่จะรื้อดูข้างใน จนพบสาเหตุความนอนสบายและไม่สบายต่างๆ ก่อเกิดเป็นองค์ความรู้

“ข้างในมีวัสดุอะไรบ้าง ประกอบขึ้นมาอย่างไร จากตอนแรกที่เราคิดแค่จะซ่อมที่นอนที่ลูกค้านำมาให้ช่วยซ่อม เรากลับได้ศึกษาและรู้จักวัสดุที่ลึกซึ้งอย่างคาดไม่ถึง เช่น ตอนนั้นน้อยคนจะรู้ว่ายางพาราของไทยให้ความรู้สึกเย็น จริงอยู่ที่ทั่วโลกมีการใช้ยางพารา แต่เป็นยางพารากึ่งสังเคราะห์ ส่วนในเมืองไทยเราใช้น้ำยางร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ที่นอนมีความเย็น นุ่ม อยู่ทนทานนานกว่า” 

องค์ความรู้บวกกับการได้ไปดูงานในต่างประเทศบ่อยครั้ง ทำให้คุณแม่รัตนาได้เรียนรู้ศาสตร์การทำที่นอนจากความเข้าใจในวัสดุ เมื่อรวมกับประสบการณ์ออกแบบที่นอนรูปแบบต่างๆ ทำให้เชี่ยวชาญเรื่องที่นอนกว่าใคร

“เคยออกแบบที่นอนในเรือ ทรงจะแปลกกว่าทั่วไปเพราะต้องโค้งรับกับลำเรือ ดิฉันก็วัดขนาด ร่างแบบ ตัดเย็บ และประกอบเสร็จภายในสามวันที่เรือจอดเทียบท่า เป็นงานที่ท้าทายมากแต่ทำให้ลูกค้าประทับใจและเกิดการบอกต่อ” 

คือช่วงฤดูใบไม้ผลิของธุรกิจที่นอน

หลังจากคุณแม่รัตนาพบรักและแต่งงานกับคุณพ่อสมชาย อดีตพนักงานขายดีเด่นจากบริษัทคู่แข่ง ทั้งคู่ใช้ความสามารถที่มีช่วยทำให้แบรนด์ที่นอนดาร์ลิ่งบุกตลาดใหม่ๆ สำเร็จ

“จากเดิมที่คุณพ่อเจาะตลาดร้านค้าและโรงแรมระดับล่าง ช่วงปีแรกที่คุณสมชายมาช่วยงานทำยอดขายถล่มทลาย จากการเข้าไปเสนอขายที่นอนสปริงแบรนด์ดาร์ลิ่งให้กับโรงแรมห้าดาวชื่อดังหลายแห่ง ในช่วงที่อุตสาหกรรมโรงแรมกำลังเติบโตในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เดิมทีโรงแรมชั้นนำจะนำเข้าที่นอนจากต่างประเทศเท่านั้น” คุณแม่รัตนาเล่า

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

จากนั้นใน พ.ศ. 2528 ทั้งคู่ก็ได้รับหน้าที่ดูแลร้านที่นอนสาขาใหม่แถวลาดพร้าวของคุณตาประเสริฐ พร้อมขยายตลาดของดาร์ลิ่งในกลุ่มโรงแรมชั้นนำทั่วประเทศ ก่อนจะตั้งบริษัทและโรงงานเพื่อทำแบรนด์ที่นอนสปริงเมทของตัวเองใน พ.ศ. 2534 ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตที่นอนคุณภาพที่แข็งแรงและใช้งานได้นานยิ่งกว่าเดิม

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท
การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

เมื่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อ พ.ศ. 2540 ที่นอนสปริงเมทได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่จนผ่านวิกฤตไปได้ นั่นคือการผลิตที่นอนหนึ่งหมื่นชิ้นสำหรับนักกีฬาที่ร่วมงานมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ใน พ.ศ. 2541 ทั้งที่เป็นแบรนด์เพิ่งเกิดและมีโรงงานที่เล็กมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

สปริงเมทเอาชนะมาได้อย่างไร เราถาม

“คณะกรรมการประกาศเกณฑ์การคัดเลือกชัดเจนว่าจะเลือกตามคุณภาพ หลังจากเยี่ยมชมโรงงานดูความสามารถในการผลิตของทั้งสิบสี่แบรนด์ ในการคัดเลือกรอบสุดท้าย คณะกรรมการเอ่ยขอหนังสือรับรองผลงาน โดยให้เวลาจัดหาใบรับรองฯ แค่หนึ่งวัน ด้วยความที่เราอยู่ในตลาดมานาน มีสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้าแม่บ้านในโรงแรมที่เป็นลูกค้าเราหลายแห่ง ทุกที่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รีบออกใบรับรองฯ ให้ จนเราได้งานในที่สุด ขณะที่คู่แข่งรายอื่นๆ หาใบรับรองฯ มาไม่ได้แม้แต่ใบเดียว”

คุณแม่รัตนาบอกว่า ที่นอนเป็นสินค้าที่มองไม่เห็นข้างใน จึงต้องอาศัยความเชื่อใจเป็นที่สุด โดยเฉพาะจากธุรกิจโรงแรมที่พัก ซึ่งที่นอนสำคัญไม่แพ้การบริการ

“สำคัญคือประสบการณ์นอนที่ดี หากแขกนอนแล้วยุบเขาคงไม่กลับมาอีก”

ความใส่ใจเรื่องคุณภาพทำให้สปริงเมทมีชื่อเสียงในวงการโรงแรมเรื่องการเป็นผู้ผลิตที่นอนคุณภาพดี หากคิดถึงที่นอนคุณภาพจะมีชื่อของสปริงเมทอยู่เสมอแม้ไม่ทำการตลาดใดๆ 

“คุณพ่อจะสอนว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องทำของที่ดีที่สุด ที่เรามั่นใจที่สุด บ่อยครั้งมากที่เราพบลูกค้าเก่ารุ่นพ่อแม่ที่พาลูกที่กำลังจะแต่งงานมาเลือกซื้อที่นอนชิ้นใหม่ ยิ่งทำให้เรามีความมั่นใจ เราพูดเสมอว่าที่นอนเป็นของที่คนมองจากภายนอกไม่เห็น เวลาขายจะพูดดีแค่ไหนก็ได้ให้ลูกค้าเชื่อและยอมซื้อ ส่วนสินค้าจริงๆ เป็นอย่างไรลูกค้าก็ไม่อาจทราบได้จนกระทั่งได้ใช้งานไปแล้ว เพราะฉะนั้น เราต้องทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เรื่องนี้สำคัญที่สุด เราจะไม่มีวันหักหลังลูกค้า นี่คือคำมั่นสัญญา

“และนอกจากความซื่อสัตย์แล้ว เรายังอยากแก้ปัญหาให้กับลูกค้า เพราะนอกจากก่อให้เกิดความสุขทางใจ ยังทำให้เราได้ทราบ Pain Points ของลูกค้า จนทำให้เกิดสินค้าใหม่ๆ บริการใหม่ๆ ช่องทางและธุรกิจใหม่ๆ” คุณแม่รัตนาเล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอด 50 ปีของการทำธุรกิจ พร้อมส่งต่อไปถึงลูกๆ

เมื่อธุรกิจไปได้ดี ก็ถึงเวลาที่ทายาทรุ่นสามสานฝันกลับไปเป็นนิสิตจุฬาฯ เมื่ออายุ 58 ปี

เมื่อวันเวลาผ่านไป ธุรกิจก็เริ่มลงตัวมากขึ้น จากตอนที่วัยรุ่นต้องช่วยงานที่บ้านจนไม่มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย คุณแม่รัตนาก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนจบปริญญาโท ที่คณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อตอนอายุ 58 ปี

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

“ตอนเรียนรามฯ มีเพื่อนร่วมชั้นอายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี ด้วยความเป็นเพื่อน เพื่อนเล่าทุกอย่างที่บ้านให้เราฟังหมด เลยได้เข้าใจความรู้สึกของลูกที่มองพ่อแม่อย่างเรา เราบอกตัวเองเลยว่าจะไม่ทำแบบนั้นกับลูก เราจะเอาใจฟังเขาก่อน และจะเคารพความคิดเห็นของเขา กลายเป็นว่าเปิดโอกาสให้เขากล้าทำสิ่งที่เขาอยากทำ

“ส่วนตอนเรียนปริญญาโท ก็ได้รู้ว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เขียนในตำรานั้น คือสิ่งที่เราลองผิดลองถูกมาตลอดชีวิต โดยที่ไม่รู้ว่าวิธีเหล่านี้เขียนอยู่ในตำราธุรกิจ เมื่อรู้ก็เกิดความมั่นใจ เรื่องไหนไม่เคยคิดลองมาก่อนก็ไฟแรงอยากทำทันที” คุณแม่รัตนาเล่า

สู่การปฏิรูปเพื่อสู้ศึกในยุคทายาทรุ่นที่ 4

“ตอนเด็กๆ คิดว่าถ้าสังคมเราล่มสลายไป จะมีความรู้อะไรที่จำเป็นต่อการสร้างอารยธรรมใหม่ นอกจากหมอและวิศวกร สุดท้ายก็เรียนฟิสิกส์” ทายาทรุ่นที่ 4 เล่าเมื่อเราถามที่มาของการเลือกเรียนต่อ

หลังเรียนจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาฟิสิกส์และทฤษฎีทางฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ และอนุปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร​์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นพพลได้กลับมาทำงานในส่วนงานสร้างแบรนด์และพัฒนาธุรกิจใน พ.ศ. 2548 

“ที่ผ่านมา ธุรกิจของเรามีชื่อเสียงในกลุ่มลูกค้าโรงแรมและโครงการ เราทำตลาดผ่านความน่าเชื่อถือกับคนโรงแรมกลุ่มเดิมๆ เป็นหลัก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป กลุ่มลูกค้าเราขยายขึ้น เราก็เริ่มได้รับคำถามจากลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ว่า ถ้าสินค้าของเราดีจริง ทำไมเราไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนทั่วไปหรือในตลาดค้าปลีกเลย” 

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

แม้จะสร้างภาพลักษณ์ของสปริงเมทใหม่หมดให้สมกับตำนานธุรกิจของครอบครัวที่มีมานาน การแข่งขันของธุรกิจที่นอนในเวลาที่นพพลเข้ามารับช่วงต่อนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากแบรนด์ดังจากต่างประเทศ และการเปลี่ยนไปของตลาดค้าปลีก จากร้านที่นอนและเฟอร์นิเจอร์รายย่อยกลายเป็นห้างสรรพสินค้าทันสมัยที่มีอำนาจต่อรองสูง ตามมาด้วยร้านเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ที่เข้ามามีอิทธิพลในตลาด 

“ภาพลักษณ์ของสปริงเมทในกลุ่มลูกค้าโครงการและโรงแรมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับบนทั้งเรื่องราคาและคุณภาพ แต่ในกลุ่มตลาดค้าปลีกในช่วงแรกๆ ที่ผมเข้ามาช่วยงาน เรากลับถูกจัดให้อยู่ในระดับที่ต่ำลงมา เนื่องจากสปริงเมทประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นแบรนด์ไทย การเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำเป็นเรื่องยาก เพราะห้างฯ ต้องการสินค้าที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศมากกว่า” นพพลเล่าปัญหาที่เขาพบ

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ รัตนาและนพพลตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน (Manufacturing Development to Improve Competitiveness Programme: MDICP) ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ใน พ.ศ. 2551 เพื่อปรับปรุงพัฒนาระบบการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดให้เหมาะสมกับขนาดของบริษัทที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อแรกก่อตั้ง ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท
การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

“เป้าหมายสำคัญในตอนนั้นคือ ทำให้โรงงานได้รับมาตรฐาน ISO ซึ่งเราต้องเขียนขั้นตอนการผลิตทั้งหมดออกมาอย่างละเอียด ในขณะเดียวกัน จากคำปรึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการตลาด เราได้เข้าใจที่มาและผลกระทบของความล้มเหลวของเราในตลาดค้าปลีก จนในที่สุดเราก็ยอมถอยออกมาจากตลาดค้าปลีกเป็นการชั่วคราวเพื่อตั้งหลักใหม่ และเพื่อให้เราก้าวต่อไปได้มั่นคงกว่าเดิม” 

ต่อมาไม่นาน นพพลได้ทีมที่มีประสบการณ์ในวงการค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์มาร่วมงาน จนช่วยให้สปริงเมทสามารถเข้าถึงช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสม สปริงเมทจึงได้กลับมาลุยตลาดค้าปลีกอีกครั้งจนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

งานใหญ่ต่อมาคือการปฏิรูปการบริหารจัดการด้วยระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมการผลิตและการบริหารจัดการทั้งหมดของบริษัท เพื่อให้ติดตามต้นทุนการผลิตจริงได้ตลอดเวลา และเพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำทันการณ์ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ

“เป็นสิ่งที่บริษัทต้องการมากๆ ในเวลานั้น เราอยากรู้ต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดราคาสินค้าให้ถูกต้อง เนื่องจากบริษัทมีสินค้าหลายพันรายการ ตั้งแต่สินค้าที่เราผลิตเองทั้งหมด สินค้ากึ่งผลิตเอง สินค้าซื้อมาขายไป และต้นทุนของวัตถุดิบและสินค้าต่างๆ ก็มีความผันผวนที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน การดำเนินธุรกิจของเราเองก็มีความซับซ้อนมากขึ้น” 

นพพลเล่าเรื่องราวในช่วงสิบปีที่ช่วยงานที่บ้าน ก่อนส่งไม้ให้น้องสาวและน้องชายเข้ามาช่วยงานต่อ ขณะที่เขาหันไปทุ่มเทให้ธุรกิจใหม่ซึ่งต่อยอดจากธุรกิจที่นอนของครอบครัว

นิทานตื่นนอน ที่เขียนเรื่องจากโจทย์ของลูกค้าและอยากแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

“ระหว่างที่ทำงานที่บ้านก็พบอุปสรรคที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากสถานการณ์พาไปและคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างจีน ถ้าเราสู้อยู่บนเกมเดิม วันนี้อาจยังเอาอยู่และอยู่ได้อีกสิบปี แต่เราอาจจะแพ้ในที่สุด ก็เลยถามตัวเองว่า ทำไมเราไม่เริ่มสร้างเกมใหม่ของเรา เกมที่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน อะไรคือประเด็นที่ลูกค้าเจอแต่ยังไม่มีใครแก้”

และเกมใหม่ของนพพลก็คือ การสร้างธุรกิจบนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้สินค้าใช้งานได้อย่างยาวนาน และให้สินค้าต่างๆ คืนกลับมาเพื่อการรีไซเคิลแทนที่การนำไปทิ้ง เพื่อลดการเกิดขยะ ช่วยให้วัสดุและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยลดภาวะโลกร้อน

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

เกิดเป็น ‘นอนนอน’ แพลตฟอร์มที่ให้บริการเช่าที่นอนคุณภาพ เริ่มต้นเพียงเดือนละ 65 บาทต่อชิ้นในไทย หรือ 1.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ ช่วยให้โรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจที่พักอื่นๆ ไม่ว่าระดับไหนก็ตามได้เข้าถึงที่นอนคุณภาพ จากเดิมที่ธุรกิจที่พักขนาดเล็กอาจไม่มีงบพอที่จะซื้อที่นอนคุณภาพ ทำให้มีแต่ที่นอนคุณภาพต่ำที่นอนไม่สบายและอายุการใช้งานสั้นไว้ให้บริการแขก และธุรกิจที่พักอาศัยทั้งหมดเกือบทั่วโลกขาดวิธีการในการกำจัดที่นอนที่หมดสภาพการใช้งานแล้วอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สัญญาเช่าของนอนนอนอยู่ที่ 7 – 10 ปี เมื่อครบสัญญา นอนนอนจะรับที่นอนเก่าไปแยกชิ้นส่วนและรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ในขณะเดียวกัน นอนนอนก็จะเริ่มทำวิจัยและพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษซากวัสดุเหล่านั้น จากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำมากในปัจจุบัน ให้มีมูลค่าสูงขึ้นจนคุ้มค่าการรีไซเคิล 

แม้บริการให้เช่าจะมีอยู่ในสินค้าอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่เคยมีใครนำมาทำกับเฟอร์นิเจอร์มาก่อน ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ไม่อยากลงทุนเป็นเงินก้อนในครั้งเดียว

“ตลอดเวลาสิบปีกว่าที่ช่วยงานที่บ้าน ผมเห็นว่าโรงแรมส่วนใหญ่ ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะซื้อที่นอนคุณภาพเพื่อให้บริการแขกได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการจะซื้อที่นอนเป็นอย่างสุดท้ายก่อนจะเปิดโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการก่อสร้างและตกแต่งภายในหมดแล้ว โอกาสเลือกที่นอนดีๆ จึงน้อยลง และแทนที่จะจ่ายเงินสำหรับที่นอนที่ใช้ได้สิบปี กลับต้องคอยเปลี่ยนที่นอนทุกสองสามปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากกว่า

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

“นอกจากนี้เริ่มมีลูกค้าอยากให้ช่วยทิ้งที่นอนเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ขายต่อให้พนักงานของลูกค้าเองก็ยังไม่หมด หรือที่นอนอาจมีสภาพที่แย่เกินกว่าจะใช้งานต่อหรือซ่อมแซมใหม่ได้ จึงอยากหาวิธีกำจัดที่นอนหมดอายุอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาไม่มีการรีไซเคิลที่นอน เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ทำเงิน จึงต้องฝังกลบหรือเผาทำลาย เกิดปัญหามลภาวะและไมโครพลาสติกในระบบนิเวศ ซึ่งในแต่ละปีมีที่นอนหลายร้อยล้านชิ้นทั่วโลกที่ถูกทิ้งอย่างไม่เหมาะสม”

นพพลเล่าว่า เขาคาดหวังให้ที่พักขนาดเล็กมีโอกาสเข้าถึงที่นอนคุณภาพ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับโรงแรมขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน จากประมาณการยอดขาย นอนนอนอาจช่วยให้ที่นอนกว่า 2.2 ล้านชิ้นไม่ถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ พร้อมมอบชีวิตใหม่ให้วัสดุจากที่นอนใช้แล้วกว่า 39,000 ตันในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า

ปัจจุบัน นอนนอนมีลูกค้าเป็นโรงแรมทั้งในไทยและอินโดนีเซีย สำหรับลูกค้าทั่วไปยังคงรอการพัฒนาระบบ FinTech เพื่อบริหารความเสี่ยงหนี้สูญกรณีลูกค้าไม่จ่ายค่าบริการอยู่ หากสำเร็จเราคงได้ใช้ที่นอนดีๆ หลับสบายหายห่วงในเร็ววัน

นพพลเล่าเหตุผลที่ไม่เริ่มทำ ‘นอนนอน’ ภายใต้ธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่แรก ว่าเป็นเพราะอยากให้คล่องตัว และอยากให้แพลตฟอร์มเปิดกว้างกับแบรนด์ที่นอนคุณภาพแบรนด์อื่นๆ ด้วย 

ในอนาคตอันใกล้ เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวกลับเป็นปกติจากช่วงวิกฤตโรคระบาด COVID-19 นพพลบอกว่ามีโอกาสที่นอนนอนจะเติบโตและเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะผู้ประกอบการโรงแรมจะหันมาปรับแผนการลงทุน ชะลอการจ่ายเงินก้อนให้น้อยที่สุด

ก่อนจากกัน เราชวนนพพลทิ้งท้ายปัญหาคลาสสิกของการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว พร้อมวิธีการรับมือที่สมเป็นครอบครัวสตาร์ทอัพมาตลอด 4 รุ่น

การต่อยอดธุรกิจที่นอนอายุ 91 ปีของทายาทรุ่น 4 ด้วยสตาร์ทอัพให้เช่าที่นอนเดือนละ 65 บาท, Springmate, นอนนอน, ที่นอนแบรนด์สปริงเมท

“การยึดติดกับความสำเร็จในอดีตเป็นกับดักที่ใหญ่มาก สิ่งที่เคยได้ผลดีในอดีตไม่ได้แปลว่าจะได้ผลดีในวันนี้ และคนรุ่นใหม่เองก็ไม่อาจคัดค้านได้เลย เพราะเราไม่เคยอยู่ในสถานการณ์นั้นมาก่อนจริงๆ ที่น่าแปลกคือ ตอนที่พวกผู้ใหญ่ท่านเริ่มต้นธุรกิจ ท่านก็เริ่มจากความกล้าที่ลองทำ ลองเสี่ยงทั้งนั้น แต่พอสำเร็จแล้ว ความกล้านั้นกลับหายไป คุณพ่อและคุณแม่เองก็ก้าวออกมาจากธุรกิจของคุณตาจนมีสปริงเมทและธุรกิจอื่นๆ ทุกวันนี้ ตอนนี้ก็ถึงคราวผมออกมาเพื่อหาช่องทางทำสิ่งใหม่ๆ

“การได้รู้เรื่องราวของคนรุ่นก่อนช่วยทำให้เรากล้าทำ ถึงตาของเราแล้วที่จะเป็นผู้เริ่มแบบที่พวกท่านเคยเริ่มมาก่อน รู้ซึ้งเลยว่าสมัยพวกท่านก็คงไม่ได้ง่ายเหมือนกัน แต่ก็ยังผ่านมาได้” 

ได้ยินแล้วอดภูมิใจแทนทุกคนไม่ได้ คงจะเร็วไปหากบอกว่า นี่คือบทสรุปของนิทานที่ชื่อ ‘นอนนอน’ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดี ถึงความดีงามของเรื่องราวธุรกิจที่นอนสัญชาติไทยที่มีตำนานเกือบร้อยปี ธุรกิจนี้

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load