14 กันยายน 2562
6 K

สงขลาเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีอะไรมากมายให้เที่ยวชม ทั้งเขตเมืองเก่าที่สวยงาม เดินถ่ายรูปได้ทุกซอกซอย มีทะเลที่สงบกว่าที่ไหนๆ มีขนมโบราณโฮมเมด ไหนจะมีทุเรียนรสชาติดีราคาถูกให้คุณได้กินจุใจ

แม้ฉันจะตาลุกวาวกับทุกสิ่งข้างต้นที่เล่ามา แต่เป้าหมายของการมาสงขลาครั้งนี้คือการไป ‘หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา สงขลา’ หรือ ‘หอดูดาวสองทะเล’ หอดูดาวแห่งแรกของภาคใต้ และเป็นหอดูดาวครบวงจรแห่งที่ 3 ของประเทศไทยถัดจากจากนครราชสีมาและฉะเชิงเทรา

หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา
หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา
หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา

เพียงก้าวแรกที่ไปถึง ฉันก็ตาลุกวาวกับภาพของหอดูดาวสุดโมเดิร์นตรงหน้า ทั้งเมื่อประกอบกับวิวที่มองเห็นทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทยแล้วยิ่งทำให้หอดูดาวตรงหน้าสวยจับใจขึ้นไปอีก

หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา

เมื่อมาหอดูดาว ภารกิจหลักจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากดูดวงดาว แม้การเป็นเด็กต่างจังหวัดของฉันจะทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจกับการดูดาวน้อยกว่าเพื่อนจากเมืองกรุงเล็กน้อย เพราะหากคุณอยู่ในที่ไกลแสนไกล ตกดึกเพียงก้าวออกมาจากบริเวณบ้านก้าวสองก้าว คุณก็จะเจอดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า 

แต่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนนี่นาว่าดาวที่เห็นคือดาวอะไร ทั้งไม่เคยเห็นวงแหวนดาวเสาร์เป็นวงๆ กับตา ฉันจึงขอหยุดตื่นตาตื่นใจกับภาพสองทะเลตรงหน้าสักนิด เพื่อไปศึกษาดาราศาสตร์จริงๆ จังๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ดวงดาวกับชาวใต้

อาจารย์ต้อ-เฉลิมชนม์ วรรณทอง ผู้อำนวยการหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

อาจารย์ต้อ-เฉลิมชนม์ วรรณทอง ผู้อำนวยการหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา สงขลา และอาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เท้าความให้ฉันฟังว่า การดูดาวสัมพันธ์กับชีวิตคนใต้มาตั้งแต่ในอดีต ถึงขั้นมีคำกล่าวว่าหากดูดาวไม่เป็น ชาวประมงก็ออกทะเลไปหาปลาไม่ได้ ทั้งคนใต้ยังถือว่าทิศในการนอนเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อครั้นวิถีชีวิตยังผูกพันอยู่กับป่า คนใต้จะนอนหันหัวไปทางทิศใต้ เพื่อหากเกิดอะไรขึ้น เมื่อตื่นมาจะเจอทิศเหนือเสมอ และความคิดนี้ยังคงส่งผลมาถึงปัจจุบัน

แม้วิถีชีวิตคนใต้จะผูกพันกับดาวมาก แต่กลับไม่มีหอดูดาวในบริเวณภาคใต้เลย การศึกษาเรื่องดาราศาสตร์แต่ละครั้ง ชาวใต้ต้องเดินทางกว่า 1,000 กิโลเมตร สู่เมืองหลวง อาจารย์จึงอยากกระจายโอกาสให้ทั่วถึงทุกคน

อาจารย์ต้อ-เฉลิมชนม์ วรรณทอง ผู้อำนวยการหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

แล้วความหลงใหลด้านดาราศาสตร์ซึ่งนำมาสู่การสร้างหอดูดาวนี้เริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน เราสงสัย

“ตอน ม.สาม ผมบังเอิญสอบได้ที่หนึ่งของจังหวัด แล้วได้โอกาสไปแข่งวิชาการต่อที่กรุงเทพฯ พร้อมทั้งมีบัตรกำนัลให้เลือกอยู่สองใบ คือสวนสยาม และท้องฟ้าจำลอง เอกมัย 

“เด็กบ้านนอกได้เข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรก ก็เลือกท้องฟ้าจำลอง หลังจากนั้นมันคือเปลี่ยนชีวิตผมเลย มีแบบนี้ด้วยเหรอ ทำไมเด็กกรุงเทพฯ ถึงได้โอกาสแบบนั้น ทำไมผมถึงได้ไปแค่คนเดียว เพื่อนในห้องผม เด็กบ้านผม ไม่ได้รับโอกาสนี้” 

อาจารย์เล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตที่ทำให้เลือกเรียนด้านดาราศาสตร์และพยายามจะให้คนใต้ได้มีโอกาสศึกษาด้านดาราศาสตร์เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาและเด็กในเมืองกรุงมากมายได้รับ 

ให้เด็กใต้ได้เห็นว่าวงแหวนดาวเสาร์สวยงามขนาดไหน และหลุมบนดวงจันทร์หน้าตาเป็นอย่างไร

ดาราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์สร้างคน

กว่าจะเป็นหอดูดาวอย่างที่เห็นไม่ใช่เรื่องง่าย อาจารย์ต้องพยายามบุกบั่นปั้นโครงการนี้มากว่า 16 ปี รวมถึงใช้ที่ดินของตัวเองเพื่อสร้างความฝันนี้ให้กลายเป็นความจริง 

หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา

โครงการนี้ได้รับความช่วยเหลือหลักมาจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติและบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

คุณคมสันต์ โอ๊ยนาสวน ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แอบมาดูแล้วเห็นผมอยู่เดินคุมงานก่อสร้างอยู่ ท่านเห็นผมครั้งแรกก็นึกว่าเป็นคนงาน เพราะผมตัวเกรียม ผมกระเซอะกระเซิง ไม่คิดว่าผมเป็นผู้อำนวยการด้วยซ้ำ

“เขามาเสนอตัวขอให้เชฟรอนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างแรงบันดาลใจด้วยกัน เพราะดาราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่สร้างคนได้” ไม่เพียงแต่ให้ทุนสร้างหอดูดาวเท่านั้น เชฟรอนยังให้ทุนสนับสนุนเรื่องการออกโร้ดโชว์ตามโรงเรียนต่างๆ อีกด้วย

“เราเอาอุปกรณ์นิทรรศการบางส่วนไปจัดแสดงที่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เอากล้องออกไปตั้งเพื่อเด็กตามโรงเรียนต่างๆ ได้เห็นจุดดับบนดวงอาทิตย์ เชฟรอนกับหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา สงขลา จึงเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน ไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อเด็กๆ ด้วยกัน”

อาจารย์ต้อเล่าถึงการลงพื้นที่อย่างขะมักเขม้น เพื่อกระจายโอกาสให้เท่าเทียมดังอุดมการณ์ที่มีตั้งแต่ต้น

ส่องดาวซีกโลกใต้

ความพิเศษที่ทำให้หอดูดาวแห่งนี้โดดเด่นกว่าที่ไหนๆ คือการที่สงขลาอยู่ใกล้เส้นละติจูดมาก โดยอยู่เหนือจากเส้นศูนย์สูตรมาแค่ 7 องศา ทำให้หอดูดาวแห่งนี้เป็นจุดที่สังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในซีกฟ้าใต้ได้ดีที่สุดในประเทศไทย 

หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา

“ที่นี่เราจะเห็นวัตถุท้องฟ้าในซีกฟ้าใต้เกือบทั้งหมด กลุ่มกางเขนใต้ กระดูกงูเรือใต้ พวกนี้ ทางเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ไม่มีสิทธิ์เห็น หรือยากมากที่จะได้เห็น แต่ทางนี้เห็นได้ชัดเจน กึ่งกลางทางช้างเผือก เราก็สังเกตการณ์ได้” 

ณ วินาทีที่อาจารย์เล่าจบ ฉันอยากบอกอังศุมาลินเหลือเกินว่าหากเธอเกิดในยุคนี้ เธอจะมีโอกาสได้เฝ้ามองโกโบริชัดๆ เต็มตาเลยนะ

ศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์อิสลามแห่งแรกของไทย

นอกจากเหมาะแก่การชมกลุ่มดาวซีกโลกใต้แล้ว ที่นี่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์อิสลามแห่งแรกของไทยอีกด้วย

“ดาราศาสตร์อิสลามคือศาสตร์ของเวลา หนึ่งวันชาวมุสลิมต้องละหมาดห้าครั้ง คือเวลาย่ำรุ่ง กลางวัน เย็น พลบค่ำ และกลางคืน ซึ่งเวลาทั้งห้านี้เกิดจากการสังเกตตำแหน่งของดวงอาทิตย์นั่นเอง       

“ถัดมาคือการกำหนดเดือนใหม่ คือการนับจากการที่ดวงจันทร์เสี้ยวแรกปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่สังเกตด้วยตาได้ยากมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าดวงจันทร์ทำมุมเท่าไหร่ กี่องศาจากขอบฟ้า

หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา

“หน้าที่ของเราจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลที่แม่นยำที่สุดเพื่อสนับสนุนการประกาศต่างๆ ของจุฬาราชมนตรีซึ่งมี คุณลอญารี มามะ ลูกศิษย์ของผมและบุคลากรของหอดูดาวแห่งนี้ร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย” 

อาจารย์กล่าวถึงอีกภารกิจหลักของหอดูดาวแห่งสงขลา ดินแดนที่วัฒนธรรมไทย จีน และอิสลาม สอดประสานกันอย่างแน่นแฟ้นกลมเกลียว

สัมผัสดารา

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการที่ถูกออกแบบมาให้ทุกอาคารเชื่อมกันหมดแห่งนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก หนึ่งคือ ท้องฟ้าจำลองที่เป็นโรงภาพยนตร์จอโค้งครึ่งทรงกลม 25 พิกเซล แสดงภาพเกือบสามมิติ ผู้ที่มาที่นี่ไม่ต้องใส่แว่นตาแดงน้ำเงินแต่อย่างใดก็สามารถเห็นอุกกาบาตเหมือนจะพุ่งเข้ามาหาได้ 

สองคือ โซนนิทรรศการเชิงโต้ตอบที่มีอยู่มากกว่า 14 โซน 

หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา

มีก้อนอุกกาบาตของจริงจากอาร์เจนตินาให้เด็กได้สัมผัสได้จริงว่านี่คืออุกกาบาตเหล็กจากนอกโลกที่มีค่าความหนาแน่นมากทำให้ยกขึ้นไม่ได้

มีเครื่องชั่งน้ำหนักแบบจำลองให้เล่นสนุกว่าคุณชั่งบนดาวดวงไหน คุณน้ำหนักเท่าไหร่ เรียกว่าขึ้นตาชั่งครั้งเดียวคุณชั่งน้ำหนักได้ทุกดวง ทั้งดาวเคราะห์และดวงจันทร์ 

หอดูดาวสองทะเล : ส่องดาวซีกโลกใต้และวงแหวนดาวพฤหัสที่สงขลา

มีเครื่องจำลองน้ำขึ้น น้ำลง ให้เด็กชมและทดลองสัมผัสได้ เรียนรู้จริงได้ ซึ่งฉันต้องขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ เรียนวิทยาศาสตร์มาสิบกว่าปี เพิ่งเข้าใจหลักการน้ำขึ้นน้ำลงจริงๆ ก็วันนี้

สามคือ โซนดูดาวจริงๆ ด้วยกล้องโทรทรรศน์หุ่นยนต์ 0.7 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ และทันสมัยเบอร์สองของอาเซียน ด้วยกล้องตัวนี้นี่เองที่ทำให้ฉันได้เห็นดาวเสาร์สมใจ ไม่ต้องเปิดรูปจากอินเทอร์เน็ตเพื่อดูวงแหวนของมันอีกต่อไป

เรียนรู้ดวงดาว เข้าใจโลกดวงนี้

หลังจากจ้องมองวงแหวนของดาวเสาร์จนภาพนั้นเข้าไปประทับอยู่ในใจแล้ว ฉันถามชายผู้อุทิศตนให้ดาราศาสตร์มาทั้งชีวิตว่า เมื่อดาราศาสตร์ไม่ส่งผลถึงปากท้อง ทำไมดาราศาสตร์จึงยังสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตัวเล็กๆ อยู่

“เพราะดาราศาสตร์สอนให้เข้าใจความเป็นเหตุและผล ทำไมดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ทำไมหนึ่งวันมียี่สิบสี่ชั่วโมง ทำไมหนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน ทำไมหนึ่งปีมีสิบสองเดือน ทำไมไปหมด แต่มันมีเหตุและผลในตัวของมันเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเข้าใจเหตุและผล คุณจะเรียนรู้ได้ทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกใบนี้” ชายผู้หลงใหลดาราศาสตร์ตั้งแต่ ม.3 กล่าว

อาจารย์ต้อ-เฉลิมชนม์ วรรณทอง ผู้อำนวยการหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

ฉันนั่งฟังและนึกดีใจแทนคนใต้ที่มีโอกาสได้เข้าใจดาราศาสตร์ได้ง่ายๆ ไม่ต้องเดินทางกว่า 1,000 กิโลเมตร เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับฟากฟ้าอันน่าพิศวงอีกต่อไป

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load