วันที่ 20 มีนาคม ปี 1986 (พ.ศ. 2529) ใครไปเที่ยวโรมตอนนั้นคงขลุกขลักอยู่ไม่น้อย เพราะที่จัตุรัสสเปนหรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘บันไดสเปน’ นั้นมีการประท้วงขนาดย่อม ๆ กันอยู่ หนึ่งในผู้สนับสนุนความเคลื่อนไหวเรื่องนี้คือ วาเลนตีโน (Valentino) นักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียนผู้มีห้องเสื้อเป็นของตัวเอง หากแต่การเคลื่อนไหวนั้นมิได้เป็นเรื่องผ้าผ่อนท่อนสไบแต่อย่างใด มันคือการต่อต้าน ปกป้อง รักษาเกียรติ ของวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของอิตาเลียน

มันคือการประท้วงร้านแมคโดนัลด์สาขาแรกในอิตาลี

อาจจะพอทราบว่าคนอิตาเลียน (โดยภาพรวม) รักขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเองมาก อันอาจจะดูแปลกสำหรับใครหลาย ๆ คนที่คิดว่านี่คือประเทศแห่งความคิดสร้างสรรค์ แต่จะว่าไปแล้ว นึกดูให้ดี เราย่อมได้ยินกิตติศัพท์เรื่องคนอิตาเลียนที่เอาเป็นเอาตายกับการใส่สับปะรดบนหน้าพิซซ่า หรือตีอกชกหัวเมื่อเห็นเราหักเส้นสปาเก็ตตี้ลงหม้อต้ม (+ตอนที่น้ำยังไม่เดือด +ไม่ใส่เกลือ) การนำแฮมเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอด (ยังไม่นับเครื่องดื่มที่เป็นน้ำโคล่าซ่าแสบคอ) มาเปิดร้าน มิหนำซ้ำยังที่จุดแสนจะใจกลางเมืองอีก ย่อมเป็นการหยามเกียรติอันประมาณมิได้ 

ผลของการประท้วงในวันนั้นดูเหมือนว่าจะพ่ายยับอัปรา เพราะแค่ครึ่งวันแรกคนก็เข้าร้านกันถึง 4 พันคน กระจกร้านเสียหาย แต่ไม่ได้จากการขว้างปาของผู้ประท้วง แต่เป็นการทะลักทะเลของลูกค้านั่นเอง

แต่จากสถานการณ์ในครั้งนั้น กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวงการอาหารในอิตาลี นั่นคือเกิดกลุ่มการเคลื่อนไหวต่อต้านอาหารจานด่วนด้วยการทำอารยะขัดขืนครั้งใหญ่ จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

เมื่อสูเจ้าเป็น Fast Food ข้าฯ ขอเป็น Slow Food

และนั่นละ คือที่มาของเรื่องที่จะเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่หลายคนไม่เคยรู้ นั่นคือ ความเคลื่อนไหวของสมาคม Slow Food

จากที่เล่ามา ท่านก็คงได้ทราบแล้วว่า หากท่านพบคำว่า Slow Food พร้อมโลโก้หอยทากสีแดง ก็ใช่ว่าร้านนี้รับประกันเรื่องการเอ้อระเหยในการทำอาหารหรือเมนูเด็ดคือหอยทาก หากแต่มันคือร้านที่ร่วมเข้าโครงการสวนกระแสฟาสต์ฟู้ดนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยรังเกียจฟาสต์ฟู้ดนั้น เพราะเชื่อว่าความเป็นฟาสต์ฟู้ดนั้น แฝงสิ่งที่ไม่ค่อยจะดีไว้ เช่น

1. วัตถุดิบมาจากแดนไกล ในรูปของอาหารแช่แข็ง ไม่สดใหม่

2. หลายครั้งพบว่ามีการปรับแต่งพันธุกรรม

3. การทำอาหารเป็นไปอย่างลวก ๆ ไม่พิถีพิถัน

4. ใช้เครื่องปรุงรสมากมายกลบเกลื่อนรสชาติของวัตถุดิบที่ไม่สดนั้น

นั่นคือโจทย์ที่กลุ่ม Slow Food พบว่าเป็นภัยคุกคาม อาหารหรือวิถีแบบ Slow Food จึงมีคำขวัญหลักที่ยึดมั่น 3 ประการคือ อาหารต้อง ‘อร่อย สะอาด เป็นธรรมกับทุกฝ่าย’ โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ

1. ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะได้ของสดใหม่แล้ว ยังจะช่วยเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย

2. ไม่ปรับแต่งอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะให้ดีต้องเป็นของไร้สารเคมีด้วย

3. ปรุง เตรียม อย่างพิถีพิถัน ไม่รวบรัดตัดตอน อะไรเร็วก็เร็ว อะไรช้าก็ต้องช้า จะกินปาสต้าแต่ขอภายใน 3 นาที ไปปั๊มน้ำร้อนนั่งเฝ้าชามมาม่าไป

4. โชว์ความสดของวัตถุดิบเต็ม ๆ ไม่เน้นเครื่องปรุงที่โหมใส่จนเกินไป

ดังนั้นแล้ว อาหารในร้านประเภทนี้จึงมีเมนูอาจจะไม่หลากหลาย เพราะแต่ละถิ่นก็จะมีวัตถุดิบไม่เหมือนกัน และที่สำคัญเมนูก็จะปรับไปตามฤดูกาลอีกด้วย เพื่อมิให้ต้องใส่สารกันบูดหรือไปเล่นแร่แปรธาตุอะไรกับวัตถุดิบให้มันอยู่ได้คงนาน สถิตสถาพรไปเกินกว่าที่มันควรจะอยู่ ในเมนูบางร้านบอกที่มาด้วยว่ามาจากที่ใด นอกจากแสดงความจริงใจในที่มาแล้ว ยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนตามไปซื้อได้อีกด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้มีคนในท้องถิ่นกระตือรือร้นหันมาร่วมแนวทาง Slow Food กันจำนวนไม่น้อย มีสวนมีไร่ก็ผลิตวัตถุดิบไป มีร้านก็ทำร้านของตนให้เป็นแบบ Slow Food

Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี

แล้วจะทำให้ร้านเป็น Slow Food ได้อย่างไร

1. ในเมนูจะต้องมีอาหารอย่างน้อย 5 จานที่เป็นอาหารแบบ ‘ศูนย์กิโลเมตร’… ดังจะกล่าวต่อไป

2. มีการจัดการกับขยะหรือสิ่งที่เคยเป็นขยะ ให้นำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือหมุนเวียนอย่างเหมาะสม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมนูเครื่องในสัตว์ (ซึ่งแต่ก่อนอาจจะทิ้งขว้าง)

3. หนึ่งในพ่อ/แม่ครัวต้องเป็นสมาชิก Slow Food

อาหารแบบ ‘ศูนย์กิโลเมตร’ คืออะไร

สารภาพว่าตอนแรกคิดว่า ศูนย์กิโลเมตร คือการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากทางร้าน แต่ตอนหลังมาศึกษาจึงพบว่า เป็นแค่การใช้คำเชิงเปรียบเทียบ ความหมายที่คือใช้วัตถุดิบที่อยู่ในท้องถิ่นเท่านั้นเอง ในรายละเอียดคือ

1. วัตถุดิบอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ ต้องเป็นของท้องถิ่นและต้องเป็นวัตถุตัวเอกของจานด้วย

2. อันนี้เหมือนต้องเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว นั่นก็คือ ทางร้านต้องติดต่อโดยตรงกับผู้ผลิต

3. วัตถุดิบเอกเป็นของท้องถิ่นไปแล้ว แต่วัตถุอื่น ๆ ทุกอย่างต้องมาจากแหล่งไม่เกิน 100 กิโลเมตร

4. ของที่ไม่ได้เป็นของท้องถิ่นต้องปลอดสารและต้องมีใบรับประกันมากมาย

5. ถ้าเป็นอาหารทะเล ต้องตกมาด้วยวิธีที่ยั่งยืน

6. ต้องไม่มีการตกแต่งพันธุกรรมในส่วนประกอบใด ๆ ของอาหารจานนั้น

(ข้อมูลจาก : www.ecologismo.it/slow-food-e-cibo-a-km-zero)

เมื่อทางผู้ผลิตและผู้ประกอบการพร้อมแล้ว จะไปมีประโยชน์อะไรหากผู้บริโภคไม่เข้าใจ หรือไม่เล่นด้วย

การจะทำให้ผู้คนรับรู้นั้น องค์กรนี้ก็มิได้แค่ล้อมวงคุยกันระหว่างเล่นหมากรุก เสร็จแล้วก็เดินแปะสติกเกอร์กันหน้าร้าน หากแต่ต้องให้เผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้คนอย่างเอิกเกริกด้วย มิเช่นนั้นสัญลักษณ์หอยทากหน้าร้านอาหารจะเป็นตัวไล่แขกทันที

Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี
Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี

ปัจจุบันสมาคมนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและนานาชาติ มีเครือข่ายหลายรูปแบบในหลายประเทศ รวมทั้งไทยด้วย

ส่วนทางด้านการศึกษานั้น จริงจังถึงขนาดเปิดเป็นมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ชื่อ Università di Scienze Gastonomiche di Pollenzo ตั้งอยู่ใกล้เมืองบรา (Bra) อันเป็นเมืองที่ความเคลื่อนไหว Slow Food เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมืองบราเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้นปิเอดมอนต์ (Piedmont) ของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่กลางแหล่งกำเนิดไวน์ชั้นดี ไม่ไกลจากตูรินและไม่ไกลจากฝรั่งเศส นี่ถ้าไปกันง่าย ๆ จะยุให้ไปเรียนกัน เพราะเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยบอกว่า 88 เปอร์เซ็นต์ ของบัณฑิตที่นี่หางานได้ภายใน 1 ปีหลังจบ มีทริปเรียนรู้ดูงาน 5 ทริปต่อปีทั้งในและต่างประเทศ 2 ใน 5 ของนิสิตนักศึกษาเป็นชาวต่างชาติ และมีทุนการศึกษา 5 ทุน ที่สำคัญมีทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท

ก่อนจะจบ อาจมีคนถามคำถามสำคัญว่าเมืองไทยล่ะ

รอบรรทัดนี้ล่ะ หากอยากทำความรู้จักกับความเคลื่อนไหวเรื่อง Slow Food ของไทยให้มากกว่านี้ เชิญเข้าไปที่ Facebook : Slow Food Thailand รับรองว่ามีสาระและความลึกซึ้งมากกว่า 3 หน้าตรงนี้แน่นอน

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

board.postjung.com/855348
ristorantedasogno.com/idee/cosa-significa-presidio-slow-food-e-come-diventarlo
www.stellaperugia.it/che-cosa-significa-essere-un-ristorante-slow-food/
www.slowfood.it
www.facebook.com/sloowfoodthailand/
www.unisg.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

คุณจำได้ไหมว่า โรมีโอกับจูเลียต ใช้เมืองอะไรเป็นฉากหลัก

คำตอบคือ เวโรนา อันเป็นเมืองทางเหนือของอิตาลี ใหญ่เป็นอันดับสองของแคว้นเวเนโต อันมีเวนิสเป็นหัวเมืองเอก

กลับมาที่ โรมีโอกับจูเลียต ภาษาอิตาเลียนเรียกเรื่องนี้ว่า Romeo e Giulietta อ่านว่า โรแมโอ เอ จูลีเย็ตต้า แต่เพื่อไม่ให้ดูดัดจริตจนเกินไป ฉันก็จะเรียกหนุ่มสาวสองคนนี้ว่า โรมีโอกับจูเลียต ตามที่ใครๆ เรียกกันก็แล้วกัน

Spoiler Alert!

นอกจากฉากตายตอนจบแล้ว ภาพจำโดยทั่วไปของคนที่มีต่อละครเรื่องนี้ คือฉากพลอดรักหวานฉ่ำระหว่างโรมีโอกับจูเลียตที่ระเบียงบ้านของสาวเจ้า

ผู้คนที่มุ่งมั่นมาเมืองนี้ จึงมาเพื่อดูบ้านจูเลียต และดูระเบียงนั้นแทบทั้งสิ้น

ก่อนจะเลยเถิดไปไหน ขอให้แน่ใจก่อนว่า ทุกท่านรู้จักเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต แล้วจริง ๆ

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

 ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Romeo_and_juliet_brown.jpg/640px-Romeo_and_juliet_brown.jpg

ในเรื่องกล่าวว่า ทั้งสองคนเป็นลูกของตระกูลคู่อริกัน จูเลียตเป็นลูกสาวบ้านคาปูเล็ต ส่วนโรมีโอเป็นผู้บ่าวบ้านมองเตกู

ทั้งสองรักกันปานจะกลืน ในท้ายที่สุดจูเลียตได้ยาแกล้งตายมาจากพ่อหมอ แต่ดันไม่ยอมบอกแฟนตัวเอง รายนี้พอมาเห็นหญิงคนรักนอนตายนิ่ง ก็ฉวยมีดสั้นแทงตัวเองตาย จูเลียตฟื้นขึ้นมาหลังจากยาสิ้นฤทธิ์ เห็นแฟนตัวเองตาย ก็ฉวยมีดมาแทงตัวเองตายตาม อ่านเผินๆ นึกว่าอ้ายขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิยังไงยังงั้น

ปัจจุบัน ผู้คนที่มาเมืองเวโรนาก็จะต้องถามถึงว่าโรมีโอกับจูเลียตมีจริงไหม อยู่ตรงไหน ยังไง ฯลฯ ระเบียงล่ะ ระเบียง!!!

ถึงตรงนี้ นักเรียนวรรณคดีอังกฤษคงยิ้มเย็นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

เพราะในวรรณกรรมเรื่องนี้…

เชกสเปียร์ไม่ได้ใส่คำว่าระเบียง หรือ Balcony ไว้แม้แต่คำเดียว

กรี๊ดดดดดดด

นี่มันเป็นความจริงที่ตบหน้ากันฉาดใหญ่ หยามหน้ากันสุดๆ พอๆ กับที่มีคนมาบอกว่า ไม่มีชะลอมในมือของพจมาน พินิจนันท์ ตอนเดินเข้าบ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ฉันนั้น

ฟื้นขึ้นมาจากการเป็นลมแล้วมาฟังความจริงอันโหดร้ายต่อ

อันที่จริง พจนานุกรมภาษาอังกฤษในสมัยนั้นไม่มีคำนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างแบบที่ว่านั้นก็ไม่มี และไม่มีวันที่จะมีในอังกฤษยุคนั้นด้วย

เนื่องจากว่าคนอังกฤษนั้นไม่มีเสียละที่จะสร้างอะไรให้ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เพื่อมายืนโชว์ร่างกายให้ชาวบ้านชาวเมืองดู ช่างน่าอัปยศอดสูดูอุจาดเสียนี่กระไร มิพักพูดถึงสภาพอากาศที่มิได้เชิญชวนให้ออกมานอกบ้านแม้แต่น้อย

แล้วระเบียงโผล่มาในละครเรื่องนี้ตอนไหน

เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว

กล่าวคือ หลังจากที่เชกสเปียร์ตายไปไม่นานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ในช่วงปลายศตวรรษก็เป็นยุคเลิกฮิต ไม่มีใครรู้จักเชกสเปียร์ ไม่มีใครรู้จักบทละครเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต

แล้วในช่วงนี้เอง นักเขียนบทละครคนหนึ่ง (แหล่งข่าวแจ้งว่าชื่อ Thomas Otway) ก็แอบก๊อปเอาพล็อตเรื่องนี้ของเชกสเปียร์มาใช้ โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นยุคโรมันโบราณ บทละครเรื่องนี้ชื่อ The History and Fall of Caius Marius ว่ากันว่ากล้าก็อปจนถึงขนาดมีบทพูดที่ว่า “O Marius, Marius! wherefore art thou Marius?” กันเลยทีเดียว

แล้วในเรื่องนี้แหละ ที่ Otway ได้ให้ตัวละครเอกสองคนพลอดรักกันที่ ‘ระเบียง’ อันเป็นสิ่งที่คนอังกฤษคงจะเริ่มรู้จักกันพอสมควรแล้ว (คนอังกฤษสะกดคำนี้ว่า Balcone ตามภาษาอิตาเลียนในช่วงแรก แต่ออกเสียงเป็นแบบของตน)

และมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก็มีผู้นำผลงานของเชกสเปียร์มาปัดฝุ่นอีกครั้ง รวมถึงเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต ด้วย และในเวอร์ชันนี้เขาก็ได้เก็บเอา ‘ระเบียง’ มาใส่ไว้ในฉากละครของเขา เขาผู้นี้ชื่อ David Garrick

ไม่เพียงเท่านั้น โรมีโอขวัญใจมหาชนในสมัยนั้นคือ Spranger Barry ก็ได้ออกจากคณะละครของ Garrick ไปอยู่คณะอื่น ไม่ไปเปล่า แต่ยังเสนอให้คณะละครใหม่ของตนทำฉาก ‘ระเบียง’ อีกด้วย

นัยว่า คนอังกฤษแค่เห็น ‘ระเบียง’ ก็คงครางฮือ มันคงดูอิตาเลี๊ยนอิตาเลียน Exotic สุดๆ ไม่ได้ดูในละครก็อย่าหมายว่าจะได้ดูตามถนนรนแคมต่างๆ ในลั้นดั้นหรือเมืองใดๆ ในประเทศฉ่ำฝนแห่งนี้

เมื่อเป็นฉากที่โดดเด่นมากในเรื่องและตัดออกไม่ได้ ประมาณฉากเก็บมะนาวใน แม่นาคพระโขนง ยังไงยังงั้น เมื่อดังถึงขนาดนี้ ก็มีบ้างที่ผู้คนดั้นด้นเดินทางไปถึงเมืองเวโรนาเพื่อไปดูระเบียงอันลือลั่นอันนั้น… ที่บ้านของจูเลียต

กลับมาที่คำถามว่า… บ้านของจูเลียต อ้าว ตกลงมีจริงหรือ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหรอกหรือ

แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านจูเลียตยังไง แล้วระเบียงล่ะ ทำไมมันถึงเหมาะเหม็งอย่างนี้

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ดูแลงานพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวโรนาคงสำเหนียกแล้วถึงพลังของติ่งละครที่เฝ้าเพียรมาถามว่า บ้านจูเลียตอยู่ตรงไหน อยากเห็นระเบียงอันลือลั่นนั้น ท่านคงคิดว่า เอาซี้…(เสียงสูงปรี๊ด) อยากได้บ้านนักเจ้าก็จะได้บ้าน อยากได้ระเบียงนักเจ้าก็จะได้ระเบียง จะไปยากอันใด

ว่าพลาง ท่านก็ไปแปลงโฉมโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลคัปแปลโล (ตราประจำตระกูลรูปหมวกก็ยังหราอยู่ตรงทางเข้าจนถึงวันนี้) ให้เป็นบ้านของจูเลียต ก็ทำไมจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ด้วย ก็เพราะว่าคำว่า ‘Cappello’ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘หมวก’ คำว่า คาปูเล็ต นั้น ถ้าเป็นอิตาเลียนก็ต้องประมาณ คัปปูเล็ตตี้–คัปเปลเล็ตตี้ อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งก็จะแปลว่า หมวกใบเล็ก อะไรนะ บ้านนี้มัน Cappello นี่ ไม่ใช่ Capuleti เสียหน่อย เอาเหอะน่า หมวกใหญ่หมวกเล็กมันก็หมวกเหมือนๆ กันนั่นล่ะ จะมาหาความจริงอะไรกันตรงนี้ ทีเชกสเปียร์สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นคุ้งเป็นแควไม่เห็นมีใครไปไล่เบี้ยเล่า

เมื่อได้บ้านมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือไม่มีระเบียง อ้าว ทำไงล่ะทีนี้ จะมาอ้างว่าในเรื่องของเชกสเปียร์ไม่มีระเบียงมาก่อนก็อาจจะผิดหูติ่งละคร ผู้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ นอกจากไปให้ถึงฝั่งฝันกับระเบียงอันลือลั่นของจูเลียต แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของท่านภัณฑารักษ์เลย อยากได้ระเบียงเหรอ จริงๆ ท่านก็คิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่ากันว่าทีมงานก็ได้พยายามสร้างทัศนียภาพตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง โรมีโอกับจูเลียต เวอร์ชันปี 1936 ให้ใกล้เคียงมากที่สุดด้วย

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ภาพ : http://emanuellevy.com/wp-content/uploads/2013/03/romeo_and_juliet_poster.jpg

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาท่านก็พลันไปสะดุดที่งานหินอ่อนแกะสลักชิ้นหนึ่งที่วางเขละอยู่ตรงลานบ้านที่ท่านคิดจะทำพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นหินอ่อนที่มีคนพบตอนที่เทศบาลเมืองขุดริมฝั่งแม่น้ำอาดีเจ (Adige) ที่ไหลอยู่กลางเมืองเพื่อเตรียมสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

เมื่อเห็นว่าเข้าท่า ท่านก็สั่งให้ยกขึ้นไปตั้งให้เป็นระเบียงของจูเลียตเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้ว่าหินสลักนั้น…เป็นโลงหินโบราณก็ตาม

ปัจจุบัน บ้านจูเลียตเปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกับมีรูปปั้นสำริดของนางยืนนมวาวอยู่ด้านล่างเยื้องระเบียงซึ่งผู้คนพร้อมใจกันเชื่อว่า เธอได้ออกมาพร่ำเพ้อที่นี่ อันนมที่วาวของเธอนั้นไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ของรักแท้ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มาจากมวลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ก็พร้อมใจกันอีกเช่นกันที่จะเชื่อว่า หากได้ลูบนมเธอแล้วจะโชคดี

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ข้อมูลอ้างอิง

www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/10/romeo-and-juliets-balcony-scene-doesnt-exist/381969/ 

www.venetoinside.com/it/aneddoti-e-curiosita/post/il-balcone-di-giulietta-a-verona/

www.ulisseilnavigatore.it/turismo/casa-giulietta-verona.html 

www.shakespeareinitaly.it/verona.html 

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load