The Cloud X MILO

ชายหนุ่มร่างเล็กในชุดนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้เต็มยศที่อยู่ตรงหน้าเราคือ ‘เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์’ ผู้กำกับที่มีดีกรีเป็นถึงนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติ คว้าเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุด ณ ประเทศญี่ปุ่น ได้สำเร็จ

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและยินดีที่ทีมจากประเทศไทยสามารถคว้าชัยกีฬาประเภทนี้ ทั้งที่นี่อาจไม่ใช่กีฬาที่นิยมแพร่หลายในบ้านเรา แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้น คือเรื่องราวของชายหนุ่มที่พร่ำบอกว่าตัวเองเลือกกีฬาผิดประเภทและทำอะไรไม่เก่งสักอย่าง แต่กลับมีผลงานและรางวัลมากมายจากกีฬา ที่เขามีทั้งพรแสวงและพรสวรรค์มาตั้งแต่วัยเด็ก ใครจะเชื่อว่าเขาสามารถวิ่งได้เลยตั้งแต่ครั้งแรกที่ใส่รองเท้าโรลเลอร์เบลด

จากเด็กหนุ่มที่หลงรักการเล่นโรลเลอร์เบลดและการเล่นฮอกกี้แบบบ้านๆ โดยใช้ด้ามไม้ถูพื้นเล่นกับลูกเทนนิส วันหนึ่งพ่อได้พาเขาไปเล่นไอซ์สเก็ตครั้งแรก ด้วยความตัวเล็กและว่องไวของเขาที่ฉายแววจนเข้าตานักไอซ์ฮอกกี้รุ่นพี่ ทำให้เขาก้าวเข้าสู่วงการนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้และติดทีมชาติไทย

ทุกวันนี้ เจโตเล่าว่าเขาต้องพยายามแบ่งสัดส่วนในชีวิตให้ดีทั้งการเล่นไอซ์ฮอกกี้และการเป็นเจ้าของบริษัทโปรดักชันเฮาส์ 888 CREATIONS เพื่อจริงจังกับการทำงานหลักและยังสามารถหาโอกาสเล่นกีฬาที่เขารักได้ โดยไม่ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทำทั้งสองอย่างให้ออกมาดีที่สุด

เรานัดพบกัน ณ พื้นที่อุณหภูมิไม่กี่องศา เพื่อฟังเขาเล่าถึงบทเรียนที่ได้รับมาจากกีฬาบนลานน้ำแข็ง

เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์

บทเรียนที่ 1

สอนให้เป็นเพื่อนกับความกดดัน”

ตั้งแต่เริ่มคุยกับเจโต คำที่เราได้ยินบ่อยคือ ‘ความเร็ว’

ชายหนุ่มบอกว่า ความเร็วเป็นสิ่งที่ควบคุมยากและทำให้เกิดความกดดันมากที่สุดเมื่ออยู่ในการแข่งขันบนลานน้ำแข็ง

“ด้วยความที่ไอซ์ฮอกกี้เป็นกีฬาที่เร็วมาก เกมจะไหลไปอย่างรวดเร็ว มีอารมณ์เกิดขึ้นหลากหลาย ทั้งโกรธ ดีใจ เสียใจ เราต้องพยายามตั้งสติให้ดีและใจเราต้องเข้าไปอยู่ในเกมตลอด ต้องดูคู่ต่อสู้ด้วยว่าเค้าจะไปทางไหน หรือเราต้องรับแรงอัดอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าระหว่างการแข่งขันเราจะเจออะไรบ้าง”

ซึ่งเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญและรับมือในชีวิตจริงคงไม่แตกต่างจากในสนามมากนัก สำหรับงานหลักที่เขาทำก็เป็นงานที่มีความกดดัน ต้องแข่งขันกับความเร็วในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ และต้องทำงานร่วมกับคนหลากหลายรูปแบบ แต่ชายหนุ่มก็สามารถนำวิธีการตั้งสติ ฝึกสมาธิ แบบเดียวกับที่ใช้ตอนแข่งกีฬามารับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าในชีวิตจริงได้ไม่ยาก

“เราต้องรู้จักรับมือกับความกดดัน การที่เราเครียดเกินไป ใช่ว่าจะทำออกมาได้ดี” ชายหนุ่มกล่าวอย่างคนที่รู้จักตัวเองดีพอสมควรหลังจากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุดที่เขาต้องเผชิญกับภาวะที่กดดันตัวเองมากเกินไป จนอาจเป็นส่วนหนึ่งทีทำให้ทีมพลาดชัยชนะ

“หลังจากครั้งนั้นทำให้รู้ตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราเครียดไป จนต้องเปลี่ยนมาวิเคราะห์และทำความเข้าใจว่าลิมิตของตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วทำออกมาให้ได้ดีที่สุด สนุกกับเกมและโมเมนต์นั้นให้มากกว่าที่จะเครียดกับตัวเองว่าเราต้องไม่พลาด เราต้องชนะแค่นั้น”

เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์

บทเรียนที่ 2

สอนให้เรียนรู้จากความผิดพลาด”

กีฬาไม่ได้สอนแค่ให้รู้จักแพ้ชนะ แต่สอนให้เจโตเรียนรู้จากความผิดพลาด

ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาสมัครเล่น มืออาชีพ หรือทีมชาติ ทุกคนล้วนต้องเคยผ่านความพ่ายแพ้มาแล้วทั้งนั้น แม้จะเป็นช่วงที่ทำให้รู้สึกหมดหวัง แต่มันก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะไม่ผิดพลาดซ้ำอีก

“ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำถูกเสมอไป ตอนที่แพ้มันก็ทำให้เราต้องกลับมาวิเคราะห์ตัวเองว่าทำไมถึงแพ้ แล้วเราจะปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างไรบ้าง เหมือนเป็นการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เรียนรู้ที่จะแพ้และแก้ไข กีฬาไอซ์ฮอกกี้มันทำให้อารมณ์เราขึ้นตลอดเวลา เพราะมันต้องกระทบกระทั่งกัน ถ้าเราไม่รู้จักแพ้ จะทำให้ภาพรวมของทั้งทีมเสียไปหมด”

เจโตเล่าว่านักกีฬาไอซ์ฮอกกี้อาจมีกระทบกระทั่งกันระหว่างแข่งขัน แต่ช่วงหลังเขาเริ่มตระหนักถึงการเล่นด้วยสมองมากกว่าจะเน้นใช้กำลังเข้าห้ำหั่น ทำให้ทีมมีสมาธิอยู่ในเกมและควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น

“เราได้เรียนรู้คำว่าแพ้ชนะ แพ้ก็ไม่เป็นไร มันเป็นแค่เกม หรือถ้าเราทำอะไรผิดพลาดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากจะทำครั้งต่อไปให้ดีกว่าเดิม”

ชายหนุ่มเล่าถึงบทเรียนอย่างคนที่เข้าใจความผิดพลาดอย่างแท้จริง

เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์

บทเรียนที่ 3

กีฬาที่เล่นเป็นทีมช่วยให้เราเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม”

นอกจากจะกีฬาจะสอนให้คุ้นเคยกับความกดดันแล้ว กีฬาที่เล่นเป็นทีมยังเป็นครูพิเศษสอนให้เราเข้าใจการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมด้วย

กีฬาไอซ์ฮอกกี้ประกอบด้วยผู้เล่น 5 คนและประตู 1 คน ซึ่งแต่ละคนจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป โดยทุกคนต้องเข้าใจแผนการเล่นและคอยสนับสนุนกันเพื่อทำให้เกิดทีมเวิร์กที่ดี

“จริงๆ ทุกคนในทีมไอซ์ฮอกกี้สามารถสลับกันเล่นได้ ทุกคนจะต้องมีทักษะในการรุก รับ และการทำประตู อยู่แล้ว ด้วยตัวผู้เล่นที่มีแค่ 5 คน มันต้องวิ่งกันทั่วลานอยู่แล้ว ถ้ากองหลังขึ้นไปข้างหน้า กองหน้าก็ต้องวิ่งย้อนลงมาข้างหลังเพื่อซัพพอร์ต เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเชื่อมั่นในตัวเองและทีมก่อน แล้วตัดสินใจว่าใครจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานั้นที่เราส่งลูกไปให้แล้วเขาจะรับได้”

เจโตเล่าว่าความเชื่อมั่นในทีมนั้นถูกนำมาปรับใช้ในการทำงานโปรดักชันเฮาส์ของเขาได้ดี การเป็นเจ้าของบริษัทครั้งแรก ทำให้ชายหนุ่มต้องเรียนรู้การบริหารจัดการผู้คนในทีมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“เราไม่เคยเป็นเจ้านายหรือลูกน้องใครมาก่อน เคยทำแต่งานของตัวเอง พอวันหนึ่งมีทีมก็ต้องแบ่งตัวเองออกไปทำในส่วนของการจัดการคนมากขึ้น ต้องรู้ว่าคนไหนสามารถทำอะไรได้ แล้วเราจะกระจายงานไปให้ใครได้บ้าง รวมถึงต้องจัดสรรเวลาในการทำงานให้เหมาะสมด้วย เหมือนที่เราต้องตัดสินใจในระหว่างเล่นฮอกกี้ร่วมกับคนในทีม”

เราสัมผัสได้และมีอารมณ์ร่วมกับพลังของบทเรียนนี้ที่เขาเล่า เพราะในชีวิตจริง การมีทีมที่ดีคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่นำเราไปสู่ความสำเร็จ และความเชื่อมั่นในทีมน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การวิ่งด้วยใบมีดบนลานน้ำแข็งสุดหฤโหดนี้ไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป

“การมีทีมเวิร์กที่ดี คอยช่วยเหลือกัน มันก็ทำให้ผลงานของเราดีขึ้น อย่างเราเป็นลูกคนเดียว พอมาแข่งไอซ์ฮอกกี้ก็ทำให้มีเพื่อนๆ และพี่น้องในทีมเป็นเหมือนคนในครอบครัว เวลาแพ้ก็ช่วยกระตุ้นและให้กำลังใจกัน หรือตอนที่ชนะได้เหรียญทองที่เอเชียนเกมส์ เรากระโดดลงไปกองทับกอดกันทั้งทีมสิบกว่าคน มันตื้นตันจนบรรยายไม่ถูก”

นี่คือความรู้สึกที่ชายหนุ่มหาไม่ได้จากที่ไหน เป็นความรู้สึกที่ทำให้ความหนาวเหน็บบนลานน้ำแข็งกลับอบอุ่นขึ้น และเป็นบนลานน้ำแข็งนั้นเองที่ทำให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนต่างๆ ที่มันจะติดตัวเขาไปแม้ในวันที่เดินออกจากลานอันหนาวเย็นแห่งนี้

เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์

ขอขอบคุณสถานที่ ลานสเก็ตน้ำแข็ง
[email protected] Rama9

Writer

ชนากานต์ วงศ์บรรเจิดแสง

ศิษย์เก่าเอกวารสารฯ ที่ยังสนุกกับการเล่าเรื่อง เขียนบทความ ทำงานผ่านเน็ต และเที่ยวเตร็ดเตร่ เริ่มรักเขามากกว่าทะเล แต่รักการเทเบียร์มากเท่าเดิม

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

นาทีที่ผมยืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ภาพความทรงจำในชีวิตการดูฟุตบอลก็ย้อนกลับมาชนิดตั้งตัวไม่ทัน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าของน้องๆ นักฟุตบอลไทยทั้งสี่คนอย่าง ยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พรหมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง ซึ่งได้รับคัดเลือกในโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona มาฝึกซ้อมที่สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นกาตาลุญญาร่วมกับเด็กๆ จากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจาไมก้า นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โคลอมเบีย ปานามา ฯลฯ

การเดินทางมาฝึกซ้อมกับโค้ชระดับโลกที่สโมสรบาร์เซโลน่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดจากความเชื่อที่เหมือนกันของสโมสรยักษ์ใหญ่และแบรนด์ไมโล ว่ากีฬาคือครูของชีวิตจนทั้งสองแบรนด์จับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นหนึ่งในเส้นทางความฝันของเหล่าเด็กๆ จากทั่วโลก

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

นอกจากช่วงเวลาที่อยู่ในสนามฟุตบอล ทีมงานของสโมสรยังจัดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เด็กๆ ได้เยี่ยมชมส่วนที่เป็นมิวเซียมของสโมสร

เมื่อเดินเข้าไปภายใน เจ้าหน้าที่ผู้เป็นคนพาทัวร์มิวเซียมก็เริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรบาร์เซโลน่า โดยย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สโมสรยังไม่ได้เป็นยอดทีมที่คว้าแชมป์เป็นกอบเป็นกำอย่างเช่นทุกวันนี้ และเมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป เราเริ่มเห็นถ้วยรางวัลวางเรียงราย

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

สโมสรบาร์เซโลน่า

คล้ายเราเห็นสโมสรแห่งนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป

ผมเดินตามน้องๆ เข้าไปจนกระทั่งมายืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ซึ่งเป็นถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดาถ้วยรางวัลของสโมสรในทวีปยุโรป

Camp Nou

บาร์เซโลน่าคว้าถ้วยรางวัลที่มีชื่อเล่นว่า ‘Big Ears’ ถ้วยนี้มาแล้ว 5 ครั้ง สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ในทวีปยุโรป

นอกจากความสำเร็จของสโมสร มิวเซียมแห่งนี้ยังเป็นที่บรรจุความสำเร็จของนักฟุตบอลในทีมอีกด้วย โซนหนึ่งที่เด็กๆ มุงกันจนแทบไม่มีที่ว่างคือโซนที่รวมสิ่งของต่างๆ ของ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักฟุตบอลชาวอาเจนไตน์ซึ่งเป็นขวัญใจอันดับ 1 ของแฟนบอลบาร์เซโลน่า

สิ่งของเหล่านั้นมีทั้งรองเท้าสตั๊ดและเสื้อฟุตบอลที่เมสซี่สวมใส่ในนัดสำคัญ

ผมถามเด็กบางคนที่ยืนดูว่ารู้สึกยังไง เขาบอกว่า โตขึ้นอยากเป็นแบบนี้ อยากเป็นแบบเมสซี่ และจะเป็นให้ได้

หากการซ้อมในสนามเป็นเหมือนขั้นตอนหนึ่งในการเดินตามความฝัน การเยี่ยมชมมิวเซียมคงเป็นเหมือนกระตุ้นปลุกเร้าให้เหล่าเด็กน้อยเดินตามความฝันต่อไป เป็นการจุดไฟในหัวใจให้ลุกโชน

Camp Nou

นอกเหนือเด็กนานาชาติจากโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ผมเห็นเด็กๆ จำนวนไม่น้อยเดินตามผู้ปกครองเยี่ยมชมโซนต่างๆ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ และจากการฟังภาษาที่เขาพูดคุยอย่างออกรสขณะเดินชม ทำให้ผมรู้ว่าจำนวนไม่น้อยเป็นชาวกาตาลันนี่แหละ

นี่อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนว่าวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาของดินแดนแห่งนี้แข็งแกร่งเพียงใด

ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งที่บาร์เซโลน่าผมได้คุยกับอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่าง โค้ชหรั่ง-ชาญวิทย์ ผลชีวิน ถึงประเด็นนี้ โค้ชผู้มีประสบการณ์ข้องเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทยมาหลายสิบปีบอกว่า ในบ้านเราวัฒนธรรมทางด้านกีฬายังไม่แข็งแรง ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าใดๆ ทั้งหมด

“ที่นี่ชุมชนเขาแข็งแกร่งมาก” โค้ชหรั่งบอกผม

‘ที่นี่’ ในความหมายของโค้ชหรั่งหมายถึงเมืองบาร์เซโลน่า ‘แข็งแกร่ง’ ในความหมายของเขาหมายถึงวัฒธรรมการเล่นกีฬาที่ฝังรากลึกจนเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตอย่างแยกไม่ออก กีฬาไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจนมีพื้นที่จำกัดเหมือนในบ้านเรา

“ถ้าเรามีสนามกีฬาเยอะๆ ช่วยได้มั้ย” ผมสงสัย

“ถ้าวัฒนธรรมเรื่องกีฬาเราแข็งแรงเมื่อไหร่มันไปได้ เราจะเห็นว่าสโมสรหลายสโมสรพยายามสร้างอะไรเพียบเลย แล้วถามว่าพ่อแม่พาลูกไปมั้ยล่ะ ไม่มี ซึ่งมันเสียเงินไปเปล่าๆ

“คือถ้าคุณมีเงินก็ไปสร้างสนามได้แหละ แต่คำถามสำคัญคือคุณสร้างวัฒนธรรมหรือยัง สิ่งนี้สำคัญกว่า สนามคุณใช้เวลาสร้างแค่กี่เดือน แต่วัฒนธรรมคุณต้องใช้เวลาสร้างเท่าไหร่ล่ะ ให้คนในจังหวัดคุณ ในประเทศคุณหันมาเล่นกีฬา” โค้ชชาญวิทย์ทิ้งคำถามไว้อย่างน่าคิด

ผมนึกถึงโครงการคัดเลือกเยาวชนมาฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าอย่าง โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ที่สร้างพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มีเวทีในการแสดงออกความสามารถทางด้านกีฬา และอีกหลายๆ สิ่งที่ไมโลพยายามทำ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสื่อสารว่า กีฬาให้อะไรกับชีวิตมากกว่าที่เราคิด หรือที่เขาใช้คำว่า Sport Is a Great Teacher

สำหรับผม นี่ถือเป็นหนึ่งในความพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในบ้านเราที่วัฒนธรรมกีฬายังไม่แข็งแรง

กีฬาสำคัญยังไง ทำไมจึงพยายามผลักดันเรื่องกีฬาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” ผมชวน คุณอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของน้องๆ ทั้งสี่คุยในวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันที่บาร์เซโลน่า

“การเล่นกีฬาส่วนสำคัญอยู่ที่การซ้อม ทำซ้ำๆ จนกระทั่งจากทักษะของเราจากศูนย์เริ่มมาเป็นสองสามสี่ จนกระทั่งถึงขั้นเพอร์เฟกต์ ซึ่งกว่าที่เราจะเพอร์เฟกต์มันน่าเบื่อนะ เด็กๆ ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้ว่าการที่เขาจะเก่งได้มันไม่ใช่แค่ข้ามคืนแน่นอน เด็กๆ ต้องรู้จักเอาชนะความรู้สึกตัวเอง ก้าวข้ามความน่าเบื่อหน่ายให้ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนังสือมันสอนไม่ได้ แต่วันหนึ่งที่เด็กก้าวข้ามไปได้ เขาจะรู้ว่าความสำเร็จต้องใช้ความพยายาม

“สุดท้ายคือเรื่องที่ผมรู้สึกจากการได้ยินจากพ่อแม่ จากการจัดแข่งฟุตซอลของไมโลมาหลายปี คือในสังคมไทยค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเด็กที่เรียนเก่ง แล้วหลายครั้งที่วัฒนธรรมแบบนี้มันเป็นดาบสองคม มันทำให้เด็กที่อาจจะไม่ได้เรียนดีในห้องเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ซึ่งการเล่นกีฬานี่แหละ มันเป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่า เด็กสามารถสร้างความมั่นใจของตัวเองได้ผ่านการเล่นกีฬา

“เด็กบางคนอาจจะอยู่ในห้องเรียนแล้วไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่เมื่อเขาลงสนามแล้วแทบจะเป็นเหมือนศิลปิน ซึ่งการที่เราเปิดสนามให้เขาได้แสดงความสามารถแบบนี้ มีสนามให้เขาได้เล่นฟุตซอล มันทำให้ตัวเขาเองมีความมั่นใจ แล้วพ่อแม่จะรู้สึกภูมิใจในตัวเขามากกว่าที่จะดูแค่ผลการศึกษา

“ชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านนั้น มันมีด้านอื่นให้ภูมิใจ ทำให้เด็กๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง เขาไม่ได้เป็นเด็กหงอๆ แม้เขาจะไม่ได้เรียนเก่งก็ตาม ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องค้นพบได้ในการเล่นกีฬา” คุณพงศ์เล่าเสร็จแล้วชวนย้อนมองเด็กไทยทั้ง 4 ที่มาร่วมทริปในครั้งนี้

เมื่อถามถึงอนาคต ว่าวันหน้าปีหน้า จะยังมีเด็กไทยได้โอกาสบินมาฝึกซ้อมกับสโมสรบาร์เซโลน่าอีกไหม คุณพงศ์บอกว่าโครงการนี้จะมีอย่างต่อเนื่องแน่นอน

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า น้องๆ แต่ละคนแต่ละประเทศต่างเตรียมตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิด

ใช่หรือไม่ว่าไม่มีงานเลี้ยงใดหรอกที่ไม่เลิกลา สิ่งสำคัญคืองานเลี้ยงนั้นมันทิ้งสิ่งใดไว้ในใจเรามากกว่า

Camp Nou

บางคนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าช่วงเวลา 3 วันที่เด็กๆ มาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่านั้นสั้นเกินไป ซึ่งแน่นอนว่ากว่าที่เด็กคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักฟุตบอลได้ในอนาคตนั้นต้องใช้เวลาแรมปีหรืออาจทั้งชีวิต เวลา 3 วันไม่ได้เปลี่ยนให้ใครเป็นยอดนักเตะในช่วงข้ามคืนอยู่แล้ว ประเด็นนี้ใครก็รู้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลา 3 วันที่ว่านี้ไม่มีค่า

ตรงกันข้ามมันได้สร้างสิ่งที่สำคัญมากๆ ในหัวใจเด็กทุกคน

“ผมว่าช่วงที่อยู่ที่นี่เด็กๆ แต่ละคนจะมีโอกาสได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเองไม่มากก็น้อย อย่างน้องยูโรตอนที่เขาเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย แต่โมเมนต์หนึ่งที่เขาได้ออกไปแสดงความสามารถ ไปโชว์เดาะลูกฟุตบอลแล้ววิดพื้นโชว์ ผมว่าเขาคงภูมิใจ แล้วเขาได้รางวัลเป็นลูกฟุตบอลกลับมา โมเมนต์นั้นเขาได้รู้สึกว่าเราไม่แพ้ใคร เรามีข้อดี

“อีกอย่างผมรู้สึกดีที่เด็กๆ จะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาฉุกคิดในแบบที่เขาจะไม่ได้เจอยามอยู่เมืองไทย อย่างเช่นการเจอเด็กต่างชาติ ทำให้เด็กไทยมองเห็นว่าเราแตกต่างกัน แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากความแตกต่างนั้นมาใช้กับชีวิตเรา ทั้งหมดนี้มันเป็นการเดินทางของเด็กคนหนึ่ง มันจะทำให้เขาพัฒนาในอนาคต ตอนอยู่ที่บาร์เซโลน่ามันมีทั้งโมเมนต์ที่ขึ้นและลง ดีและแย่ ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะพาเขากลับจากโมเมนต์ที่เขารู้สึกดาวน์ขึ้นมาได้

“ผมเชื่อว่าจะเทรน 2 วัน 3 วัน 5 วัน กลับไปอาจไม่แตกต่างกันมาก สิ่งสำคัญคืออะไรอยู่ในหัวของเขาตอนที่เขากลับมา แล้ววันหนึ่งเวลาที่เขาอยากจะไปต่อในเส้นทางเขา เขาจะใช้เหตุการณ์ในหัวพวกนี้เป็นตัวทำให้เขาฮึดขึ้นมา ไม่ยอมแพ้”

แม้ผมจะไม่อาจรู้ว่าในหัวของน้องๆ ทั้งสี่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ แต่ดูจากแววตาอันเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝันและมุ่งมั่น ผมก็พอเดาได้ว่าภายในนั้นไม่ได้ว่างเปล่า

Camp Nou

ย้อนอ่าน EPISODE 1 ได้ที่นี่
ย้อนอ่าน EPISODE 2 ได้ที่นี่

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load