The Cloud X MILO

หากใครติดตามมหกรรมกีฬาอย่างซีเกมส์ 2017 ที่แข่งขันกันที่มาเลเซียคงพอรับรู้ถึงความโหดหินกว่านักกีฬาทีมชาติไทยแต่ละคนจะคว้าเหรียญทองมาคล้องคอ

แต่ยากก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อคืนวานนักกีฬาแบดมินตันประเภททีมหญิงของไทยคว้าเหรียญทองมาครองด้วยการล้มชาติเจ้าภาพอย่างมาเลเซียได้สำเร็จ และหนึ่งในนั้นคือ แน็ต-ณิชชาอร จินดาพล นักแบดมินตันสาวน้อยที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ซึ่งเราได้พบกันก่อนเธอบินไปแข่งขันไม่กี่วัน

วันนั้นภาพที่เราเห็นคือภาพสาวน้อยหวดลูกขนไก่อย่างคล่องแคล่วอยู่ตรงหน้า สำหรับใครที่เป็นแฟนแบดมินตันทีมชาติไทยคงคุ้นหน้าค่าตาและฝีไม้ลายมือของเธอเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

แน็ตไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะมีความน่ารักเป็นอาวุธเท่านั้น แต่เธอคือมือวางอันดับ 14 ของโลกที่ผ่านการแข่งขันแมตช์สำคัญมาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังเคยโค่นมือ 1 ของโลกจากไต้หวันและกวาดรางวัลมาแล้วหลายรายการ ผลงานของเธอบนเส้นทางการเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติจึงโดดเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย

หญิงสาวเริ่มเล่นแบดมินตันตั้งแต่ 8 ขวบเพราะปัญหาสุขภาพ ด้วยความที่คุณพ่อชอบเล่นแบดมินตันอยู่แล้วจึงชวนเธอและพี่สาวมาเล่นกีฬาตามคำแนะนำของคุณหมอ เธอคลุกคลีกับลูกขนไก่อยู่นานหลายปี จนกระทั่งอายุ 15 เด็กสาวคนนี้จึงตัดสินใจบอกกับคุณพ่อว่าเธออยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ และเริ่มออกเดินทางตามฝันของตัวเองตั้งแต่วันนั้น แบดมินตันจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอมีวันนี้-วันที่คว้าเหรียญทองมาคล้องคอ

และสำหรับเธอ แบดมินตันไม่ได้เป็นแค่กีฬา แต่เป็นเกมชีวิตที่ให้บทเรียนกับเธอมาตลอด

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 1

“ไม่มีใครชนะได้ทุกวัน”

เส้นทางนักกีฬาอาชีพของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตั้งแต่แรก

หลังจากมีเป้าหมายว่าสักวันจะติดทีมชาติให้ได้ ครอบครัวของแน็ตก็วางแผนเส้นทางเพื่อให้เธอได้ไปถึงฝัน แน็ตในวัยนั้นจึงต้องย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หายิมฝึกซ้อม และเดินสายแข่งหลายรายการเพื่อตามฝันของตัวเองมาตลอด กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เกมในสนามก็สอนให้เธอเข้าใจกับรสชาติชีวิตมากขึ้น

เธอย้ำกับเราว่ากีฬามีแพ้-ชนะ และสิ่งที่มือวางอันดับ 14 ของโลกอย่างเธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีคือความพ่ายแพ้

“เราแพ้จนชินแล้ว” แน็ตพูดในสิ่งที่เราไม่คิดมาก่อน “เราแพ้จนเข้าใจทุกรูปแบบของความพ่ายแพ้ และเข้าใจสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ประสบการณ์ในทุกๆ ครั้งมันสอนให้เราแก้ไขตัวเองเพื่อไม่ให้ความพ่ายแพ้แบบเดิมเกิดขึ้นอีก มันอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เราต้องทำให้มันน้อยที่สุด

“เมื่อก่อนเวลาแพ้เราก็ร้องไห้เสียใจ แต่พอเรารู้จักแพ้ซ้ำๆ มันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น จากที่เมื่อก่อนเราไม่สามารถตอบตัวเองได้เลยว่าทำไมแพ้ แต่ตอนนี้ประสบการณ์ของเรามากขึ้น เราสามารถเขียนเป็นข้อๆ ได้เลยว่าเราพลาดตรงไหน เรามองเห็นตัวเองและเปิดใจยอมรับความพ่ายแพ้มากขึ้น”

บทเรียนจากความพ่ายแพ้สอนให้แน็ตเป็นนักสู้ ไม่ใช่แค่สู้กับคู่แข่ง สู้กับกีฬา แต่คือการสู้กับความกดดันในตัวเอง

“การกดดันเป็นเรื่องปกติของการแข่งขันกีฬา เพราะมันมีความรู้สึก มีความเครียด มีอารมณ์ร่วมลงไปในสนาม แต่อยู่ที่ว่าจะรู้จักสลัดมันทิ้งได้มากน้อยแค่ไหน เราแค่ทำหน้าที่ในวันนั้นให้ดีที่สุด ตีให้เต็มที่ ถ้ามันไม่ได้ก็คือไม่ได้ มันไม่มีใครชนะได้ทุกวัน แล้วก็ไม่มีใครแพ้ได้ทุกวันเหมือนกัน เราก็ตีตามที่เราซ้อมมา มีสมาธิกับเกม อย่าไปเครียดกับมันมาก ลงไปสนุกกับมันดีกว่า”

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 2

“กีฬาทำให้ได้เผชิญโลกความเป็นจริง”

แม้เริ่มแรกที่หันมาจับไม้แบดมินตันเพราะปัญหาสุขภาพ แต่เด็กที่ถูกเลี้ยงมาด้วยกีฬาอย่างแน็ตมองว่า กีฬาไม่ได้ให้แค่สุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กได้ออกไปสัมผัสและเรียนรู้กับโลกความเป็นจริงนอกบ้านด้วยตัวเอง

“เด็กสมัยนี้เด็กติดโซเชียลฯ และเทคโนโลยีมาก เราไม่ได้มองว่ามันไม่ดีนะ แต่เราก็อยากให้เขาได้มาเจอกับโลกความเป็นจริงมากกว่า เพราะกีฬาสอนให้เรารู้จักแพ้ชนะ รู้จักยอม รู้จักให้ รู้จักคิด และทำให้เขาได้เจอสังคมใหม่ๆ ที่สอนให้เขาเติบโตขึ้น”

เธอบอกว่า การเติบโตและความเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนออกมาจากการเล่นกีฬาคือความมีระเบียบวินัย ตั้งแต่เริ่มจริงจังกับความฝัน ชีวิตของแน็ตจึงขึ้นอยู่กับตารางการซ้อมแบดมินตันมาโดยตลอด

“กีฬาทำให้เรารู้จักรับผิดชอบมากขึ้นนะ เมื่อก่อนเราอยากจะตื่นตอนไหนก็ได้ แต่พอเราเล่นกีฬามันสอนเราเองว่าเราต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน และทั้งหมดก็มีเหตุผลของมันว่าเราทำเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่ตื่นมาตอนเช้าแล้วใช้ชีวิตไปวันๆ เรารู้ว่าเราตื่นมาเพื่อฝึกซ้อม และซ้อมเพื่อที่เราจะเป็นนักกีฬาที่ดี”

ไม่ใช่แค่แน็ตที่ทุ่มเทให้กับความฝันของตัวเองอย่างสุดกำลัง แต่ผู้สนับสนุนเบื้องหลังอย่างครอบครัวก็พร้อมที่จะผลักดันเธอให้ไปได้ไกลที่สุด

ในช่วงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเธอต้องเลือกระหว่างการเรียนกับแบดมินตัน ขณะนั้นเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติแล้ว คำถามของคุณพ่อในวันนั้นทำให้เธอได้คำตอบว่าเป้าหมายในชีวิตของเธอคืออะไร ถ้ายังอยากเป็นทีมชาติ การเรียนในที่ที่ให้โอกาสวิ่งตามความฝันคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับแน็ต

เมื่อเลือกสิ่งหนึ่งก็ย่อมต้องเสียสละอีกสิ่งหนึ่งเสมอ แต่แน็ตบอกว่า แบดมินตัวไม่เคยทำให้เธอรู้สึกเสียดายโอกาสอื่นๆ ในชีวิต

“สำหรับเราการเป็นนักกีฬาทีมชาติคือการได้เป็นคนพิเศษ เราภูมิใจในตัวเองมากกว่าที่เลือกแบดมินตันมาตลอด เพราะมันเป็นเส้นทางที่เราประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น คนอื่นอาจจะมีทั้งเวลาเรียนหนังสือ ไปเที่ยวกับครอบครัวหรือไปกับแฟน แต่เราเสียสละครึ่งชีวิตให้กับกีฬาไปเลย เรามองข้ามความสุขเล็กๆ ไปเพื่อมองหาความสุขในอนาคตข้างหน้า เพราะเราจะภูมิใจในตรงนี้มากกว่าที่เราสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ตั้งแต่เด็ก”

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 3

“แบดมินตันเป็นกีฬาที่ใช้ทั้งสมองและไหวพริบ”

จากประสบการณ์บนคอร์ตแบดมินตันตลอด 18 ปีที่ผ่านมา แน็ตบอกว่ากีฬาชนิดนี้ทำให้เธอเห็นโลกหลายด้าน บทเรียนชีวิตที่เธอได้สัมผัสทั้งในและนอกคอร์ตจึงมีความเชื่อมโยงกันเสมอ

บนเส้นทางของการเป็นนักกีฬาอาชีพ แบดมินตันพาเธอออกไปเจอโลกกว้างและได้เจอผู้คนหลากหลายที่บางครั้งก็อาจเข้ามาเพียงเพื่อผลประโยชน์ในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันแบดมินตันก็เป็นครูคนสำคัญที่สอนให้แน็ตมีมุมมองในการอ่านคนได้เหมือนกับที่เธออ่านเกมในสนาม

“แบดมินตันมันเป็นกีฬาที่ละเอียดอ่อน ใช้ทั้งสมอง ไหวพริบ ประสบการณ์ และทำให้เรารู้จักวิธีคิดพลิกแพลงที่หลายรูปแบบ บางทีแบดมินตันมันเป็นดาบสองคมนะ ถ้าเราใช้ความสามารถที่มีไม่ถูกทางมันก็อาจจะเป็นโทษได้เหมือนกัน แบดมินตันมันสอนให้เรารู้จักการแข่งขันทางความคิดและการรู้จักฉกฉวยโอกาสเพื่อทำแต้ม แต่เวลาใช้ชีวิตข้างนอกกับคนอื่นเราไม่เคยคิดจะฉวยโอกาสจากใคร เพราะเราจะรู้ว่าอะไรผิดชอบชั่วดี เราเลือกที่จะเก็บความสามารถนี้ไว้ใช้ในคอร์ตเท่านั้น”

เธอบอกว่า การวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามคือหัวใจสำคัญในการแข่งขันกีฬาชนิดนี้

“เรารู้สึกว่าสายตาที่เราเห็นคนอื่นมันเป็นพรสวรรค์นะ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ติดมากับตัวเรามาอยู่แล้ว ของแบบนี้มันฝึกกันได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถพิเศษของแต่ละคนด้วย เราแค่มองให้ทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลกันหมด ต้องเข้าใจมันก่อนว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงได้แบบนี้ ต้องรู้ว่าเหตุผลมันมาจากไหน ทำความเข้าใจทุกอย่างด้วยการฝึกใช้สมองบ่อยๆ และให้ความรู้สึกกับมันมากๆ ความสามารถนี้มันก็จะติดตัวเราเอง แต่มันอาจจะช้ากว่าคนที่มีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่แรก”

แบดมินตันไม่ใช่กีฬาที่ใช้เพียงแค่พลังสมอง แต่ยังเป็นกีฬาที่ผู้เล่นต้องใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วงเพื่อแข่งขันกับความเร็ว การทุ่มเทพลังให้กับการฝึกซ้อมจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรทำ แต่การรักษาร่างกายเพื่อยืดอายุขัยของความฝันก็คือสิ่งที่แน็ตให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

“เราจะดูแลร่างกายและทุกๆ อย่างให้ดีที่สุดเพื่อที่จะยืดระยะการเล่นกีฬาได้นาน เพราะว่ากีฬาแบดมินตันก็ถือว่าเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายหนักมากพอสมควร เราก็ต้องให้ความสำคัญกับร่างกายมาก ถ้าเราประคองมันได้ดีเราก็จะสามารถเล่นได้นานขึ้น เพราะเรายังอยากเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะรู้สึกไม่ไหว บางคนเขาบอกว่า 26 – 27 ก็ไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เราก็ 26 แล้วนะ แต่เรายังมีความสามารถและยังไหวอยู่ เราคิดแค่ว่าอายุมากขึ้นก็ท้าทายตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน”

จริงอย่างที่เธอว่า สิ่งที่แบดมินตันสอนเธอคือ การได้รู้ว่าชีวิตการเป็นนักกีฬาเมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ววันหนึ่งก็ต้องมีลง หากแต่เหรียญทองที่เธอคว้ามาครองอาจกำลังบอกเราว่าเวลาของเธอยังมีอยู่

และเมื่อวันหนึ่งข้างหน้าช่วงเวลาสุดท้ายมาเยือน บทเรียนที่เธอได้รับจากสนามแห่งนี้คงอยู่ติดตัวเธอตลอดไป

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

นาทีที่ผมยืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ภาพความทรงจำในชีวิตการดูฟุตบอลก็ย้อนกลับมาชนิดตั้งตัวไม่ทัน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าของน้องๆ นักฟุตบอลไทยทั้งสี่คนอย่าง ยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พรหมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง ซึ่งได้รับคัดเลือกในโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona มาฝึกซ้อมที่สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นกาตาลุญญาร่วมกับเด็กๆ จากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจาไมก้า นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โคลอมเบีย ปานามา ฯลฯ

การเดินทางมาฝึกซ้อมกับโค้ชระดับโลกที่สโมสรบาร์เซโลน่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดจากความเชื่อที่เหมือนกันของสโมสรยักษ์ใหญ่และแบรนด์ไมโล ว่ากีฬาคือครูของชีวิตจนทั้งสองแบรนด์จับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นหนึ่งในเส้นทางความฝันของเหล่าเด็กๆ จากทั่วโลก

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

นอกจากช่วงเวลาที่อยู่ในสนามฟุตบอล ทีมงานของสโมสรยังจัดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เด็กๆ ได้เยี่ยมชมส่วนที่เป็นมิวเซียมของสโมสร

เมื่อเดินเข้าไปภายใน เจ้าหน้าที่ผู้เป็นคนพาทัวร์มิวเซียมก็เริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรบาร์เซโลน่า โดยย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สโมสรยังไม่ได้เป็นยอดทีมที่คว้าแชมป์เป็นกอบเป็นกำอย่างเช่นทุกวันนี้ และเมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป เราเริ่มเห็นถ้วยรางวัลวางเรียงราย

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

สโมสรบาร์เซโลน่า

คล้ายเราเห็นสโมสรแห่งนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป

ผมเดินตามน้องๆ เข้าไปจนกระทั่งมายืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ซึ่งเป็นถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดาถ้วยรางวัลของสโมสรในทวีปยุโรป

Camp Nou

บาร์เซโลน่าคว้าถ้วยรางวัลที่มีชื่อเล่นว่า ‘Big Ears’ ถ้วยนี้มาแล้ว 5 ครั้ง สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ในทวีปยุโรป

นอกจากความสำเร็จของสโมสร มิวเซียมแห่งนี้ยังเป็นที่บรรจุความสำเร็จของนักฟุตบอลในทีมอีกด้วย โซนหนึ่งที่เด็กๆ มุงกันจนแทบไม่มีที่ว่างคือโซนที่รวมสิ่งของต่างๆ ของ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักฟุตบอลชาวอาเจนไตน์ซึ่งเป็นขวัญใจอันดับ 1 ของแฟนบอลบาร์เซโลน่า

สิ่งของเหล่านั้นมีทั้งรองเท้าสตั๊ดและเสื้อฟุตบอลที่เมสซี่สวมใส่ในนัดสำคัญ

ผมถามเด็กบางคนที่ยืนดูว่ารู้สึกยังไง เขาบอกว่า โตขึ้นอยากเป็นแบบนี้ อยากเป็นแบบเมสซี่ และจะเป็นให้ได้

หากการซ้อมในสนามเป็นเหมือนขั้นตอนหนึ่งในการเดินตามความฝัน การเยี่ยมชมมิวเซียมคงเป็นเหมือนกระตุ้นปลุกเร้าให้เหล่าเด็กน้อยเดินตามความฝันต่อไป เป็นการจุดไฟในหัวใจให้ลุกโชน

Camp Nou

นอกเหนือเด็กนานาชาติจากโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ผมเห็นเด็กๆ จำนวนไม่น้อยเดินตามผู้ปกครองเยี่ยมชมโซนต่างๆ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ และจากการฟังภาษาที่เขาพูดคุยอย่างออกรสขณะเดินชม ทำให้ผมรู้ว่าจำนวนไม่น้อยเป็นชาวกาตาลันนี่แหละ

นี่อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนว่าวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาของดินแดนแห่งนี้แข็งแกร่งเพียงใด

ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งที่บาร์เซโลน่าผมได้คุยกับอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่าง โค้ชหรั่ง-ชาญวิทย์ ผลชีวิน ถึงประเด็นนี้ โค้ชผู้มีประสบการณ์ข้องเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทยมาหลายสิบปีบอกว่า ในบ้านเราวัฒนธรรมทางด้านกีฬายังไม่แข็งแรง ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าใดๆ ทั้งหมด

“ที่นี่ชุมชนเขาแข็งแกร่งมาก” โค้ชหรั่งบอกผม

‘ที่นี่’ ในความหมายของโค้ชหรั่งหมายถึงเมืองบาร์เซโลน่า ‘แข็งแกร่ง’ ในความหมายของเขาหมายถึงวัฒธรรมการเล่นกีฬาที่ฝังรากลึกจนเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตอย่างแยกไม่ออก กีฬาไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจนมีพื้นที่จำกัดเหมือนในบ้านเรา

“ถ้าเรามีสนามกีฬาเยอะๆ ช่วยได้มั้ย” ผมสงสัย

“ถ้าวัฒนธรรมเรื่องกีฬาเราแข็งแรงเมื่อไหร่มันไปได้ เราจะเห็นว่าสโมสรหลายสโมสรพยายามสร้างอะไรเพียบเลย แล้วถามว่าพ่อแม่พาลูกไปมั้ยล่ะ ไม่มี ซึ่งมันเสียเงินไปเปล่าๆ

“คือถ้าคุณมีเงินก็ไปสร้างสนามได้แหละ แต่คำถามสำคัญคือคุณสร้างวัฒนธรรมหรือยัง สิ่งนี้สำคัญกว่า สนามคุณใช้เวลาสร้างแค่กี่เดือน แต่วัฒนธรรมคุณต้องใช้เวลาสร้างเท่าไหร่ล่ะ ให้คนในจังหวัดคุณ ในประเทศคุณหันมาเล่นกีฬา” โค้ชชาญวิทย์ทิ้งคำถามไว้อย่างน่าคิด

ผมนึกถึงโครงการคัดเลือกเยาวชนมาฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าอย่าง โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ที่สร้างพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มีเวทีในการแสดงออกความสามารถทางด้านกีฬา และอีกหลายๆ สิ่งที่ไมโลพยายามทำ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสื่อสารว่า กีฬาให้อะไรกับชีวิตมากกว่าที่เราคิด หรือที่เขาใช้คำว่า Sport Is a Great Teacher

สำหรับผม นี่ถือเป็นหนึ่งในความพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในบ้านเราที่วัฒนธรรมกีฬายังไม่แข็งแรง

กีฬาสำคัญยังไง ทำไมจึงพยายามผลักดันเรื่องกีฬาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” ผมชวน คุณอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของน้องๆ ทั้งสี่คุยในวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันที่บาร์เซโลน่า

“การเล่นกีฬาส่วนสำคัญอยู่ที่การซ้อม ทำซ้ำๆ จนกระทั่งจากทักษะของเราจากศูนย์เริ่มมาเป็นสองสามสี่ จนกระทั่งถึงขั้นเพอร์เฟกต์ ซึ่งกว่าที่เราจะเพอร์เฟกต์มันน่าเบื่อนะ เด็กๆ ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้ว่าการที่เขาจะเก่งได้มันไม่ใช่แค่ข้ามคืนแน่นอน เด็กๆ ต้องรู้จักเอาชนะความรู้สึกตัวเอง ก้าวข้ามความน่าเบื่อหน่ายให้ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนังสือมันสอนไม่ได้ แต่วันหนึ่งที่เด็กก้าวข้ามไปได้ เขาจะรู้ว่าความสำเร็จต้องใช้ความพยายาม

“สุดท้ายคือเรื่องที่ผมรู้สึกจากการได้ยินจากพ่อแม่ จากการจัดแข่งฟุตซอลของไมโลมาหลายปี คือในสังคมไทยค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเด็กที่เรียนเก่ง แล้วหลายครั้งที่วัฒนธรรมแบบนี้มันเป็นดาบสองคม มันทำให้เด็กที่อาจจะไม่ได้เรียนดีในห้องเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ซึ่งการเล่นกีฬานี่แหละ มันเป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่า เด็กสามารถสร้างความมั่นใจของตัวเองได้ผ่านการเล่นกีฬา

“เด็กบางคนอาจจะอยู่ในห้องเรียนแล้วไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่เมื่อเขาลงสนามแล้วแทบจะเป็นเหมือนศิลปิน ซึ่งการที่เราเปิดสนามให้เขาได้แสดงความสามารถแบบนี้ มีสนามให้เขาได้เล่นฟุตซอล มันทำให้ตัวเขาเองมีความมั่นใจ แล้วพ่อแม่จะรู้สึกภูมิใจในตัวเขามากกว่าที่จะดูแค่ผลการศึกษา

“ชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านนั้น มันมีด้านอื่นให้ภูมิใจ ทำให้เด็กๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง เขาไม่ได้เป็นเด็กหงอๆ แม้เขาจะไม่ได้เรียนเก่งก็ตาม ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องค้นพบได้ในการเล่นกีฬา” คุณพงศ์เล่าเสร็จแล้วชวนย้อนมองเด็กไทยทั้ง 4 ที่มาร่วมทริปในครั้งนี้

เมื่อถามถึงอนาคต ว่าวันหน้าปีหน้า จะยังมีเด็กไทยได้โอกาสบินมาฝึกซ้อมกับสโมสรบาร์เซโลน่าอีกไหม คุณพงศ์บอกว่าโครงการนี้จะมีอย่างต่อเนื่องแน่นอน

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า น้องๆ แต่ละคนแต่ละประเทศต่างเตรียมตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิด

ใช่หรือไม่ว่าไม่มีงานเลี้ยงใดหรอกที่ไม่เลิกลา สิ่งสำคัญคืองานเลี้ยงนั้นมันทิ้งสิ่งใดไว้ในใจเรามากกว่า

Camp Nou

บางคนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าช่วงเวลา 3 วันที่เด็กๆ มาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่านั้นสั้นเกินไป ซึ่งแน่นอนว่ากว่าที่เด็กคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักฟุตบอลได้ในอนาคตนั้นต้องใช้เวลาแรมปีหรืออาจทั้งชีวิต เวลา 3 วันไม่ได้เปลี่ยนให้ใครเป็นยอดนักเตะในช่วงข้ามคืนอยู่แล้ว ประเด็นนี้ใครก็รู้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลา 3 วันที่ว่านี้ไม่มีค่า

ตรงกันข้ามมันได้สร้างสิ่งที่สำคัญมากๆ ในหัวใจเด็กทุกคน

“ผมว่าช่วงที่อยู่ที่นี่เด็กๆ แต่ละคนจะมีโอกาสได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเองไม่มากก็น้อย อย่างน้องยูโรตอนที่เขาเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย แต่โมเมนต์หนึ่งที่เขาได้ออกไปแสดงความสามารถ ไปโชว์เดาะลูกฟุตบอลแล้ววิดพื้นโชว์ ผมว่าเขาคงภูมิใจ แล้วเขาได้รางวัลเป็นลูกฟุตบอลกลับมา โมเมนต์นั้นเขาได้รู้สึกว่าเราไม่แพ้ใคร เรามีข้อดี

“อีกอย่างผมรู้สึกดีที่เด็กๆ จะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาฉุกคิดในแบบที่เขาจะไม่ได้เจอยามอยู่เมืองไทย อย่างเช่นการเจอเด็กต่างชาติ ทำให้เด็กไทยมองเห็นว่าเราแตกต่างกัน แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากความแตกต่างนั้นมาใช้กับชีวิตเรา ทั้งหมดนี้มันเป็นการเดินทางของเด็กคนหนึ่ง มันจะทำให้เขาพัฒนาในอนาคต ตอนอยู่ที่บาร์เซโลน่ามันมีทั้งโมเมนต์ที่ขึ้นและลง ดีและแย่ ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะพาเขากลับจากโมเมนต์ที่เขารู้สึกดาวน์ขึ้นมาได้

“ผมเชื่อว่าจะเทรน 2 วัน 3 วัน 5 วัน กลับไปอาจไม่แตกต่างกันมาก สิ่งสำคัญคืออะไรอยู่ในหัวของเขาตอนที่เขากลับมา แล้ววันหนึ่งเวลาที่เขาอยากจะไปต่อในเส้นทางเขา เขาจะใช้เหตุการณ์ในหัวพวกนี้เป็นตัวทำให้เขาฮึดขึ้นมา ไม่ยอมแพ้”

แม้ผมจะไม่อาจรู้ว่าในหัวของน้องๆ ทั้งสี่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ แต่ดูจากแววตาอันเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝันและมุ่งมั่น ผมก็พอเดาได้ว่าภายในนั้นไม่ได้ว่างเปล่า

Camp Nou

ย้อนอ่าน EPISODE 1 ได้ที่นี่
ย้อนอ่าน EPISODE 2 ได้ที่นี่

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load