“เอื้อย ๆ มากินข้าวแลงนำกัน”

เสียงร้องเรียกเชื้อเชิญให้ไปนั่งร่วมวงกินข้าวเย็นด้วยสำเนียงลาวเวียง สร้างความรู้สึกอบอุ่นเสมือนได้ใกล้ชิดเหล่าวงศาคณาญาติ อาหารมากมายถูกยกออกมา แต่ที่สะดุดตาคือ ‘ลาบเทา’ พระเอกจานหลัก ซึ่งจะพาเราไปทำความรู้จักกับบ้านดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ชุมชนที่ขึ้นชื่อว่ามีชาวลาวเวียงอาศัยอยู่หนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

จากนครหลวงเวียงจันทน์ถึงสุพรรณบุรี

ก่อนเลาะรั้วเข้าสู่เรือนชานบ้านลาวเวียง บุ้ค-พลวัต แก้วพงศา เล่าตำนานประวัติศาสตร์บ้านดอนคาให้ฟังว่า “คนบ้านดอนคาเชื่อว่าพวกเราสืบเชื้อสายมาจากชาวลาวในนครหลวงเวียงจันทน์ จึงได้ชื่อเรียกว่า ‘ลาวเวียง’ ตามสถานที่ที่จากมา โดยครั้งนั้น พ่อคุณหงษ์-แม่คุณอ่ำ, พ่อคุณผา-แม่คุณชา และ พ่อคุณเหม–พ่อคุณปลัด ได้นำพาลูกหลาน ช้าง ม้า วัว ควาย เข้ามาตั้งถิ่นฐานยังหมู่บ้านสมอลม ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน แต่พื้นที่แห่งนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขมร เป็นเหตุให้ชาวลาวเวียงชักชวนลูกหลานถอยร่นลงมาเพื่อหาที่อยู่อาศัยและแหล่งทำกินใหม่ โดยแยกออกเป็น 2 สาย

“สายที่ 1 มุ่งหน้าไปยังจังหวัดจันทบุรี ส่วนสายที่ 2 อันเป็นกลุ่มของพ่อคุณหงษ์-แม่คุณอ่ำ พร้อมด้วยลูกหลาน อพยพมาทางตำบลจรเข้สามพัน จนพบพื้นดินอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงเข้าจับจองเพื่อแบ่งกันทำมาหากิน และตั้งหลักมั่น ณ หมู่บ้านดอนคาแห่งนี้

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

บุ้คเสริมถึงที่มาของชื่อดอนคาให้ฟังว่า “ชื่อดอนคา มาจากพ่อคุณหงษ์เดินทางมาพบดอนหญ้าคา ปัจจุบันเรียกว่า ‘โนนบ้านเก่า’ ที่มองเห็นหนองปล้องและรางคักเค้านั่นเอง”

วิถีทำนา อาชีพดั้งเดิม

แรกเริ่มเดิมที ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาประกอบอาชีพทำนา โดยอาศัยแรงงานจากควายเป็นหลัก ดังนั้น ใต้ถุนเรือนเกือบทุกหลังจึงมีพื้นที่สำหรับใช้เลี้ยงควาย เมื่อแสงแรกของฤดูทำนามาเยือน ชาวนาจะต้อนควายไปยังท้องทุ่งเพื่อไถนาจนเสร็จ ก่อนต้อนควายกลับบ้านเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

สายฝนเทลงมา น้ำท่าพรั่งพร้อม เป็นสัญญาณจากธรรมชาติให้รวมแรงงานคนเพื่อลงแขกหว่านดำ ตลอดจนเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อนำรวงข้าวมากองรวมกัน จึงค่อยดึงแรงงานควายกลับมาช่วยอย่างแข็งขันอีกครั้ง นั่นคือการใช้ควายเหยียบย่ำเมล็ดข้าวออกจากรวง มีชาวนาคอยเก็บกวาดข้าวเปลือกเหล่านั้นไปกองรวมกัน โดยใช้กาบสาดให้เมล็ดลีบ ๆ หลุดออกไป เหลือเพียงเมล็ดที่สมบูรณ์ เสร็จแล้วจึงนำเกวียนมาเข็นข้าวขึ้นยุ้งสำหรับเก็บไว้กิน และกันบางส่วนไว้ใช้เพาะพันธุ์ในฤดูฝนถัดไป

ลงทุ่ง ลุยน้ำ ตามล่าหาเทา

ย้อนกลับไปช่วงต้นพุทธศักราช 2500 ในขณะที่ชุมชนบ้านดอนคายังไม่มีไฟฟ้าใช้ การทำนายังคงรอฤดูฝน เมื่อเข้าสู่เดือน 6 ฝนตกน้ำหลาก ถนนหนทางในหน้าแล้งกลายเป็นฮอมหรือร่องน้ำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งฟูมฟัก ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายเส้นไหม เงางามคล้ายเส้นผมเมื่อต้องแสง ตามที่บุ้คเล่าให้ฟังว่า

“เทามาตามทางน้ำไหลที่สะอาด ไม่อยู่ในน้ำนิ่ง ดังนั้นเวลาฝนตก เมื่อน้ำไหลมาจากทางเหนือ ก็จะนำเทามาด้วย เทาจึงเกิดจากทางน้ำที่สะอาดและไหลอยู่ตลอดเวลา”

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

ชาวบ้านดอนคาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด เชื่อว่าต้องเก็บเทาในช่วงข้างขึ้น เพราะหากเก็บข้างแรม เทาจะตาย ดังคำพูดที่บอกต่อกันมาว่า “เทาจะตายเดือนดับ และจะเป็นเทาใหม่ในคืนข้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

บุ้คตีความให้ฟังว่า “เทามีคุณภาพดีที่สุดในช่วงครึ่งแรกของเดือนหรือคืนข้างขึ้น และเมื่อถึงข้างแรมหรือครึ่งหลังของเดือน เทาก็จะเริ่มแก่ เส้นใยแข็งและเขียวน้อยลง คล้ายตะไคร่น้ำ ซึ่งน่าจะใกล้หมดรอบอายุและใกล้ตาย ก่อนจะมีเทาใหม่ในข้างขึ้นอีกครั้ง เป็นวัฏจักรของเทานั่นเอง”

การเก็บเทาจึงต้องดูพระจันทร์เป็นหลัก และมีวิธีการเก็บโดยใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็กหรือนิ้วมือจุ่มลงไปในน้ำ แล้วหมุนเพื่อนำเทาขึ้นมาใส่ใบตองหรือกะแหล่ง (กระป๋อง) ที่เตรียมไว้

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

สำหรับวิธีการแยกเทาออกจากตะไคร่น้ำ ฟอร์ด-ธนกิจ หงษ์เวียงจันทร์ เล่าให้ฟังว่า “การดูเทาที่แท้จริงซึ่งแตกต่างจากตะไคร่น้ำ ต้องทดลองด้วยการบีบน้ำออก หากเป็นเทาแท้ แม้จะบี้แล้ว แต่ก็ยังคงกลับมาชุ่มน้ำและเป็นเส้นได้ดังเดิม เส้นไม่ขาด ไม่จับตัวเป็นก้อน แต่จะเรียงตัวเป็นเส้นไหมเงางาม ส่วนตะไคร่น้ำ เมื่อบีบแล้วจะแบน เละ ไม่คงรูป บางคนอาจใช้น้ำปลาร้าหรือน้ำปลาใส่ลงไป เพื่อพิสูจน์ดูว่าหดตัวหรือละลายหรือไม่ เทาที่แท้จริงจึงมีลักษณะเป็นเส้น แต่ตะไคร่น้ำจะละลายกลายเป็นก้อน”

อย่างไรก็ตาม หลัง พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา เมื่อระบบชลประทานเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวนาเริ่มทำนาปรังเป็นจำนวนมาก และหันมาใช้น้ำคลองแทนน้ำจากธรรมชาติ เทาในพื้นที่ค่อย ๆ หายไป ปัจจุบันชาวบ้านจึงซื้อเทาจากพ่อค้าที่ด่านช้างและอุทัยธานี หรือในบางกรณี คนจากบ้านดอนคาก็ไปรับเทาเพื่อนำมาจำหน่ายในชุมชน

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

วันนี้นับเป็นโชคดีส่งท้ายฤดูหนาวของฉัน เพราะ กาญจนา ศรีสุราษฎร์ หรือ น้าแมว ของลูกหลานลาวเวียง ส่งข่าวมาบอกว่ากลางทุ่งนายังพอมีเทาให้เก็บกิน พวกเราไม่รอช้า รีบคว้าตะกร้า กะแหล่ง และหมวกขึ้นรถตู้ไร้แอร์ แต่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ออกลงทุ่ง ลุยน้ำ ตามล่าหาเทา

ปรุงลาบเทาลงจาน อาหารบ้านลาวเวียง

พวกเราได้เทามาจำนวนมาก น้าแมวจึงเกณฑ์แม่ครัวมือฉมังมารวมตัวกันที่บ้านของตน หรือที่รู้จักกันในอีกฐานะหนึ่ง คือแหล่งเรียนรู้ประมงพื้นบ้าน สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องมือจับสัตว์น้ำจืด และอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวลาวเวียง เช่น ตะกร้า กระบุง กี่ทอผ้า

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์
เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

วัตถุดิบสำหรับทำลาบเทาที่จัดเตรียมไว้ ประกอบด้วย

1. เทา

2. น้ำพริกปลาร้า (พริกชี้ฟ้าสด หอมแดง กระเทียม ปลาช่อน น้ำปลาร้าต้มสุก)

3. มะเขือขื่น (มะเขือเหลือง)

4. สะระแหน่

5. ตะไคร้

6. หอมแดง

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทำลาบเทา เพื่อให้ได้รสชาติถูกจริตลิ้นของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา คือการทำน้ำพริกปลาร้า ซึ่งเป็นเคล็ดลับความอร่อย เริ่มต้นการปรุงโดย

1. นำปลาช่อนมาขอดเกล็ด ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย

2. นำหม้อน้ำตั้งไฟ ใส่น้ำปลาร้าลงไปต้ม แล้วนำปลาช่อนที่เตรียมไว้ลงต้มจนสุก

3. ตั้งกระทะบนเตาให้ร้อนปานกลาง จากนั้นคั่วหอมแดง กระเทียม พริกสดให้สุก แล้วพักไว้

4. นำหอมแดง กระเทียม พริกสดที่คั่วแล้วใส่ลงในครก โขลกให้ละเอียด แล้วแกะเนื้อปลาช่อนใส่ลงไป โขลกให้น้ำพริกเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่น้ำปลาร้าต้ม และปรุงรสตามใจชอบ

เยือนบ้านดอนคา สุพรรณบุรี ถิ่นชาวลาวเวียงจากเวียงจันทน์ ชิม 'ลาบเทา' ที่ปรุงจากสาหร่ายน้ำจืดกลางนาที่กำลังจะหมดไป

เมื่อได้น้ำพริกปลาร้ารสชาติอร่อยถูกปากแล้ว เหล่าแม่ครัวต่างมานั่งพร้อมหน้าร่วมแรงแข็งขัน เพื่อเตรียมตัวทำลาบเทาตามขั้นตอน ดังนี้

1. ล้างทำความสะอาดเทาเพื่อให้เศษใบ้ไม้ต่าง ๆ ที่ติดมาหลุดออก จากนั้นพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงใช้มีดตัดเทาให้ยาวพอดีคำ

2. หั่นหอมแดง ตะไคร้ มะเขือขื่น รวมถึงเด็ดใบสะระแหน่ไว้ให้พร้อม

3. จัดเตรียมน้ำพริกปลาร้า

4. นำเทาใส่ลงในครก จากนั้นนำหอมแดง ตะไคร้ มะเขือขื่น ใบสะระแหน่ และน้ำพริกปลาร้าที่เตรียมไว้ใส่ตามลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน และปรุงรสตามต้องการ

เยือนบ้านดอนคา สุพรรณบุรี ถิ่นชาวลาวเวียงจากเวียงจันทน์ ชิม 'ลาบเทา' ที่ปรุงจากสาหร่ายน้ำจืดกลางนาที่กำลังจะหมดไป

ปลาร้าบ้านดอนคา เคล็ดลับความอร่อย

ทีเด็ดความอร่อยของลาบเทาจากฝีมือชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความสดใหม่และความนุ่มเหมือนเส้นไหมของเทาเท่านั้น หากยังอยู่ที่ปลาร้าจากสูตรการหมักที่คนในชุมชนต่างภูมิใจ ดังที่บุ้คเล่าถึงขั้นตอนการทำให้ฟังว่า

“ปลาร้าของชาวดอนคาใช้เกลือสมุทรเม็ดใหญ่ในการหมัก จึงส่งผลให้น้ำปลาร้าไม่ดำคล้ำ นอกจากนี้ ยังเน้นการทำปลาโดยขอดเกล็ดให้เกลี้ยง นำขี้และไส้ออกจนหมด ตัดหัวและครีบทิ้ง แล้วล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ปลาที่นิยมนำมาทำมีทั้งปลากระดี่ ปลาหมอ และปลาช่อน กำหนดสัดส่วนในอัตราปลา 5 เกลือ 1 ต่อมาตวงเกลือใส่ลงไปในครกตำข้าว ตำให้ละเอียด ใช้ทัพพีดันเกลือออกจากก้นครกเล็กน้อย แล้วตวงปลาใส่ตามลงไป จากนั้นค่อย ๆ ตำให้เกลือแทรกเข้าข้างใน จนเนื้อปลาแข็งและคงรูป เมื่อตำจนได้ที่แล้ว ให้นำรำอ่อนใส่เข้าไปแล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว เมื่อแล้วเสร็จจึงนำไปใส่ในไห ปิดทับด้วยถุงทรายเพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันลงไปไข่จนเน่าเสีย กระทั่งครบปีจึงจะนำออกมาบริโภค”

เยือนบ้านดอนคา สุพรรณบุรี ถิ่นชาวลาวเวียงจากเวียงจันทน์ ชิม 'ลาบเทา' ที่ปรุงจากสาหร่ายน้ำจืดกลางนาที่กำลังจะหมดไป

ความละเมียดละไมผ่านความใส่ใจในวัตถุดิบและระยะเวลาของการหมักบ่ม ส่งผลให้ปลาร้าบ้านดอนคามีกลิ่นหอมของรำอ่อน และรสชาติเค็มกลมกล่อม ชนิดที่ว่านำไปใช้ปรุงอาหารจานใดก็อร่อยจนไม่อาจหยุดยั้งการกินได้ และนี่คือรสอูมามิที่ซ่อนอยู่ในลาบเทา จนลูกหลานลาวเวียงอย่างฟอร์ดถึงกับเอ่ยเมื่อได้ลิ้มลองว่า “นี่แหละ รสชาติลาบเทาลาวเวียงขนานแท้ ต้องนัวปลาร้า ไม่เผ็ดเกินไป เส้นเทาต้องเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นตะไคร้ หัวหอม พร้อมทั้งมะเขือขื่น”

และรสชาติเช่นนี้เองที่ทำให้ฉันซึมซาบความเป็นลาวเวียงผ่านลิ้นสัมผัส จนบอกเล่าได้ว่า “ฉันเดินมาถึงเรือนชานบ้านลาวเวียงแล้วจริง ๆ”

Writer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Photographer

สุธาสินี บุญเกิด

ชาวตะกั่วป่า จบประวัติศาสตร์ ไม่เคยสนใจดาราศาสตร์จนรู้จักพลูโต เข้าร้านกาแฟแต่สั่งโกโก้ ชอบเดินโต๋เต๋แวะชิมริมทาง ริอ่านปลูกผักกระถางสไตล์คนเมือง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565
32

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load