ผมเพิ่งเดินทางไปเที่ยวที่ไต้หวันเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็เคยไปมาบ้างสองสามครั้ง จะเรียกว่าชอบหรือถูกชะตากับไต้หวันก็คงพอได้

นอกจากที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ ที่ถือว่าโดดเด่นมากของไต้หวันแล้ว ผมมักสังเกตเห็นว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่แทบทุกเมืองใหญ่ๆ ของไต้หวันจะมี เวลาหาข้อมูลถึงสิ่งนี้ในเว็บไซต์การท่องเที่ยวก็มักมีคนมาให้ความเห็นในทางบวกเสมอ

ขอสารภาพเลยว่าทีแรกก็รู้สึกเหยียดนิดๆ ว่ามันช่างเป็นที่ของนักท่องเที่ยวซะจริงๆ แต่พอได้ลองไปก็พบว่าสนุกและประทับใจมากๆ ก็จะมีที่ไหนอีกที่เป็นทั้งที่ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติเช่นเรา ที่ท่องเที่ยวของคนไต้หวัน ที่แฮงเอาต์ของวัยรุ่น และยังเป็นที่ถ่ายรูปสุดฮิตของครอบครัว เรียกว่าเราจะเจอคนทุกเพศทุกวัยอยู่ที่นี่ครบหมด

ที่แห่งนี้คือ Creative Park นั่นเอง

Creative Park Taiwan Creative Park

ขึ้นชื่อว่าเป็น Creative Park หน้าที่ของมันก็เป็นทั้งสองอย่างตามชื่อจริงๆ นั่นคือเป็นทั้งสวนสาธารณะและสถานที่รองรับความคิดสร้างสรรค์ให้กับทุกคน ส่วนประกอบของ Creative Park นี้มีพื้นที่สีเขียว พื้นที่ตรงกลางสำหรับจัดแสดงดนตรี การแสดงต่างๆ รวมถึงสตรีทโชว์ อาคารสำหรับจัดนิทรรศการ โรงละคร ห้องซ้อมสำหรับศิลปิน ห้องเวิร์กช็อป ร้านค้าของนักออกแบบท้องถิ่น ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม กราฟิตี้ และสิ่งสุดท้ายก็คือจุดถ่ายรูปต่างๆ มากมาย ซึ่งในยุคแห่งการแชะ แชร์ โชว์ นั้นนี่น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนมาสวนแห่งนี้กันอย่างมากมายล้นหลาม

การเกิดขึ้นของ Creative Park นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการสนับสนุนของทางภาครัฐ โดยกระทรวงวัฒนธรรมของไต้หวันอยากสร้างสถานที่เพื่อพักผ่อนแก่ประชาชน และสร้างพื้นที่ปล่อยของให้กับเหล่าศิลปิน ช่างฝีมือ นักดนตรี และเหล่านักออกแบบ ให้มีที่ทางของตัวเอง เพราะมองเห็นถึงพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเหมือน Soft Power ซึ่งนำไปพัฒนาประเทศได้

ไตหวัน Creative Park Creative Park Taiwan Creative Park

ผสมกับนิสัยประหยัดที่ชอบหยิบจับเอาของเก่ามาใช้งานใหม่ของชาตินี้ กระทรวงวัฒนธรรมเลยเลือกใช้โรงงานไวน์เก่าที่ตั้งมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมญี่ปุ่นซึ่งปิดทิ้งร้างมาปัดฝุ่น กลายเป็น Creative Park แห่งแรกของประเทศ (ตอนนี้คือ Huashan 1914 Creative Park) ตั้งแต่ปี 1999 หรือเกือบๆ 20 ปีมาแล้ว!

และเมื่อผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี ทางกระทรวงวัฒนธรรมของไต้หวันเลยขยายแฟรนไชส์ Creative Park ให้ออกไปในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันนี้ก็มีที่เมืองไทเป ไทจง ฮัวเหลียน ไทหนาน เจียอี้ ทั้งหมด 5 เมืองที่มีสิ่งนี้อยู่

แต่เรื่องมันยังไม่จบเพียงเท่านี้ครับ อย่างที่บอกไปว่าด้วยผลตอบรับที่ค่อนข้างดีมาก ทางรัฐบาลท้องถิ่นของหลายเมือง เช่น ไทเป ไทหนาน ไทจง เกาสง ก็เลยพัฒนา Creative Park ของตัวเองเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้นอีกทางนึงด้วย

Creative Park Creative Park Taiwan Creative Park Creative Park

เออ เอาเข้าไป อย่างไทเปก็หยิบเอาโรงงานบุหรี่เก่ามาปรับปรุงเป็น Songshan Cultural Park ไทหนานก็มีการหยิบเอาบ้านร้างมาทำเป็น Blueprint Culture & Creative Park หรืออย่างโกดังริมแม่น้ำเก่าสมัยยุคญี่ปุ่นของเมืองเกาสงก็ถูกพัฒนากลายเป็น Pier 2 Arts Center นอกจากนี้แล้ว ทางฝั่งเอกชนก็มีการพัฒนาทำ Creative Park เล็กๆ ขึ้นมาอีกทางนึงด้วย โดยกระจายไปอยู่หลายที่ในไต้หวัน

ตอนไปเดินใน Creative Park เหล่านี้ ผมเห็นความสนใจและใส่ใจในงานศิลปะของคนที่นี่อย่างชัดเจน จึงไม่แปลกใจที่เรามักจะเห็นการต่อคิวยาวมากเพื่อซื้อตั๋วราคาสูงเข้าชมนิทรรศการ พื้นที่แสดงดนตรีก็มีวัยรุ่นมาเล่นกันอยู่แทบจะทั้งวัน การแสดงรูปแบบต่างๆ ก็มักได้รับความสนใจจากคนดูเสมอ

อาจเพราะงานศิลปะทั้งหลายที่มาจัดแสดงไว้ใน Creative Park ถูกย่อยให้เสพง่ายและสนุก ผสมกับจุดถ่ายรูปมากมายและกราฟิตี้ที่อยู่แทบจะทุกมุมของสวน เหมือนหยิบจับเอางานศิลปะมาวางไว้ใกล้ตัวเรา ไม่ใช่วางอยู่เป็นหอคอยงาช้างแสนหรูหราห่างไกลจากชีวิตจริง

Creative Park Creative Park Creative Park Taiwan Public Space

แล้วเมื่อมันสนุก เราก็สนิทใจที่จะอยู่ด้วย เมื่ออยู่ด้วยกันบ่อย เราก็ค่อยๆ ซึมซาบรับเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา จากนั้นมันก็จะค่อยๆ ถูกส่งต่อไปยังคนอื่นในครอบครัวอย่างลูกหลาน เด็กๆ ที่ได้เล่นอยู่กับงานศิลปะมาตั้งแต่เล็ก พอโตขึ้นมาพวกเขาก็จะชอบและรักในงานศิลปะ

คนที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์ก็จะมองเห็นอนาคตของอาชีพตัวเองและกล้าประกอบอาชีพนั้น คนชอบเต้นก็เป็นนักเต้นได้ นักออกแบบกราฟิกอาจไม่จำเป็นต้องออกแบบแต่นามบัตร นักเขียนการ์ตูนก็มีนิทรรศการใหญ่โตมีคนยอมรับได้ไม่ต่างจากศิลปินอื่นๆ เมื่อเป็นแบบนี้เราก็จะได้คนรุ่นใหม่ซึ่งประกอบอาชีพที่ตัวเองรัก มีความถนัด และภาคภูมิใจกับงานได้

ผมพยายามหาตัวเลขที่เชื่อมโยงระดับความคิดสร้างสรรค์ของคนกับจำนวน Creative Park แบบนี้ว่ามีความสัมพันธ์กันแบบไหน การมีพื้นที่สาธารณะแบบนี้เพื่มขึ้นช่วยให้คนไต้หวันสร้างสรรค์มากขึ้นรึเปล่า แต่ไม่ว่าจะหาตัวเลขยังไงก็ไม่สามารถจะหาได้ (ก็แหงล่ะ…มันวัดได้ที่ไหนกัน)

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะพออ้างอิงได้ก็คือ ไต้หวันยังคงมีแบรนด์สินค้าและบริการของตัวเองที่ยังคงแข่งขันกับคู่แข่งคนอื่นๆ ในตลาดโลกยุคที่ไม่มีใครกดต้นทุนให้ถูกไปกว่าจีนได้อีกต่อไปแล้วได้อย่างสง่างาม

นี่จึงพิสูจน์ว่าความคิดสร้างสรรค์ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ นั้นแตกต่างและคงอยู่ในท้องตลาดได้ต่อไป ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ก็คือ คนรุ่นใหม่ที่มีหัวสร้างสรรค์เหล่านี้ไงล่ะ

อาคารรกร้างอาจจะเป็นของไร้ประโยชน์สำหรับบางเมือง แต่สำหรับไต้หวันแล้ว พวกเขาเลือกใช้ความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนมันให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ที่จริงก็ไม่มีชื่อไหนเหมาะกับสิ่งนี้ไปกว่า Creative Park แล้วล่ะ

Creative Park

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

หากใครได้ติดตาม Bangkok Design Week ปีก่อน ๆ และได้เห็นแผนที่ของงานปีนี้ ก็คงได้เห็นแล้วว่ามีย่านใหม่ ๆ ที่ไม่เคยจัดงานอะไรกับเขาเลยผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ชนิดว่าแม้ว่างทุกวันก็อาจจะไปเยือนไม่ครบ

สำหรับเรา ‘บำรุงเมือง’ เป็นหนึ่งในย่านใหม่ที่น่าเลือกไป

หลังจากที่ Urban Ally (มิตรเมือง) ศูนย์ออกแบบและวิจัยเรื่องเมือง จัดงานดีไซน์วีกครั้งแรกที่ย่านพระนครไปเมื่อปีที่แล้ว พวกเขากลับมาใหม่ในปีนี้กับย่านบำรุงเมือง ใช้ชื่อธีมฮิป ๆ ว่า ‘มิตรบำรุงเมือง’ ด้วยเป้าหมายว่าทำงานกับพื้นที่ที่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ (Underused) แต่มีศักยภาพสูง

“บำรุงเมืองเป็น 1 ใน 3 ถนนสายแรก ซึ่งชื่อก็พูดถึงการเป็นเมืองที่ดี” แม่งานพูดกับเรา

จุดหลักในบำรุงเมืองมี 3 จุด คือหอประติมากรรมต้นแบบ ม.ศิลปากร ลานคนเมือง และประปาแม้นศรี อย่างหลังสุดคือแลนด์มาร์กที่เราสนใจเป็นพิเศษ

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

ด้วยความเป็นหอเก็บน้ำประปาแห่งแรกในประเทศไทย

ด้วยความเป็นพื้นที่ที่คนไร้บ้านเคยเข้ามาใช้พักพิง

ด้วยความเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ในเมือง ท่ามกลางชุมชนที่อยู่เบียดเสียด

เราคิดว่าเรื่องราวของประปาแม้นศรีน่านำไปคิดต่อ และตั้งคำถามถึง Public Space รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกเพศทุกวัยด้วยประการทั้งปวง

ดร.พีรียา บุญชัยพฤกษ์ อาจารย์ภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง และรองผู้อำนวยการศูนย์มิตรเมือง Urban Ally คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จะมาพูดคุยถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กับเรา

รู้จักประปาแม้นศรี

‘ประปาแม้นศรี’ ไม่ได้มีประวัติโดยตรงบันทึกไว้มากนัก

หากจะเล่าถึงที่นี่คงต้องย้อนไปถึงที่มาที่ไปของการประปาแห่งประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ยุคแห่ง Urbanization ที่ผู้คนมากมายตบเท้าเข้ามาทำงานในเมือง

พีรียาเล่าว่า เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ประพาสยุโรป ได้เห็นคุณภาพชีวิตดี ๆ ที่ผู้คนมีน้ำประปาใช้ จึงดำริให้ประเทศไทยพัฒนาระบบขึ้นมาบ้าง เริ่มให้วิศวกรต่างชาติวางระบบท่อ เริ่มจากคลองขุดที่ส่งน้ำมาจากปทุมธานี ไหลมาถึงโรงกรองน้ำที่สามเสน แล้วจึงนำมาพักที่หอเก็บน้ำประปาแม้นศรี 2 หอนี้ เพื่อแจกจ่ายน้ำให้คนทั้งพระนครต่อไป ซึ่งสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เป็นยุคที่การประปากรุงเทพฯ เริ่มต้นอย่างแท้จริง

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

“ถือเป็นถังน้ำประปาใหญ่แห่งแรกในพระนคร และเป็นที่ตั้งของการประปานครหลวง” พีรียาพานั่งลงที่แคร่ข้างหอเก็บน้ำ แล้วอธิบายให้เราฟัง

หอเก็บน้ำนี้เป็นโบราณสถานไปแล้ว หากเราเดินขึ้นบันไดวนไป (ใช้คำว่าปีนดีกว่า) ก็จะพบกับสเปซมืด ๆ มีช่องหน้าต่างที่มองไปเห็นวิวรอบ ๆ ได้ และแทงก์เก็บน้ำข้างบน แม้จะอายุเกือบ 100 ปีได้แล้ว แต่โครงสร้างหอก็ยังแข็งแรงมาก ๆ ด้วยเทคโนโลยีก่อสร้างสมัยนั้น

นอกจากหอทั้งสองนี้ อาคารในบริเวณนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย อย่างอาคารที่ใช้เก็บปั๊มน้ำ หรืออาคารที่เป็นโดมรูปตัว L ที่มีการก่อสร้างแบบยุโรปยุคอุตสาหกรรม ก็มีการนำเหล็กมาใช้ที่ประตู หน้าต่าง ทั้งยังมีอาคารออฟฟิศสร้างใหม่ในยุคโมเดิร์น ราว ๆ พ.ศ. 2500 ซึ่งเชื่อมโยงกับอาคารอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างธนาคารมหานครและธนาคารนครหลวงไทย

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023
ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

“ที่นี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งแรก ๆ ที่พูดถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม คือการมีน้ำสะอาดให้คนใช้” เธอกล่าว “บ้านอาจารย์อยู่แถวแม้นศรี ตอนเด็ก ๆ เคยมาทันที่ออฟฟิศยังเปิดอยู่ ก็ได้เข้ามาเล่นอยู่ตอนนั้น แล้วเขาก็ปิดไปเกือบ 20 ปีแล้ว”

เรานึกภาพตามอาจารย์เล่า เช้านี้เรานัดกับอาจารย์ที่หอเก็บน้ำ แต่เมื่อมาถึงเรากลับพบว่าประตูปิดอยู่ พร้อมเขียนป้ายใหญ่เบ้อเริ่มติดอยู่ในเชิงห้ามเข้า เมื่อถามคุณลุงชาวบ้านแถวนั้น ก็ได้คำตอบว่า “เขาเลิกใช้ที่นี่ไปนานแล้วนะครับ” เป็นคำตอบ จนต้องรอให้อาจารย์และทีมที่จัดงานมาเปิดประตูให้

พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ เคยมีฟังก์ชันที่สำคัญต่อกรุงเทพฯ ขนาดนั้น เราจะปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจริงเหรอ – นี่คือประเด็นสำคัญ

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

ทิ้งร้าง เก็บรักษา หรือปรับปรุง

จะว่าพื้นที่ประปาแม้นศรีโดยรวมร้างมาตลอด 20 ปีก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะระหว่างที่เป็นพื้นที่รอการบูรณะ ก็มีการใช้งานชั่วคราวอยู่เรื่อย ไม่ว่าจะเป็นที่พักคนไร้บ้าน ที่พักพิงสุนัขจรจัดช่วงน้ำท่วม รวมถึงเคยใช้เป็นศูนย์พักคอยรองรับผู้ป่วยของ กทม. ตอนที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ๆ ด้วย

“ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับสถานการณ์จำเป็น ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ในเมือง” พีรียาเอ่ย

แม้ว่าจะไม่ใหญ่เท่าที่นี่ แต่โครงสร้างหอเก็บน้ำแบบนี้ยังมีอีกหลายที่ทั่วประเทศ และส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ จะมีก็แต่ที่ ‘ท่าฉลอม’ ที่เราเคยเขียนถึงเอาไว้ในคอลัมน์ Public Space เมื่อปีที่แล้ว ที่นั่น เหล่าสถาปนิกชุมชนแห่งสถาบันอาศรมศิลป์ได้รีโนเวตหอเก็บน้ำเก่าเป็นห้องสมุด บอกเล่าเรื่องราวของการประมงให้ลูกหลานและผู้มาเยือนรู้จัก และใช้พื้นที่โดยรอบหอเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย

หากพูดถึงต่างประเทศ นอกจากตัวหอเก็บน้ำจะเป็นเหมือนแลนด์มาร์กของเมืองแล้ว ก็มีเคสที่เอาไปใช้เป็นบ้านของคนชนชั้นกลาง เป็นโรงแรม เป็นร้านอาหาร บ้างก็เป็นห้องสมุดเหมือนที่ท่าฉลอม

“มีหลายอย่าง บางคนก็สอดสเปซไปตามคาน แล้วกั้นเป็นห้องไปเลย หรือไม่ก็ทำให้ลอยออกมา”

ประปาแม้นศรี : ประปาแรกในพระนคร ที่พักคนไร้บ้าน สู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ใน BKKDW2023

สำหรับที่ประปาแม้นศรี เราเองก็เคยเห็นธีสิสปริญญาโทของผู้สนใจเมืองเก่าคนหนึ่ง ที่นำตัวหอเก็บน้ำไปทำเป็นเหมือน Community Space ให้คนทุกเพศทุกวัย จึงถามความเห็นอาจารย์พีรียาบ้าง ว่าสำหรับเธอแล้ว หอเก็บน้ำควรปรับเป็นสเปซแบบนั้นไหม

“โดยส่วนตัว ไม่ได้คิดว่าเราขาดแคลนพื้นที่มากขนาดนั้นนะ โครงสร้างตรงนี้มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่” อาจารย์ตอบ “ถ้าตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องเร่งรีบชัดเจนที่ต้องใช้โครงสร้างนี้จริง ๆ อาจารย์คิดว่าเก็บอย่างที่มันเป็น แล้วเล่าเรื่องราวว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นอะไรดีกว่า”

พีรียาเห็นว่า สิ่งที่ควรนำไป ‘ทำอะไรสักอย่าง’ คืออาคารสำนักงานโดยรอบและสเปซที่ว่างที่มี ซึ่งสำหรับทีมผู้จัดงานทั้งหลาย งานดีไซน์วีกครั้งนี้นี่แหละจะเป็นใบเบิกทางสู่หนทางใหม่ ๆ ของประปาแม้นศรี

ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

ธีมของประปาแม้นศรีคือ Living Room หรือพื้นที่นั่งเล่นของเมือง

“เราว่ามันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่ในเมืองเก่า แล้วแถวนี้ค่อนข้างอยู่กันอย่างแออัด หนาแน่น เป็นพื้นที่ตึกแถวที่ไม่ได้มี Open Space นัก เราอยากให้ที่นี่เป็น Third Place ของคน ให้เขาเข้ามานั่งคุย นั่งทำอะไรก็ได้” พีรียาให้เหตุผล เมื่อเราถามว่าทำไมต้องเลือกธีมนี้

จากเดิมที่ใช้การได้แค่ประตูเซอร์วิส ในครั้งนี้ทีมก็จัดการหาช่างมาซ่อมประตูใหญ่ด้วย เพื่อให้เข้าจากถนนบำรุงเมืองได้

ด้วยความเป็นห้องนั่งเล่น นิทรรศการที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นมู้ดสบาย ๆ เช่น ส่วนจัดแสดงรูปถ่ายแทงก์น้ำทั่วประเทศ ซึ่งมีรูปทรง-วัสดุแตกต่างกันไป และทำหน้าที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์กของเมือง

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

มีงานที่เรียกว่า ‘A Place, A Situation, Negotiation of Flow’ ของกลุ่ม SP/N ที่นำฟิล์มยืดมากั้นตามส่วนต่าง ๆ ของงาน เพื่อสื่อสารถึง Flow ของผู้คนที่เข้ามาในพื้นที่ซึ่งปกติไม่มีคนอยู่ โดยพวกเขามองว่าสิ่งนี้น่าสนใจในเชิงเมือง

มีงานออกแบบเสียงของ Hear & Found ที่ได้เก็บเรื่องราวเสียงในย่านมานำเสนอ ทั้งเสียงธรรมชาติในสวนสราญรมย์ เสียงวิถีชิวิต อาชีพของคนในย่าน อย่างคนตีทอง คนทำบาตรพระ ให้คนภายนอกได้รู้จักย่านผ่านการฟังเสียง

ทั้งยังมีงานเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวของกลุ่ม A R C A N E มีงาน Typography ในเมืองเก่าของกลุ่มอักษรสนาม มี Pop-up Cafe รวมถึงกิจกรรมสนุก ๆ ชื่อ ‘Chair to Chair’ ที่ให้คนนำเก้าอี้จากบ้านมาทำให้ที่นี่กลายเป็นห้องนั่งเล่นจริง ๆ

“อาจารย์จะเอาเก้าอี้ของคุณปู่ทวดกับหลานมาวางด้วยกัน สองคนนี้ไม่เคยเจอกันนะ คุณปู่เสียไปก่อน” ฟังดูน่าสนุก

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

อาจารย์คาดหวังอะไรเมื่องานดีไซน์วีกจบลงบ้าง – เราถาม

“อยากให้คนมาแล้วตั้งคำถามว่า พื้นที่นี้จะเป็นอะไรได้บ้าง” อาจารย์ค่อย ๆ ตอบ “ไม่ใช่แค่ที่นี่นะ เจ้าของพื้นที่ร้างว่างเปล่าหลาย ๆ ที่ ถ้าเขามาเห็นก็อาจจะนำไปต่อยอดได้ เปิดชั่วคราวได้ไหม ให้คนเข้าไปใช้ได้ไหม อยากให้คนเห็นความเป็นไปได้ของที่รกร้าง” 

พีรียาพูดต่ออีกว่า ในเมืองของเรามีสเปซว่าง ๆ แทรกอยู่เยอะมาก อาจจะนำนิทรรศการศิลปะเข้าไปในชุมชนได้ หรือแม้แต่บางทีแค่พื้นที่หน้าตึก ศาลเจ้า วัด ก็นำมาใช้เป็น Social Space ของชุมชนโดยรอบได้เช่นกัน

แล้วสำหรับอาจารย์ คิดว่าที่นี่ควรเป็นอะไรดี – เราถามต่อ

“อาจจะทำเป็น Weekday Home แบบเมืองนอก ให้คนมาเช่าอยู่ในเมืองช่วงวันธรรมดา แล้วเสาร์อาทิตย์เขาก็กลับไปอยู่ต่างจังหวัด

“หรือเป็น Creative Space สำหรับคนรุ่นใหม่ มีพื้นที่ทดลอง พื้นที่สร้างเครือข่ายคนทำงาน อาจจะเป็นคลินิกทางการออกแบบก็ได้ เหมือนที่เราเคยทำที่อารีย์ เปิดให้ชุมชนชาวบ้านที่อยากทำธุรกิจหรือรีแบรนด์เล็ก ๆ เข้ามาปรึกษาดีไซเนอร์ได้ คงจะดีถ้ามีพื้นที่แบบนี้กระจายไปอยู่ตามชุมชน”

ซึ่งในส่วนนี้ พีรียาได้เสริมถึงโปรเจกต์ Creator in Residence ของ Urban Ally ร่วมกับ Double B Hostel และ Once Again Hostel ซึ่งให้นักออกแบบเข้าไปพักและเชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบ นี่ก็เป็นอีกโปรเจกต์ที่แนวคิดคล้ายคลินิกที่เธอว่า

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าที่นี่ไม่ควรเป็นพื้นที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หากต้องมีความหลากหลาย และมองปัญหาของคนโดยรอบเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งอาจสำรวจเจอว่าชุมชนต้องการที่จอดรถก็เป็นได้

ในปีนี้ Urban Ally ตั้งใจจะเชื่อมต่อกับชุมชนให้มากขึ้น และทำงานที่จะทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในระยะยาว หวังว่าอนาคตเราจะได้เห็นพื้นที่ประปาแม้นศรีกลายเป็นพื้นที่สาธารณะถาวร ซึ่งคนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ในสักวัน

Urban Ally หยิบพื้นที่ประปาแม้นศรี หอเก็บน้ำแรกในไทยที่ถนนบำรุงเมือง มาเป็น Public Space ใหม่ของย่าน

งาน Bangkok Design Week ย่านพระนครในธีม ‘มิตรบำรุงเมือง’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 12 กุมภาพันธ์ 2566 ติดตามรายละเอียดได้ทาง Urban Ally และ www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2023

ภาพ : foto_momo

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load