“เอื้อย ๆ มากินข้าวแลงนำกัน”

เสียงร้องเรียกเชื้อเชิญให้ไปนั่งร่วมวงกินข้าวเย็นด้วยสำเนียงลาวเวียง สร้างความรู้สึกอบอุ่นเสมือนได้ใกล้ชิดเหล่าวงศาคณาญาติ อาหารมากมายถูกยกออกมา แต่ที่สะดุดตาคือ ‘ลาบเทา’ พระเอกจานหลัก ซึ่งจะพาเราไปทำความรู้จักกับบ้านดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ชุมชนที่ขึ้นชื่อว่ามีชาวลาวเวียงอาศัยอยู่หนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

จากนครหลวงเวียงจันทน์ถึงสุพรรณบุรี

ก่อนเลาะรั้วเข้าสู่เรือนชานบ้านลาวเวียง บุ้ค-พลวัต แก้วพงศา เล่าตำนานประวัติศาสตร์บ้านดอนคาให้ฟังว่า “คนบ้านดอนคาเชื่อว่าพวกเราสืบเชื้อสายมาจากชาวลาวในนครหลวงเวียงจันทน์ จึงได้ชื่อเรียกว่า ‘ลาวเวียง’ ตามสถานที่ที่จากมา โดยครั้งนั้น พ่อคุณหงษ์-แม่คุณอ่ำ, พ่อคุณผา-แม่คุณชา และ พ่อคุณเหม–พ่อคุณปลัด ได้นำพาลูกหลาน ช้าง ม้า วัว ควาย เข้ามาตั้งถิ่นฐานยังหมู่บ้านสมอลม ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน แต่พื้นที่แห่งนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขมร เป็นเหตุให้ชาวลาวเวียงชักชวนลูกหลานถอยร่นลงมาเพื่อหาที่อยู่อาศัยและแหล่งทำกินใหม่ โดยแยกออกเป็น 2 สาย

“สายที่ 1 มุ่งหน้าไปยังจังหวัดจันทบุรี ส่วนสายที่ 2 อันเป็นกลุ่มของพ่อคุณหงษ์-แม่คุณอ่ำ พร้อมด้วยลูกหลาน อพยพมาทางตำบลจรเข้สามพัน จนพบพื้นดินอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงเข้าจับจองเพื่อแบ่งกันทำมาหากิน และตั้งหลักมั่น ณ หมู่บ้านดอนคาแห่งนี้

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

บุ้คเสริมถึงที่มาของชื่อดอนคาให้ฟังว่า “ชื่อดอนคา มาจากพ่อคุณหงษ์เดินทางมาพบดอนหญ้าคา ปัจจุบันเรียกว่า ‘โนนบ้านเก่า’ ที่มองเห็นหนองปล้องและรางคักเค้านั่นเอง”

วิถีทำนา อาชีพดั้งเดิม

แรกเริ่มเดิมที ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาประกอบอาชีพทำนา โดยอาศัยแรงงานจากควายเป็นหลัก ดังนั้น ใต้ถุนเรือนเกือบทุกหลังจึงมีพื้นที่สำหรับใช้เลี้ยงควาย เมื่อแสงแรกของฤดูทำนามาเยือน ชาวนาจะต้อนควายไปยังท้องทุ่งเพื่อไถนาจนเสร็จ ก่อนต้อนควายกลับบ้านเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

สายฝนเทลงมา น้ำท่าพรั่งพร้อม เป็นสัญญาณจากธรรมชาติให้รวมแรงงานคนเพื่อลงแขกหว่านดำ ตลอดจนเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อนำรวงข้าวมากองรวมกัน จึงค่อยดึงแรงงานควายกลับมาช่วยอย่างแข็งขันอีกครั้ง นั่นคือการใช้ควายเหยียบย่ำเมล็ดข้าวออกจากรวง มีชาวนาคอยเก็บกวาดข้าวเปลือกเหล่านั้นไปกองรวมกัน โดยใช้กาบสาดให้เมล็ดลีบ ๆ หลุดออกไป เหลือเพียงเมล็ดที่สมบูรณ์ เสร็จแล้วจึงนำเกวียนมาเข็นข้าวขึ้นยุ้งสำหรับเก็บไว้กิน และกันบางส่วนไว้ใช้เพาะพันธุ์ในฤดูฝนถัดไป

ลงทุ่ง ลุยน้ำ ตามล่าหาเทา

ย้อนกลับไปช่วงต้นพุทธศักราช 2500 ในขณะที่ชุมชนบ้านดอนคายังไม่มีไฟฟ้าใช้ การทำนายังคงรอฤดูฝน เมื่อเข้าสู่เดือน 6 ฝนตกน้ำหลาก ถนนหนทางในหน้าแล้งกลายเป็นฮอมหรือร่องน้ำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งฟูมฟัก ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายเส้นไหม เงางามคล้ายเส้นผมเมื่อต้องแสง ตามที่บุ้คเล่าให้ฟังว่า

“เทามาตามทางน้ำไหลที่สะอาด ไม่อยู่ในน้ำนิ่ง ดังนั้นเวลาฝนตก เมื่อน้ำไหลมาจากทางเหนือ ก็จะนำเทามาด้วย เทาจึงเกิดจากทางน้ำที่สะอาดและไหลอยู่ตลอดเวลา”

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

ชาวบ้านดอนคาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด เชื่อว่าต้องเก็บเทาในช่วงข้างขึ้น เพราะหากเก็บข้างแรม เทาจะตาย ดังคำพูดที่บอกต่อกันมาว่า “เทาจะตายเดือนดับ และจะเป็นเทาใหม่ในคืนข้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

บุ้คตีความให้ฟังว่า “เทามีคุณภาพดีที่สุดในช่วงครึ่งแรกของเดือนหรือคืนข้างขึ้น และเมื่อถึงข้างแรมหรือครึ่งหลังของเดือน เทาก็จะเริ่มแก่ เส้นใยแข็งและเขียวน้อยลง คล้ายตะไคร่น้ำ ซึ่งน่าจะใกล้หมดรอบอายุและใกล้ตาย ก่อนจะมีเทาใหม่ในข้างขึ้นอีกครั้ง เป็นวัฏจักรของเทานั่นเอง”

การเก็บเทาจึงต้องดูพระจันทร์เป็นหลัก และมีวิธีการเก็บโดยใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็กหรือนิ้วมือจุ่มลงไปในน้ำ แล้วหมุนเพื่อนำเทาขึ้นมาใส่ใบตองหรือกะแหล่ง (กระป๋อง) ที่เตรียมไว้

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

สำหรับวิธีการแยกเทาออกจากตะไคร่น้ำ ฟอร์ด-ธนกิจ หงษ์เวียงจันทร์ เล่าให้ฟังว่า “การดูเทาที่แท้จริงซึ่งแตกต่างจากตะไคร่น้ำ ต้องทดลองด้วยการบีบน้ำออก หากเป็นเทาแท้ แม้จะบี้แล้ว แต่ก็ยังคงกลับมาชุ่มน้ำและเป็นเส้นได้ดังเดิม เส้นไม่ขาด ไม่จับตัวเป็นก้อน แต่จะเรียงตัวเป็นเส้นไหมเงางาม ส่วนตะไคร่น้ำ เมื่อบีบแล้วจะแบน เละ ไม่คงรูป บางคนอาจใช้น้ำปลาร้าหรือน้ำปลาใส่ลงไป เพื่อพิสูจน์ดูว่าหดตัวหรือละลายหรือไม่ เทาที่แท้จริงจึงมีลักษณะเป็นเส้น แต่ตะไคร่น้ำจะละลายกลายเป็นก้อน”

อย่างไรก็ตาม หลัง พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา เมื่อระบบชลประทานเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวนาเริ่มทำนาปรังเป็นจำนวนมาก และหันมาใช้น้ำคลองแทนน้ำจากธรรมชาติ เทาในพื้นที่ค่อย ๆ หายไป ปัจจุบันชาวบ้านจึงซื้อเทาจากพ่อค้าที่ด่านช้างและอุทัยธานี หรือในบางกรณี คนจากบ้านดอนคาก็ไปรับเทาเพื่อนำมาจำหน่ายในชุมชน

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

วันนี้นับเป็นโชคดีส่งท้ายฤดูหนาวของฉัน เพราะ กาญจนา ศรีสุราษฎร์ หรือ น้าแมว ของลูกหลานลาวเวียง ส่งข่าวมาบอกว่ากลางทุ่งนายังพอมีเทาให้เก็บกิน พวกเราไม่รอช้า รีบคว้าตะกร้า กะแหล่ง และหมวกขึ้นรถตู้ไร้แอร์ แต่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ออกลงทุ่ง ลุยน้ำ ตามล่าหาเทา

ปรุงลาบเทาลงจาน อาหารบ้านลาวเวียง

พวกเราได้เทามาจำนวนมาก น้าแมวจึงเกณฑ์แม่ครัวมือฉมังมารวมตัวกันที่บ้านของตน หรือที่รู้จักกันในอีกฐานะหนึ่ง คือแหล่งเรียนรู้ประมงพื้นบ้าน สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องมือจับสัตว์น้ำจืด และอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวลาวเวียง เช่น ตะกร้า กระบุง กี่ทอผ้า

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์
เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

วัตถุดิบสำหรับทำลาบเทาที่จัดเตรียมไว้ ประกอบด้วย

1. เทา

2. น้ำพริกปลาร้า (พริกชี้ฟ้าสด หอมแดง กระเทียม ปลาช่อน น้ำปลาร้าต้มสุก)

3. มะเขือขื่น (มะเขือเหลือง)

4. สะระแหน่

5. ตะไคร้

6. หอมแดง

เก็บ ‘เทา’ สาหร่ายน้ำจืดกลางนาสุพรรณฯ มาทำลาบเทาสูตรเดิมของลาวเวียงจากเวียงจันทน์

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทำลาบเทา เพื่อให้ได้รสชาติถูกจริตลิ้นของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา คือการทำน้ำพริกปลาร้า ซึ่งเป็นเคล็ดลับความอร่อย เริ่มต้นการปรุงโดย

1. นำปลาช่อนมาขอดเกล็ด ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย

2. นำหม้อน้ำตั้งไฟ ใส่น้ำปลาร้าลงไปต้ม แล้วนำปลาช่อนที่เตรียมไว้ลงต้มจนสุก

3. ตั้งกระทะบนเตาให้ร้อนปานกลาง จากนั้นคั่วหอมแดง กระเทียม พริกสดให้สุก แล้วพักไว้

4. นำหอมแดง กระเทียม พริกสดที่คั่วแล้วใส่ลงในครก โขลกให้ละเอียด แล้วแกะเนื้อปลาช่อนใส่ลงไป โขลกให้น้ำพริกเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่น้ำปลาร้าต้ม และปรุงรสตามใจชอบ

เยือนบ้านดอนคา สุพรรณบุรี ถิ่นชาวลาวเวียงจากเวียงจันทน์ ชิม 'ลาบเทา' ที่ปรุงจากสาหร่ายน้ำจืดกลางนาที่กำลังจะหมดไป

เมื่อได้น้ำพริกปลาร้ารสชาติอร่อยถูกปากแล้ว เหล่าแม่ครัวต่างมานั่งพร้อมหน้าร่วมแรงแข็งขัน เพื่อเตรียมตัวทำลาบเทาตามขั้นตอน ดังนี้

1. ล้างทำความสะอาดเทาเพื่อให้เศษใบ้ไม้ต่าง ๆ ที่ติดมาหลุดออก จากนั้นพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงใช้มีดตัดเทาให้ยาวพอดีคำ

2. หั่นหอมแดง ตะไคร้ มะเขือขื่น รวมถึงเด็ดใบสะระแหน่ไว้ให้พร้อม

3. จัดเตรียมน้ำพริกปลาร้า

4. นำเทาใส่ลงในครก จากนั้นนำหอมแดง ตะไคร้ มะเขือขื่น ใบสะระแหน่ และน้ำพริกปลาร้าที่เตรียมไว้ใส่ตามลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน และปรุงรสตามต้องการ

เยือนบ้านดอนคา สุพรรณบุรี ถิ่นชาวลาวเวียงจากเวียงจันทน์ ชิม 'ลาบเทา' ที่ปรุงจากสาหร่ายน้ำจืดกลางนาที่กำลังจะหมดไป

ปลาร้าบ้านดอนคา เคล็ดลับความอร่อย

ทีเด็ดความอร่อยของลาบเทาจากฝีมือชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความสดใหม่และความนุ่มเหมือนเส้นไหมของเทาเท่านั้น หากยังอยู่ที่ปลาร้าจากสูตรการหมักที่คนในชุมชนต่างภูมิใจ ดังที่บุ้คเล่าถึงขั้นตอนการทำให้ฟังว่า

“ปลาร้าของชาวดอนคาใช้เกลือสมุทรเม็ดใหญ่ในการหมัก จึงส่งผลให้น้ำปลาร้าไม่ดำคล้ำ นอกจากนี้ ยังเน้นการทำปลาโดยขอดเกล็ดให้เกลี้ยง นำขี้และไส้ออกจนหมด ตัดหัวและครีบทิ้ง แล้วล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ปลาที่นิยมนำมาทำมีทั้งปลากระดี่ ปลาหมอ และปลาช่อน กำหนดสัดส่วนในอัตราปลา 5 เกลือ 1 ต่อมาตวงเกลือใส่ลงไปในครกตำข้าว ตำให้ละเอียด ใช้ทัพพีดันเกลือออกจากก้นครกเล็กน้อย แล้วตวงปลาใส่ตามลงไป จากนั้นค่อย ๆ ตำให้เกลือแทรกเข้าข้างใน จนเนื้อปลาแข็งและคงรูป เมื่อตำจนได้ที่แล้ว ให้นำรำอ่อนใส่เข้าไปแล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว เมื่อแล้วเสร็จจึงนำไปใส่ในไห ปิดทับด้วยถุงทรายเพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันลงไปไข่จนเน่าเสีย กระทั่งครบปีจึงจะนำออกมาบริโภค”

เยือนบ้านดอนคา สุพรรณบุรี ถิ่นชาวลาวเวียงจากเวียงจันทน์ ชิม 'ลาบเทา' ที่ปรุงจากสาหร่ายน้ำจืดกลางนาที่กำลังจะหมดไป

ความละเมียดละไมผ่านความใส่ใจในวัตถุดิบและระยะเวลาของการหมักบ่ม ส่งผลให้ปลาร้าบ้านดอนคามีกลิ่นหอมของรำอ่อน และรสชาติเค็มกลมกล่อม ชนิดที่ว่านำไปใช้ปรุงอาหารจานใดก็อร่อยจนไม่อาจหยุดยั้งการกินได้ และนี่คือรสอูมามิที่ซ่อนอยู่ในลาบเทา จนลูกหลานลาวเวียงอย่างฟอร์ดถึงกับเอ่ยเมื่อได้ลิ้มลองว่า “นี่แหละ รสชาติลาบเทาลาวเวียงขนานแท้ ต้องนัวปลาร้า ไม่เผ็ดเกินไป เส้นเทาต้องเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นตะไคร้ หัวหอม พร้อมทั้งมะเขือขื่น”

และรสชาติเช่นนี้เองที่ทำให้ฉันซึมซาบความเป็นลาวเวียงผ่านลิ้นสัมผัส จนบอกเล่าได้ว่า “ฉันเดินมาถึงเรือนชานบ้านลาวเวียงแล้วจริง ๆ”

Writer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Photographer

สุธาสินี บุญเกิด

ชาวตะกั่วป่า จบประวัติศาสตร์ ไม่เคยสนใจดาราศาสตร์จนรู้จักพลูโต เข้าร้านกาแฟแต่สั่งโกโก้ ชอบเดินโต๋เต๋แวะชิมริมทาง ริอ่านปลูกผักกระถางสไตล์คนเมือง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในย่านเขตสถานทูต (Diplomatic Enclave) กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ท่ามกลางกำแพงสูงและรั้วลวดหนาม ปรากฏกำแพงหนึ่งที่มีสีสันสดใสโดดเด่นสะดุดตา จนหลายคนยกมือถือเข้ามาถ่ายรูป ลวดลายนั้นคล้ายคลึงกับลวดลายบนรถบรรทุกที่วิ่งไปมาในปากีสถาน ที่เรียกว่า Truck Art แต่ก็มีลวดลายของไทยด้วย เบื้องหลังกำแพงคือ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด 

อะไรคือ Truck Art แล้วทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้

แบทเทิลแห่งสีสัน

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

จุดเริ่มของศิลปะบนรถบรรทุกเข้ามาในเอเชียใต้เมื่อมีการนำเข้ารถบรรทุก Bedford จากอังกฤษตั้งแต่ พ.ศ. 2463 Bedford เป็นบริษัทลูกของบริษัท GM ตอนแรกรถบรรทุกพวกนี้ไม่ได้ประดับประดาอะไรมากมายนัก จนเมื่อ พ.ศ. 2483 ที่มีการใช้รถบรรทุกขนส่งทางไกล บริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มเอาตราบริษัทติดที่รถบรรทุก เพื่อให้ผู้พบเห็นรู้ว่าเป็นของบริษัทอะไร และยังเป็นการโฆษณาไปในตัว 

คนขับรถตอนนั้นเห็นว่า ไหน ๆ จะพ่นสีโฆษณาบริษัทแล้ว ก็เลยขอแต่งแต้ม เติมนั่นเติมนี่นิดหน่อย มาถึงจุดที่เริ่มหยุดไม่อยู่ มีการแข่งขันกันแบบสนุก ๆ แฝงความจริงจังระหว่างคนขับว่า รถใครจะมีสีสันและการตกแต่งที่กิ๊บเก๋กว่ากัน จนกลายเป็นว่ารถบรรทุกทุกคันต้องมีการตกแต่งประดับประดาไม่มากก็น้อย แต่ที่เห็นส่วนใหญ่จะมากไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวเจอเจ้าที่จัดเต็ม ของเราจะดูดร็อปไป 

การตกแต่งนอกจากลงสีเป็นลวดลายต่าง ๆ แล้ว ยังมีการใช้ผ้า ใช้โซ่ห้อยเป็นสาย ติดกระดิ่งเล็ก ๆ กรุ๊งกริ๊ง ๆ อีกด้วย จุดที่ต้องทำให้โดดเด่นคือ ส่วนหัว ด้านหน้าของรถที่ยื่นสูงขึ้นไปหรือเรียกว่า มงกุฎ (Crown) กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ไปเยือนปากีสถาน โดยเฉพาะฝรั่งซึ่งอาจคุ้นกับแนวสีพาสเทล มาเจอการตกแต่งแบบแม่สีจัด ๆ ก็เกิดอาการตื่นตะลึง ถ่ายภาพไปโชว์เพื่อน ๆ จน Truck Art ปากีสถานเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ในสมัยที่ทหารอเมริกันเข้าไปในอัฟกานิสถาน ก็เห็นรถพวกนี้สีสันสวยงามวิ่งส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งมาแต่ไกล เลยเรียกว่า รถบรรทุกกรุ๊งกริ๊ง (Jingle Truck)

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
รถบรรทุกกรุ๊งกริ๊ง (Jingle Truck)

เรื่องราวผ่านลวดลาย

เพื่อเจาะลึกถึงศิลปะแขนงนี้ เราไปดูวิธีการทำ Truck Art ถึงอู่ในเมืองราวัลปินดี เขาบอกว่าวิธีการทำมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ลงรองพื้น จากนั้นก็ลงสีเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งคุณลุงคาลิดที่กำลังลงสีอยู่บนนั่งร้านสูงบอกว่า ทำมานาน 40 ปีแล้ว ถึงตอนนี้อายุ 70 แต่ลุงยังแข็งแรง ว่าแล้วก็โชว์พลังโดยการปีนลงมาอย่างคล่องแคล่ว ลุงบอกจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ไหว ดีใจที่คนต่างชาติชอบผลงานของคนปากีฯ ความปลื้มปีติของลุงฉายผ่านแววตามากประสบการณ์

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
ลุงคาลิด

ลวดลายบนรถบรรทุกนี้น่าสนใจ มีตั้งแต่ลายอักษร พืช สัตว์ท้องถิ่น และสัตว์ในจินตนาการ เช่น นกยูง นกอินทรีย์ ม้าบิน ดอกไม้ต่าง ๆ รวมถึงไอดอลจากวงการบันเทิง ทั้งนักร้อง นักแสดงที่มีชื่อเสียง ตลอดจนนักการเมือง นักปราชญ์ กวี บางคนให้วาดรูปลูกตัวเองไว้บนรถด้วย ทำให้มีกำลังใจทำงาน เพราะรู้ว่าหยาดเหงื่อของเขานั้นทำเพื่อครอบครัว เราได้คุยกับคนขับรถบรรทุกจากเมืองเปชาวา เชื้อสายพัชตุน หรือที่ไทยเรียกว่า ปาทาน เขาบอกว่ารถบรรทุกมีรูปบ้านในชนบทของเขาด้วย “เวลาขับรถไปส่งสินค้าไกล ๆ หันมาดูรถ เห็นวิวบ้านเกิด จะได้หายคิดถึงบ้านไปได้บ้าง”

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

เมื่อลงสีแล้วก็จะส่งไปยังแผนกประดับเพิ่มเติม เพื่อติดแผ่นอะลูมิเนียมเพิ่มความเงางามโดดเด้ง สะท้อนแสงแดดระยิบระยับยามกลางวัน มองเห็นได้แต่ไกล หากต้องการแอดวานซ์ไปอีกก็จะส่งต่อไปยังแผนกติดไฟ ประดับไฟในจุดต่าง ๆ เพิ่มอีกด้วย ทำให้การตกแต่งใช้เวลาราว 1 – 2 เดือน หากทำแบบจัดเต็ม ค่าใช้จ่ายอาจจะเกือบ ๆ แสนบาทเลยทีเดียว 

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

ถ้าใช้งานไปแล้วอยากตกแต่งเพิ่ม ก็มีร้านขายชุดแต่งเพิ่มเติม น้องที่ขายชุดแต่งบอกว่า ขายได้ดีมาก รวม ๆ แล้วค่าตกแต่งรถทั้งหมดอาจจะแพงว่าบ้านของคนขับรถเสียอีก แต่เขาถือว่าเป็นการลงทุนเชิงธุรกิจ เพราะลูกค้ามักจ้างรถบรรทุกที่ตกแต่งเยอะ มากกว่ารถที่ตกแต่งน้อย

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
ร้านขายชุดแต่งเพิ่ม

นอกจากประดับประดารถบรรทุกแล้ว บางรายยังตกแต่งรถบัสโดยสารด้วย เราโชคดีที่ได้ขับมาเจอรถบัสที่คนปากีสถานเรียกว่า รถบัสแคชเมียร์ เป็นรถบัสโดยสารขับไปตามภูเขาสูงชัน คันที่เราเจอตกแต่งอย่างสวยงาม จังหวะเขาจอดรับผู้โดยสาร เลยรีบลงไปถ่ายรูปมาให้ดูกัน ขนาดคนปากีฯ เองยังบอกว่า คันนี้สวยมาก ไม่ค่อยได้เห็นวิ่งในเมือง

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
รถบัสแคชเมียร์

สะท้อนรากลึกวัฒนธรรม

งานศิลปะบนรถบรรทุกของชาวปากีสถานสะท้อนวัฒนธรรมหลายอย่างของชาวปากีสถาน ซึ่งบางทีคนไทยอาจจะไม่คิดมาก่อน เพราะบางทีเห็นหน้าเขาเข้ม ๆ ไว้หนวดไว้เครา เราก็จะเกรง ๆ แต่จากประสบการณ์ที่ได้พบปะพูดคุยกับคนปากีฯ เห็นได้เลยว่าเขาเป็นคนชัดเจน จริงใจ แค่ขอไปถ่ายรูปรถบรรทุก เขาก็ยิ้มรับ เชื้อเชิญอย่างเต็มที่ อย่างคนขับรถคนหนึ่ง เข้าไปขอถ่ายรูป เขาหันหลังกลับ คิดว่าวิ่งหนี ปรากฎว่าวิ่งไปที่รถแล้วโผล่หน้ามาตรงหน้าต่างยิ้มแป้น บอกให้ถ่ายมุมนี้ มุมเด็ดของผม แถมยังบอกว่า ดีใจที่รถเขาแต่งแค่เบสิก ๆ หน้าสด เรายังสนใจ (ขณะที่เราหันมองไปที่รถ มันเบสิกตรงไหนหว่า จัดเต็มขนาดนั้น) ทุกคนที่ได้พบนอกจากชวนคุยสนุกสนานแล้ว ยังชวนไปดื่มชาปากีอีกด้วย (Chai – ชาใส่นม โรยเครื่องเทศ หอมมัน อร่อยมาก)

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

สีสันบนรถบรรทุกเหล่านั้นยังสะท้อนถึงอุปนิสัยที่ร่าเริงของคนปากีฯ ซึ่งนอกจากคุยสนุกแล้ว ยังชอบเสียงเพลงที่เร้าใจและการเต้นรำ ผมเคยนั่งรถไปต่างจังหวัด เจอเขาทำถนน ต้องจอดรถรอนาน ขณะที่เราก็อาจจะร้อนใจตามประสา แต่กลับเห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการเปิดเพลง แล้วลงมาเต้นกันอย่างสนุกสนานเฮฮา คนแถวนั้นได้ยินเสียงเพลงเร้าใจก็ออกมาร่วมด้วย จนถนนเปิด รถเคลื่อนได้ คนก็หัวเราะวิ่งขึ้นรถไปต่อ ทำให้คิดได้ว่าเวลาเจออุปสรรคที่นอกเหนือการควบคุม บางคนเลือกร้อนใจ แต่บางคนก็เลือกจะทำสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนั้น แล้วผ่านมันไปในเวลาที่เท่า ๆ กัน แต่ด้วยความรู้สึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

สีสันของปากีสถานยังสะท้อนในอาหารการกินของคนพื้นเมืองที่มีสีสันและรสชาติจัดจ้านน่าทานจากเครื่องเทศต่าง ๆ ที่จัดเต็ม ตั้งแต่ข้าวบริยานี ไก่ย่างติกกา แกงต่าง ๆ อย่างเช่น Chicken Achari Handi จนไปถึงของหวานอย่าง Gajrela ซึ่งอาหารในภูมิภาคต่าง ๆ ก็แตกต่างกันไป

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

ศิลปะดั้งเดิมในกระแสดิจิทัล

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
ไซเยอร์ ข่าน

ไซเยอร์ ข่าน ศิลปินที่เราชวนให้มาวาดภาพศิลปะแนวรถบรรทุกบนกำแพงสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด มาจากเมืองเปชาวา ห่างจากกรุงอิสลามาบัดไปเกือบ 200 กิโลเมตร เป็นศิลปินดาวรุ่งรุ่นใหม่ มีผลงานทั้งในและต่างประเทศ แต่โชคไม่ดีที่ธุรกิจของเขาซบเซาลงอย่างมากในช่วงการระบาดของโควิด-19 เขาบอกว่างานทำสีรถบรรทุกหายไปแทบจะหมดสิ้น แต่เขาก็ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา หันมาลงสีสิ่งของเล็ก ๆ เช่น กาน้ำชา ถ้วย ถาด รองเท้า แล้วลงรูปในโซเชียล ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดี 

สถานทูตเราก็เห็นข่าวนี้ จึงติดต่อให้เขามารับงาน เขาดีใจมากเพราะถือเป็นงานใหญ่ เขาบอกอย่างภูมิใจว่า งานนี้จะสร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก และเป็นเกียรติในฐานะศิลปินที่ได้เผยแพร่ศิลปะของปากีสถาน ทั้งยังมีส่วนเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไทยกับคนปากีสถาน และเราเองก็เชื่อว่า ชื่อเสียงของเขาจะได้รับการยอมรับในหมู่ชาวต่างประเทศและคณะทูตในกรุงอิสลามาบัด

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

ไซเยอร์เล่าว่า งานของเขาใช้เทคนิคแบบดั้งเดิม โดยใช้พู่กันผสมสีเฉดต่าง ๆ และลงสีด้วยมือ ซึ่งเขาเรียนมาจากลุงตั้งแต่อยู่ ม.1 เทคนิคนี้เริ่มสูญหายไปจากการเข้ามาของศิลปะแบบดิจิทัล ที่ออกแบบลวดลายได้คมชัด ผลิตได้จำนวนมากในรูปแบบของสติกเกอร์แล้วเอาไปพ่นสี ทำให้ผลิตงานได้รวดเร็ว ลูกค้าไม่ต้องรอนาน รวมถึงราคาอาจถูกลง เขาจึงพยายามรักษาศิลปะแบบดั้งเดิมนี้ไว้ โดยพยายามฝึกลูกศิษย์อยู่หลายคน แต่งานศิลปะเหล่านี้ต้องใช้ความอดทนฝึกฝน รวมทั้งต้องอยู่กับกลิ่นสีและทินเนอร์ตลอดทั้งวัน เด็กรุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่มาทำงานได้ไม่นานก็หายไป ตอนนี้เหลือเพียง 2 คน แต่ก็พยายามจะสานต่องานที่ทรงคุณค่านี้ต่อไป

เราคุยกันถึงลวดลายที่วาดบนกำแพง เป็นสิ่งของ สถานที่ ผู้คนทั้งไทยและปากีสถาน ซึ่งในปากีสถานมีสิ่งของที่ทั้งเราและเขาคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตุ๊ก ปิ่นโต เขามีเมืองตักศิลา ซึ่งทำครกเหมือนกับที่อ่างศิลาบ้านเราเลย แม้กระทั่งรถสิบล้อไทยในสมัยก่อน ลักษณะและการวาดลวดลายต่าง ๆ คล้ายกัน รวมไปถึงเรือกอและของทางใต้ ลวดลายสดใสก็คล้ายคลึงกับแนว Truck Art ของปากีสถาน

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

เมื่อถึงเวลาต้องปรับปรุงทาสี เพราะสีเดิมเริ่มแสดงร่องรอยความเก่า ทั้งจากระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปี ลาย Truck Art บนกำแพงของสถานทูตไทยจึงเป็นคำตอบของพวกเราที่สถานทูต เพื่อเป็นการลดทอนความแข็งกร้าวของกำแพงลง แสดงถึงการน้อมรับศิลปะประเทศเจ้าภาพ สร้างความรู้สึกดีให้คนที่พบเห็น ลวดลายสดใสสะท้อนความเป็นมิตรร่าเริงของทั้งผู้คนทั้งสองประเทศ 

ภาพทิวทัศน์ของปากีสถานและไทยทำให้คนที่ผ่านไปมานึกถึงบ้าน รวมทั้งคนไทยที่ไปสถานทูต หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยเองที่นาน ๆ ได้กลับบ้านกันสักที กำแพงนี้เปรียบเป็นผืนผ้าใบขนาดใหญ่ยาวกว่า 220 ฟุต สำหรับศิลปินท้องถิ่นได้แสดงผลงาน เราดีใจที่เป็นส่วนเล็ก ๆ สนับสนุนการสืบสานศิลปะ Truck Art แนวดั้งเดิมของปากีสถานให้ได้รับการยอมรับต่อไป สถานทูตไทยอีกแห่งที่ได้ริเริ่มทำสิ่งนี้คือสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ที่ใช้ศิลปะโมเสกพื้นเมืองประดับประดาหน้าสถานทูตอย่างสวยงาม

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

เมื่อมีคนพูดต่อ ๆ กันไป ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ของปากีสถานก็ให้ความสนใจออกข่าวกันใหญ่โต คนผ่านไปมาก็มักจะหยุดถ่ายรูป มีคนปากีฯ บอกว่า ได้ยินผู้บริหารระดับสูงของปากีสถานคุยกันถึงกำแพงสถานทูตไทยอย่างชื่นชม และบอกว่าเป็นสิ่งที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ของสองประเทศได้ดี 

ไซเยอร์บอกว่า ตอนนี้เขาได้รับการติดต่อจากหลายที่ รวมทั้งสถานทูตหลายแห่ง เพราะมีคนเห็นผลงานของเขาบนกำแพงสถานเอกอัครราชทูตไทย ตอนนี้ไซเยอร์กำลังเดินทางไปนิวซีแลนด์เพื่อแสดงงานศิลปะของเขา เราก็หวังจะเห็นเขารวมทั้งศิลปินอื่น ๆ ประสบความสำเร็จ เพราะเราเชื่อว่าศิลปะเป็นสิ่งจรรโลงใจ ไร้ซึ่งพรมแดน เป็นภาษาที่ไม่ต้องเข้าใจหลักไวยากรณ์แบบภาษาเขียน แต่กลับทำให้รู้สึกได้ ทำให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมสื่อสารกันได้ เป็นมิตรกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษยชาติที่อยู่ร่วมกันในโลกใบนี้

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

Writer & Photographer

จักรกฤดิ กระจายวงศ์

เป็นนักการทูต ลูกครู (ที่เชื่อว่า) งานการทูตไม่ได้เหมือนในละคร แต่เป็นงานที่ต้องออกไปร่วมทุกสุขกับคน เข้าถึงใจคน จึงจะเข้าใจเขา เข้าใจความต้องการเขา จึงทำงานได้ถูกต้อง ผมชอบการเดินทาง และถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load