12 สิงหาคม 2565
6 K

Inspiration from Spirited Away 

เราสองแม่ลูกตัดสินใจเดินทางไปประเทศไต้หวันในช่วงที่เปิดฟรีวีซ่ามาสักพัก และนับตั้งแต่โควิด-19 มาเยือนก็ไม่มีโอกาสได้ไปอีก ดังนั้น แม่ขอนำความประทับใจในการเดินทางมาเล่าให้ฟัง เมื่อถึงเวลาเราจะได้ออกเดินทางไปไต้หวันอีกครั้ง

เหตุที่ทำให้ตัดสินใจไปไต้หวันในตอนแรก เพราะวันหนึ่งลูกสาวซึ่งเล่นฟลุต ได้ยินพี่คนหนึ่งยืนเล่นเพลงแถวสยามสแควร์ เพลงชื่อ Itsumo Nando Demo หรือ Always With Me ซึ่งเป็นเพลงประกอบแอนิเมชันของ Ghibli Studio เรื่อง Spirited Away เนื้อเพลงมีความหมายลึกซึ้ง ท่วงทำนองไพเราะ คนที่เล่นดนตรีสากลย่อมเคยเล่นเพลงนี้กันทั้งนั้น 

Spirited Away เป็นเรื่องที่รู้จักกันมากระดับโลก ฉากที่ใช้เป็นธีมในการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้อยู่ที่เมืองจิ่วเฟิ่น (Juifen) ไต้หวัน คนมากมายตามไปเมืองนี้ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รุ่งเรืองมากทีเดียว เนื้อหาของเรื่องนั้นน่ารัก แต่ไม่ใช่แอนิเมชันเบาสมองทั่วไปสำหรับเด็ก ดำเนินเรื่องไม่ยาก แต่ถ้าดูอย่างเข้าใจ จะพบปรัชญาที่สอดแทรกแนวคิดให้เด็กใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญ ไม่ปล่อยตนเองกลืนไปกับสังคมแบบทุนนิยม ซึ่งเด็ก ๆ ทุกวันนี้กำลังเผชิญอยู่ 

แม่เล่าให้เด็กน้อยฟังว่า ไต้หวันมีหมู่บ้านในหุบเขาชื่อจิ่วเฟิ่น ที่นั่นมีโรงน้ำชาแขวนโคมไฟสีแดงสวย ซึ่งเป็นต้นแบบโรงอาบน้ำของยูบาบาในเรื่อง Spirited Away ซึ่งคุณมิยาซากิ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ ได้แรงบันดาลใจจนนำมาสร้างเป็นแอนิเมชันให้เราชม ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจไปไต้หวันกัน

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

First Time in Taiwan 

เช้าวันเดินทางจากกรุงเทพฯ ไฟลต์บินใช้เวลา 3 ชั่วโมง 40 นาที ก็ถึงสนามบินเถาหยวน เราซื้อบัตร Easy Card หรือเรียกว่า ‘โยว โหยว ข่า’ บัตรเติมเงินสำหรับเดินทางด้วยรถสาธารณะต่าง ๆ ใช้เป็นค่ารถไฟความเร็วสูงจากสนามบินเข้าตัวเมืองไทเป และใช้กับขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ได้เลย 

การเดินทางไปจิ่วเฟิ่นนั้นไปได้หลายวิธี ถ้าไปด้วยรถไฟก็ต้องต่อรถไฟ 2 ต่อ ถ้าไปรถบัส มี Taipei Bus #965 วิ่งจากในเมืองตรงไปจิ่วเฟิ่น ขึ้นได้ในย่านฮิตอย่างซีเหมิน (Ximen) ด้วย แต่ถ้าอยู่แถว Taipei Main Station ก็มาขึ้นตรง MRT Beimen (G13) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าวิธีเดินทางด้วยรถบัสสะดวกที่สุดสำหรับคนมีเด็ก 

Jiufen – The Real Scenery in Spirited Away 

เมื่อมาถึงจิ่วเฟิ่น เมืองนี้มีร้านรวงนำเสนออาหาร ขนม สินค้าน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เราเจอร้านขายไส้กรอกแบบจีนที่มีป้าติดดอกไม้ใหญ่ ๆ บนศีรษะ เหมือนที่เคยเห็นในหนังสือท่องเที่ยวเป๊ะ มีร้านไอติมโรตีตุ้บตั้บ (ผู้เขียนเรียกแบบนี้ เพราะเขาใส่ทุกอย่างตามนั้นเลย) ลองทานก็อร่อยดี มีแบบใส่ต้นหอมผักชีด้วย มีร้านขนมแบบบัวลอยเต็มไปหมด มีร้านเสี่ยวหลงเป่าที่ส่งคนมาเรียกแขกเสียงเซ็งแซ่ 

แต่จุดไฮไลต์ที่เราต้องไปให้ได้ คือร้านชา Amei Tea House ซึ่งต้องเดินผ่านตลาดโบราณไปเรื่อย ๆ ก่อน จะมีทางแยกให้เดินลงไป ตามทางแคบ ๆ เป็นบันไดขั้นเล็ก ๆ ที่นี่ถ้าคนขาไม่ดีหรือใช้วีลแชร์ไม่น่าเหมาะ เพราะทางเดินก็แคบ คนก็เยอะ 

พอถึงหน้าร้าน Amei Tea House ก็รู้ว่าใช่ที่นี่แน่ ๆ เพราะมีมวลมหาชนรอถ่ายรูปเต็มไปหมด ร้านชามีลักษณะเหมือนโรงอาบน้ำของยูบาบาในเรื่อง Spirited Away มีคนมหาศาลรอถ่ายรูปอยู่ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มากับบริษัททัวร์ เราฟังเสียงดูพบว่ามีทั้งคนจีน คนญี่ปุ่น และคนไทยเรานี่แหละ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

เข้าไปแล้วพอได้ที่นั่ง เราสั่งชุดชาพร้อมขนม มีน้ำส้มให้ลูกด้วย เลือกได้ว่าจะให้คนมาแสดงวิธีชงชาให้ดูด้วยภาษาอะไร เนื่องจากคนที่พูดภาษาอังกฤษยุ่งมาก เราจึงเลือกคำอธิบายภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราใช้สื่อสารในครอบครัวอยู่แล้ว 

พอคนอธิบายมาถึง เธออธิบายเร็วเป็นจรวด มือไม้ว่องไว เธอเข็นเตาที่มีถ่านร้อน ๆ เคลื่อนที่มา เติมถ่านไปอีก เขี่ยให้มีไฟ วางกาน้ำร้อนลงไป จากนั้นก็สอนการตักชาด้วยปริมาณเหมาะสมใส่ในกรองชา เทน้ำร้อนราดถ้วยชา จากนั้นเติมน้ำร้อน ให้นับ 1 – 10 แล้วรินชาให้เรา ให้เราดมกลิ่นชาก่อน ดมแล้วไม่ให้ดื่มนะคะ เธอเทออกแล้วให้เราทานแก้วที่ 2 ที่เธอรินให้ โดยมีขนมให้ทานแกล้มคล้าย ๆ ถั่วตัดกับขนมเปี๊ยะ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

ตั้งแต่มาถึงจิ่วเฟิ่นตอนบ่าย ฝนก็ตกปรอย ๆ ตลอดเวลา เราเดินชมนั่นนี่จนเย็นค่ำ แล้วก็พากันกลับที่พัก ตกกลางคืน ก่อนนอนสวดมนต์เรียบร้อย เราที่เหนื่อยมาทั้งวันพอล้มตัวนอนก็หลับทันที แต่พอตกดึกประมาณตีหนึ่ง ผู้เขียนสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงแกรก ๆ เหมือนมีอะไรมาขุดเหนือหัวเตียง หันไปมองเด็กน้อยก็นอนหลับกรนคร่อกไม่รู้เรื่อง พยายามชะโงกดูจากทางหน้าต่าง ซึ่งห้องพักเราเป็นด้านริมถนน ไม่เห็นอะไรผิดปกติ แถมห้องเราชั้นบนสุดแล้ว เหนือขึ้นไปเป็นดาดฟ้าแล้ว ไม่มีใครแน่นอน 

ในใจคิดว่าเจอดีเข้าแล้ว เคยเดินทางไปต่างประเทศตั้งหลายที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ก่อนมาก็อ่านหนังสือท่องเที่ยว ทราบว่าใกล้ ๆ มีเหมืองทองโบราณที่มีทหารญี่ปุ่นมาขุดทองกันด้วย ตอนนี้กลายเป็นเหมืองร้างไปแล้ว แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปศึกษาได้ ขณะนั้นในสมองประมวลผลอย่างเดียวว่า หรือจะเป็นวิญญาณทหารญี่ปุ่นมาขุดทองบนหัวนอนผู้เขียนแน่แท้!

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

พอรุ่งเช้า ผู้เขียนตัดสินใจไปตรวจดูให้รู้ความจริง เดินออกจากห้องขึ้นบันไดไปดาดฟ้าโรงแรม พบข้าวของหินดินทรายที่ใช้ในการก่อสร้างเต็มไปหมด คาดว่าเมื่อคืนคงจะเคลื่อนย้ายของโดยใช้ลวดสลิงดึงข้าวของเหล่านั้นขึ้นมาจนเสียงดัง นึกออกแล้วว่าทำไมเขาถึงมี Earplug วางไว้ให้ในห้องด้วย 

ตอนหลังถามเพื่อนคนไต้หวัน เขาบอกว่า ที่นี่มีกฎให้ทำงานก่อสร้างกันตอนกลางคืนเท่านั้น ถึงบางอ้อทันทีค่ะ แต่ไหน ๆ ขึ้นมาแล้วก็เลยเดินไปชมวิวสักหน่อย วิวสวยงามสุดยอดมาก เห็นภูมิประเทศโดยรอบ ไม่ต้องไปนั่งมองตามที่ร้านคาเฟ่ในตลาดด้วย 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

จิ่วเฟิ่นอยู่ในเขต New Taipei เขียนตัวอักษรจีนว่า 九份 ผู้เขียนรู้ภาษาญี่ปุ่น มองตัวหนังสือพอจะเดาความหมายได้ ตามประวัติเล่าว่าเดิมมีครอบครัวที่อยู่หมู่บ้านในหุบเขานี้อยู่ 9 ครอบครัว จึงเรียกเช่นนี้ 

ต่อมามีการทำเหมืองทอง เมืองนี้ก็รุ่งเรืองขึ้น มีคนมาอยู่ มาค้าขายทำมาหากินเต็มไปหมด แต่พอเหมืองทองซบเซาจนร้างไปคนก็ย้ายออกไปหมด ตรงนี้ช่างคล้ายกับในเรื่อง Spirited Away อีกแล้ว จนรัฐบาลเข้ามาฟื้นฟูเป็นสถานที่ท่องเที่ยว คนจึงเริ่มหลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง เคยได้ยินว่าตอนเปิดใหม่ ๆ จิ่วเฟิ่นเป็นหมู่บ้านที่มีความโบราณดั้งเดิมกว่าที่เห็นอยู่มาก 

Farewell Jiufen

เช้าหลังทานอาหารเช้าแล้ว เรามาเก็บรายละเอียดใน Jiufen Old Street อีกครั้ง เช้า ๆ อากาศดี ซอกแซกไปดูร้านนั้นร้านนี้ ลูกสาวซื้อของเล่นที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่มาด้วยชิ้นหนึ่ง (ผู้เขียนคิดว่าที่สำเพ็งบ้านเราก็น่าจะมี แต่เห็นเธออยากได้และราคาไม่แพงจึงซื้อให้) สิ่งนั้นคือกระปุกออมสินอัตโนมัติ เป็นรูปร่างตัวละครในเรื่อง Spirited Away ชื่อว่า Kaonashi ซึ่งในแอนิเมชันภาคภาษาไทยแปลว่า ‘ผีไร้หน้า’

วิธีใช้งานกระปุกออมสินนี้ คือเอาเหรียญวางในจาน คาโอนาชิก็จะยกจานกินเหรียญเข้าไป ยิ่งวางยิ่งสนุก เก็บเงินได้เยอะเลย ของที่วางขายในตลาดเก่าจิ่วเฟิ่นนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง Spirited Away ทั้งสิ้น ตัวหลักที่ต้องเห็นคือคาโอนาชินี่แหละ ถ้าพิจารณาลักษณะของเขาให้ดี จะได้ข้อคิดมากมาย 

ขากลับไทเป ลูกสาวขึ้นนั่งบนรถบัส หันหน้าโบกมือลาจิ่วเฟิ่นราวกับซึ้งมาก วันหน้าจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

ขากลับเข้าเมืองไทเป รถบัสส่งเราลงที่เดิมแต่คนละฝั่งจากที่เราขึ้น พาลูกเดินลงทางใต้ดินเพื่อไปที่พัก ด้านใต้ดินที่เราเดินนั้นเหมือนเป็นย่านญี่ปุ่นเลย มีตู้หยอดเหรียญคีบตุ๊กตา ครั้งละ 10 NT (ประมาณ 10 บาท) อัยโกะสนใจมาก ขอใช้เหรียญเศษในกระเป๋าตังค์ไปลองหยอดดู สุดท้ายขอแม่ลองบ้างซิ อ้าว สนุกดีนี่ ปรากฏแม่เล่นไป 2 ครั้ง ได้ตุ๊กตาเฉยเลย คราวนี้อัยโกะยิ่งศรัทธาแม่ขั้นสุด

ตู้คีบที่ไต้หวันนับว่ายุติธรรมกับลูกค้า ขาคีบไม่อ่อนเกินไป ถ้าเป็นที่เมืองไทยคีบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะตั้งขาอ่อนจนคีบไม่อยู่ ดังนั้น เราแม่ลูกจึงเล่นกันเพลิน รู้ตัวอีกทีก็หมดไปเป็นร้อย NT แล้ว ผู้เขียนเลยต้องตั้งสติ เตือนลูกว่าไปเถอะ เดี๋ยววันหลังพามาเล่นใหม่ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

In Taipei with Friends 

เรามีนัดกับเพื่อนคนไต้หวันที่นับถือกันมาก จากที่เคยต้องติดต่องานกันบ่อยในสมัยก่อน ผู้เขียนเรียกเขาว่า August ซึ่งเขายินดีอยากพาเที่ยว August ขับรถมารับเราพร้อมลูกสาวชื่อ Victoria เป็นสาวน้อยน่ารักเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ดูท่าทางเป็นคนขี้อาย ซึ่งตรงข้ามกับลูกสาวเรา ทันทีที่อ้าปากได้ก็ทักทายพูดคุยเป็นต่อยหอย เนื่องจากวันที่เราพบกันเป็นวันชาติของไต้หวัน จึงพาเราไปชมพิธีเปลี่ยนเวรยามทหารที่อนุสรณ์สถานท่านเจียงไคเช็ก 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเราส่งรายชื่อสถานที่ที่อยากไปให้ August ดู เขาก็ขำเพราะไม่รู้จักสักที่ เป็นต้นว่า Gudetama Café (คาเฟ่ไข่ขี้เกียจ) กับ Rilakkuma Café (คาเฟ่หมีพักผ่อน) พอดีลูกสาวน้อง Victoria บอกว่ารู้จักร้านไข่ขี้เกียจ รีบบอกทางพ่อทันที 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

เป้าหมายต่อไป เราบอกว่าอยากไป Huashan 1914 Creative Park เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ครอบครัวที่มีลูกเล็กต่างพากันมาทำกิจกรรมที่นี่กันทั้งนั้น ทันทีที่เดินเข้าไปก็พบจุดที่มีการแสดงเล่านิทานพร้อมทำลูกโป่งเป็นรูปต่าง ๆ เขาเล่าเป็นภาษาจีน มีเพลงประกอบ พร้อมใช้มือประดิษฐ์ลูกโป่งเป็นรูปมังกรบ้าง นกบ้าง อัยโกะรีบขอไปนั่งหน้าเวทีปะปนกับเด็กไต้หวันคนอื่นแบบเนียน ๆ เราผู้ใหญ่ก็นั่งรอเธอไป ไม่มีใครไปช่วยแปลให้เธอสักคน แต่ดูเหมือนเธอจะเข้าใจด้วยนะ ตอนจบเขาให้เด็กมาต่อแถวรับลูกโป่ง เธอก็ไปต่อกับเขาด้วย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเดินต่อไปอีกนิดมีร้านของเล่นไม้ Wonderful Life เป็นร้านใหญ่มาก ที่บ้านเราจะเห็นขายตาม B2S หรือห้างใหญ่ ๆ มีชุดกล่องดนตรีที่ทำเป็นรูปร่างต่าง ๆ น่ารักมาก แต่ที่นี่จัดบริเวณเป็น Playground สำหรับเด็กเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เล่นกับผลิตภัณฑ์ของเขาด้วย มีเด็กเข้าไปเล่นกันมากมาย อัยโกะเองก็ไปลงชื่อเข้าด้วย และต้องรอเวลาสักพัก เราเลยดูของรอบร้านไปพลาง ๆ ก่อน พอดูสินค้ามาก ๆ เข้าก็อดซื้อไม่ได้ เพราะมันช่างน่ารักไปหมด พอดีถึงเวลาที่อัยโกะเข้าไปเล่นใน Playground ได้ ในนั้นมีเด็กไต้หวันเต็มไปหมด มีเด็กคนหนึ่งชวนอัยโกะเล่นด้วยกัน เด็กคนนั้นพูดภาษาจีน อัยโกะพูดภาษาอังกฤษ แต่ก็เห็นเล่นด้วยกันสนุกสนาน ภาษาที่สื่อสารกันง่ายไร้พรมแดนที่สุดในโลกนี้ ก็คือภาษาเด็กนั่นเอง 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ไต้หวันเป็นประเทศที่ส่งเสริมประชาชนทางด้านศิลปะมาก ๆ โดยเฉพาะเยาวชน มีการส่งเสริมด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่น่าสนใจหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Fine Art Museum, Museum of Contemporary Art และพื้นที่แสดงผลงานศิลปะหลายแห่ง ในสวนสนุกสำหรับเด็กก็ยังมีมุมศิลปะ แม้แต่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จะเห็นผลงานของ Jimmy Liao ศิลปินที่มีชื่อเสียงวาดไว้ตามผนังอย่างสวยงาม 

สำหรับศิลปินมือใหม่ ที่ Huashan 1914 Creative Park นี่ก็มีพื้นที่สำหรับเป็น Shop หรือ Gallery แสดงผลงานตามแต่ศิลปินต้องการ เราเองก็มีโอกาสชมผลงานของศิลปินหน้าใหม่ในนั้นกัน พาลูกเดินชมหลายแห่งเลย ผลงานประณีตคล้ายกับที่ญี่ปุ่น ราคาถือว่าค่อนข้างแพง ปกติสินค้าทั่วไปในไต้หวันนั้นราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นงานศิลปะหรืองานแฮนด์ ถือว่าเป็นสินค้ามีคุณค่ามาก 

เราเดินเล่นในนั้นจนถึงเย็นค่ำ มีนิทรรศการอะไรก็เข้าชมทั้งหมด ยังดีที่ยังไม่ค่ำเกินไป ทันถ่ายภาพกับโกดังเถาไอวีอาร์ต ๆ ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ ไม่ว่าใครมาก็ต้องถ่ายภาพตรงนี้ พอดีใกล้มืดแล้ว ฝนก็ตกด้วย ลูกสาวตัวเล็กมองแทบไม่เห็น 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ออกจาก Haushan Creative Park คราวนี้ August บอกว่า เราจะไปเดินตลาดกลางคืนที่ใหญ่มาก มีของใช้และของกินท้องถิ่นหลากหลายให้เราลิ้มลอง นั่นก็คือ Shilin Night Market แรก ๆ เราเดินดูของใช้กันก่อน เห็นรองเท้าออกกำลังกายก็อยากซื้อ เห็นเสื้อก็อยากซื้อ แต่ขณะที่เดินฝนก็ยังตกปรอย ๆ อยู่ เกรงว่าไม่สะดวก แต่ถึงอย่างไร เราก็มีความสุขที่ได้เดินชมนั่นนี่อยู่ดี 

ในตลาดมีซุ้มเล่นเกมปาลูกโป่ง และอาหารแปลกที่เราพบได้ที่ไต้หวันเท่านั้น เช่น วุ้นกบ เต้าหู้เหม็น เป็นต้น August ถามว่าอยากลองมั้ย แต่เราไม่กล้า ได้แต่ยืนมอง ส่วนอาหารที่ August ภูมิใจนำเสนอมาก พอได้ทานแล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก คือไก่ทอด Hot Star ไก่ชิ้นใหญ่เท่าหน้าเราเลย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป
แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

เดินตลาดกันต่อ ไปเจอผลไม้เคลือบเสียบไม้ก็ขอลองทานด้วย หลายคนคงไม่คิดว่าน่าสนใจตรงไหน บ้านเราก็มี แต่เทคนิคการเคลือบผลไม้ของไต้หวันคล้ายกับของญี่ปุ่นมาก ถ้าใครดูอนิเมะของญี่ปุ่นจะเห็นแอปเปิ้ลเสียบไม้เคลือบสีแดงใส ๆ เรียกว่า Apple Candy ปกติหากินได้ตามงานวัดญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนชอบมาก (ตอนนี้ดองกิบ้านเราก็มีขาย) ที่ไต้หวันเขานำสตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ และอะไรหลายอย่างที่ดิฉันไม่รู้ไปเคลือบด้วย เราลองซื้อมาทาน อร่อยดี รสชาติคล้ายของญี่ปุ่นเลย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

นอกจากนั้นยังไปเล่นเครื่องคีบในตลาดกันอีกด้วย เครื่องคีบในไต้หวันมีให้คีบได้ทุกสิ่งคล้ายของญี่ปุ่น ไม่ใช่มีแต่ตุ๊กตา บางอย่างมีของเป็นกล่อง เครื่องเกม ก็เอามาให้คีบได้ ตั้งแต่ตอนผู้เขียนคีบตุ๊กตาให้ลูกได้ จึงเริ่มรู้เทคนิค ใช้วิธีเอาหัวคีบตีให้หล่นหรือคีบให้กระเด้ง แบบนั้นจะได้ของมากกว่า พ่อลูก August กับ Victoria เล่นกันสนุกสนานน่ารักเชียว จนเริ่มดึกเห็นควรแก่เวลา เราจึงชวน August กลับกันเถอะ 

การเดินทางท่องเที่ยวไปต่างแดนด้วยตนเอง นับเป็นสนามฝึกวิชาในชีวิตจริง เรียนในห้องก็ได้เท่านั้น แต่ถ้าได้เดินทางถือว่าเป็นการลองถูกลองผิดหัดใช้ภาษาในสถานการณ์จริง และเดินทางแบบช่วยเหลือตนเองจะช่วยฝึกทักษะการวางแผน ทักษะการแก้ปัญหาไปด้วย ดีใจที่ได้เจอเพื่อนรุ่นพี่อย่าง August ได้เขาเป็นไกด์ทัวร์ทำให้เราเดินทางสนุกขึ้นเยอะเลย คืนนี้จบที่เขาพาเราไปส่งที่โรงแรม ไปส่งจนถึงหน้าลิฟต์ โบกมือลาจนลิฟต์ปิดเลย ซึ้งใจ 

Our Own Plan in Taipei 

วันต่อมา เราเดินทางกันเองสองแม่ลูก คุยกันว่าเราจะไป National Taiwan Museum ที่นั่นมีให้ศึกษาเรื่องที่ลูกสาวกำลังสนใจ นั่นคือโครงกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์ อย่างไดโนเสาร์หรือแมมมอธ มีให้เรียนรู้เรื่องไมโครฟอสซิล และอีกหลาย ๆ เรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ พื้นที่ถือว่ากว้างอยู่

อาคารแรกนำเสนอเรื่องสิ่งมีชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์ที่ด้านล่าง ชั้นสองเรื่องไมโครฟอสซิล อัยโกะสนใจเรื่องไดโนเสาร์ในอาคารที่ 2 ชื่อว่า Land Bank Exhibition Hall พอเข้าไปเขาจะให้ค่อยเดินตามพื้นที่ไต่ระดับ เล่าลำดับช่วงเวลาของไดโนเสาร์ มีรูปโครงกระดูกเล็ก ๆ ให้ดูก่อน แต่พอผ่านทุกอย่างขึ้นบันไดโผล่ด้านฉากหลัง เล่นเอาเราตกใจ เพราะเห็นโครงกระดูกไดโนเสาร์เท่าตัวจริง ใหญ่โตมาก 

เด็กน้อยของผู้เขียนตื่นเต้น วิ่งขึ้นวิ่งลง มีพื้นที่ให้หัดลองเอาแปรงปัดฟอสซิลดูด้วย ทำได้ดีมาก ๆ คิดว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่น่าจะชอบ แต่ลูกสาวผู้เขียนชอบอะไรเหมือนเด็กผู้ชายจึงดีใจเป็นที่สุด 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป
แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

หลังจากเดินชมศึกษากันจนจุใจ ขาออกแวะดูร้านของที่ระลึกด้วย ซึ่งของในร้านนี่ไม่ใช่เป็นของหลอกเด็กที่เรามักเห็นตามร้านของที่ระลึกทั่วไป เขามีสินค้าที่ส่งเสริมทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง แต่ของที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์มีค่อนข้างมาก เราซื้อโคมไฟ DIY ที่ให้เด็กฝึกทำผลึก ฝาปิดมีหลอดไฟซ่อนอยู่ พอตอนกลางคืนก็เปิดไฟ เห็นแสงจากผลึกที่เราทำเอง แต่ละชิ้นจะไม่เหมือนกัน ไอเดียดีมาก ๆ จึงซื้อมา นอกนั้นยังมีชุด DIY ทำพวงกุญแจไดโนเสาร์ และอะไรเกี่ยวกับไดโนเสาร์หลายอย่าง เด็กน้อยเตรียมค่าขนมไปเอง เลือกของที่ไม่แพงมากที่พอซื้อได้ รู้สึกได้ว่าไต้หวันมีสถานที่ส่งเสริมเยาวชนของเขาในหลายทักษะมาก ไม่เพียงแต่เรื่องศิลปะ เรื่องวิทยาศาสตร์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ถัดจากนี้ เป็นภารกิจที่เพื่อนฝากมา เรานั่งรถ MRT ไปวัดหลงซานเพื่อไปซื้อเครื่องราง ตัวเราเองต้องการแค่เครื่องรางเดินทางปลอดภัย แต่มีเพื่อนสาวที่ยังโสดต้องการเครื่องรางสมหวังในรัก (รุ่นคุณแม่อย่างผู้เขียนยังมีเพื่อนที่ต้องการเครื่องรางความรักอีกด้วยนะ 55) 

วัดหลงซานคนเยอะมาก มีคนมาไหว้ขอพร ถือของมากันมากมาย คนหลั่งไหลมาจนจะเหยียบเราแล้ว คงประมาณวัดเล่งเน่ยยี่บ้านเรา เล่ากันว่าใครที่มาขอพรที่นี่มักจะสมหวัง โดย ‘เทพผู้เฒ่าจันทรา’ คือเทพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งผู้เขียนไม่รู้ว่าท่านคือองค์ไหน ก็ไหว้ ๆ ไป ขอให้ตนเองและลูกเดินทางปลอดภัย

ร้านเครื่องรางวางตัวอย่างไว้ในตู้ เขียนหมายเลขและคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า เครื่องรางหมายเลขนั้นใช้เรื่องอะไร ว่าแล้วก็จิ้มเรื่องความรักมาเยอะๆ และเอาเรื่องสุขภาพดี เดินทางปลอดภัย การงานการศึกษาดีมาด้วย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเราก็ตามไปร้านหนังสือ Eslite สาขา Dunnan ปกติไม่ว่าไปไหน ผู้เขียนต้องไปแวะร้านหนังสือที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นั่นเสมอ ร้านหนังสือทำให้เราเห็นวัฒนธรรมการอ่านของผู้คน ร้าน Eslite เป็นร้านหนังสือที่เปิด 24 ชั่วโมง ต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น 2 แต่พอเข้าไปกลับขึ้นลงชั้น 1 ได้ และรวมชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น แต่ละชั้นจะแบ่งประเภทหนังสือ มีข้าวของเครื่องใช้ งานคราฟ์ต และอาหารขายในนั้นด้วย 

หนังสือในร้านส่วนใหญ่เป็นภาษาจีน จึงถามเจ้าหน้าที่ว่ามีหนังสือภาษาญี่ปุ่นมั้ย ปกติผู้เขียนซื้อหนังสือเด็กภาษาญี่ปุ่นให้ลูกอ่าน ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ซื้อจากร้าน Kinokuniya หรือถ้าเอาประหยัดก็ไปร้านหนังสือมือสองที่สุขุมวิท ซอย 33/1 แต่เห็นไต้หวันมีหนังสือภาษาญี่ปุ่นให้เราอ่านอยู่เรื่อย คิดว่าน่าจะมีหนังสือญี่ปุ่นขาย แต่เจ้าหน้าที่อาจไม่เข้าใจที่เราถาม จึงชี้ให้ไปชั้นหนังสือที่ส่วนใหญ่แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาจีน เช่น โต๊ะโตะจัง เราเห็นไม่ใช่เป้าหมาย จึงเปลี่ยนไปดูแผนกหนังสือเด็กแทน ซึ่งต้องลงไปยังชั้น B2 ก็เจอหนังสือเด็กภาษาอังกฤษที่ไม่แพง ซื้อกลับมาหลายเล่มเลย ถ้ามีเวลา การใช้ชีวิตในร้านหนังสือช่างดีมากมาย

Bye bye Taipei

วันสุดท้ายคือวันเดินทางกลับไทย ที่สนามบิน พวกเราชอบร้าน Sanrio X มีสินค้าน่ารักเหมือนญี่ปุ่นที่สุด เดินไปมาหาซื้อของฝากคนนั้นคนนี้ ส่วนใหญ่เป็นของกิน ขนมต่าง ๆ ซึ่งล้วนน่าสนใจ โดยเฉพาะของฝากขึ้นชื่ออย่างพายสับปะรดกับขนมเปี๊ยะเผือก ใครมาย่อมต้องซื้อกลับไป 

จากนั้นลูกสาวมาหยุดที่ร้าน Figure Model ร้านหนึ่ง สามีของผู้เขียนเป็นคนชอบสะสมของพวกนี้ อัยโกะจึงไปดูเผื่อจะซื้ออะไรฝากป๊าได้ พอไปดูราคาแพงมากเลย ลูกสาวบอกว่า 

“คราวหน้าเรามาใหม่ละกัน ชวนป๊ามาด้วย ที่ตู้คีบเค้าก็มีตัวแบบนี้ ให้ป๊าเค้าคีบเอาเองว่าจะเอาตัวอะไร” 

แหม ทำอย่างกับว่าจะคีบได้ง่าย ๆ 

สุดท้ายเราก็จบทริปการเดินทางอย่างราบรื่นสนุกสนาน ก่อนเด็กน้อยจะหลับไปแล้วมาตื่นที่เมืองไทย ก็พร่ำพูดว่า “เราจะมีวันหยุดอีกเมื่อไหร่คะ หนูอยากมาเที่ยวไต้หวันอีก” 

ไต้หวันกลายเป็นอีกหนึ่ง Destination ที่แม้ว่าไม่ต้องมี Inspiration อะไรแล้ว เราก็อยากมาเยือนอีกหลายครั้งแน่นอน 

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ณัฐพร ผลพูล

เป็นคนฉะเชิงเทรา ทุกวันนี้เป็นคุณแม่ Full-time แต่มีงานเสริมเป็นล่ามและนักแปลอิสระ มีงานอดิเรกปลูกแคคตัสและไลท็อป ชอบทำงานคราฟต์และชอบเดินทางมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ มักพาคุณยาย (แม่) หรือลูกไปด้วย แต่ทริปที่พาไปช่างระหกระเหินเกินกว่าที่คนแก่และเด็กควรไปเสมอ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 กรกฎาคม 2560
5 K

เช้าในฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น เราออกเดินทางจากซัปโปโรมุ่งหน้าสู่เมืองฟุราโนะ เป้าหมายหลักของครอบครัวคือการไปดูทุ่งลาเวนเดอร์และทุ่งดอกไม้หลากสีที่มีชื่อเสียงระดับโลกของเมืองนี้ แต่ความตั้งใจหลักของฉันกลับเป็นการไปพิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป (Kaleidoscope Museum of Furano)

ทุกคนอาจจะสงสัยว่ากล้องคาไลโดสโคปหรือกล้องสลับลายคืออะไร ถ้าอธิบายง่ายๆ หรือจากที่เคยเห็นมาตอนเด็กๆ มันคือวัตถุทรงกระบอก ปลายด้านหนึ่งเจาะไว้สำหรับส่องดู ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งจะมีช่องให้แสงเข้าและช่องใส่วัตถุต่างๆที่จะทำให้เกิดภาพ เช่น เศษกระดาษสี ลูกแก้ว ลูกปัด หรือแม้แต่ภาพถ่าย ตามแต่ศิลปินจะออกแบบ ด้านในประกอบไปด้วยกระจก 2 ชิ้นหรือมากกว่านั้น กระจกจะทำมุมต่างๆ กันและเมื่อยกส่องเข้าหาแหล่งกำเนิดแสง จะเห็นภาพสมมาตรที่เกิดจากการสะท้อนไปมาระหว่างกระจกกับสิ่งที่บรรจุลงไป ภาพที่เกิดขึ้นจะดูแปลกและสามารถเปลี่ยนแปลงไปไม่ซ้ำเดิมเมื่อเราหมุนหรือขยับดู

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ฉันรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จากรายการทีวีที่พาเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีสองปีก่อน ครั้งแรกที่เห็นในทีวีก็ตกหลุมรักซะแล้ว เพราะมันแปลก ไม่เหมือนใคร แล้วก็น่าสนใจสุดๆ ยิ่งพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในบรรยากาศของอดีตโรงเรียนประถมของญี่ปุ่นที่มีอายุถึง 110 ปี ก็ยิ่งคิดว่านี้คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและศิลปะที่หาชมได้น้อยมาก

10 โมงเช้า คือเวลาเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ แต่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดด้วยความตื่นเต้น เรียกว่ามาก่อนคนที่จะมาเปิดประตูพิพิธภัณฑ์ด้วยซ้ำ เมื่อเลี้ยวรถเข้าบริเวณโรงเรียนก็ค่อนข้างแปลกใจเพราะโรงเรียนมันดูเก่าจริงๆ และรกร้างกว่าที่เคยเห็นในทีวี สนามหญ้ากว้างๆ กลายเป็นป่าหญ้ารกๆ แถมไม่มีรถคันอื่นเลยนอกจากรถครอบครัวฉัน แต่ไม่นานก็มีรถคันนึงเข้ามาจอด มีชาวญี่ปุ่นที่ฉันคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของลงมาจากรถและเดินไปเปิดประตูพิพิธภัณฑ์

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

เมื่อก้าวเข้าโรงเรียน บรรยากาศของการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยอ่านมันแวบขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะที่นี่ได้ความรู้สึกเก่าแต่ก็อบอุ่นในขณะเดียวกันมากกว่า ส่วนที่ยืนอยู่คือทางเข้าทางออกหลักของโรงเรียน มีช่วงพื้นที่เว้นให้เป็นที่ถอดและใส่รองเท้า พื้นไม้ยกระดับขึ้น ฝั่งขวาเป็นตู้เก็บรองเท้า ฝั่งซ้ายมีตู้หยอดเงินและป้ายที่มีตัวอักษรญี่ปุ่นเขียนเต็มไปหมด ระหว่างที่ทุกคนกำลังถอดรองเท้า ก็มีชายชาวญี่ปุ่นใส่แว่นท่าทางใจดี เดินออกมาทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันก็เลยใช้ความสามารถที่มีอันน้อยนิดของศิษย์เก่านักเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่น ตอบโต้กลับไป แต่ลงท้ายด้วยว่า “ถ้าคุยเป็นภาษาอังกฤษจะดีกว่าค่ะ” ทุกคนก็หัวเราะกันใหญ่ หลังจากที่ฟังเขาแนะนำตัว และอธิบายการเข้าชม ก็เป็นไปอย่างที่ฉันเดาว่าเจ้าบ้านคนนี้คือ คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) เจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นเอง

กล้องคาไลโดสโคป

คุณอิคุยะ มิซซึย (Ikuya Mitsui) คือเจ้าของไอเดียการทำให้โรงเรียนไม้แห่งนี้กลับมามีชีวิตในฐานะสถานที่จัดแสดงงานศิลปะกล้องคาไลโดสโคปที่เขาสะสมจากทั่วทุกมุมโลก เขาตั้งใจส่งต่อความสวยงามและความน่าหลงใหลของศิลปะจากภาพสะท้อนให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม คุณมิซซึยต้องเผชิญกับปัญหามากมายกว่าจะทำให้พิพิธภัณฑ์นี้เกิดขึ้นได้ เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่มีความฝันร่วมกัน คือบรรดาศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นี้โดยเฉพาะ เช่น สร้างเทคนิคการฉายภาพใหม่ๆ หรือการนำโถส้วมและถังบ่มไวน์มาเป็นตัวกล้อง

ความน่าทึ่งคือกล้องคาไลโดสโคปที่จะได้สัมผัสในพิพิธภัณฑ์นี้มีจำนวนมากกว่า 100 ชิ้น แต่ละชิ้นแตกต่างกันออกไปและไม่ธรรมดาอย่างที่เคยเห็นอย่างแน่นอน ฉันได้มองศิลปะชนิดนี้ผ่านวัตถุหลายประเภทที่ไม่คิดว่าจะสามารถเอามาทำได้ อีกทั้งการตกแต่งที่ดูแปลกตาของรูปลักษณ์ภายนอกของตัวกล้องและภาพสวยๆ ที่ขยับไปมาเวลาเราหมุนดู ทำเอาทั้งแขนและคอล้าไปบ้าง เพราะอยากจะยกมาส่องดูทุกชิ้น

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

นอกจากตัวกล้องคาไลโดสโคปที่น่าสนใจแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โรงเรียนไม้ทั้งหลัง แน่นอนโครงสร้างแทบจะทั้งหมดนั้นคงเดิม เฟอร์นิเจอร์หรือของใช้บางอย่างก็ผ่านมือนักเรียนที่เคยเรียนที่โรงเรียนนี้มาแล้วทั้งนั้น

ส่วนหลักๆ ที่ฉันจำได้แม่นมีอยู่ 3 – 4 ส่วน ส่วนแรกคือห้องพยาบาลที่มีประตูทางเข้าค่อนข้างต่ำ มีอุปกรณ์ตรวจร่างกายและสื่อการสอนเกี่ยวกับการร่างกายมนุษย์ บนเตียงพยาบาลมีกล้องคาไลโดสโคปเรียงรายให้เลือกดูกัน

ส่วนที่สองคือห้องดนตรีที่มีแกรนด์เปียโนสีดำอยู่หน้าห้อง มีเครื่องวิทยุเก่า เครื่องเล่นแผ่นเสียง มีโต๊ะเรียนลายคีย์บอร์ด และเหนือกระดานดำมีภาพนักดนตรีระดับโลกแปะเรียงกันเป็นแถว กล้องคาไลโดสโคปในห้องนี้จะวางอยู่บนโต๊ะเรียนและตั้งอยู่เรียงกันริมหน้าต่าง แต่มันพิเศษมากๆ ตรงที่ตัวกล้องทำมาจากหีบเพลงไขลาน เมื่อยกส่องดูก็จะมีเพลงประกอบพร้อมเห็นภาพสะท้อนที่หมุนไปเรื่อยๆ ดูนานๆ คล้ายจะสะกดจิตตัวเองเหมือนกันนะ

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

กล้องคาไลโดสโคป

ห้องถัดไปไม่แน่ใจว่าเดิมเคยเป็นห้องอะไรของโรงเรียน แต่เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับการทำอาหาร เพราะมีอ่างล้างจาน ตู้กับข้าวและโมเดลอาหารวางโชว์อยู่ ห้องนี้มีกล้องคาไลโดสโคปจัดแสดงอยู่เยอะที่สุดในพิพิธภัณฑ์ กล้องที่ฉันชอบมากที่สุดก็อยู่ในห้องนี้ นั่นก็คือ กล้องที่มีลูกแก้วใหญ่เต็มกำมือ สีสันสวยงาม และมีหลายชิ้นให้เราเลือกส่องดู คือลูกแก้วนี้มองด้วยตาเปล่าก็สวยมากอยู่แล้ว แต่พอนำไปส่องดูจากกล้องคาไลโดสโคปมันก็ยิ่งสวยและแปลกตามากขึ้น บางชิ้นฉันใช้เวลาดูอยู่นานเลย เพราะฉะนั้นการมาพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เช้ามันจะมีประโยชน์ตรงนี้ คือเราดูได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องแย่งกับใคร คือ ณ ตอนที่เราเดินชม ทั้งพิพิธภัณฑ์มีแค่ครอบครัวของฉัน คู่คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่น และคุณมิซซึยเท่านั้น เมื่อถามคุณมิซซึยเรื่องจำนวนการเข้าชมของนักท่องเที่ยว เขาบอกว่า ก็แล้วแต่ช่วง บางช่วงก็เยอะมาก คือมากันเป็นทัวร์ เป็น 100 คนต่อวันก็มี แต่บางวันไม่มีคนมาเลยก็มี ฉันคิดว่าเป็นเพราะคนรู้จักค่อนข้างน้อย และการเดินทางก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่ได้มีรถส่วนตัวขับมาก็ต้องนั่งแท็กซี่มาเท่านั้น

กล้องคาไลโดสโคป

กลับมาที่ส่วนสุดท้ายคือโรงยิมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ขนาดใส่สนามบาสครึ่งสนามได้ อีกทั้งอุปกรณ์การกีฬาก็ครบครัน มีห่วงชู้ตลูกบาส โต๊ะปิงปอง (เดาว่าอันนี้น่าจะของใหม่) อุปกรณ์กีฬายิมนาสติก จักรยานล้อเดียวก็ยังมี นอกจากจะเป็นพื้นที่เล่นกีฬาแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเป็นที่รวมพลและพื้นที่จัดกิจกรรมสันทนาการเพราะมีเวทีและม่านสีแดงสูงถึงหลังคาของโรงยิม ดูอลังการมากๆ พ่อบอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่ขนาดเป็นโรงเรียนเก่า อยู่ต่างจังหวัด แต่มีสื่อการสอนที่ดีขนาดนี้ ฉันก็เห็นด้วย

กล้องคาไลโดสโคป กล้องคาไลโดสโคป

ก่อนกลับฉันสังเกตว่า บนกระดานดำในแต่ละห้องจะมีข้อความของคนที่มาเยี่ยมชมหรือคนที่มาทำกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ คุณมิซซึยบอกฉันว่า ลองมาเขียนบนกระดานดำห้องนี้ได้นะ ฉันก็จัดเลย ทั้งวาดรูปและเขียนเป็นภาษาไทยและญี่ปุ่นว่า ‘สวัสดี ฉันมาจากประเทศไทย’ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังอยู่บนกระดานรึเปล่า (ผ่านมา 1 ปีเต็มแล้ว) แต่ก็ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

ความประทับใจของฉันต่อเมืองที่โด่งดังเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ คือศิลปะภาพสะท้อนเล็กๆ ที่ไม่เล็กสำหรับใครบางคน คุณมิซซึยรวบรวมความสวยงามที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ และแสดงออกอย่างมีเสน่ห์กลมกลืนไปกับเมืองฟุราโนะ การมองภาพสะท้อนที่สวยงามแต่นามธรรมและไร้ขีดกำจัด ทำให้จิตใจฉันสงบและโล่งไปชั่วขณะ ขณะที่ความฝันในกล้องของคุณมิซซึยกลายเป็นความจริง ประสบการณ์จากพิพิธภัณฑ์นี้ก็สะท้อนกลับเป็นภาพความทรงจำที่ดีในใจฉันเรียบร้อยแล้ว

ห้องเรียนญี่ปุ่น

พิพิธภัณฑ์กล้องคาไลโดสโคป
(Kaleidoscope Museum of Furano)

www.kaleidoscopes.jp
GPS: 43.270971, 142.373292
TEL: 0167- 42 – 3303
OPEN: 10.00 – 21.00 น. (ตั้งแต่ 18.00 – 21.00 น. ต้องจองล่วงหน้า)
PRICE: ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 500 เยน ผู้สูงอายุ (65ขึ้นไป) 700 เยน
HOW TO GO: ประมาณ 8 กม. จากตัวเมืองฟุราโนะไปทางใต้ หรือนั่งรถไฟสาย Nemuro จากเมืองฟุราโนะ ลงสถานี JR Nunobe (1สถานี) หรือ Yamabe (2สถานี) แล้วต่อรถแท็กซี่อีกประมาณ 4 กม.

อ้างอิง : วศิน เพิ่มทรัพย์และDPlus Guide Team. (2559). ตะลุยฮอกไกโด [edition2] Hokkaido. (พิมพ์ครั้งที่1). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์DPlusในเครือบริษัท โปรวิชั่น จำกัด.

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ปวิตรา ชำนาญโรจน์

บัณฑิตที่เพิ่งจบจากศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เอก exhibition design ยังว่างงานและเคว้งคว้าง แต่ขยัน ใจดี และเรียบร้อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load