“ทำไมคุณต้องมาสัมภาษณ์ผม”

ต้อง-ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง สำนักพิมพ์สมมติ ร่วมกับ จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล ยิงคำถามใส่ผมก่อนบทสนทนาจะเริ่มต้น

ในฐานะคนทำงานสัมภาษณ์ยอมรับว่าไม่ค่อยคุ้น ที่อีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มต้นคำถามแรก และจากน้ำเสียงของเขา มันบ่งบอกชัดเจนว่าเขาสงสัยจริงๆ หาได้ตั้งคำถามเพื่อทดสอบไหวพริบฝ่ายตรงข้าม

จะมาสนใจอะไรกับสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่พิมพ์หนังสือที่ขายไม่ค่อยได้ – เขาว่าอย่างนั้น

แน่นอน สนใจอะไรตอบได้ไม่ยาก ในแวดวงวรรณกรรมคลาสสิก สำนักพิมพ์สมมติคือชื่อแรกๆ ที่นักอ่านนึกถึง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำนักพิมพ์ที่ให้พื้นที่กับเนื้อหาแบบนี้ในบ้านเรามีแทบจะนับนิ้วได้ พูดอย่างตลกร้ายคือ หากคุณเริ่มต้นทำวันนี้ก็แทบจะติดท็อปเท็นในทันที

แต่ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนหรอก ที่ทำให้ใครหลายคนคิดถึงชื่อ สำนักพิมพ์สมมติ

ความเอาจริงเอาจัง ทำอย่างต่อเนื่องจนปีนี้หยัดยืนมาครบทศวรรษ ความซื่อสัตย์ต่อผู้อ่านและความเชื่อของผู้ผลิต ต่างหาก ที่ทำให้สำนักพิมพ์นี้ยังอยู่ในใจคนอ่านของพวกเขา

วรรณกรรมคลาสสิกจำนวนมากที่รู้ทั้งรู้ว่าขายยากกลับมามีลมหายใจอีกครั้งเพราะพวกเขาเห็นความสำคัญ จำเป็น พูดได้ว่าหนังสือหลายเล่ม สมมติถ้าเขาไม่ทำ ถ้าสำนักพิมพ์สมมติไม่พิมพ์ ก็ไม่มีใครกล้าทำ

1984 วรรณกรรมทรงพลังของ George Orwell กลับมาแปลและพิมพ์อีกครั้ง หลังหายไปราว 20 ปีก็เพราะสำนักพิมพ์ของเขา

ในวาระครบรอบ 10 ปี ของสำนักพิมพ์ เรานัดพบเจอกันในช่วงเช้าวันหนึ่งที่ ร้านสมมติ & the Object ย่านถนนกาญจนาภิเษก สถานที่ซึ่งเป็นทั้งร้านหนังสืออิสระและฐานบัญชาการของเขา และบทสนทนาบนโต๊ะหน้าร้านก็เวียนวนอยู่กับเรื่อง ‘สมมติ’ ในโลกแห่งความจริง

และอย่างที่บอก บทสนทนานี้เขาเป็นผู้เริ่มต้น

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

“ทำไมคุณต้องมาสัมภาษณ์ผม

“ตอนผมเป็นเด็ก นิตยสาร a day เคยสัมภาษณ์พี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี คำถามแรกที่พี่สุชาติถาม ถ้าจำไม่ผิดคือ ‘คุณจะมาสนใจอะไรเรื่องแบบนี้’ ถ้านับสื่อที่มาสัมภาษณ์ผม คุณน่าจะเป็นคนแรกที่มาในลักษณะของคนที่เป็นนักสัมภาษณ์ ที่ไม่ใช่ข่าว เพราะฉะนั้น มันเลยเป็นคำถามว่า คุณสนใจในฐานะอะไร ในฐานะที่เป็นสำนักพิมพ์ ในฐานะที่ครบรอบวาระ หรือในฐานะที่ผมทำหนังสือที่ไม่มีคนอ่านแบบนี้ ซึ่งมันไม่กระตุ้นยอดไลก์ยอดแชร์ของเพจคุณแน่นอน บอกไว้เลย”

ทำไมถึงคิดว่าไม่มีคนสนใจสิ่งที่คุณทำ

ไม่มีหรอก เพราะมันเล็กมาก เล็กมากจนมึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัวตลอดเวลา แต่ตอนแรกผมไม่ได้คิดแบบนี้นะ แรกๆ ผมอหังการมากเลย คิดว่าหนังสือเปลี่ยนโลก หนังสือเปลี่ยนวิธีคิดคน คนไปเปลี่ยนสังคมได้ ผมเชื่ออย่างนั้นเลยนะ ผมรู้สึกว่า ถ้าเราทำหนังสือมาเล่มหนึ่ง แล้วมันมีผลต่อคนที่ได้อ่าน แล้วคนคนนั้นมีผลต่อเพื่อนของเขา แล้วเพื่อนของเขามีอีก 10 คน ถ้าคุณเชปไอเดียบางอย่างที่คิดว่ามันโอเคในทางหลักการ มันจะไม่เปลี่ยนโลกได้ยังไง มันจะไม่เปลี่ยนสังคมที่เฮงซวยแบบนี้ได้ยังไง มันเปลี่ยนได้ด้วยหนังสือแน่นอน แต่นั่นมันคือความคิดตอนนั้น แล้วมันก็ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ เพราะคุณก็เจอความจริงตรงหน้าที่กระทำกับมึงว่า สิ่งที่มึงทำไม่ได้กระทบอะไรเลย ไม่ได้ส่งผลอะไรที่มีนัยกับสังคมอะไรสักอย่างเลยว่ะ เรื่องนี้ซีเรียสนะ

ยกตัวอย่าง สมมติคุณรณรงค์ให้คนปลูกต้นไม้วันละต้น โลกมันจะดีขึ้น คุณจะไม่ทำเหรอ มึงต้องทำ ช่วยกันทำ รณรงค์แม่งไป ปลูกคนละต้น หน้าบ้าน ข้างออฟฟิศ ปลูกไป มึงเจอหนึ่งโรงงานที่มีศักยภาพมหาศาลปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไปแค่ 1 ชั่วโมง สิ่งที่พวกคุณทำทั้งหมดมันไม่มีความหมายทางผลลัพธ์เลยนะ มันมีความหมายต่อจิตใจคุณเท่านั้นเอง ซึ่งปัญหาแบบนี้ ถ้าคุณซูมดูในทุกๆ เหตุการณ์ ในทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเวลามีความคิดเห็น เราอยู่กันแบบนี้หมด

คือการไปคาดหวังว่าเราจะเปลี่ยนบางอย่างด้วยสิ่งเล็กๆ ที่ทำมันยากมาก เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่โครงสร้างมันบิดเบี้ยวไปหมด ถ้าพูดง่ายๆ คือมันไม่มีโครงสร้างอะไรสักอย่างในสังคม ระบบการศึกษา ระบบสาธารณะสุข ครัวเรือน ชุมชน มันไม่มีเลย แต่คุณไปคาดหวังว่าจะเปลี่ยนบางอย่างด้วยสิ่งเล็กๆ ที่พวกคุณช่วยกันทำ เฮ้ย โลกสมัยใหม่ว่ะ มันเปลี่ยนไม่ได้หรอก ถ้าย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีคุณอาจจะเปลี่ยนได้ แต่ทุกวันนี้คุณอยู่ในโลกสมัยใหม่ คุณไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีกต่อไปแล้วในความเชื่อของผม

ระบบมาแบบไหน โครงสร้างมาแบบไหน ถ้าคุณทำเล็กๆ แล้วคาดหวังว่าจะเปลี่ยน ผลลัพธ์มันไม่มีความหมาย ถ้าจะเปลี่ยนคุณต้องถอนรากถอนโคนถึงจะเปลี่ยนได้ ซึ่งพอพูดแบบนี้ก็เท่ากับเปลี่ยนไม่ได้ เพราะไม่มีใครถอนรากถอนโคนอะไรสักอย่างได้

ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าทำบางสิ่งเล็กๆ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยหรือเปล่า

ใช่ มันก็วนอยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเราทำมันตอบปัจเจก แต่ไม่ได้ตอบหลักการที่จะไปกระทำเพื่อให้มันเปลี่ยนโครงสร้าง มันตอบแค่ปัจเจก เราสำเร็จความใคร่ในทางตัวเองแค่นั้น

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

สำนักพิมพ์สมมติก็เกิดขึ้นด้วยการตอบแค่ปัจเจกแบบที่คุณว่าด้วยไหม

ถูกเลย ตอนเริ่มต้นทำสำนักพิมพ์ผมไม่เคยคิดทำธุรกิจ ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นธุรกิจเลยนะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าพี่จ๊อกกับ พี่โย-กิตติพล สรัคคานนท์ (ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน) คิดไหม แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครคิดหรอก ตอนนั้นเราเด็กกันหมด ไม่ได้คิดเลยว่ามันขายไม่ได้แล้วจะเป็นยังไง สต็อกเป็นยังไง ส่งสายส่งเป็นยังไง ส่วนลดเป็นแบบไหน จ่ายค่าเรื่องจ่ายค่าพิมพ์แล้วเหลือเงินเท่าไหร่ ไม่ได้คิดอะไรพวกนี้เลย แล้วไม่ใช่ชั่ววูบด้วยนะ ในช่วง 3 – 4 ปีแรกในการทำสำนักพิมพ์ไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้เลย เพราะว่ามันไม่ได้อยู่ในหลักการของการทำสำนักพิมพ์ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าหลักการในการทำสำนักพิมพ์ตั้งแต่ต้นยึดว่ามันเป็นธุรกิจ เราต้องคิด

ถ้าไม่คิดเรื่องธุรกิจแล้วคิดอะไร

คิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้มันมีหนังสืออย่างที่เราอยากให้มันมี คิดแค่นั้นเลย

ถ้ามองสำนักพิมพ์เป็นธุรกิจ คุณถือเป็นคนทำธุรกิจที่…

เหี้ยมาก (ชิงตอบก่อนคำถามจบ) ผมเพิ่งเปลี่ยนโลโก้สำนักพิมพ์เมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมาเอง ถ้าคนทำธุรกิจแบรนดิ้งต้องมาก่อนเลย โลโก้ เฉดสีแบบไหน อัตลักษณ์องค์กรเป็นแบบไหน แต่เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น โลโก้เดิมก็แค่เอาให้มันมีบนปกก่อน

ถ้าคนทำธุรกิจเขาไม่ทำแบบนี้หรอก เขาก็ดูว่าเทรนด์หนังสือแบบไหนมา ทำหนังสือแบบนั้น อะไรกำลังจะมา เล่มไหนจะทำเป็นหนังหรือเปล่า เป็นซีรีส์หรือเปล่า แต่เราไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลย มันเป็นหลักการ เราก็แค่ทำหนังสือที่คิดว่าดี หนังสือที่คิดว่าควรจะมีเป็นภาษาไทยในสังคมไทย ไม่ได้ทำด้วยหลักการว่า เฮ้ย อีก 3 ปีมาชัวร์ มีข่าวว่าจะทำหนัง เอามาทำก่อน ไม่ได้คิดแบบนั้น

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ที่คุณเคยบอกว่า ‘หนังสือผมไม่เน้นขาย’ คุณพูดเล่นหรือพูดจริง

ผมว่าจริงนะ ด้วยตัวมันเองมันไม่ได้ขาย ด้วยประเภทหนังสือ วรรณกรรมคลาสสิกมันไม่ได้เป็นหนังสือที่ต้องซื้อวันนี้ ถ้าคุณไม่ซื้อคุณจะตกเทรนด์ ชีวิตคุณจะไม่รอด ไม่ใช่ หนังสือคลาสสิกมันไม่ได้บอกคุณแบบนั้น หนังสือคลาสสิกคุณอายุ 50 คุณค่อยอ่านก็ยังได้ ลูกคุณเติบโตคุณก็ยังอ่านได้ เพราะฉะนั้น โดยธรรมชาติของหนังสือวรรณกรรมคลาสสิกมันเป็นแบบนั้นโดยตัวมันเอง มันไม่ขายด้วยตัวมันเองตั้งแต่ต้น เรารู้ตัวตั้งแต่ต้นเลยว่ามันขายยาก

หนังสือสำนักพิมพ์สมมติติดอันดับหนังสือขายดีกับเขาบ้างไหม

มันก็มีบ้าง ซึ่งไม่รู้ว่าจริงไม่จริง แต่ผมไม่เคยหลงระเริงว่าติดชาร์ตอันดับ 1 อันดับ 5 ผมไม่เชื่ออะไรแบบนี้

Best Seller มันคืออะไร มันคือ Pop Culture เหมือนหนัง Box Office มันคืออุตสาหกรรมที่เป็น Mass Production คุณหวังจะใช้เครื่องมือ Mass Production ในการมากำกับ ในการมากระตุ้นยอดขายในสิ่งที่มันไม่ใช่สิ่งที่ป็อปปูล่า มันก็สวนทางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ในงานสัปดาห์หนังสือฯ ผมเคยขึ้นว่า ‘5 อันดับหนังสือขายไม่ดี’ คือมันขายไม่ดีแต่เป็นหนังสือดี คุณรับไปเถอะ แล้วมันก็ขายได้

มีหนังสือเล่มไหนมั้ยที่รู้ทั้งรู้ว่าทำไปก็ขายไม่ได้ แต่ก็ยังยืนยันที่จะทำ

ทุกเล่ม (ตอบทันที) คุณว่าตอนเอา 1984 มาพิมพ์คิดว่าจะขายได้เหรอ ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าจะขายได้ มันหายไปเกือบ 20 ปีนะ จากพิมพ์แรกจนเราเอามาทำ ถ้ามีคนเห็นว่าขายได้ สำนักพิมพ์ที่ทำธุรกิจเขาเอาไปทำก่อนหน้าผมแล้ว หรืออย่าง ราโชมอน ผมไม่เคยคิดว่าจะขายได้เลย

รู้ว่าขายไม่ได้ทำไมยังเลือกทำ

อย่างที่บอก เพราะหลักการในการเลือกหนังสือที่จะทำเราไม่ได้คิดว่าต้องเอาเล่มที่ขายได้เป็นหลัก หลักในการเลือกหนังสือของเราคือมันต้องเป็นหนังสือที่มีคุณค่าทางวรรณกรรม คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ที่ควรจะได้รับการแปลในสังคมไทย

ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้หลักแบบนี้อยู่ เพียงแต่ทำออกมาแล้วมึงต้องขายแล้วนะ อันนี้มันเหมือนเป็น Post Production แต่ไม่ได้คิดตั้งแต่ต้นว่าเอาเล่มนี้เพื่อขาย เราเอาเล่มที่ดีก่อน ส่วนเรื่องขายค่อยมาช่วยกันคิดว่าจะพรีเซนต์ยังไง ใครจะซื้อ เป็นปัญหาของพวกเราทั้งหมดที่ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันเขย่า

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

เวลาผลิตหนังสือคุณมองมันเป็นสินค้าชนิดหนึ่งไหม

ทุกวันนี้มองมันเป็นผลิตภัณฑ์ มองเป็นสินค้า แต่ 3 – 4 ปีแรกผมไม่ได้มองเป็นสินค้า ผมมองมันเป็นอาวุธบางอย่าง ปากกาคืออาวุธไง นักเขียนบอกไว้ไง คุณพูดกันมาแบบนี้ แต่คุณไม่เคยวงเล็บเลยว่ามันคือในเชิงอุดมคติ ในเชิงที่คุณอาจจะไม่ได้ทำธุรกิจกับมัน ในเชิงที่เป็นวาทะเพื่อปลุกเร้าให้คนมีแพสชันในการทำงาน แต่ถ้าคุณถอดวงเล็บพวกนี้ออก แล้วใส่วงเล็บเข้าไปใหม่ว่า มันคืออาชีพจริงๆ ของมึงนะ มึงต้องจ่ายค่าพิมพ์ด้วยนะ มึงต้องจ่ายค่าเรื่อง ต้องจ่ายเงินเดือนลูกน้อง คุณก็ต้องมองมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องขาย ไม่อย่างนั้นคุณไม่รอด

พอเปลี่ยนมุมมองจากอาวุธเป็นผลิตภัณฑ์ วิธีคิดในการทำเปลี่ยนไหม

เปลี่ยนแน่นอน ช่วงแรกๆ ผมไม่เคยโปรโมตหนังสือผมเลยนะ หรือโปรโมตก็น้อยมากๆ ตอนที่เริ่มมีเฟซบุ๊ก สันดานแบบพวกผมก็ไม่ได้คิดว่า เฮ้ย มันเป็นเครื่องมือทางการตลาด เราได้ช่องทางใหม่กันแล้ว ลุกขึ้นมาทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เราก็แค่ เออ มีเฟซบุ๊กเหรอ ช่างแม่ง (หัวเราะ) ผมให้เด็กฝึกงานเปิดเพจสำนักพิมพ์ด้วยซ้ำ ตอนนั้นทำไม่เป็น

ตอนแรกเราไม่ขายเลย เพราะมันมีความเชื่อว่าหนังสือดีคนบอกต่อ ปากต่อปาก เดี๋ยวคนซื้อเอง คุณแค่ทำมันให้ดี เดี๋ยวมันจะขายได้ด้วยตัวมันเอง แต่ทุกวันนี้ของดีๆ ทั้งหลายมันก็ขายไม่ได้หรือเปล่า ถ้าคุณไม่นำเสนอมัน มันคือการนำเสนอบางอย่าง มันคือการอธิบายบางอย่างออกไปให้คุณขายของได้ เฟซบุ๊กไม่ใช่ว่ามีเฉยๆ แล้ว มันต้องเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารกับคนอ่าน ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเครื่องมือในทางรูปธรรมที่บอกว่า เราต้องทำเพื่อให้เรารอด นี่คือวิธีง่ายสุด

ถ้าไม่ทำอะไรคุณตายแน่นอน ถ้าคุณยังทำแบบเดิมๆ คุณไม่มีทางรอดในโลกสมัยใหม่ที่แข่งขันกัน ทุกอย่างมันเปลี่ยนเร็วไปหมด ถ้าคุณตามไม่ทัน ถ้าไม่ปรับตัวคุณก็รอวันไปสู่จุดจบ หรือต่อให้ถ้าคุณไม่เปลี่ยน แต่คุณต้องรู้ว่ามันจะเปลี่ยน ต้องรู้ว่าสิ่งที่มันหมุนอยู่คืออะไร ต้องบาลานซ์ให้ได้ แต่ไม่รู้อะไรแล้วทำแบบเดิมนี่ฉิบหายเลย

นอกจากขายของมากขึ้น มีอะไรเปลี่ยนไปอีกไหม

ผมเครียดมากขึ้น เพราะตอนแรกเราทำด้วยอุดมคติอย่างเดียว ทำด้วยอยากจะทำอย่างเดียว แต่พอเจอความเป็นจริงตรงหน้า เรื่องธุรกิจ เรื่องตัวเลข เรื่องยอดขาย มันคือชีวิตแล้ว มันคือความเป็นจริงแล้ว เพราะฉะนั้นความจริงอยู่ตรงหน้า คุณต้องซีเรียสกับมันแล้ว

ที่ผ่านมามันเหมือนฝันๆ ทำๆ ไป มีความสุข แต่ผมว่า ความจริงมันให้ภาพอีกแบบหนึ่งที่เราไม่เคยคิดกับมัน สิ่งที่เราคิดในด้านบวกทั้งหลายส่วนใหญ่มันเป็นจินตนาการทั้งนั้น ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น ความจริงจะเป็นด้านตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณจินตนาการไว้เสียส่วนใหญ่ โอเค มันไม่ทั้งหมดหรอก แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น

คุณคาดหวังอะไรสักอย่างที่มันดีงาม คุณจินตนาการว่ามันใช่ แต่ความจริงมันบอกคุณอีกแบบ

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

เจ็บปวดไหม ความจริงเป็นด้านตรงกันข้าม

มาก เจ็บปวด บั่นทอน เบื่อ มีคำถามอยู่ตลอดเวลา ทำไมวะ ทำไปทำไมวะ ใครอ่าน อ่านแล้วเกิดอะไรขึ้น มีอยู่ตลอดเวลา

แล้วผ่านมาได้ยังไง

เวลาผมเหนื่อยๆ จะมีประมาณ 2 – 3 อย่างที่กลับมาพยุงให้ผมรู้สึกว่า เออ มึงก็ทำไปว่ะ

หนึ่งคือคนอ่าน ในยุคแรกเป็นอีเมล จดหมาย แม้ว่ามันไม่เยอะหรอก แต่การที่คุณทำอะไรออกไปแล้วมีคนอ่านหนังสือที่คุณทำ ของที่คุณผลิต ข้อเขียนที่คุณเขียน มันเป็นแรงบางอย่างให้คุณทำสิ่งนั้นต่อไปได้

อย่างที่สองที่นึกออก ผมกลับไปอ่านบทบรรณาธิการพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ในนิตยสาร open เล่มท้ายๆ เราอ่านแล้วมันฮึกเหิมว่ะ มันมีพลัง มันช่วยชีวิตในเสี้ยววินาทีได้ เวลาท้อๆ ผมกลับไปอ่านตลอด ยิ่งเล่มหลังๆ ที่เขาพยายามยื้อ เขาพยายามดื้อ เขาพยายามเอาให้รอดให้ได้ในหลักการที่เขาเชื่อ มันฉายภาพให้เห็นเลยว่า เขาต้องรับมือกับอะไรบ้าง เขารับมือมันด้วยวิธีคิดแบบไหน แล้วผลมันจะเป็นแบบไหน ถ้าผลมันเป็นแบบนี้ มึงยอมแลกหรือเปล่า ถ้าแลกแล้วเป็นแบบนี้ ถ้าไม่แลกเป็นแบบนี้นะ มึงจะเอายังไงกับชีวิตมึง มึงจะเอายังไงกับการที่มึงจะพยุงองค์กรให้มึงรอดตามหลักการความเชื่อที่มึงมี

ผมกลับไปอ่านบทบรรณาธิการ open บ่อยมากเลยช่วงแรกๆ ในการทำสำนักพิมพ์ เพราะมันไม่มีคู่มือบอกว่าคุณต้องทำแบบไหน ในการทำสำนักพิมพ์เล็กๆ เฉพาะทางให้มันรอด แล้วก็ตอบโจทย์ทางธุรกิจ บทบรรณาธิการนั้นมันเป็นเสมือนแสงไฟปลายถ้ำให้เห็นว่ามึงก็ดื้อได้ แต่ต้องเจอสภาพอะไรแบบนี้นะ หรือถ้าคุณยอม คุณยอมอะไรได้บ้าง แล้วทุกวันนี้ตัวหัว open มันก็ยังอยู่ แล้วก็แข็งแรงอย่างที่เห็น ไม่มากไม่น้อยมันก็มาจากหลักคิดความเชื่อบางอย่างที่เขาเชื่อจริงๆ แล้วมั่นคงกับมันจริงๆ แล้วก็ทำมัน มันก็ทำได้ อยู่ได้

แต่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้อยู่แบบทนอยู่ใช่ไหม

ใช้คำว่าทนไม่ได้เลยว่ะ ทำอาชีพไหนถ้าคุณซีเรียสกับมัน คุณทนอยู่ไม่ได้หรอก คุณต้องรักในสิ่งที่คุณทำในเบื้องต้น ทุกอาชีพเลยนะ คุณควรเป็นครูที่ดี สถาปนิกที่ดี บาร์เทนเดอร์ที่ดี บุรุษไปรษณีย์ที่ดี โสเภณีอาว์ปุ๊ (’รงค์ วงษ์สวรรค์) ยังบอกเลยว่าห้ามเร่งลูกค้านะ

งานกับชีวิตผมไม่เคยแยกจากกันเลย งานกับชีวิตผมเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วผมบอกเพื่อนร่วมงานเสมอ คุณทำหนังสือแบบไหน จงใช้ชีวิตให้มันใกล้เคียงกับหนังสือที่คุณทำ ให้ได้มากที่สุด มันไม่ต้องเป๊ะหรอก แต่คุณต้องไม่บิดพริ้วไปจนเกินเลย ไม่ใช่มึงทำหนังสือขาวแต่ชีวิตประจำวันมึงมันดำ มันไปด้วยกันไม่ได้หรอก งานกับชีวิตสำหรับผมมันไม่เคยเป็นคนละเรื่อง มันเป็นเรื่องเดียวกัน

สิ่งนี้สำคัญยังไง เพราะคนอ่านก็ไม่รู้หรือเปล่าว่าคนทำใช้ชีวิตแบบไหน

การงานบางอย่างคุณต้องใช้ชีวิตและงานให้มันสัมพันธ์กัน ให้มันสมดุลกัน

ถ้าเป็นหน้าที่การงานที่ไม่ต้องสัมพันธ์กับชีวิต ทำทำจบ มันก็อาจจะไม่ต้องสนใจเรื่องนี้ก็ได้ แต่การงานบางอย่างมันพัวพันกับชีวิตคุณ มันให้วิธีคิดบางอย่าง ซึ่งคุณต้องรับไปในชีวิตประจำวัน ไม่อย่างนั้นคุณตอบตัวเองไม่ได้ว่าคุณทำหนังสือแบบนี้ ผลิตประโยคออกมาแบบนี้ แต่คุณไปเชื่ออีกประโยคหนึ่งได้ยังไง มันตอบยากนะ แค่ตอบตัวเองยังยากเลย เพราะฉะนั้นในระดับหนึ่ง ไม่มากก็น้อย คุณต้องปรับให้มันโอเคกับสิ่งที่คุณทำ ชีวิตประจำวันกับหน้าที่การงานต้องไปพร้อมๆ กันให้ได้

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

แล้วสุดท้ายคุณบาลานซ์ระหว่างโลกจริงกับโลกอุดมคติอย่างไร

มนุษย์ไม่เคยบาลานซ์อะไรได้สักอย่างในชีวิต ทุกวันนี้คุณก็ยังต้องบาลานซ์อยู่ คุณก็เสียสมดุลอยู่ทุกวี่ทุกวัน มันเป็นการดีลกับสิ่งที่คุณเจอตรงหน้าให้มันรอด มันไม่มีกฎว่า คุณทำหนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วชีวิตคุณสมดุลทั้งชีวิต ไม่มีทาง

ทำสำนักพิมพ์มา 10 ปีแล้ว พอเจอโลกแห่งความจริงในโลกธุรกิจ ความเชื่อในวรรณกรรมของคุณลดลงไหม

ผมเชื่อในวรรณกรรมเสมอเลยนะ แล้วผมเชื่อว่าคนอ่าน หรือว่าคนที่ทำหนังสือ คนที่ทำสำนักพิมพ์ก็เชื่อในสิ่งนามธรรมแบบนี้ มันเป็นพลังนะ ประโยคบางประโยคมันเปลี่ยนชีวิตคุณได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ถ้าคุณเชื่อไปแล้วคุณไม่มีทางไม่เชื่อหรอก

ไชยันต์ รัชชกูล เคยเขียนในบทตามหนังสือ The Overcoat ของ Nikolai Gogol เขาบอกว่า พนันกันมั้ยว่า อีกร้อยปีข้างหน้าคุณว่าชื่อของ Gogol หรือชื่อของ Google จะยังอยู่ คุณว่าชื่อของนักเขียนหรือชื่อของกูเกิลจะยังอยู่

ชื่อนักเขียนอยู่กับเรามา 500 ปี 1,000 ปี เทคโนโลยีอยู่เหรอวะ คุณจำ Netscape ได้มั้ย คุณจำ Winamp ได้มั้ย คุณจำ Hi5 ได้มั้ย

แต่ในแง่ผู้ผลิต คนคิดค้นเทคโนโลยีเขาอาจจะร่ำรวยมหาศาล ชีวิตสุขสบายไปแล้วหรือเปล่า โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าสิ่งที่สร้างจะมีอายุยืนยาวแค่ไหน

ถูก ผมตอบแบบนี้ สิ่งที่ผมพูดมันเป็นเชิงปัจเจก ไม่ใช่ในเชิงหลักการ ปัจเจกคุณมีสิทธิ์คิดฟุ้งซ่าน มีสิทธิ์จินตนาการ มีสิทธิ์คิดถูกคิดผิดได้หมด แต่ในทางหลักการอาจจะเป็นแบบที่คุณพูดก็ถูก คนคิดค้นเทคโนโลยีเก่าๆ ทั้งหลายอาจจะประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ชีวิตดีงามไปแล้ว แต่ผมไม่ได้มองมันในแง่นั้น ผมมองว่าวรรณกรรมมันตอบปัจเจกผม ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่ากับผมแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น เวลามองคุณต้องแยกระหว่างความพึงพอใจหรือคุณค่าในทางปัจเจกของคุณเอง กับคุณค่าบางอย่างที่ไม่ใช่ปัจเจก

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ถึงวันนี้คุณคิดว่าธุรกิจสำนักพิมพ์เป็นธุรกิจที่น่าลงทุนมั้ย

น่าลงทุนอย่างยิ่งในโลกที่เจริญแล้ว และในโลกที่มีวัฒนธรรมการอ่านเป็นเรื่องปกติ ควรลงทุนอย่างยิ่ง เพราะมันมีมูลค่า และนอกเหนือจากธุรกิจที่คุณจะได้ คุณยังให้ปัญญากับคนอ่าน คุณให้ปัญญากับสังคมที่คุณไปลงทุน แต่ในสังคมไทย จงอย่ามาทำถ้าคิดว่าจะมาลงทุนในธุรกิจหนังสือ ในวงเล็บว่าหนังสือแบบที่ผมทำ ถ้าคุณเป็นนักลงทุน มีธุรกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่านี้ล้านเปอร์เซ็นต์

แล้วทำไมคุณถึงยังทำอยู่ ทั้งที่ถ้าหลงใหลวรรณกรรม คุณเป็นเพียงผู้บริโภคก็ได้ ไม่ต้องเป็นผู้ผลิต แล้วไปทำงานอย่างอื่นชีวิตก็อาจจะสุขสบายกว่านี้

ดีที่ถามแบบนี้ มันก็ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปว่า ทำไมผมไม่เป็นแค่ผู้บริโภคอย่างเดียวก็อิ่มแล้ว

ตอบแบบแย่ๆ แต่ก็อาจจะเป็นความจริง คือผมอาจจะทำอาชีพอื่นไม่เป็น บางอย่างคุณเลือกไม่ได้นะในชีวิต ยิ่งระบบการศึกษาแบบนี้ยิ่งเลือกไม่ได้เลย

คุณถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น ความเชื่อบางอย่างที่ได้รับ หนังสือที่คุณอ่านในยุคแรกเริ่ม มันหล่อหลอมคุณว่าคุณต้องเป็นคนทำหนังสือว่ะ สุดท้ายไม่มีใครบอกผม หนังสือบอกผม ตัวหนังสือ ประโยคที่อยู่ในหนังสือบอกผมตอนผมอ่านว่า อาชีพนี้ดีว่ะ อาชีพนี้ท้าทายว่ะ อาชีพนี้สนุก อาชีพนี้ทำให้เราเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่เป็นผู้บริโภค เป็นผู้ผลิต

คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนทำธุรกิจที่แย่มาก แล้วอะไรทำให้สมมติอยู่มาได้ถึง 10 ปี

วินัย วินัยในการทำงาน วินัยในการใช้เงิน

คุณต้องมีวินัยอย่างสูง ทั้งชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ การใช้เงิน ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรา แต่ถ้าเราไม่ทำมันก็ไม่มีงาน คุณก็ต้องมีวินัยในการทำงาน แล้วได้เงินมาคุณต้องมีวินัยในการใช้เงิน วินัยเป็นคำเดียวเลย คุณต้องมีวินัยในการใช้ชีวิต คุณเละเทะไม่ได้ แล้วถ้าคุณมีวินัย สิ่งที่จะตามมาคือความลุ่มหลงในสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณมีวินัยกับมันคุณรักมันแน่นอน

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ที่ผ่านมาคุณย้ำบ่อยมากว่า ‘ทำสำนักพิมพ์ต้องมีหลักการ’ หลักการที่ว่าคืออะไร

อันดับแรกคุณต้องซื่อสัตย์ต่อผู้อ่าน

จำนวนพิมพ์ต้องชัดเจน ไม่หลอกเขาด้วยตัวเลขบนปก ถ้าไม่จริงต้องไม่ทำ เบื้องต้นในแง่การพรีเซนต์ ในแง่การโปรโมต คุณต้องซื่อสัตย์กับเขา ไม่ใช่ไปหวังเครื่องมือทางการตลาดเพื่อให้คุณขายหนังสือได้มากๆ โดยที่คุณไม่เคารพคนอ่าน

คุณต้องตรวจสอบต้นฉบับ คุณต้องมีขั้นตอนบรรณาธิการ พิสูจน์อักษรที่ดีที่สุด ละเอียดรอบคอบที่สุด แม้ว่ามันอาจจะมีโอกาสผิดพลาดได้ แต่ในเบื้องต้นต้องซีเรียส ไม่ใช่ได้ต้นฉบับปุ๊บ จัดหน้าเสร็จ พิมพ์ ไม่ใช่ ผมได้ต้นฉบับมาผมต้องกระทำกับต้นฉบับ เอามาตรวจสอบ เอามาแก้ไขปรับปรุง ให้ดีที่สุดก่อนถึงคนอ่าน ไม่แน่ใจว่าแบบนี้มันคือเรื่องความซื่อสัตย์หรือเปล่า แต่สำหรับผม ผมว่ามันใช่

คนอ่านให้ตังค์คุณ คนอ่านให้อาชีพคุณ คนอ่านซื้อหนังสือคุณ ให้คุณมีเงินจับจ่ายใช้สอย เลี้ยงครอบครัว ให้เงินเดือนทุกคนได้ คุณต้องซื่อสัตย์กับเขา

ผมขายหนังสือในเฟซบุ๊กยุคแรกๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ลด 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งฟรี มั่วซั่วไปหมด ไม่รู้ระบบ ไม่รู้อะไร แต่ทุกวันนี้ผมขายราคาปกบวกค่าส่ง หลายต่อหลายครั้ง คนอ่านถามว่า ลดได้มั้ยคะ ลดได้มั้ยครับ ผมก็ตอบไปว่า ถ้าอยากซื้อแบบลดราคามีร้านออนไลน์ร้านนี้ร้านนั้น ติดต่อได้เลย ไม่เป็นไร คือถ้าผมลดราคาผมลดได้มากกว่าร้านค้าอยู่แล้ว แต่ผมไม่เล่นสงครามราคากับร้านค้าเพื่อให้ระบบมันอยู่ อันนี้คือหลักการ ซื่อสัตย์กับคนอ่าน

ถ้าผมอยากขายผมก็บอกไปสิว่าลดไม่ได้ ซื้อที่นี่แหละครับ ราคาเท่ากันหมด แต่ผมบอกว่า ถ้าอยากซื้อแบบลดราคามีร้านออนไลน์ที่ไหนเขาลดราคากันอยู่ แต่ถ้าสั่งซื้อกับสำนักพิมพ์ ผมขออนุญาตขายราคาปก ถือว่าเป็นการสนับสนุนสำนักพิมพ์โดยตรง เพื่อให้เราผลิตหนังสือแบบนี้อยู่ได้ ผมซื่อสัตย์กับคนอ่าน

แล้วคนอ่านซื้อกับคุณไหม พอบอกแบบนั้น

10 คนที่ถามมาแบบนี้ ซื้อกับผม 8 คน

ทำไมคุณประหลาดใจ บอกแล้ว ราคามันไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง ผมถึงพูดกับคุณตั้งแต่ต้นว่าอะไรที่จุนเจือผม มันคือผู้อ่าน

เขาบอกว่า อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ ทำไมซื้อที่ร้านอื่นถูกกว่า ทำไมซื้อสำนักพิมพ์ถึงแพงกว่า เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ตกลง ซื้อ ผมบอกว่าขอบคุณมาก นี่เป็นการสนับสนุนสำนักพิมพ์โดยตรง

โอเค สเกลมันไม่ได้ใหญ่เป็นพันเป็นหมื่นคน แต่พวกนี้คือกำลังใจ คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่า คุณตอบเขาได้ คุณตอบตัวเองได้

มันหล่อเลี้ยงจิตใจด้วย ไม่ใช่แค่ปากท้อง

ใช่ ผมไม่ปฏิเสธเงินหรอก เงินก็สำคัญแหละ แต่ชีวิตคน ผมว่าสิ่งนี้สำคัญพอๆ กัน

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

19 กุมภาพันธ์ 2561
8 K

ครั้งหนึ่ง Edward N. Lorenz นักอุตุนิยมวิทยาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเคยตั้งข้อสงสัยในทฤษฎี Butterfly Effect ว่า เป็นไปได้ไหมว่าพายุทอร์นาโดที่เท็กซัสอาจก่อตัวมาจากหนึ่ง (ในล้าน) ครั้งที่ผีเสื้อกระพือปีก

เหมือนที่โบราณว่าไว้ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อาจมาจากการกระทำที่มองไม่เห็น

กาแฟหนึ่งหยดจากไร่ของ วัลลภ ปัสนานนท์ อาจกำลังทำสิ่งเดียวกัน

คอกาแฟย่อมทราบดีว่านายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยคนนี้คือผู้ขับเคลื่อนวงการกาแฟไทยให้พัฒนาไปสู่ทิศทางของ ‘กาแฟพิเศษ’ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจ

แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า จากเมล็ดสู่ปลายลิ้นนั้น กาแฟต้องผ่านการเดินทางมาอย่างไร

ทำไมหนึ่งหยดจากต้นจึงสะเทือนถึงคนปลายน้ำ ที่แม้จะไม่ใช่คนดื่มกาแฟ ก็ยังได้รับผลกระทบจากมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชายคนนี้จะขอเล่าให้คุณฟัง ผ่านน้ำเสียงฉ่ำกาเฟอีนที่เข้มข้นถึงใจ ชวนให้ตื่นจากหลับใหลตั้งแต่ตอนที่จิบแรกยังไม่ทันจะไหลลงคอ

บทสนทนาเจือกาเฟอีนกับ วัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย ว่าด้วยการเดินทางของกาแฟจากต้นและผลกระทบต่อชีวิตที่คนปลายน้ำอาจคาดไม่ถึง

ก่อนหยดแรก จะหยดลง

ในวันที่แดดร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ วัลลภ ปัสนานนท์ กลับนั่งจิบกาแฟดำร้อน (ที่คนเสิร์ฟบอกว่า “กาแฟจากไร่ของอาวัลฯ เองครับ”) อย่างสบายอารมณ์

ผมสีหมอกของเขาเส้นหนามีน้ำหนัก ตัดกับผิวคล้ำกรำแดด หนุ่มใหญ่วัย 60 ปีผู้คร่ำหวอดกับวงการกาแฟไทยมากว่าค่อนชีวิตคนนี้ยังเดินเหินได้อย่างมั่นคงกว่าบุรุษที่อ่อนกว่าเขาครึ่งหนึ่ง เขามาพร้อม ‘เครื่องแบบลุยสวน’ อันประกอบไปด้วยเสื้อขาวเนื้อบางคอปีน โดยมีแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าทับไว้ ดูละม้ายคล้ายแจ็กเก็ตที่ทหารในสมัยสงครามเวียดนามใส่ลงพื้นที่ แจ็กเก็ตตัวนี้เนื้อไม่หนา ทอมาจากผ้า fatigue ที่เหมาะอย่างยิ่งกับภูมิภาคที่อากาศร้อนชื้นในตอนกลางวัน และหนาวเย็นอย่างฉับพลันในตอนกลางคืน บ่งบอกให้รู้ว่าถิ่นที่เขาจากมานั้นมีสภาพอากาศเป็นอย่างไร

“บนดอยหนาวมาก ตอนนี้ก็ยังหนาวอยู่” วัลลภกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสไม่หาวนอน ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งบินตรงมาจากเชียงใหม่เมื่อเช้านี้เอง

ดอยที่เขาว่าคือดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นที่ตั้งของ Nine One Farm (นายวัลฯ ฟาร์ม) ที่ผลิต ‘กาแฟพิเศษ’ คุณภาพคับถ้วย หากคุณคือบุคคลที่นับว่าวันใหม่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อได้จิบกาแฟแก้วแรกของวัน ย่อมเคยได้ยินชื่อ ‘ซิงเกิลพลัสโฟร์’, ‘ฟรุตตี้ฟลอร่า’, ‘ลานนาพาราไดซ์’ ไปจนถึง ‘ป่าเมี่ยงโอเปีย’ ผ่านหูมาบ้าง

แต่ถ้าไม่คุ้นหูเลยสักนิด ชีวิตของสุภาพบุรุษที่มีกาแฟเป็นพาหนะคนนี้จะทำให้คุณได้รู้ว่า กว่ากาแฟ 1 ถ้วยจะมาถึงมือคนดื่ม (และจิบจนหมดในไม่กี่นาที) นั้นต้องผ่านการเดินทางแรมปีที่หลายคนคาดไม่ถึง

“ผมเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยหันหลังให้ชีวิตในป่าคอนกรีตไปสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้วัลลภต่างจากคนปลูกกาแฟทั่วไปคือ เขาเริ่มปลูกกาแฟเพราะความรักธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะหลงใหลในกาแฟตั้งแต่ต้น

“ยุคนั้นกาแฟยังไม่เป็นที่นิยม คนรู้จักแต่กาแฟตามตลาด โอเลี้ยง โอยัวะ หรือไม่ก็กาแฟสำเร็จรูปเลย” วัลลภกล่าวด้วยรอยยิ้มเจือความหลังในยุคที่กาแฟสดแบรนด์ยักษ์ใหญ่ยังไม่เข้ามาเขย่าให้เกิดวัฒนธรรมคาเฟ่และการดื่มกาแฟสด เขาเล่าต่อว่า หลังจากที่เขาซื้อที่ดินบริเวณ อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งชาวบ้านเจ้าถิ่นได้ปลูก ‘ต้นเมี่ยง’ ไว้เยอะมากจนเป็นป่า เขาจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ‘อาชีพอะไรที่พอจะทำได้ในพื้นที่นี้ โดยไม่ไปรบกวนต้นไม้ที่มีอยู่เดิม’

แน่นอนว่า คำตอบคือกาแฟ

“ถ้าเราจะปลูกข้าว มันก็ต้องการพื้นที่โล่ง ซึ่งนั่นอาจนำมาสู่การถางป่า หรือถ้าจะปลูกผลไม้เมืองหนาวก็ต้องถางพื้นที่และทำเป็นสวนเปิด มันไม่สามารถปลูกอยู่ในร่มเงาของพืชอื่นได้ แต่กาแฟอยู่ร่วมกับต้นไม้ต้นอื่นได้ และกาแฟน่าจะเป็นพืชชนิดเดียวที่ต้องการแสงแดดในการดำรงชีวิตแค่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นเท่านั้น มันอยู่ใต้ร่มเงาของพืชชนิดอื่นได้ โดยที่เราไม่ต้องไปตัด หรือไปถางต้นไม้ที่มีอยู่เดิมออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึง” วัลลภย้อนอธิบายเหตุผล

แม้ชายคนนี้จะเริ่มปลูกกาแฟจาก ‘ความจำเป็น’ ที่ต้องประกอบอาชีพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเดิมไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่วัลลภกลับมีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้เขาไปไกลกว่าคนที่ทำหน้าที่แค่ ‘ปลูกกาแฟ’ นั่นคือการวิเคราะห์ความเป็นไปของตลาดได้ตรงตามความเป็นจริง

“เราทำไปเรื่อยๆ แล้วถึงรู้ว่าอาชีพเกษตรกรในเมืองไทยนั้นอยู่ยาก” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับกาแฟ “เพราะไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่ ผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาตลาดคนกลาง ซึ่งเกษตรกรไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจและควบคุมไม่ได้ เรารู้สึกเลยว่าถ้าเราแค่ขายเมล็ดกาแฟดิบอย่างเดียว มันอยู่ยาก เพราะสุดท้ายก็เข้าตลาดคนกลางซึ่งอยู่ในธุรกิจสายอุตสาหกรรม ถ้าปีนั้นราคาดีก็พออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาไม่ดี เราก็ต้องแบกภาระความเสี่ยงนั้นไป เลยคิดว่าถ้าเราแปรรูปเอง ขายเอง ทำร้านค้าเอง ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงจุดที่เราสามารถสื่อสารกับลูกค่าได้โดยตรง เราจะได้ตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าและสังคมต้องการได้อย่างตรงจุด และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับกาแฟของเราได้มากขึ้น”

ในเมื่อเอาชนะกลไกราคาไม่ได้ ก็สร้างระบบขึ้นมาเองเสียเลย

คอนเซปต์ จากต้นจนจิบ หรือ seed to cup จึงเกิดขึ้นจากตรงนั้นนั่นเอง

นอกจากเป็นเจ้าของ Nine One Coffee แล้ว วัลลภยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย มีหน้าที่สนับสนุนให้ชาวสวนกาแฟหันมาปลูกกาแฟอย่างประณีต เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กาแฟไทยให้ทัดเทียมโลก และสอดคล้องกับวิวัฒนาการของกาแฟที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจนั่นคือ ‘กาแฟพิเศษ’

“สิ่งที่สมาคมทำคือผลักดัน คัดเลือก ให้คะแนนกาแฟแต่ละตัวเพื่อเฟ้นหากาแฟพิเศษของไทย ทำให้เกิดภาวะตื่นตัวและการแข่งขันในหมู่คนรักกาแฟ นำไปสู่การพัฒนากาแฟไทยให้ไปอยู่ในจุดที่คอกาแฟระดับโลกยอมรับ” ว่าจบวัลลภพักจิบกาแฟดำอึกใหญ่

แม้จะสวมหมวกหลายใบ และทำงานหนักเกินวัยของคนอายุ 60 ปี แต่ชายตรงหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใส ลมหายใจเจือกลิ่นกาแฟของเขากำลังบอกอย่างชัดเจนว่า การที่คนเรียกเขาว่าเจ้าของไร่กาแฟ หรือนายกสมาคมนั้น ช่างฟังดูมีอำนวจใหญ่โตเสียจนเขาเองยังอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเขินๆ ให้กับตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพอใจจะให้คนเรียกนั้นฟังดูเรียบง่ายกว่า 2 คำนั้นตั้งเยอะ

“ก็ชาวสวนครับ ผมเป็นชาวสวน” วัลลภตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

อาจฟังดูเรียบง่ายเกินไป แต่ยิ่งใหญ่และหนักแน่นเหลือเกิน

วัลลภ ปัสนานนท์
วัลลภ ปัสนานนท์

ซิงเกิลพลัสโฟร์ ฟรุตตี้ฟลอร่า ป่าเมี่ยงโอเปีย กับการเพิ่มมูลค่ากาแฟพื้นบ้านสู่ระดับสากล

แน่นอนว่ากาแฟไทยนั้นมักถูกมองว่าเป็น ‘มวยรอง’ เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ที่ไม่ทันได้ออกหมัดก็รู้รสชาติและได้กลิ่นทันทีเมื่อได้ยินชื่ออย่างกาแฟเอธิโอเปีย

วัลลภรู้ดีว่าการจะทำให้กาแฟไทยไปไกลกว่าที่เป็นอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การลงเมล็ด เพาะต้นกล้า และดูแลต้นกาแฟอย่างพิถีพิถัน นั่นคือต้องรู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นและต้องเรียนรู้การทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเชื่อว่าการตลาดที่ดีที่สุดคือการทำคุณภาพสินค้าให้ดี” น้ำเสียงหนักแน่นของเขานั้นบ่งบอกเต็มหัวใจว่าของดียังไงก็ขายได้ “ถ้ายิ่งของดี แล้วสื่อสารออกไปดีๆ ก็ยิ่งเติบโตเร็ว แต่ถ้าของไม่ดี ต่อให้สื่อสารออกไปเร็วแค่ไหน ก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะฉะนั้น ในมุมผมนอกจากความชัดเจนในคุณภาพของสินค้าแล้ว เราต้องสร้างเอกลักษณ์ สร้างชื่อ สร้างแบรนด์ขึ้นมา เพราะถ้าไม่มีชื่อ มันก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้”

จึงไม่น่าแปลกใจที่กาแฟหลายๆ ตัวของ 91 Coffee นั้น นอกจากจะลื่นคอแล้ว ยังมีชื่อลื่นหู จำง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของกาแฟตัวนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน อย่างซิงเกิลพลัสโฟร์หมายความว่า เป็นกาแฟซิงเกิลออริจินที่บวกเพิ่มอีก 4 เงื่อนไข คือหนึ่ง กาแฟต้องอยู่ในระดับความสูง 1,000 เมตรขึ้นไป สอง เป็นกาแฟออร์แกนิก สาม เป็นกาแฟที่อยู่ใต้ร่มเงา ไม่ใช่กาแฟที่ปลูกในไร่เปิดโล่ง และสี่ เป็นกาแฟที่ใช้พลังงานธรรมชาติหรือพลังงานทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต อีกตัวที่หอมหวนชวนทานและติดหูไม่แพ้กันคือลานนาพาราไดซ์ ซึ่งวัลลภตั้งใจจะบอกที่มาว่านี่คือกาแฟพันธ์ดีที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนี่เอง แต่รสชาตินั้นไปไกลเหมือนขึ้นสวรรค์ นั่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการสร้าง ‘กาแฟพิเศษ’ ของเขาได้เป็นอย่างดี อีกตัวหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักจิบกาแฟนั่นคือป่าเมี่ยงโอเปีย ซึ่งล้อชื่อกาแฟเอธิโอเปียที่เขาโปรดปราน โดยวัลลภคัดแยกกาแฟสายพันธ์ุดีอย่างพันธ์ุทริปปิก้ามาพัฒนาต่อจนกลายเป็นป่าเมี่ยงโอเปียที่ให้กลิ่นหอมเบอร์รี่ขึ้นจมูก และฝากรสสัมผัสของผลไม้รสเปรี้ยวแฝงความสดชื่นให้คนจิบรู้ว่ากาแฟไทยไม่ใช่มวยรองอีกต่อไปในเวทีโลก

“เพราะถ้าไม่มีชื่อ ก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้” ท่ามกลางความเงียบ (ที่มีเสียงจิบกาแฟขั้นเป็นระยะ) ประโยคนี้ของวัลลภลอยมาอีกครั้ง

มันชวนให้ผู้ฟังคิดตามว่าจริงๆ แล้วการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นนั้นช่างเรียบง่าย และดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่หลายคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทำ

การตั้งชื่อที่วัลลภทำจึงเป็นมากกว่าการตั้งชื่อให้ฟังดูเก๋ไก๋ แต่มันคือการทำความฝันให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ คือการสร้างตัวตนที่สัมผัสได้ มีบอดี้อ่อนหนา มีรสหนักเบา มีลูกล่อลูกชนพลิ้วไหว ก่อนจะฝากอาฟเตอร์เทสต์เอาไว้ไม่ใช่แค่บนปลายลิ้น

แต่ฝากไว้ที่ใจ ซึ่งต่อให้กินน้ำเปล่าล้างปากสักเท่าไร ก็ไม่มีวันลืม

วัลลภ ปัสนานนท์

ต้นน้ำยั่งยืน ปลายน้ำยืนยง

จากคนปลูกกาแฟที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในป่าเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กว่า 20 ปีที่ฝากชีวิตไว้กับกาแฟ สู่การเป็นเจ้าของไร่และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของเขานั้นไม่ใช่แค่การทำกาแฟให้มีคุณภาพดีเท่านั้น เพราะโจทย์ต่อไปที่ท้าทายให้เขาหาคำตอบอยู่นั้นคือ ทำอย่างไรวงการกาแฟไทยจึงจะพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน

“การที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือ ต้องทำให้กาแฟไทยไปอยู่ในกระแสความสนใจของคนดื่มกาแฟ และต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของสังคมกาแฟโลก” วัลลภเล่าอย่างออกรส ก่อนจะแถลงไขว่าวงการนี้กว้างใหญ่แค่ไหน ไม่น่าแปลกใจเลยที่กาแฟจะเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลกเป็นอันดับสองรองจากน้ำมัน

“ภาพของธุรกิจกาแฟมีอยู่ 2 ส่วน ถ้าจะเปรียบเทียบธุรกิจกาแฟเหมือนบ้าน กาแฟสายอุตสาหกรรมก็เหมือนเสาหลักที่ค้ำยันบ้านหลังนี้ แต่ตอนนี้มีเสาอีกต้นนึงซึ่งเล็กกว่าละกลุ่มผู้บริโภคยังน้อยอยู่ นั่นคือกาแฟพิเศษ ซึ่งเป็นเสาต้นเล็กๆ ที่มาช่วยค้ำยันบ้านเช่นกัน ผมคิดว่ากาแฟไทยคงต้องอยู่ใน 2 กระแสนี้ กาแฟในสายอุตสาหกรรมก็ยังทิ้งไม่ได้ ใครที่มีพื้นที่หรือมีกำลังผลิตได้เยอะก็จะทำเชิงอุตสาหกรรม เราก็ไม่ควรจะละเลยทิศทางของกาแฟพิเศษซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ เพราะฉะนั้น เรื่องกาแฟพิเศษที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยกำลังผลักดันจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้กาแฟไทยยั่งยืน เพราะมันสอดคล้องกับกระแสสังคมกาแฟโลกที่เปลี่ยนไป อีกปัจจัยที่ทำให้สิ่งนี้ยั่งยืนคือเรื่องออร์แกนิก เพราะมันไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพของคนท้องถิ่นที่ทำงานในไร่ด้วย เพราะคนที่ทำงานอยู่ในสวนกาแฟที่ไม่ใช้เคมี กับคนที่อยู่ในสวนผลไม้ที่ใช้เคมีเยอะๆ ก็ย่อมได้รับผลกระทบต่อสุขภาพที่ต่างกัน”

วัลลภพักดื่มน้ำเปล่า ก่อนละเล่าต่อทันทีว่าตอนนี้สังคมกาแฟโลกก็ไม่ได้สนใจแค่เรื่องกาแฟอย่างเดียว แต่ให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคในยุคนี้จะสนใจถึงที่มาของทุกผลิตภัณฑ์ ดังนั้น แค่พัฒนากาแฟให้มีคุณภาพระดับสากลนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเขามีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำด้วยการปลูกกาแฟ

“เพราะกาแฟทางภาคเหนือส่วนใหญ่ปลูกบนดอย ปลูกที่แหล่งต้นน้ำ” วัลลภเล่าอย่างออกรส “ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่แปดเปื้อนก็จะทำให้คนที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ที่ปลายน้ำได้รับผลกระทบน้อยลงไปด้วย แต่ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่สะอาด คนที่อยู่บนพื้นราบก็จะได้รับผลกระทบตอนน้ำจากต้นน้ำไหลลงไป และพาสิ่งแปดเปื้อนจากบนดอยลงมา เพราะมันไหลตามลำห้วย ลำธาร ตามลำคลอง ลงเจ้าพระยา ซึ่งมันก็มากระทบถึงคนในเมือง คนที่ไม่ได้กินกาแฟก็ไม่ใช่ว่าจะไม่โดนนะครับ ลองคิดดูว่าคนปลูกข้าวแถวอยุธยา นครสวรรค์ นั้นใช้น้ำจากไหน ส่วนนึงก็ใช้น้ำฝน ส่วนนึงก็ใช้น้ำจากเจ้าพระยา และน้ำเจ้าพระยามาจากไหน ก็มาจากบนดอย ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาสารเคมีอะไรลงมาบ้าง ดังนั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟก็ต้องได้รับผลกระทบจากคนทำกาแฟเช่นกัน มันเป็นมุมที่กว้างมากๆ และกระทบไปทั่วเลย”

สิ่งที่วัลลภเล่ากลับชวนให้เราคิดว่า กาแฟหนึ่งหยดจากต้นน้ำที่เสื่อมโทรมอาจจะเทือนถึงคนปลายน้ำ ไม่ต่างจากที่คนโบราณกล่าวไว้ว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

เพราะทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเกินกว่าที่ตาจะมองเห็น

วัลลภ ปัสนานนท์

“จุดนี้เองที่กาแฟกลายเป็นพระเอกได้” เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงภูมิใจกว่าทุกครั้ง “เพราะอย่างที่บอกไป มันอยู่ร่วมกับต้นไม้อื่นได้ กาแฟเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ไช่พืชล้มลุก ต่อให้มีต้นไม้ที่ใหญ่กว่า กาแฟก็เติบโตใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ และต้นไม้ขนาดเล็กอย่างพวกวัชพืชที่อยู่คลุมดิน มันก็อยู่ใต้ต้นกาแฟได้ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น กาแฟจึงเป็นเหมือนพระเอกที่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อมไปได้ในตัว”

นอกจากนี้ วัลลภยังยกกรณีศึกษาที่กาแฟได้เข้าไปฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นั่นคือบริเวณดอยช้างที่เคยเสื่อมโทรมเพราะการปลูกข้าวโพด ปลูกฝิ่น ตอนหลังชาวบ้านหันมาปลูกกาแฟจนประสบความสำเร็จในระดับโลก และนำไปสู่การหยุดทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้ทั้งชุมชนและธรรมชาติตรงนั้นยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

“ป่าเมี่ยง ถ้าไม่มีกาแฟ ป่านนี้สภาพป่าอาจหายไปแล้วก็ได้” เขาถอนใจเบา แต่เป็นเสียงถอนใจของความโล่งอก “เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านอาศัยรายได้จากการปลูกเมี่ยง ซึ่งเป็นชากินใบ มีต้นใหญ่เหมือนต้นไม้ ปลูกกันเหมือนเป็นป่าเลย

แต่ตอนนี้ คนกินใบเมี่ยงมีน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนคนกินหมากที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ดังนั้น เมี่ยงก็มีโอกาสที่จะต้องถูกตัดออกหรือเลิกปลูกไปเลย ถ้าเขาปลูกอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้องก็อาจจะต้องตัดต้นไม้เดิมออกเพื่อทำสวน แต่โชคดีที่เมี่ยงกับกาแฟเป็นพืชที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้ เพราะฉะนั้น อาณาเขตป่าเมี่ยงจึงยังเขียวอยู่ ยังอุดมสมบูรณ์เหมือนป่าสงวน ป่าอุทยาน เลยด้วยซ้ำ”

การสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พอดีกับที่กาแฟใกล้หมด

เขาค่อยๆ ละเลียดมัน กลืนช้าๆ เหมือนกำลังบอกเราว่า ถึงแม้ในถ้วยจะเหลือแค่หนึ่งคำสุดท้ายให้ได้จิบเพื่อจบบทสนทนา แต่นั่นยังไม่ใช่จุดท้ายสุดของการเดินทางของเขา

“เพราะสุดท้าย รสชาติต้องมาควบคู่กับสิ่งแวดล้อม” นั่นคือเป้าหมายใหม่ที่ชายวัย 60 ปีเพิ่งกล่าวไปด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหลงใหลในสิ่งที่ทำ “ทำยังไงจึงจะพัฒนารสชาติและต้องปกป้องสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เราจะดูแลมันได้ นอกจากนี้ เราพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติ คนทำงาน และคนดื่ม เพราะเราถือว่าผู้บริโภคเป็นคนที่จะค้ำจุนธุรกิจ ทำยังไงก็ได้ให้ผู้บริโภคและธรรมชาติอยู่กับเรานานๆ นั่นแหละคือความยั่งยืนของกาแฟ”

วัลลภจิบกาแฟจนหมดถ้วย ก่อนจะยิ้มเหมือนบอกเป็นนัยว่าการเดินทางสายกาแฟของเขานั้นยังไม่จบ

และจะไม่มีวันจบ

เพราะเขารู้ดีว่ากาเฟอีนในหนึ่งถ้วยกาแฟใบนี้ (หรือใบไหน)

ไม่เพียงทำให้หนึ่งชีวิตตื่นจากหลับใหล

แต่ยังทำให้หลายชีวิตตื่นรู้และมีแรงต่อสู้เพื่อวันใหม่… ไปด้วยกัน

วัลลภ ปัสนานนท์

เรายังมีเรื่องของกาแฟอีกหลายแง่มุมที่อยากเล่า แต่คงเล่าได้ไม่หมดในพื้นที่อันจำกัด จึงอยากชวนผู้อ่านไปสัมผัสและทำความรู้จักกับกาแฟที่งาน Thailand Coffee Fest 2018 เทศกาลขนาดใหญ่งานแรกของ The Cloud ที่รวมเรื่องราวของกาแฟไว้ตั้งแต่ต้นจนจิบ ในวันที่ 8 – 11 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่นี่ (งานนี้ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะ) #SCATH #TheCloud #ThailandCoffeeFest #ThailandCoffeeFest2018

Writer

Avatar

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load