หนังสือของนักเขียนหลายคนทั้งคุ้นเคยและแปลกตาตั้งแต่เล่มเก่าไปจนถึงเล่มใหม่ล่าสุดที่ถูกจัดวางบนชั้น ความสงบที่ส่งเสียงดังอย่างไม่รบกวนการอ่านและความใกล้ชิดของเรากับหนังสือจนเกินไป สิ่งเหล่านี้หลอมรวมเป็นความสบายใจแปลกๆ แต่มีเสน่ห์ที่เราได้รับเมื่อเข้าร้านหนังสืออิสระ

หากใครเป็นแฟนร้านหนังสืออิสระเป็นทุนอยู่แล้ว ย่อมเห็นข่าวคราวของงาน ‘สัปดาห์ร้านหนังสืออิสระครั้งที่ 5’ ผ่านตา และในโอกาสกำลังพอเหมาะเช่นนี้เราจึงเลือกเดินทางไปเยือนร้านหนังสืออิสระอายุน้อย 4 แห่ง ต่างที่ ต่างสไตล์ และกระจายตัวอยู่ตามย่านต่างๆ ในเมือง เพื่อพูดคุยกับคนทำร้านถึงความตั้งใจ ความคิด ความเชื่อ ความฝัน และประสบการณ์ที่พวกเขาเรียนรู้จากการทำร้าน ด้วยหวังว่าเราจะได้ขยับเข้าไปทำความรู้จักกับร้านหนังสืออิสระมากขึ้นอีกนิดนอกจากในชีวิตปกติที่เราเดินเข้าออกร้าน

Fathom

ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์ และ ขนิษฐา ธรรมปัญญา

เจ้าของร้าน Fathom

“Fathom เริ่มต้นจากการที่พวกเราอยากมีพื้นที่ให้คนได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน และมองเห็นกันในฐานะมนุษย์มากขึ้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนรักหนังสือ เป็นคนทั่วไป ใครก็ได้ เราไม่สามารถทำร้านแบบออนไลน์ เพราะเราต้องการให้คนได้มาเจอกันในพื้นที่บางอย่าง ที่เราจะได้เห็น ได้เรียนรู้คนอื่นและตัวเองมากขึ้น โดยไม่ใจร้ายใส่กัน และไม่ตัดสินคนอื่นเร็วไป แล้วพอบอกว่าอยากให้เกิดการเรียนรู้ตัวเองและเข้าใจคนอื่น คนจะนึกภาพว่าเราต้องเข้าวัดนั่งสมาธิทันที แต่เรารู้สึกว่ามันยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีกที่จะช่วยสร้างความเข้าใจนี้ได้เหมือนกัน หนังสือเป็นหนึ่งในเครื่องมือนั้นสำหรับเรา

“ชื่อ Fathom มีหลายความหมายมาก มันเป็นหน่วยวัดความลึกของมหาสมุทร เช่น ลึกหนึ่ง fathom สอง fathom มันแปลว่า การหยั่งรู้ หยั่งลึก เข้าใจ แล้วยังแปลว่าการโอบกอดด้วย เราใช้ชื่อนี้เพราะรู้สึกอยากให้ทุกคนได้มาหยั่งรู้ หยั่งลึก ในแบบของตัวเองที่นี่

“เราเปลี่ยนธีมหนังสือในร้านทุก 2 เดือน นอกจากเพื่อให้หนังสือหลายเล่มถูกพบเห็นมากขึ้น มันยังทำให้เรามีโอกาสได้คุยเรื่องแปลกๆ กันมากขึ้นด้วย เช่น ก่อนหน้านี้เราตั้งธีมชื่อ ‘ติดแท็ก (tag)’ เพื่อให้คนได้คุยกันว่าเรากำลังแปะป้ายให้อะไรหรือใครอยู่หรือเปล่า ซึ่งจริงๆ มันเป็นเรื่องยาก ที่จะรวมเอาคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ชาวบ้าน พี่แม่ค้า พี่พนักงานออฟฟิศ มาพูดคุยกันเรื่องนี้ แต่พอเราจัดธีมแบบนี้ มีกิจกรรม เช่น คำถามสนุกๆ ให้เขียนคำตอบแปะไว้ที่ร้าน หรือให้วาดรูป มันก็เลยออกมาง่ายและทำให้เกิดความตระหนักบางอย่างในใจว่า เออว่ะ คราวที่แล้วเราไม่น่าจะพูดกับคนนั้นอย่างนี้เลย คนต่างศาสนาอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น หรือเด็กที่เคยเข้าคุกอาจจะไม่ได้เป็นคนแบบนี้ตลอดไป หนังสือที่เรานำมาจัดบนชั้นวางให้เข้ากับธีมก็มีหลากหลาย อย่างเช่นหนังสือเรื่อง เด็กน้อยโตเข้าหาแสง หนังสือบทสัมภาษณ์ของพี่หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนังสือที่หน้าตาดูเป็นการ์ตูนมากๆ แต่ว่าเนื้อหาข้างในไม่ใช่แบบนั้น หรือหนังสือที่ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง

“บางวันก็มีลูกค้าเข้ามาบอกว่า วันนี้อยากได้หนังสือสดใสค่ะ วันนี้อยากได้หนังสือเศร้าๆ ค่ะ เลือกให้หน่อย มันยากนะ แต่พวกเราก็ชอบ เพราะมันทำให้ได้พูดคุยกัน ปกติอ่านแนวไหนคะ ชอบอะไรเป็นพิเศษ ช่วงนี้ทำอะไร คุยกันไปเดินเลือกไป หรือบางทีมีลูกค้าสองกลุ่มเข้ามาโดยที่ไม่รู้จักกัน นั่งกันคนละมุม แต่คุยไปคุยมาอยู่ๆ ก็รวมกันเป็นวงใหญ่ คุยกัน สนุกสนาน ทำให้เราก็รู้สึกแฮปปี้ไปด้วย

“หลายคนบอกว่าทำร้านหนังสือคงได้นั่งอ่านหนังสือในร้านชิลล์ๆ แต่จริงๆ ไม่เป็นแบบนั้นเลย เพราะมันยุ่งมาก เราต้องทำทุกอย่าง กวาด เช็ดฝุ่น เช็ดกระจก ติดสก็อตเทปตรงนั้น เปลี่ยนป้ายตรงนี้ จัดชั้นวางหนังสือที่ต้องเปลี่ยนตามธีมทุก 2 เดือน ไม่ใช่ว่าคนเยอะด้วยนะที่ทำให้ยุ่ง คือมันยุ่งในทุกๆ ด้าน ด้วยรายละเอียดของมัน ถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อยแต่พวกเรายังสนุกอยู่ ยังมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากให้คนเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่น ยังมีแพชชันต่อสิ่งนี้และอยากให้เกิดขึ้นจริง”

Recommended

The Little Book of Hygge, The Danish Way to Live Well
ผู้เขียน: Meik Wiking
ผู้แปล: พลอยแสง เอกญาติ

“ตั้งแต่เราเห็นชื่อหนังสือ The Little Book Of Hygge เราก็พูดคำคำนี้ทุกวัน หนังสือเล่าถึงปรัชญาความสุขแบบเดนมาร์ก โดยคนเดนมาร์กจะมีคำติดปากคำนึงคือ ‘ฮุกกะ’ ความหมายของมันคือการที่เราได้ใช้ชีวิตดีๆ เช่น ถ้าพูดว่าเย็นนี้เราฮุกกะกันไหม อาจจะหมายถึงการไปชิลล์กับเพื่อน การชวนเพื่อนมากินข้าวด้วยกันที่บ้าน ทำอาหารกันเอง จุดเทียน ฟังเพลง ตื่นเช้ามาเล่นเปียโน ทุกอย่างที่เรียบง่ายและมีความสุข ทั้งหมดนี้ถือเป็นฮุกกะ ซึ่งจริงๆ แล้วเดนมาร์กเป็นประเทศที่อากาศไม่ดี ไม่ได้อยู่ง่าย แต่หนังสือเล่มนี้จะเล่าว่าทำไมเขาถึงยังมีความสุข จะหาความสุขได้ยังไง ฟังแค่นี้ก็อยากจะฮุกกะแล้วไหมคะ”

ที่อยู่:  Fathom 572/3 ซอย สาทร 3 แขวง ทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร
Facebook: Fathom bookspace

Hardcover

เชน สุวิกะปกรณ์กุล

เจ้าของร้าน Hardcover

“Hardcover เกิดมาเพื่อเป็นร้านหนังสือศิลปะ ไม่มีร้านหนังสือเฉพาะทางสำหรับศิลปะร้านไหนที่จะมีพื้นที่ให้วางได้เยอะขนาดนี้ เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่านี่คือจุดแข็ง เราก็เลยจัดเต็มกับหนังสือศิลปะก่อน แล้วหนังสือประเภทอื่นๆ ค่อยตามมา บางคนบอกว่ามันก็แค่หนังสือภาพ แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่นั้น ข้อมูลสำคัญๆ เกี่ยวกับศิลปิน ศิลปะ การถ่ายภาพ ทุกรายละเอียดที่สำคัญอยู่ในหนังสือพวกนี้

“ตอนที่เริ่มทำ Hardcover สาขา Central Embassy สถาปนิกเขาถามเราว่า ตู้หนังสือยาวขนาดนี้จะเอาหนังสือมาใส่เต็มหรือ เราบอกไปว่า จริงๆ พื้นที่ไม่พอด้วยซ้ำ เราเลือกที่จะทำร้านให้กว้างที่สุด ให้รู้ไปเลยว่า มีใครที่ทำหนังสือศิลปะบ้าง สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เขาทำอะไรอยู่ ต้องทำให้อิมแพ็ค เพื่อให้ทุกคนเข้ามาแล้วรู้ว่ามีคนเขาทำหนังสือกันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าแอบๆ ทำ ไม่ใช่ว่ายุคดิจิทัลแล้วฉันก็ทำหนังสือแค่นิดหน่อยพอ หรือทำเพื่อเสริมดิจิทัลเท่านั้น

“มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจ คือการที่ลูกค้าชาวต่างชาติบอกเราว่า ร้านนี้ทำให้เขาอยากกลับมากรุงเทพฯ อีก เขาอยากจะมาอยู่กรุงเทพฯ เพราะมีร้านเรา เรายังรักที่จะทำร้านหนังสือ มันผูกพัน แล้วก็รู้ว่าเรากำลังให้สิ่งที่ดีกับคน หากคนรุ่นใหม่หรือเด็กได้มาเห็นที่นี่ เขาจะตื่นเต้นจนลืมเล่นไอแพดไปเลย เมื่อคนมาที่นี่ครั้งแรกๆ เขาอาจจะมาถ่ายรูปเซลฟี่บ้าง ดึงหนังสือเล่นบ้าง ทำให้หนังสือเสียหายบ้าง แต่พอเขามาครั้งต่อๆ ไป สักพักหนึ่ง เขาจะปฏิบัติต่อหนังสืออีกแบบเลย จะค่อยๆ หยิบ ค่อยๆ ดู และจะได้รู้ว่าความรู้สึกมันต่างกัน ดิจิทัลมันใช้เพื่ออย่างหนึ่ง แต่เราก็ยังต้องค้นหาความรู้ที่มันลึกขึ้นผ่านหนังสือเหมือนกัน

“ก่อนเปิดร้านเราเป็นคนทำหนังสือมา 20 – 25 ปีแล้ว ทำมาก่อนยุคดิจิทัลอีก มรสุมดิจิทัลเราก็ผ่านมาแล้ว อย่างไรก็ตามเรามองว่าการขายหนังสือเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอาชีพหนึ่งด้วยซ้ำ ตั้งแต่สมัยกรีกโรมันก็มีคนขายหนังสือแล้ว หนังสือเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ คนอาจบอกว่าหนังสือจะตาย แต่เราว่ามันไม่ตายไปไหนหรอก เราเชื่อในหนังสือ มันอยู่มาสองสามพันปีแล้ว และถึงแม้จะมองไปอีกร้อยปีเราก็ว่ามันยังไม่ตาย”

Recommended

Prince Naris: A Siamese Designer
ผู้เขียน: M.L. Chittawadi Chitrabongs

หนังสือเรื่อง Prince Naris A Siamese Designer นำเสนอเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ศิลปินนักออกแบบคนแรกของไทย คือสมัยก่อนไม่มีคำว่านักออกแบบ คำว่าสถาปนิกยังไม่มีเลย มีแต่คำว่าช่าง ท่านเป็นคนที่ศึกษาศิลปะตะวันตก เรียนรู้การสเกตช์ภาพด้วยตัวเอง แล้วก็เอามาประยุกต์ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นในการออกแบบต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีของทางตะวันตกมาผสมผสานกับความเป็นไทยของเรา ออกมาเป็นผลงานจิตรกรรม สถาปัตยกรรม และภาพวาด เป็นบุคคลที่ทำให้วงการศิลปะและสถาปัตยกรรมก้าวไปอีกขั้นหนึ่งจริงๆ”

ที่อยู่:  Open House Bookshop by Hardcover ชั้น 6 Central Embassy ถนนเพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
Facebook: Open House Bookshop by Hardcover

Zombie Books

กรกฤษณ์ พรอินทร์

ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน Zombie Books

“พี่โต้งเจ้าของร้านเขาเคยทำร้านหนังสือมาก่อน มันเลยเป็นอะไรที่เขาผูกพัน และเขาอยากจะเปิดร้านหนังสือที่เป็นตัวของเขาเอง จะเห็นได้เลยว่าคาแรกเตอร์ของร้าน Zombie Books ค่อนข้างจะแปลก เรามีทั้งบาร์ที่อยู่ชั้นบนสุด เพราะเราอยู่ใน RCA ซึ่งเป็นพื้นที่ของการกินดื่มและชีวิตราตรี มีร้านกาแฟเพราะเราเป็นคนอ่านหนังสือที่ชอบดื่มกาแฟ ถ้าเราเป็นตัวของตัวเองในร้านตัวเองไมได้แล้วเราจะมีร้านไปทำไม

“ทุกอย่างในร้านถูกคิดอย่างละเอียด เช่น ตู้หนังสือเป็นไม้ เพราะไม้คือวัสดุที่ทำหนังสือ ทำกระดาษ การเอาหนังสือไปวางก็เหมือนให้พ่อได้อยู่กับลูก

“ทำเลแถวนี้ทำให้เรามีลูกค้าต่างชาติ เราจึงมีหนังสือภาษาอังกฤษ และยังมีลูกค้าที่เป็นพนักงานออฟฟิศ เขาต้องการหนังสือฮาวทู จิตวิทยา การตลาด เราก็จัดหามาวางขาย เราปรับเปลี่ยนตัวเองไปด้วยเพื่อทำให้ทุกอย่างมันครบ พยายามสร้างความพอใจให้ลูกค้าในทางใดทางหนึ่ง ถ้าคนที่เข้าร้านไม่แฮปปี้กับหนังสือ ก็ยังมีกาแฟ มีบาร์ คือดักไว้ทุกทาง อย่างน้อยคนต้องแฮปปี้สักอย่างแหละวะ

“ร้านเราเปิด 24 ชั่วโมง จริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกหรอก ตอนเปิดร้านเราอยากทำแต่ยังไม่พร้อม พอเปิดร้านครบ 1 ปีถึงมารู้สึกว่าเราจะลุยแล้ว ในเมื่อ 1 ปีผ่านไปเรายังไม่เจ๊ง เราก็จะไปต่อ ร้านเราขายหนังสือออนไลน์ด้วย บางทีตีหนึ่งตีสองคนทักมาซื้อหนังสือในเพจ เรายังไม่นอนเราก็ตอบลูกค้า แล้วเขาก็จะตื่นเต้นว่า เฮ้ย ตี 2 แล้วแอดมินยังตอบอยู่เลย เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราตอบออนไลน์ในช่วงดึกๆ ได้ มานั่งทำที่ร้านไหมล่ะ จะได้ขายหน้าร้านไปด้วย

“ถ้าคนเรามันมีความฝันอยากทำอะไรมันควรได้ทำ ถ้าฝันของเขาคือการเปิดร้านหนังสืออิสระก็ควรได้เปิด มันเปิดได้ และสามารถอยู่ได้ไปตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่ว่าเปิดร้านมาร้อยร้านแล้วมันจะเจ๊งกันทุกร้าน ความแข็งแรงของร้านหนังสืออิสระมันมีอยู่ และมีคนพร้อมที่จะไปใช้บริการ ตอนช่วงงานสัปดาห์หนังสือเดือน มี.ค.-เม.ย. ที่คนเริ่มไปซื้อหนังสือตามงานสัปดาห์หนังสือเพราะว่าราคาถูก ไปทีได้เยอะ ได้ครบ แต่เราก็ยังมีลูกค้ามาที่ร้านอยู่ ด้วยความที่เราเป็นคาแรกเตอร์แบบกวนๆ เราก็แกล้งแหย่แกล้งถามว่า อ้าว ทำไมไม่ไปที่งานสัปดาห์หนังสือล่ะ เขาก็บอกเราว่า ถ้าผมไปที่งานสัปดาห์หนังสือ ลูกค้าที่ไหนจะมาซื้อของคุณ ผมอยากให้คุณอยู่ได้ พอฟังแล้วเจ้าหน้าที่ในร้านมองหน้ากันทันที รู้สึกเลยว่า เออ กูสู้ต่อไปได้ มันทำให้เราเห็นว่านักอ่านทุกคนไม่ใช่ว่าจะเอาแต่ของถูก ของเทศกาล นักอ่านเขาก็อยากให้ร้านประเภทนี้อยู่ได้ อยู่รอด ไอ้ที่เราทำไปทั้งหมดมันไม่ได้โดดเดี่ยว มันมีคนเห็น ใส่ใจ และพร้อมจะอุ้มชูเราจริงๆ นะ

“ที่เราชื่อ Zombie Books มันเหมือนเวลาเราโดนซอมบี้กัดเราก็เป็นซอมบี้ เหมือนเป็นการหลงตัวเอง โดยบอกลูกค้าว่าคุณเข้ามาร้านเราคุณจะหลงรักจนอยากจะกลับมาอีก คุณเป็นพวกเดียวกับเราแล้ว เป็นซอมบี้แล้ว”

Recommended

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน
ผู้เขียน:  Miguel de Cervantes Saavedra
ผู้แปล:  สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน เป็นหนังสือที่สวยมาก หนามาก และหนักมาก เหมือนเป็นหนังสือโบราณ หนังสือเล่มนี้เขียนมาแล้ว 400 ปี และยังมีคนอ่านอยู่ ตัวหนังสือผ่านกาลเวลา และพิสูจน์ตัวมันเองแล้ว เรารู้สึกว่าเป็นร้านหนังสือต้องมีหนังสือแบบนี้สิ ต้องมี สามก๊ก มี ดอนกิโฆเต้ฯ คนที่เข้าร้านควรจะได้พบกับหนังสือเหล่านี้”

ที่อยู่:  Zombie Books 21/118 อาคาร D โครงการ RCA ซอยศูนย์วิจัย ถ.พระรามเก้า แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Facebook: Z-Books

Books & Belongings

กิตติพล สรัคคานนท์

เจ้าของร้าน Books & Belongings

“ร้าน ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก็เหมือนกับชื่อร้าน คุณสามารถเลือกซื้อหรือหาสิ่งของทั้งหลายที่เป็นแรงบันดาลใจให้การอ่านและเขียนได้ เราจัดหาหนังสือนวนิยาย เรื่องสั้น แม้กระทั่งปรัชญา เป็นหนังสือที่ถ้าเป็นคอเดียวกันเข้ามาจะคลิกทันทีโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย เราคิดว่าโลกของการอ่านหนังสือในบ้านเรามันถูกกำหนดโดยความยอดนิยม แม้กระทั่งวรรณกรรมต่างประเทศก็ต้องเป็นกระแสก่อนเราถึงจะให้ความสำคัญหรือความสนใจ แต่ว่าในโลกของการเขียนการอ่านทั่วไป หรือในประเทศอื่นๆ มันถูกกำหนดด้วยความอยากรู้ และความกระตือรือร้นของนักอ่านจริงๆ เพราะฉะนั้นเข้ามาที่นี่จะได้เห็นวรรณกรรมแปลกๆ เรื่องสั้นจากยุโรปตะวันออก เหมือนกับเข้ามาแล้วแทนที่จะได้อ่านมุราคามิ อาจจะได้เจอหนังสือของนักเขียนที่มุราคามิชื่นชอบแทน

“หนังสือทุกเรื่องทุกเล่มในร้าน เราเลือกมาเพราะมันมีเรื่องราวที่อยากจะให้เขาได้เอากลับไปอ่าน เป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วรู้สึกชอบมากจริงๆ วรรณกรรมคลาสสิก หรือโมเดิร์นคลาสสิกที่น่าสนใจในร้านหนังสือใหญ่ๆ จะมีอย่างละเล่มเดียวหรือสองเล่ม ไม่มีมากกว่านั้น จริงๆ ก็เท่าร้านเราแหละ แต่หนังสือที่ดีเหล่านั้นเวลาอยู่ในร้านใหญ่ๆ มันจะถูกวางไว้ในที่ที่รอให้คนไปค้นพบ สิ่งที่เราแตกต่างก็คือ เรานำเสนอหนังสือพวกนั้นออกไปให้คนได้เห็น เราโฆษณา ประชาสัมพันธ์ พูดง่ายๆ คือเรานำเสนอสิ่งที่ไม่เป็นกระแสหลัก แต่ทำราวกับว่าคนทั่วไปจะสนใจมัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังพยายามอยู่ คิดว่าถึงจุดหนึ่งจะเจอคนที่อยากอ่าน

“หนังสือเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีวันหมดอายุ และเป็นสิงใหม่เสมอ ในความคิดของเรา ถ้าจะปฏิบัติกับหนังสือเหมือนสินค้า มันก็เป็นสินค้าที่เราดันขึ้นนะ เราสามารถเปลี่ยนให้หนังสือทั่วไปกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในกระแสได้ ไม่นานมานี้เรานั่งฟังน้องฝึกงานเสนอไอเดียความรู้ที่เขาค้นคว้ามา เขาพูดถึงอิทธิพลของวรรณกรรมที่มีต่อมิวสิกวิดีโอเพลงเกาหลี เอามาให้ดูว่า นี่มันวรรณกรรม Herman Hesse เชียวนะ เขาเอามาแปลงเป็นมิวสิกวิดีโอได้ยังไงบ้าง วรรณกรรมของ Ursula Le Guin ถูกหยิบยกมาใช้ยังไงบ้าง เราจะเห็นเลยว่า อ้าว ไอ้แท็ก #จินยองอ่าน ไม่ได้มาโดยเหตุบังเอิญ แต่มาเพราะว่ากระแสการอ่านวรรณกรรมในเกาหลีมันคือ Pop Culture

“บางทีร้านหนังสือก็ลืมคิดไปว่า หนังสือไม่ใช่สมบัติของปัญญาชนอย่างเดียว มันเปลี่ยนเป็นแฟชั่นก็ได้ มันถูกถือเพื่อที่จะถ่ายรูป ถือเพื่อเข้าร้านกาแฟก็ได้ มันแค่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากตรงนั้นก่อน แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาอ่าน เขาซึมซาบ เขาจะเปลี่ยนมันเป็นเพลง เป็นภาพยนตร์ เป็นวิดีโอเกม หรือเป็นอะไรที่เข้ากับชีวิตของเขา”

Recommended

Mount Analogue
ผู้เขียน: René Daumal

“เราเพิ่งจัดกิจกรรมฉายหนังเรื่อง The Holy Moutain มันจะมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Mount Analogue เป็นหนังสือที่เป็นรากฐานของหนังเรื่องนี้อยู่ พูดง่ายๆ ว่าหนังได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ มันเจ๋งตรงที่ว่าในหนังเรื่องThe Holy Moutain มีรายละเอียดอะไรบางอย่างคล้ายๆ กันด้วย เล่มนี้ไม่ใช่หนังสือใหม่นะ คนเขียนเกิดปี 1908 และเสียชีวิตปี 1944 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดไม่นาน หนังสือจะพูดถึงแนวคิดที่ว่า ทำไมเราถึงมีความเชื่อว่าสวรรค์หรือเทพเจ้ามักจะอยู่บนภูเขา เช่น โอลิมปัส ภูเขาศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายแหล่ในแต่ละชาติ หรือแต่ละศาสนา เป็นหนังสือที่เราว่ามีสไตล์ล้อเลียนเล็กๆ อยู่ด้วย Mount Analog จะพาเราออกไปผจญภัยตามหาภูเขาที่ไม่เคยมีใครเห็น ไม่เคยมีใครรู้จัก ความน่าสนใจของมันอยู่ตรงที่นิยายเรื่องนี้มันเขียนไม่จบ เพราะผู้เขียนเสียชีวิตลงก่อน และทิ้งไว้เพียงภาพสเกตช์ที่บอกว่าจะไปยังไงต่อ นิยายสมัยใหม่จะชอบเขียนให้จบแบบไม่จบอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้มันเหมือนเราต้องไปเขียนตอนจบเอาเอง จากสิ่งที่คนเขียนทิ้งไว้ให้ เป็นแบบฝึกหัดให้เราขบคิดกับสิ่งที่หนังสือมันค้างเอาไว้”

ที่อยู่:  Books & Belongings 2281 สุขุมวิท91 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
Facebook: Books & Belongings

Writer

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

นักศึกษาฝึกงานรหัส 001 ที่ใส่ต่างหูห่วงตลอดเวลา วางแผนจะอุทิศปัจจุบันและอนาคตให้การเขียน

Photographer

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

รถเมล์ร้อนแล่นมาจอดเทียบป้าย ฉันก้าวขึ้นสาย 4 ไปเขตพระนคร จ่ายเงินกระเป๋ารถเมล์และรับตั๋วเล็กๆ มากำไว้ในมือ โดยปกติฉันนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน แต่วันนี้จำเป็นต้องใช้รถโดยสารประจำทาง หนึ่ง เพราะจุดหมายอยู่นอกเส้นทางรางรถ และสอง-ฉันกำลังเดินทางไปพบผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถเมล์

วริทธิ์ธร สุขสบาย มีชื่อเล่นว่า van ที่แปลว่า รถตู้ แต่ชายหนุ่มตกหลุมรักรถเมล์มาตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นหรือความตั้งใจ ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับยานพาหนะคันยาวอยู่เสมอ แวนไม่ได้เป็นพนักงานประจำองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ แต่เขากำลังผลักดันการพัฒนาป้ายบอกเส้นทางรถโดยสารประจำทางในฐานะ Mayday หนึ่งในกลุ่มคนเล็กๆ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหารถสาธารณะ

ก่อนจะเล่าเรื่องงานปัจจุบัน บทสนทนาของเราเริ่มต้นที่ป้ายแรกที่ความรักต่อรถเมล์ถือกำเนิด

Mayday, วริทธิ์ธร สุขสบาย

ก้าวแรกสู่รถเมล์

“เราโตในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่มีรถส่วนตัว ต้องไปทุกที่ด้วยรถเมล์ แล้วตอนยังเด็กเราป่วยบ่อย ต้องนั่งรถเมล์ไปหาหมอตลอด เลยคุ้นเคยกับรถเมล์ รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว

“บ้านเราอยู่สุขาภิบาล 1 ปัจจุบันคือถนนนวมินทร์ คอนเซปต์ของที่บ้านคือนั่งไกลๆ ขึ้นรถ ปอ. นั่งใกล้ๆ ขึ้นรถร้อน รถเมล์ 3 สายที่มีผลต่อชีวิตวัยเด็กมากคือ ปอ.19 ไปหาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี, ปอ.12 พ่อพาผ่านปากคลองตลาดมาบ้านหม้อ ปัจจุบัน 2 สายนี้ไม่มีแล้ว และถ้าจะไปเดอะมอลล์บางกะปิก็ขึ้นสาย 95”

เด็กชายวริทธิ์ธรหลงใหลรายละเอียดเล็กๆ บนรถเมล์ ทั้งประตูสุดเจ๋งที่เปิด-ปิดเองได้ บันไดเฉียงหลบประตู กระบอกตั๋วรถเมล์แสนเท่ที่มีเทคนิคฉีกตั๋วและพับแบงก์ ไปจนถึงความรู้สึกสบายไม่เมารถเมื่อโดยสาร แต่คนรอบตัวเขาไม่สนับสนุนความชอบนี้เท่าไหร่นัก

“คนจะมองว่ามันไปทำเป็นงานไม่ได้ งานเกี่ยวกับรถเมล์มีแค่คนขับกับกระเป๋าฯ ญาติชอบถามว่าทำไมหนูไม่เล่นเป็นหมอ ตำรวจ ทหาร ล่ะลูก (หัวเราะ) ทำไมหนูเล่นเป็นกระเป๋ารถเมล์ ที่โรงเรียนเพื่อนนั่งต่อรูปทรงเรขาคณิตให้พอดี เราก็หาทรงกระบอกไปนั่งเล่นของเราอยู่คนเดียว มีเพื่อนในจินตนาการเป็นผู้โดยสารรอบคัน ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ว่าเราอินดี้มาก เข้าใจว่าเขาก็คงเห็นว่ามันไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ได้มากสุดก็แค่งานอดิเรกมั้ง เหมือนเพื่อนในจินตนาการที่เขาคิดว่าวันหนึ่งก็คงหายไป ก็เลยไม่มีใครสนับสนุนอะไรมาก”

ศิลปะและการหนีออกจากบ้าน

“เราขึ้นรถเมล์เองครั้งแรกโดยลำพังปี 2546 (กระซิบ) หนีแม่มาขึ้น เราไปโตที่จันทบุรี ตอนนั้นที่บ้านใช้รถแล้ว เพราะการเดินทางด้วยรถสาธารณะที่นั่นมันลำบากมาก ทุกบ้านเลยมีรถ พอไม่มีใครใช้ รถสาธารณะเลยยิ่งผุพังลงเรื่อยๆ อีก ถ้าเป็นคนอื่นคงดีใจที่บ้านมีรถ แต่เราไม่พอใจที่มันทำให้เราไม่ได้นั่งรถเมล์ ไปไหนเองก็ไม่ได้ เราเลยต้องแสดงศักยภาพให้เขาเห็นว่าเราเดินทางเองได้

“เราบอกแม่ว่าจะไปทำรายงานในตัวจังหวัด ตอนนั้นอยู่ ม.1 อายุประมาณ 12 – 13 เราออกจากบ้านแต่เช้ามืด นั่งรถทัวร์มากรุงเทพฯ เพื่อมานั่งรถเมล์ ลงบางนาเสร็จปุ๊บข้ามถนนขึ้น 513 ไปดอนเมือง แล้วก็นั่งจากดอนเมืองกลับ แค่นั้นแหละ ชีวิตต้องการแค่นี้ ทำสำเร็จครับ แต่โดนด่ายับเลยนะ (หัวเราะ)”

นอกจากความทุ่มเทมหาศาลเพื่อขึ้นรถเมล์ บนรถโดยสารนี้เองที่เขาค้นพบความชอบที่สองที่สำคัญไม่แพ้กัน ป้ายสัญลักษณ์เต็มคันรถทำให้เด็กชายสนใจงานศิลปะ

“เราชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ชอบเขียนฟอนต์ตัวเลข เพราะเราสังเกตป้ายที่อยู่บนรถเมล์ซึ่งมีฟอนต์เยอะมาก ทั้งฟอนต์พิมพ์บ้าง ฟอนต์ทำมือบ้าง เราก็จำจนไม่รู้ว่านี่เราชอบศิลปะเอง หรือเห็นจนชอบ กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังชอบดูฟอนต์และเขียนเอง แล้วรถเมล์สมัยก่อนจะติดโฆษณาเต็มคัน เราก็ชอบมองว่ามีสินค้าอะไรมาลง พยายามดูการจัด compose ของโฆษณาว่ามันแบ่งส่วนยังไง ถ้าสรีระของรถเปลี่ยนมันจะแบ่งยังไง เลือกวางอะไรก่อนหลัง มองสติกเกอร์ภาษาไทยที่เล่นคำ สำหรับเราแล้วรถเมล์กับศิลปะเลยมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก”

Mayday

Mayday

ฉายแววเพราะรถบัส

ความสนใจรถเมล์และงานศิลปะเริ่มมาบรรจบกันเมื่อแวนเติบโตขึ้น หลังฝึกฝนความรู้เกี่ยวกับรถเมล์จนเชี่ยวชาญด้วยการอ่านหนังสือและแผนที่รถโดยสารประจำทาง (จนถึงขั้นนั่งอ่านในห้องน้ำ) เด็กหนุ่มพบว่าตนเองไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่ชอบรถบัส เมื่อค้นพบชุมนุมคนรักรถเมล์ในเว็บไซต์ต่างๆ เช่น thaitransport-photo และ Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ แวนเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้และคิดนำภาพโฆษณาสินค้าที่อยากให้ติดบนรถเมล์มาวาดทับลงบนโปรแกรม paint ผลปรากฎว่าบริษัทที่ติดโฆษณาข้างรถมาเห็นและติดต่อกราฟิกดีไซเนอร์ชั้นมัธยม 5 เพื่อจ้างให้ทำแผ่นโฆษณาจริง

“เขาบอกว่าการวางเลย์ของเราฉีกไปจากของเดิม แม่ก็เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย ดีไม่เบา รถเมล์ทำคุณประโยชน์ต่อชีวิตลูกได้ การชอบรถเมล์ไม่ได้เป็นได้แค่คนขับหรือกระเป๋ารถเมล์ แต่ตอนนั้นพอบริษัทนั้นรู้ว่าเราใช้โปรแกรม Paint เขาก็เลยบอกว่าไว้โอกาสต่อไปนะ เพราะใช้ Illustrator กับ Photoshop ยังไม่ได้ แต่สุดท้าย งานนั้นกลายเป็นหนึ่งในผลงานยื่นเข้าเรียน Communication Design ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ”

นักแปลงใบประกาศ

การเรียนมหาวิทยาลัยทำให้แวนต้องนั่งรถเมล์ทุกวัน ชายหนุ่มยิ่งซึมซับความรักต่อรถเมล์เข้าไปอีก เขาฝึกการใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว และเริ่มฝึกนำข้อมูลหรือประกาศเกี่ยวกับรถเมล์มาทำเป็นประกาศที่สวยงามอ่านง่าย และเผยแพร่ใน Facebook ส่วนตัว

“เราเอาข้อมูลมาทำเป็นประกาศให้คนอื่นรู้ ทำให้มันน่าสนใจมากกว่าประกาศกระดาษ A4 เลือกเรื่องที่ถ้าคนอื่นรู้แล้วจะดี รู้สึกว่ามันมีประโยชน์และใช้เป็นพอร์ตฯ ได้ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดจะทำจริงจังเพราะมีเพจรถเมล์อยู่แล้ว เช่น เพจ Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ กับ เพจรถเมล์ไทย.คอม Rotmaethai.com เขาเป็นชมรมคนรักรถเมล์ที่มีข้อมูลเยอะกว่าเรามาก ถ่ายรูปรถเมล์ทุกคัน เก็บสถิติว่าวันนี้รถเมล์คันไหนเสีย รู้จักพนักงานไปถึงนายตรวจ เจ้าหน้าที่จนถึงหัวหน้าสาย หรือ ผอ. เขตต่างๆ 

“เราก็เป็นแค่ผู้โดยสารคนหนึ่ง เลยเลือกหยิบคอนเทนต์ที่เขายังไม่พูดมาสื่อสารต่อให้เข้าใจง่าย พอเรียนมาเรารู้วิธีสังเคราะห์ข้อมูลอยู่แล้ว จากข้อมูลก้อนใหญ่ๆ ทำ infographic ภาพเดียวจบ เข้าใจทันที เช่น เรื่องสีป้ายหน้ารถ หรือวิธีแยกรถร่วมกับรถ ขสมก. รถร่วมจะมีแถบสีเหลืองคาด หรือสีชมพูทั้งคัน ส่วนรถ ขสมก. จะมีแถบสีเขียว หรือสีส้มทั้งคันอย่างรถยูโร”

เมื่อเรียนจบ แวนมุ่งหน้าทำกราฟิกหลากรูปแบบอย่างเต็มตัว ช่วงนี้เองที่รถเมล์เริ่มห่างหายจากชีวิต ยิ่งเวลาผ่านไป เขาไม่คิดว่าจะได้กลับมาพูดเรื่องรถเมล์อีกแล้ว

Mayday

กำเนิด Mayday

“เจ้านายทุกที่รู้ว่าเราชอบรถเมล์ แต่ก็แค่นั้น เราก็แค่ชอบรถเมล์ จนกระทั่งมาทำงานกับพี่ศานนท์ (ศานนท์ หวังสร้างบุญ-เจ้าของ Once Again Hostel) เราทำกราฟิกเพื่อพัฒนาชุมชนเมือง พอได้อยู่ในวงทำงานที่อยากพัฒนาเมืองทุกคน และมีบางคนที่สนใจขนส่งสาธารณะด้วย ก็เลยเริ่มจับกลุ่มกัน ทีแรกก็ยังไมรู้ว่าจะทำอะไร จนกระทั่งปีที่แล้ว 1 วันหลังในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต เรามาทำงานตามปกติ นั่งรถไฟฟ้ามาขึ้นรถเมล์สาย 508 ตรงสนามกีฬาแห่งชาติ ปรากฏว่าผู้โดยสารหน้าคุ้นหมดเลย เป็นพนักงานบริษัทที่เราเคยไปฝึกงานด้วย ตั้งแต่รุ่นพี่ถึงผู้บริหารกำลังนั่งรถเมล์มาสนามหลวง ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนความคิดเลย เราชอบคิดว่าคนไม่ขึ้นรถเมล์ด้วยเหตุผลเดียวคือมันดูจน แต่บางทีที่เขาไม่ขึ้นเพราะเขาไม่รู้ข้อมูล เราเลยคิดว่าถ้าเราสื่อสารได้ดีมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลงได้”

แวนเปลี่ยนข้อมูลการเดินทางมางานที่สนามหลวงปึกใหญ่ให้กลายเป็นแผนที่ขนาด A3 ให้อาสาสมัครธรรมศาสตร์บอกเส้นทาง จากนั้นกลุ่ม Mayday หรือ เมล์เดย์ ก็เดินหน้าจริงจังด้วยการเข้าร่วมนิทรรศการอุตสาหกรรมขนส่งทางรางไทยเพื่อเสนอทางเลือกการเดินทางสาธารณะที่เชื่อมต่อกับรถไฟ

“ไอเดียเราคือดีไซน์มันช่วยการเปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนคิดได้ว่าป้ายรถเมล์ควรบอกอะไร หลายคนก็พยายามหา reference จากสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน แต่ถ้ามันยังไม่เกิดขึ้น เราก็คิดว่ามันอาจต้องประนีประนอมกับโครงเดิมที่เขามีอยู่ ทำยังไงก็ได้ให้มันเกิดประโยชน์กับผู้โดยสารสูงสุด ป้ายสีฟ้าแถบนิดเดียวยังมีพื้นที่โล่งเหลืออยู่ เราปรับอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็น small change, big move เพื่อช่วยเหลือได้บ้าง”

ปัจจุบันป้ายรถเมล์สีฟ้าที่สี่แยกคอกวัวและป้ายใหญ่ที่เกาะพญาไท-ดินแดง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นความสำเร็จขั้นต้นของเมล์เดย์ นอกจากนั้น พวกเขายังมีเพจรวมข้อมูลรถเมล์ที่มีประโยชน์ต่อการเดินทาง เช่น 35 สายรถเมล์ทางด่วน จ่ายเงินไป-กลับไม่เกิน 50 บาท, รวมสายรถเมล์ไปดอนเมือง และข้อมูลอื่นๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตการเดินทางในกรุงเทพฯ ให้ราบรื่นเกินคาด

Mayday

Mayday

May the force be with you

“ตอนแรกเป้าหมายเราคือสู้กับแนวคิดว่ารถสาธารณะเป็นของคนจน รัฐบาลพยายามผลักดันให้รถเมล์เป็นขนส่งของคนเงินน้อย เป็นทางเลือกสำรอง เราเข้าใจว่ารถเมล์มันอาจจะต้องลดบทบาทลง ไม่ใช่ขนส่งหลักอย่างสมัยก่อน แต่มันต้องไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่ที่สุด ถ้ารถไฟฟ้าดี รถเมล์ก็ต้องดีน่าใช้ด้วย ไม่งั้นถ้าทางที่คุณไปรถไฟฟ้าไปไม่ถึง คุณก็ต้องนั่งรถส่วนตัว ปัญหาการเดินทางก็ไม่ถูกแก้สักที จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่มากๆ ของเราคือการสร้างวัฒนธรรมการใช้รถสาธารณะที่มันโอเค ถ้ามันเปลี่ยนแปลงจากฝั่งคนสร้างไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงจากฝั่งเรา”

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

“พอพูดถึงขนส่งมวลชน มันมีความรู้สึก negative สำหรับคนไทย มันแย่ มันช้า มันห่วย มันเก่า กูรู้แล้ว (หัวเราะ) แต่เรารักมัน เราอยากพยายามทำอะไรให้มันดี หรือทำให้เขาเห็นว่าปัจจุบันมันมีประสิทธิภาพแค่ไหน รถเมล์กะสว่างหรือรถเมล์ที่วิ่งทั้งคืน มันทำเวลาดีมากเพราะถนนโล่ง ถ้ารถไม่ติด รถเมล์อาจไวเท่ากับรถไฟฟ้าหรือไวกว่าด้วยซ้ำ เราอยากให้คนอื่นๆ ได้ใช้ประโยชน์รถเมล์มากกว่านี้”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถประจำทางกล่าวอย่างมุ่งมั่น ฉันได้ทีถามเส้นทางจากบ้านไปที่ทำงานนอกเหนือรถไฟฟ้า แวนครุ่นคิดก่อนประมวลวิธีเดินทางด้วยรถสาธารณะมาให้ 3 – 4 เส้นทาง เสมือนเป็น Google Maps คนรักรถเมล์ยังช่วยเขียนเคล็ดลับการขึ้นรถเมล์แบบง่ายๆ ใส่กระดาษ แล้วฝากให้ฉันช่วยเผยแพร่แก่ผู้อื่น

“ตอนนี้พอทำเพจเราก็ช่วยคนที่ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่เคยคุยด้วยซ้ำได้ เราดีใจที่ทำให้คนอื่นเจอการเดินทางที่มันดีขึ้น มันเป็นช่องทางที่ทำให้เราช่วยคนได้มากขึ้น การทำงานเพื่อพัฒนาเมืองคือการทำให้ทุกคนแฮปปี้ ไม่ใช่แค่ประชาชน รัฐด้วย เพราะคนที่อยู่ในรัฐก็คือประชาชน”

วริทธิ์ธร สุขสบาย : กราฟิกดีไซเนอร์ผู้แก้ไขปัญหารถเมล์ที่เขาหลงรักอย่างสร้างสรรค์

How-to ขึ้นรถเมล์แบบมืออาชีพ

1. สังเกตสีป้ายหน้ารถ: สีป้ายที่เสียบหน้ารถ ขสมก. มีความหมาย ไม่ว่าจะป้ายสี-ตัวอักษรขาว หรือป้ายขาว-ตัวอักษรสี ก็เป็นสัญลักษณ์เดียวกัน สีน้ำเงินหมายถึงวิ่งเต็มเส้นทาง สีแดงหมายถึงวิ่งตัดช่วง (รถเสริม) หรือรถเสีย และสีเหลืองหมายถึงขึ้นทางด่วน โปรดสังเกตโค้ดลับก่อนตัดสินใจขึ้นรถ

ข้อพึงระวัง: โค้ดสีนี้ใช้เฉพาะรถ ขสมก. เท่านั้น ไม่นับรถเอกชนร่วมบริการ

2. วิ่งชิดขอบถนน: ในกรณีที่ต้องวิ่งตามรถเมล์ (ไม่แนะนำให้วิ่ง ยกเว้นจำเป็นจริงๆ) ให้วิ่งตรงริมฟุตปาทติดขอบถนน เพราะคนขับจะมองเห็นจากกระจกข้างและอาจใจดีชะลอให้ แต่ถ้าวิ่งชิดในบาทวิถีมากเกินไปก็เสี่ยงตกรถมากกว่า

3. ขึ้น-ลงช้า ประตูหน้าเท่านั้น: ทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ประตูหน้ามักปลอดภัยเสมอเพราะคนขับมองเห็น รถเมล์ส่วนใหญ่จะออกแล่นก่อนแล้วค่อยปิดประตู ถ้าเจ็บขา เดินช้า หรือเพิ่งรู้ตัวว่าต้องลงป้ายนี้ ควรใช้ประตูหน้าเท่านั้น และถ้ากลัวคนขับไม่สังเกตเห็นเราก็ส่งเสียงบอกดังๆ ก่อนขึ้น-ลงรถ

4. บอกชื่อแลนด์มาร์กกับกระเป๋ารถเมล์: ถ้าจุดหมายชื่อไม่ดังจริง กระเป๋ารถเมล์อาจเลิกคิ้วบอกว่าไม่รู้จัก ลองบอกชื่อเล่นของย่านที่คนเรียกกัน หรือสถานที่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นวัด ห้าง โรงเรียน ตลาด เพื่อให้รถจอดลงป้ายสมดังปรารถนา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load