The Cloud X MILO

 

Més que un club

ผมเจอประโยคนี้อยู่ที่หน้าสนาม Camp Nou ของสโมสรบาร์เซโลน่า แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประโยคภาษาอังกฤษ ผมจึงยอมรับตามตรงว่าไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่คิดว่าคงเป็นประโยคที่มีความหมายสำคัญไม่น้อย เพราะผมเห็นประโยคเดียวกันอีกครั้งเมื่อเก้าอี้บนอัฒจันทร์เรียงกันเป็นประโยคนี้

ประโยคนี้สำคัญอย่างไร คือสิ่งที่ค้างคาใจเมื่อแรกเห็น

 

Més que un club

 

นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางมาเยือนเมืองบาร์เซโลน่า

แม้ขณะที่ไปเยือนบรรยากาศของเมืองจะยังคงคุกรุ่นด้วยประเด็นการแบ่งแยกดินแดนของแคว้นกาตาลุญญา แต่บนท้องถนนในเมืองยังคงสงบและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนเตือนด้วยความหวังดีก่อนออกเดินทาง สถาปัตยกรรมฝีมือ Antoni Gaudí (อันตอนี เกาดี) ในเมืองยังคงล้นหลามไปด้วยนักท่องเที่ยว

ครั้งนี้ผมเดินทางมาพร้อมน้องๆ 4 คนที่ได้รับคัดเลือกในโครงการไมโล ฟุตซอล 2017 Road to Barcelona ให้มาเรียนรู้ทักษะฟุตบอลที่สโมสรบาร์เซโลน่า ประกอบด้วยยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พหรมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง โดยมีอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล เดินทางมาดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนั้นยังมีอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่างโค้ชหรั่งชาญวิทย์ ผลชีวิน, โค้ชหมีรักษ์พล สายเนตรงาม เฮดโค้ชของทีมฟุตซอลอันดับ 1 ของไทยอย่างทีมพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี และ โค้ชหนึ่ง-อนุพงษ์ พลศักดิ์ อดีตนักฟุตซอลทีมชาติไทย ร่วมทริปมาด้วยกัน

ระหว่างเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังบาร์เซโลน่า มีนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยออกอาการตื่นเต้นเมื่อได้เจอกับเด็กๆ ทั้งสี่

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประโยค ‘ROAD TO BARCELONA’ ที่สกรีนอยู่บนหลังเสื้อสีเขียวที่น้องๆ สวมใส่ และธงชาติไทยที่ปักอยู่บริเวณอกข้างซ้าย

ระหว่างนั่งรอเครื่องบินออกเดินทาง ผมถือโอกาสชวนคุณอนุพงศ์หรือพี่พงศ์ของน้องๆ คุยถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ ซึ่งเขาว่าทั้งหมดต้องย้อนกลับไปยังความเชื่อดั้งเดิมของแบรนด์ไมโลที่ว่า Sport is a great teacher

“เราเชื่อว่ากีฬาทำให้คนเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นว่าต้องเล่นกีฬาเป็นสายอาชีพก็ได้ ขอแค่เล่นกีฬา กีฬาทำให้เรารู้จักความอดทน การก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง ซึ่งพวกนี้เป็นบทเรียนชีวิตที่หนังสือเขียนได้ แต่สอนไม่ได้ มันต้องสัมผัสเองผ่านการเล่นกีฬา” คุณพงศ์ย้อนเล่า

ผมเห็นด้วยกับเขา ใครที่เติบโตมากับกีฬาย่อมเห็นตรงกันว่า กีฬาให้อะไรมากกว่าที่คิดและมอบบทเรียนอันยิ่งใหญ่มากกว่าที่คาด

ผมนึกถึงนักเตะในสโมสรบาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเป็นลิโอเนล เมสซี่, อันเดรส อิเนียสต้า, เคราร์ด ปิเก้ และนักเตะคนอื่นๆ ที่เลือกฝากชีวิตไว้กับกีฬาตั้งแต่วัยเยาว์ พวกเขาได้อะไรจากกีฬาหรือประสบความสำเร็จในชีวิตแค่ไหนคงไม่ต้องเสียเวลาสาธยายให้เสียเวลา

หากใครเคยอ่านชีวประวัติของดาวเตะที่ดีที่สุดในโลกชาวอาร์เจนติน่าอย่างเมสซี่ ย่อมรู้ว่าชีวิตเขามีทุกวันนี้ได้ด้วยกีฬาล้วนๆ

จากเด็กที่มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนการเจริญเติบโตบกพร่อง วันนี้เขากลายเป็นนักฟุตบอลขวัญใจอันดับหนึ่งของกองเชียร์บาร์เซโลน่า

FC Barcelona

“ถ้าเรามองประเทศไทยในช่วง 20 – 30 ปี ที่ผ่านมา เด็กๆ ที่เล่นกีฬาอย่างจริงจังต่อเนื่องน้อยลง เด็กบ้านเราถูกเลี้ยงมาให้เรียนหนังสืออย่างเดียว เพราะว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต ทำให้เขาหาเงินได้ ซึ่งที่ผ่านมามันพอจะมีข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป การเรียนอย่างเดียวอาจจะทำให้เรียนเก่ง แต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นคนหรือผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้ มันมีสิ่งสำคัญอย่างอื่นด้วย ผมว่าพ่อแม่จึงเริ่มปรับตัว เริ่มหันมาเลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการรอบด้านมากขึ้น ไมโลก็อยากที่จะให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าการเล่นกีฬาไม่ได้เป็นอุปสรรคของการเรียน แต่การเล่นกีฬานี่แหละเป็นตัวเสริมให้เขาเติบโตไปได้ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงกลับมาทุกอย่างที่ไมโลทำ”

นั่นเป็นที่มาที่ไปที่ทำให้สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างไมโลและบาร์เซโลน่าจับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพกันโดยไม่ได้แค่หวังผลเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เพื่อทำบางสิ่งที่มีคุณค่าและยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการหว่านเมล็ดพันธุ์ความเชื่อความฝันทางด้านการเล่นกีฬาให้กับเด็กๆ และผู้ปกครอง

“เรากับบาร์เซโลน่ามีความเชื่อเหมือนกันเรื่องของการเล่นกีฬา เชื่อว่ากีฬาสามารถสร้างให้คนมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้ คือการที่สโมสรฟุตบอลเป็นพาร์ตเนอร์ชิพกับแบรนด์มันเป็นไปได้ อาจจะอยากได้ความนิยมของนักเตะเขา แต่สิ่งที่ไมโลทำค่อนข้างแตกต่าง เรามีสิ่งทีจะทำมากมาย แต่สำหรับปีแรกสิ่งที่จับต้องได้คือเราคุยกันว่า ไมโลแต่ละประเทศทั่วโลกจะส่งเด็กเข้าไปฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า เพื่อให้เขาได้รับ World-class coaching เรามองว่าเด็กที่แข่งเสร็จแล้วจะได้ไปต่อได้ มีที่ไป”

MILO

วิธีการคัดเลือกเด็กมาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่าเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจ

ผมรู้สึกว่ามันคล้ายรายการเรียลิตี้ไม่น้อย

จากทีมฟุตบอลระดับเยาวชนทั่วประเทศ 704 ทีม จากเด็กหลายพันคน คัดเหลือเพียง 40 คน เพื่อไปเข้าค่ายเก็บตัวที่สโมสรพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี ก่อนจะคัดเหลือเด็กเพียง 4 คนสุดท้าย โดยมีการเชิญโค้ชจากสโมสรบาร์เซโลน่ามาร่วมตัดสิน

“เรารับสมัครทีมจากทั่วประเทศโดยแบ่งเป็น 4 รุ่นอายุ แล้วเราก็คัดทีมที่ชนะของแต่ละภาคมาแข่งขันกันที่กรุงเทพฯ โดยมีแมวมองคอยหาช้างเผือก โดยที่ไม่เกี่ยวกับว่าทีมที่สังกัดจะเข้ารอบสุดท้ายหรือเปล่า แต่ว่าเราคัดกรองจากฝีเท้า จากคุณลักษณะของนักกีฬาที่ดีควรมี เช่น การมีน้ำใจนักกีฬา พร้อมที่จะเรียนรู้ เล่นเป็นทีมได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ถูกเอามาคิดทั้งหมด จนคัดเหลือ 4 คน

“การพาเด็กไปบาร์เซโลน่าไม่ได้ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ เบื้องหลังก็มีคนกว่า 50 ชีวิตที่ช่วยเราอยู่ กระทั่งตอนเข้าแคมป์ที่ชลบุรี มันผ่านอะไรกันมาเยอะมากกว่าจะถึงวันที่เราไปบาร์เซโลน่าได้ แต่วันที่เราได้ไปจริงๆ ผมถือว่าคุ้ม

“แค่ลงจากเครื่องบินก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขา ผมรู้ว่าเด็ก 4 คนดีใจมาก ตั้งแต่ก่อนจะไป ตอนที่เขาประกาศผลแจ๊คกับยูโรก็จะยิ้ม แต่บูมกับเอิร์ธเขาไม่ยิ้มเลยนะ พอไปถามพ่อแม่เขา ถึงรู้ว่าเจ้าบูมพอประกาศวิ่งเข้าห้องน้ำไปร้องไห้นะ เขาดีใจมาก ผมเชื่อว่าลึกๆ เขาอยากไปมาก เขาดีใจมาก แล้วพอได้ไปเขาก็อยากซ้อมตลอด ไม่ได้อยากไปเที่ยวเลย ผมรู้สึกดีที่เขาจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ให้เขาฉุกคิดในแบบที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่อาจเห็นได้

“ทั้งหมดนี้คือ journey ของเด็กทั้งสี่” คุณพงศ์เล่าด้วยรอยยิ้ม

ไมโล ฟุตซอล 2017 Road to Barcelona

Més que un club

ผมเจอประโยคนี้อยู่ที่หน้าสนาม Camp Nou ของสโมสรบาร์เซโลน่า แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประโยคภาษาอังกฤษ ผมจึงยอมรับตามตรงว่าไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่คิดว่าคงเป็นประโยคที่มีความหมายสำคัญไม่น้อย เพราะผมเห็นประโยคเดียวกันอีกครั้งเมื่อเก้าอี้บนอัฒจันทร์เรียงกันเป็นประโยคนี้

เมื่อค้นหาจึงรู้ว่าความหมายที่แท้จริงของประโยคดังกล่าวคือ ‘More than a club’

หากแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวก็คือ ‘สโมสรที่เป็นมากกว่าสโสมร’

ซึ่งผมคิดว่าช่วงเวลาที่ผมกับน้องๆ ทั้งสี่ชีวิตอยู่ที่บาร์เซโลน่า จะทำให้ผมเข้าใจความหมายของประโยคนี้อย่างแท้จริงที่ไม่ใช่เพียงคำแปลในพจนานุกรม

 

*อ่านต่อ EPISODE 2 ได้ที่นี่

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

นาทีที่ผมยืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ภาพความทรงจำในชีวิตการดูฟุตบอลก็ย้อนกลับมาชนิดตั้งตัวไม่ทัน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าของน้องๆ นักฟุตบอลไทยทั้งสี่คนอย่าง ยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พรหมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง ซึ่งได้รับคัดเลือกในโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona มาฝึกซ้อมที่สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นกาตาลุญญาร่วมกับเด็กๆ จากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจาไมก้า นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โคลอมเบีย ปานามา ฯลฯ

การเดินทางมาฝึกซ้อมกับโค้ชระดับโลกที่สโมสรบาร์เซโลน่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดจากความเชื่อที่เหมือนกันของสโมสรยักษ์ใหญ่และแบรนด์ไมโล ว่ากีฬาคือครูของชีวิตจนทั้งสองแบรนด์จับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นหนึ่งในเส้นทางความฝันของเหล่าเด็กๆ จากทั่วโลก

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

นอกจากช่วงเวลาที่อยู่ในสนามฟุตบอล ทีมงานของสโมสรยังจัดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เด็กๆ ได้เยี่ยมชมส่วนที่เป็นมิวเซียมของสโมสร

เมื่อเดินเข้าไปภายใน เจ้าหน้าที่ผู้เป็นคนพาทัวร์มิวเซียมก็เริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรบาร์เซโลน่า โดยย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สโมสรยังไม่ได้เป็นยอดทีมที่คว้าแชมป์เป็นกอบเป็นกำอย่างเช่นทุกวันนี้ และเมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป เราเริ่มเห็นถ้วยรางวัลวางเรียงราย

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

สโมสรบาร์เซโลน่า

คล้ายเราเห็นสโมสรแห่งนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป

ผมเดินตามน้องๆ เข้าไปจนกระทั่งมายืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ซึ่งเป็นถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดาถ้วยรางวัลของสโมสรในทวีปยุโรป

Camp Nou

บาร์เซโลน่าคว้าถ้วยรางวัลที่มีชื่อเล่นว่า ‘Big Ears’ ถ้วยนี้มาแล้ว 5 ครั้ง สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ในทวีปยุโรป

นอกจากความสำเร็จของสโมสร มิวเซียมแห่งนี้ยังเป็นที่บรรจุความสำเร็จของนักฟุตบอลในทีมอีกด้วย โซนหนึ่งที่เด็กๆ มุงกันจนแทบไม่มีที่ว่างคือโซนที่รวมสิ่งของต่างๆ ของ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักฟุตบอลชาวอาเจนไตน์ซึ่งเป็นขวัญใจอันดับ 1 ของแฟนบอลบาร์เซโลน่า

สิ่งของเหล่านั้นมีทั้งรองเท้าสตั๊ดและเสื้อฟุตบอลที่เมสซี่สวมใส่ในนัดสำคัญ

ผมถามเด็กบางคนที่ยืนดูว่ารู้สึกยังไง เขาบอกว่า โตขึ้นอยากเป็นแบบนี้ อยากเป็นแบบเมสซี่ และจะเป็นให้ได้

หากการซ้อมในสนามเป็นเหมือนขั้นตอนหนึ่งในการเดินตามความฝัน การเยี่ยมชมมิวเซียมคงเป็นเหมือนกระตุ้นปลุกเร้าให้เหล่าเด็กน้อยเดินตามความฝันต่อไป เป็นการจุดไฟในหัวใจให้ลุกโชน

Camp Nou

นอกเหนือเด็กนานาชาติจากโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ผมเห็นเด็กๆ จำนวนไม่น้อยเดินตามผู้ปกครองเยี่ยมชมโซนต่างๆ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ และจากการฟังภาษาที่เขาพูดคุยอย่างออกรสขณะเดินชม ทำให้ผมรู้ว่าจำนวนไม่น้อยเป็นชาวกาตาลันนี่แหละ

นี่อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนว่าวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาของดินแดนแห่งนี้แข็งแกร่งเพียงใด

ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งที่บาร์เซโลน่าผมได้คุยกับอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่าง โค้ชหรั่ง-ชาญวิทย์ ผลชีวิน ถึงประเด็นนี้ โค้ชผู้มีประสบการณ์ข้องเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทยมาหลายสิบปีบอกว่า ในบ้านเราวัฒนธรรมทางด้านกีฬายังไม่แข็งแรง ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าใดๆ ทั้งหมด

“ที่นี่ชุมชนเขาแข็งแกร่งมาก” โค้ชหรั่งบอกผม

‘ที่นี่’ ในความหมายของโค้ชหรั่งหมายถึงเมืองบาร์เซโลน่า ‘แข็งแกร่ง’ ในความหมายของเขาหมายถึงวัฒธรรมการเล่นกีฬาที่ฝังรากลึกจนเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตอย่างแยกไม่ออก กีฬาไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจนมีพื้นที่จำกัดเหมือนในบ้านเรา

“ถ้าเรามีสนามกีฬาเยอะๆ ช่วยได้มั้ย” ผมสงสัย

“ถ้าวัฒนธรรมเรื่องกีฬาเราแข็งแรงเมื่อไหร่มันไปได้ เราจะเห็นว่าสโมสรหลายสโมสรพยายามสร้างอะไรเพียบเลย แล้วถามว่าพ่อแม่พาลูกไปมั้ยล่ะ ไม่มี ซึ่งมันเสียเงินไปเปล่าๆ

“คือถ้าคุณมีเงินก็ไปสร้างสนามได้แหละ แต่คำถามสำคัญคือคุณสร้างวัฒนธรรมหรือยัง สิ่งนี้สำคัญกว่า สนามคุณใช้เวลาสร้างแค่กี่เดือน แต่วัฒนธรรมคุณต้องใช้เวลาสร้างเท่าไหร่ล่ะ ให้คนในจังหวัดคุณ ในประเทศคุณหันมาเล่นกีฬา” โค้ชชาญวิทย์ทิ้งคำถามไว้อย่างน่าคิด

ผมนึกถึงโครงการคัดเลือกเยาวชนมาฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าอย่าง โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ที่สร้างพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มีเวทีในการแสดงออกความสามารถทางด้านกีฬา และอีกหลายๆ สิ่งที่ไมโลพยายามทำ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสื่อสารว่า กีฬาให้อะไรกับชีวิตมากกว่าที่เราคิด หรือที่เขาใช้คำว่า Sport Is a Great Teacher

สำหรับผม นี่ถือเป็นหนึ่งในความพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในบ้านเราที่วัฒนธรรมกีฬายังไม่แข็งแรง

กีฬาสำคัญยังไง ทำไมจึงพยายามผลักดันเรื่องกีฬาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” ผมชวน คุณอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของน้องๆ ทั้งสี่คุยในวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันที่บาร์เซโลน่า

“การเล่นกีฬาส่วนสำคัญอยู่ที่การซ้อม ทำซ้ำๆ จนกระทั่งจากทักษะของเราจากศูนย์เริ่มมาเป็นสองสามสี่ จนกระทั่งถึงขั้นเพอร์เฟกต์ ซึ่งกว่าที่เราจะเพอร์เฟกต์มันน่าเบื่อนะ เด็กๆ ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้ว่าการที่เขาจะเก่งได้มันไม่ใช่แค่ข้ามคืนแน่นอน เด็กๆ ต้องรู้จักเอาชนะความรู้สึกตัวเอง ก้าวข้ามความน่าเบื่อหน่ายให้ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนังสือมันสอนไม่ได้ แต่วันหนึ่งที่เด็กก้าวข้ามไปได้ เขาจะรู้ว่าความสำเร็จต้องใช้ความพยายาม

“สุดท้ายคือเรื่องที่ผมรู้สึกจากการได้ยินจากพ่อแม่ จากการจัดแข่งฟุตซอลของไมโลมาหลายปี คือในสังคมไทยค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเด็กที่เรียนเก่ง แล้วหลายครั้งที่วัฒนธรรมแบบนี้มันเป็นดาบสองคม มันทำให้เด็กที่อาจจะไม่ได้เรียนดีในห้องเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ซึ่งการเล่นกีฬานี่แหละ มันเป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่า เด็กสามารถสร้างความมั่นใจของตัวเองได้ผ่านการเล่นกีฬา

“เด็กบางคนอาจจะอยู่ในห้องเรียนแล้วไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่เมื่อเขาลงสนามแล้วแทบจะเป็นเหมือนศิลปิน ซึ่งการที่เราเปิดสนามให้เขาได้แสดงความสามารถแบบนี้ มีสนามให้เขาได้เล่นฟุตซอล มันทำให้ตัวเขาเองมีความมั่นใจ แล้วพ่อแม่จะรู้สึกภูมิใจในตัวเขามากกว่าที่จะดูแค่ผลการศึกษา

“ชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านนั้น มันมีด้านอื่นให้ภูมิใจ ทำให้เด็กๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง เขาไม่ได้เป็นเด็กหงอๆ แม้เขาจะไม่ได้เรียนเก่งก็ตาม ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องค้นพบได้ในการเล่นกีฬา” คุณพงศ์เล่าเสร็จแล้วชวนย้อนมองเด็กไทยทั้ง 4 ที่มาร่วมทริปในครั้งนี้

เมื่อถามถึงอนาคต ว่าวันหน้าปีหน้า จะยังมีเด็กไทยได้โอกาสบินมาฝึกซ้อมกับสโมสรบาร์เซโลน่าอีกไหม คุณพงศ์บอกว่าโครงการนี้จะมีอย่างต่อเนื่องแน่นอน

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า น้องๆ แต่ละคนแต่ละประเทศต่างเตรียมตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิด

ใช่หรือไม่ว่าไม่มีงานเลี้ยงใดหรอกที่ไม่เลิกลา สิ่งสำคัญคืองานเลี้ยงนั้นมันทิ้งสิ่งใดไว้ในใจเรามากกว่า

Camp Nou

บางคนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าช่วงเวลา 3 วันที่เด็กๆ มาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่านั้นสั้นเกินไป ซึ่งแน่นอนว่ากว่าที่เด็กคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักฟุตบอลได้ในอนาคตนั้นต้องใช้เวลาแรมปีหรืออาจทั้งชีวิต เวลา 3 วันไม่ได้เปลี่ยนให้ใครเป็นยอดนักเตะในช่วงข้ามคืนอยู่แล้ว ประเด็นนี้ใครก็รู้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลา 3 วันที่ว่านี้ไม่มีค่า

ตรงกันข้ามมันได้สร้างสิ่งที่สำคัญมากๆ ในหัวใจเด็กทุกคน

“ผมว่าช่วงที่อยู่ที่นี่เด็กๆ แต่ละคนจะมีโอกาสได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเองไม่มากก็น้อย อย่างน้องยูโรตอนที่เขาเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย แต่โมเมนต์หนึ่งที่เขาได้ออกไปแสดงความสามารถ ไปโชว์เดาะลูกฟุตบอลแล้ววิดพื้นโชว์ ผมว่าเขาคงภูมิใจ แล้วเขาได้รางวัลเป็นลูกฟุตบอลกลับมา โมเมนต์นั้นเขาได้รู้สึกว่าเราไม่แพ้ใคร เรามีข้อดี

“อีกอย่างผมรู้สึกดีที่เด็กๆ จะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาฉุกคิดในแบบที่เขาจะไม่ได้เจอยามอยู่เมืองไทย อย่างเช่นการเจอเด็กต่างชาติ ทำให้เด็กไทยมองเห็นว่าเราแตกต่างกัน แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากความแตกต่างนั้นมาใช้กับชีวิตเรา ทั้งหมดนี้มันเป็นการเดินทางของเด็กคนหนึ่ง มันจะทำให้เขาพัฒนาในอนาคต ตอนอยู่ที่บาร์เซโลน่ามันมีทั้งโมเมนต์ที่ขึ้นและลง ดีและแย่ ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะพาเขากลับจากโมเมนต์ที่เขารู้สึกดาวน์ขึ้นมาได้

“ผมเชื่อว่าจะเทรน 2 วัน 3 วัน 5 วัน กลับไปอาจไม่แตกต่างกันมาก สิ่งสำคัญคืออะไรอยู่ในหัวของเขาตอนที่เขากลับมา แล้ววันหนึ่งเวลาที่เขาอยากจะไปต่อในเส้นทางเขา เขาจะใช้เหตุการณ์ในหัวพวกนี้เป็นตัวทำให้เขาฮึดขึ้นมา ไม่ยอมแพ้”

แม้ผมจะไม่อาจรู้ว่าในหัวของน้องๆ ทั้งสี่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ แต่ดูจากแววตาอันเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝันและมุ่งมั่น ผมก็พอเดาได้ว่าภายในนั้นไม่ได้ว่างเปล่า

Camp Nou

ย้อนอ่าน EPISODE 1 ได้ที่นี่
ย้อนอ่าน EPISODE 2 ได้ที่นี่

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load