วันที่ 20 มีนาคม ปี 1986 (พ.ศ. 2529) ใครไปเที่ยวโรมตอนนั้นคงขลุกขลักอยู่ไม่น้อย เพราะที่จัตุรัสสเปนหรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘บันไดสเปน’ นั้นมีการประท้วงขนาดย่อม ๆ กันอยู่ หนึ่งในผู้สนับสนุนความเคลื่อนไหวเรื่องนี้คือ วาเลนตีโน (Valentino) นักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียนผู้มีห้องเสื้อเป็นของตัวเอง หากแต่การเคลื่อนไหวนั้นมิได้เป็นเรื่องผ้าผ่อนท่อนสไบแต่อย่างใด มันคือการต่อต้าน ปกป้อง รักษาเกียรติ ของวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของอิตาเลียน

มันคือการประท้วงร้านแมคโดนัลด์สาขาแรกในอิตาลี

อาจจะพอทราบว่าคนอิตาเลียน (โดยภาพรวม) รักขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเองมาก อันอาจจะดูแปลกสำหรับใครหลาย ๆ คนที่คิดว่านี่คือประเทศแห่งความคิดสร้างสรรค์ แต่จะว่าไปแล้ว นึกดูให้ดี เราย่อมได้ยินกิตติศัพท์เรื่องคนอิตาเลียนที่เอาเป็นเอาตายกับการใส่สับปะรดบนหน้าพิซซ่า หรือตีอกชกหัวเมื่อเห็นเราหักเส้นสปาเก็ตตี้ลงหม้อต้ม (+ตอนที่น้ำยังไม่เดือด +ไม่ใส่เกลือ) การนำแฮมเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอด (ยังไม่นับเครื่องดื่มที่เป็นน้ำโคล่าซ่าแสบคอ) มาเปิดร้าน มิหนำซ้ำยังที่จุดแสนจะใจกลางเมืองอีก ย่อมเป็นการหยามเกียรติอันประมาณมิได้ 

ผลของการประท้วงในวันนั้นดูเหมือนว่าจะพ่ายยับอัปรา เพราะแค่ครึ่งวันแรกคนก็เข้าร้านกันถึง 4 พันคน กระจกร้านเสียหาย แต่ไม่ได้จากการขว้างปาของผู้ประท้วง แต่เป็นการทะลักทะเลของลูกค้านั่นเอง

แต่จากสถานการณ์ในครั้งนั้น กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวงการอาหารในอิตาลี นั่นคือเกิดกลุ่มการเคลื่อนไหวต่อต้านอาหารจานด่วนด้วยการทำอารยะขัดขืนครั้งใหญ่ จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

เมื่อสูเจ้าเป็น Fast Food ข้าฯ ขอเป็น Slow Food

และนั่นละ คือที่มาของเรื่องที่จะเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่หลายคนไม่เคยรู้ นั่นคือ ความเคลื่อนไหวของสมาคม Slow Food

จากที่เล่ามา ท่านก็คงได้ทราบแล้วว่า หากท่านพบคำว่า Slow Food พร้อมโลโก้หอยทากสีแดง ก็ใช่ว่าร้านนี้รับประกันเรื่องการเอ้อระเหยในการทำอาหารหรือเมนูเด็ดคือหอยทาก หากแต่มันคือร้านที่ร่วมเข้าโครงการสวนกระแสฟาสต์ฟู้ดนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยรังเกียจฟาสต์ฟู้ดนั้น เพราะเชื่อว่าความเป็นฟาสต์ฟู้ดนั้น แฝงสิ่งที่ไม่ค่อยจะดีไว้ เช่น

1. วัตถุดิบมาจากแดนไกล ในรูปของอาหารแช่แข็ง ไม่สดใหม่

2. หลายครั้งพบว่ามีการปรับแต่งพันธุกรรม

3. การทำอาหารเป็นไปอย่างลวก ๆ ไม่พิถีพิถัน

4. ใช้เครื่องปรุงรสมากมายกลบเกลื่อนรสชาติของวัตถุดิบที่ไม่สดนั้น

นั่นคือโจทย์ที่กลุ่ม Slow Food พบว่าเป็นภัยคุกคาม อาหารหรือวิถีแบบ Slow Food จึงมีคำขวัญหลักที่ยึดมั่น 3 ประการคือ อาหารต้อง ‘อร่อย สะอาด เป็นธรรมกับทุกฝ่าย’ โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ

1. ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะได้ของสดใหม่แล้ว ยังจะช่วยเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย

2. ไม่ปรับแต่งอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะให้ดีต้องเป็นของไร้สารเคมีด้วย

3. ปรุง เตรียม อย่างพิถีพิถัน ไม่รวบรัดตัดตอน อะไรเร็วก็เร็ว อะไรช้าก็ต้องช้า จะกินปาสต้าแต่ขอภายใน 3 นาที ไปปั๊มน้ำร้อนนั่งเฝ้าชามมาม่าไป

4. โชว์ความสดของวัตถุดิบเต็ม ๆ ไม่เน้นเครื่องปรุงที่โหมใส่จนเกินไป

ดังนั้นแล้ว อาหารในร้านประเภทนี้จึงมีเมนูอาจจะไม่หลากหลาย เพราะแต่ละถิ่นก็จะมีวัตถุดิบไม่เหมือนกัน และที่สำคัญเมนูก็จะปรับไปตามฤดูกาลอีกด้วย เพื่อมิให้ต้องใส่สารกันบูดหรือไปเล่นแร่แปรธาตุอะไรกับวัตถุดิบให้มันอยู่ได้คงนาน สถิตสถาพรไปเกินกว่าที่มันควรจะอยู่ ในเมนูบางร้านบอกที่มาด้วยว่ามาจากที่ใด นอกจากแสดงความจริงใจในที่มาแล้ว ยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนตามไปซื้อได้อีกด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้มีคนในท้องถิ่นกระตือรือร้นหันมาร่วมแนวทาง Slow Food กันจำนวนไม่น้อย มีสวนมีไร่ก็ผลิตวัตถุดิบไป มีร้านก็ทำร้านของตนให้เป็นแบบ Slow Food

Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี

แล้วจะทำให้ร้านเป็น Slow Food ได้อย่างไร

1. ในเมนูจะต้องมีอาหารอย่างน้อย 5 จานที่เป็นอาหารแบบ ‘ศูนย์กิโลเมตร’… ดังจะกล่าวต่อไป

2. มีการจัดการกับขยะหรือสิ่งที่เคยเป็นขยะ ให้นำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือหมุนเวียนอย่างเหมาะสม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมนูเครื่องในสัตว์ (ซึ่งแต่ก่อนอาจจะทิ้งขว้าง)

3. หนึ่งในพ่อ/แม่ครัวต้องเป็นสมาชิก Slow Food

อาหารแบบ ‘ศูนย์กิโลเมตร’ คืออะไร

สารภาพว่าตอนแรกคิดว่า ศูนย์กิโลเมตร คือการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากทางร้าน แต่ตอนหลังมาศึกษาจึงพบว่า เป็นแค่การใช้คำเชิงเปรียบเทียบ ความหมายที่คือใช้วัตถุดิบที่อยู่ในท้องถิ่นเท่านั้นเอง ในรายละเอียดคือ

1. วัตถุดิบอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ ต้องเป็นของท้องถิ่นและต้องเป็นวัตถุตัวเอกของจานด้วย

2. อันนี้เหมือนต้องเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว นั่นก็คือ ทางร้านต้องติดต่อโดยตรงกับผู้ผลิต

3. วัตถุดิบเอกเป็นของท้องถิ่นไปแล้ว แต่วัตถุอื่น ๆ ทุกอย่างต้องมาจากแหล่งไม่เกิน 100 กิโลเมตร

4. ของที่ไม่ได้เป็นของท้องถิ่นต้องปลอดสารและต้องมีใบรับประกันมากมาย

5. ถ้าเป็นอาหารทะเล ต้องตกมาด้วยวิธีที่ยั่งยืน

6. ต้องไม่มีการตกแต่งพันธุกรรมในส่วนประกอบใด ๆ ของอาหารจานนั้น

(ข้อมูลจาก : www.ecologismo.it/slow-food-e-cibo-a-km-zero)

เมื่อทางผู้ผลิตและผู้ประกอบการพร้อมแล้ว จะไปมีประโยชน์อะไรหากผู้บริโภคไม่เข้าใจ หรือไม่เล่นด้วย

การจะทำให้ผู้คนรับรู้นั้น องค์กรนี้ก็มิได้แค่ล้อมวงคุยกันระหว่างเล่นหมากรุก เสร็จแล้วก็เดินแปะสติกเกอร์กันหน้าร้าน หากแต่ต้องให้เผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้คนอย่างเอิกเกริกด้วย มิเช่นนั้นสัญลักษณ์หอยทากหน้าร้านอาหารจะเป็นตัวไล่แขกทันที

Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี
Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี

ปัจจุบันสมาคมนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและนานาชาติ มีเครือข่ายหลายรูปแบบในหลายประเทศ รวมทั้งไทยด้วย

ส่วนทางด้านการศึกษานั้น จริงจังถึงขนาดเปิดเป็นมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ชื่อ Università di Scienze Gastonomiche di Pollenzo ตั้งอยู่ใกล้เมืองบรา (Bra) อันเป็นเมืองที่ความเคลื่อนไหว Slow Food เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมืองบราเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้นปิเอดมอนต์ (Piedmont) ของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่กลางแหล่งกำเนิดไวน์ชั้นดี ไม่ไกลจากตูรินและไม่ไกลจากฝรั่งเศส นี่ถ้าไปกันง่าย ๆ จะยุให้ไปเรียนกัน เพราะเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยบอกว่า 88 เปอร์เซ็นต์ ของบัณฑิตที่นี่หางานได้ภายใน 1 ปีหลังจบ มีทริปเรียนรู้ดูงาน 5 ทริปต่อปีทั้งในและต่างประเทศ 2 ใน 5 ของนิสิตนักศึกษาเป็นชาวต่างชาติ และมีทุนการศึกษา 5 ทุน ที่สำคัญมีทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท

ก่อนจะจบ อาจมีคนถามคำถามสำคัญว่าเมืองไทยล่ะ

รอบรรทัดนี้ล่ะ หากอยากทำความรู้จักกับความเคลื่อนไหวเรื่อง Slow Food ของไทยให้มากกว่านี้ เชิญเข้าไปที่ Facebook : Slow Food Thailand รับรองว่ามีสาระและความลึกซึ้งมากกว่า 3 หน้าตรงนี้แน่นอน

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

board.postjung.com/855348
ristorantedasogno.com/idee/cosa-significa-presidio-slow-food-e-come-diventarlo
www.stellaperugia.it/che-cosa-significa-essere-un-ristorante-slow-food/
www.slowfood.it
www.facebook.com/sloowfoodthailand/
www.unisg.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

หลังจากอัดอั้นมาหลายปี ในที่สุดการเดินทางไปอิตาลีก็ไม่ได้ยากมากมายอีกต่อไป จะมีก็แต่การขอวีซ่าที่มีคิวยาว (และจุกจิกเข้มงวดมากเป็นปกติ) และการที่ยังไม่มีสายการบินที่บินตรง (เขียนในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565) เรื่องเอกสารอื่น ๆ เกี่ยวกับทางสาธารณสุขไซร้ ไป่มี

ว่าแต่ ไปตอนนี้ หน้าหนาวอย่างนี้น่ะหรือ ใครเขาเที่ยวกัน อ๊ะ ๆ อย่าได้ดูเบาไปเทียว ตามสถิติแล้ว คนอิตาเลียนก็เที่ยวกันช่วงนี้หนักไม่เบา จะเป็นรองก็แต่ช่วงหน้าร้อนที่ร้อนดับตับแตกเท่านั้น

หน้าหนาวย่อมไม่เหมือนหน้าร้อน ชื่อก็บอกอยู่ จุดหมายปลายทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวจึงต่างกันไปบ้างตามสภาพอากาศ อีกทั้งอิตาลียังเป็นประเทศที่ยาวเป็นรองเท้าบูต (ราว 1,200 กิโลเมตร) ภูมิอากาศทางเหนือกับทางใต้จึงมีความแตกต่างอย่างที่เราชาวไทยเดาได้ไม่ยาก หนาวมิลานกับหนาวปาแลร์โม (เกาะซิซีลี) แตกต่างราวกับคนละประเทศ

กลับมาพูดในปริบทคนไทยอย่างเรา ๆ เงินเก็บมีแล้ว (เพราะไม่ได้ไปไหนมา 2 ปี) อยากเที่ยวอิตาลี แต่ให้มีอันจำเป็นต้องไปตอนหน้าหนาวเท่านั้น จะไปไหนดี

สิทธิการิยะ แม่หมอขอชี้โพรงให้กระรอกน้อยดังนี้

01

เล่นสกี

เมื่อหน้าหนาวมา หิมะก็จะตก แต่ดูก่อนภราดรทั้งหลาย อิตาลีไม่ได้มีหิมะทั้งประเทศหรอกนะ อย่างโรม หิมะตกที ชาวเมืองแทบจะจัดสมโภช ในขณะที่ชาวเขาทางเหนือ เห็นหิมะเกล็ดแรกร่วมมา ก็ถอนหายใจหนึ่งเฮือกแล้วหันหลังเข้าห้องเก็บของ คว้าพลั่วและอะไรต่ออะไรไว้ เตรียมรับมือกับหิมะที่อาจจะมาปิดทางเดินจนเข้า-ออกบ้านไม่ได้

แหล่งเล่นสกีที่คนนิยมไปคือบริเวณกลุ่มเขาโดโลมีตี (Dolomiti) ที่ภาษาอังกฤษเรียก โดโลไมตส์ (Dolomites) นั่นล่ะ เหตุที่ไปที่นั่นไม่ใช่เพียงเพราะมีหิมะ หากแต่เป็นเพราะมีทิวทิศน์ที่สวยงามมาก จนแม้ในฤดูกาลอื่นก็ยังควรค่าที่จะกลับมาเยือน

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
เขาสามยอดแห่งลาวาเรโด (Tre cime di Lavaredo) ของกลุ่มเขา Dolomiti
ภาพ : trekkingblog.it
02

พิพิธภัณฑ์

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า หน้าหนาวฝรั่งมีคุณลักษณะบางประการ เช่น กลางวันสั้น อากาศหนาวเย็นยะเยือก และไม่มีดอกไม้ดอกไร่อะไรให้ชม ความหวังที่จะถ่ายรูปเก็บไว้สวัสดีวันจันทร์ทั้งปี จึงทำไม่ได้ในทริปนี้

ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงควรทำอย่างอื่นให้ถูกกรรมถูกวาระ นั่นก็คือเดินอุ่นสบายอยู่ในสถานที่ซึ่งกลางวันกลางคืนไม่ต่างกัน

…ซึ่งจะมีอะไรเหมาะไปกว่าการเดินพิพิธภัณฑ์…

พิพิธภัณฑ์ในอิตาลีมีจำนวนมหาศาล ที่แนะนำให้ไปในฤดูนี้ คือ

1. พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) แถมพ่วงไปกับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ การไปในช่วงนี้ คนจะน้อยหน่อย ความเบียดเสียดยัดเยียดก็จะน้อยลง คนยืนบังงานศิลปะก็น่าจะน้อยลงไปด้วย ที่สำคัญ คนที่ไปอัดแน่นอยู่ในวัดน้อยซีสตีน (Sistine Chapel) ก็น่าจะเบาบางไปด้วยเช่นกัน จากที่เคยไหลไปตามกระแสนักท่องเที่ยว อาจจะได้ยืนแหงนคอตั้งบ่าชมนิ่ง ๆ อย่างที่วาดฝันไว้เสียที

2. พิพิธภัณฑ์อุฟฟิตซี (Uffizi) ที่เมืองฟลอเรนซ์ เหตุผลที่ควรไปแหล่งรวมงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแห่งนี้ ในช่วงนี้ก็เหมือนกับด้านบน อ้อ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องจองตั๋วก่อนไปอยู่ดีนะ

3. หอศิลป์บอร์เกเซ (Galleria Borghese) อันนี้ชอบเป็นการส่วนตัว เพราะเล็ก กระชับ งานดีทุกชิ้น คุ้นหน้าคุ้นตามาก จำกัดเวลาและคนเข้าชม ให้เวลาเข้าชม 2 ชั่วโมงก็จริง แต่เป็น 2 ชั่วโมงคุณภาพที่อิ่มเอมมาก งานชิ้นที่ไปกี่ครั้งก็ยังเดินหมุนรอบราวกับจะเวียนเทียน และยืนจ้องอยู่นานก็คือ รอยบุ๋มจากการกดนิ้วบนต้นขาของรูปสลัก ‘การลักพาโปรสเปรีนา’ (Il ratto di Prosperina) และรอยยุบบนฟูกของ ‘เปาลีนา บอร์เกเซ’ (Paolina Borghese) มันช่างสมจริงเสียเหลือเกิน

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
การลักพาโปรสเปรีนา ผลงานของ แบร์นีนี (Lorenzo Bernini)
ภาพ : commons.wikimedia.org
รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
เปาลีน่า บอร์เกเซ ผลงานของ อันโตนีโย คานอวา (Antonio Canova)
ภาพ : commons.wikimedia.org

4. โคลอสเซียม ใช่ อยู่กลางแจ้ง แต่ก็นับเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่แนะนำให้ไปตอนหน้าหนาวเพราะแถวจะสั้น และโรมจะอุ่น

5. น้ำพุเทรวี จะได้ไม่ต้องรีบตื่นไปแต่ 6 โมงเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มทัวร์ไง

6. ปอมเปอี อันนี้ก็กลางแจ้ง ซึ่งเวลาไปในหน้าร้อน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่พอเป็นหน้าหนาว ด้วยความเป็นเมืองทางใต้ อากาศจึงเหมาะแก่การชมและอาบแดดอุ่นยิ่งนัก
ส่วนที่อื่น ๆ นั้นก็แนะนำเช่นกัน แต่ที่ที่กล่าวมานี้ ปกติคนจะแน่นมาก อาศัยช่วงพวกเศรษฐีไปสกีทางเหนือนี่ละ ที่เราพอจะเดินอ้อยอิ่งชมงานศิลป์ชิลล์ ๆ กับเขาได้บ้าง

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
ปอมเปอี
ภาพ : commons.wikimedia.org
03

ของดีช่วงเทศกาล

อย่าลืมว่าหน้าหนาวของอิตาลีคือราวธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์ หน้าหน้าวจึงมีเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่แทรกอยู่ตรงกลางด้วย

หากการเที่ยวหน้าหนาวของคุณอยู่ในช่วงสิ้นปี สิ่งที่คุณไม่น่าพลาด คือ

1. เดินตลาดคริสต์มาส ซึ่งจะมีแทบทุกเมือง ขึ้นอยู่กับว่าจะเล็ก จะใหญ่ เท่านั้นเอง

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
ตลาดคริสต์มาสที่เมืองบอลซาโน (Bolzano)
ภาพ : www.bb30.it

2. ถ้ำพระกุมาร เด็กไทยต้องทำกระทงฉันใด เด็กอิตาเลียนต้องทำถ้ำพระกุมารฉันนั้น มันคืออะไร มันคือฉากจำลองการประสูติของพระเยซู ซึ่งมิใช่แต่เพียงเด็ก ๆ จะต้องทำร่วมกันกับครูที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ธรรมเนียมการทำถ้ำพระกุมารพบได้ทั่วไปในอิตาลีช่วงวันคริสต์มาส ถ้ำพระกุมารที่ผู้คนจับตารอดูที่สุด เห็นจะไม่พ้นที่กลางจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์วาติกัน ถึงแม้ตามสถิติจะไม่ใช่ถ้ำฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็มีขนาดใหญ่มากเสมอต้นเสมอปลายมาทุกปี

โปรแกรมเที่ยว! ถ้าหนาวนี้ไปอิตาลี มีสถานที่ พิพิธภัณฑ์ กิจกรรมไหนบ้างที่ควรไปตอนหนาว ๆ
ถ้ำพระกุมาร หน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ วาติกัน
ภาพ : initalia.virgilio.it

3. เดินดูการประดับไฟ อันนี้ไม่อยากให้ตั้งความหวังไว้มาก เพราะการประดับไฟของอิตาลีจะไม่กะพริบวิบวับเหมือนไฟที่ยอดกิ่งไผ่ใต้โคมแดง หรือรั้วระแนงกับศาลพระภูมิของบ้านเรา แต่จะเป็นไฟแพตเทิร์นเดียวกัน เรียงยาวเป็นตับ และเปิดแช่เสียเป็นส่วนใหญ่ เรื่องพลุไม่ต้องพูดถึง เพลงจิงเกิลเบลก็ไม่มี ซานตาคลอสหัวเราะโฮ่ ๆ ๆ เหรอ ถามว่าเกี่ยวอะไรกับการเกิดของพระเยซูก่อน

04

ไปโรม ฟลอเรนซ์ เวนิส เซียน่า คาปรี ฯลฯ

กล่าวคือ จะไปไหนก็ไปเถอะ ยิ่งเมืองที่ตามปกตินักท่องเที่ยวแน่น ๆ ยิ่งดี เพราะช่วงนี้คนจะน้อย แต่จุดมุ่งหมายควรเป็นการเดินชมเมืองนะ เพราะบริการต่าง ๆ อาจไม่ครบถ้วนเต็มสตีมเท่า อย่างเช่น คนแจวเรือกอนโดลาในเวนิสเคยบอกว่า ถ้าอยากคุย อยากเจอกับพวกเขา หน้าหนาวเจอกันที่ภูเก็ตนะ หรือเมืองชายหาดหน้าร้อนอย่างรีมีนี (Rimini) ก็ไม่ควรไป เพราะมันไม่มีอะไรเลย นอกจากนั้น บาร์หรือแหล่งบันเทิงใด ๆ มักจะปิดกิจการในฤดูการอื่นด้วย แต่ข้อดีคือ ช่วงหน้าหนาว ที่พักจะถูก

โปรแกรมเที่ยว! ถ้าหนาวนี้ไปอิตาลี มีสถานที่ พิพิธภัณฑ์ กิจกรรมไหนบ้างที่ควรไปตอนหนาว ๆ
รีมีนี ในหน้าร้อน
ภาพ : it.hotels.com
05

ซิซีลี (Sicily)

ซิซีลีเป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี และเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของทะเลเมดิเตอเรเนียน เป็นแหล่งรวมอารยธรรมมากมายที่ซ้อนทับกันอยู่อย่างน่าสนใจ แนะนำที่นี่เพราะสิ่งที่น่าสนใจมักเป็นโบราณสถาน เมือง ทะเล วิถีชีวิต มากกว่าการไปดูใบไม้ใบหญ้า อีกทั้งหน้าหนาวที่นี่มักจะอุ่นกว่าที่อื่นด้วย กล่าวคือ ราว 11 – 12 องศาเซลเซียส อย่าคิดถึงแอร์ในห้องเรา ของจริงไม่หนาวขนาดนั้น

ก็นั่นล่ะ บอกไว้ว่าเผื่อจะต้องไปอิตาลียามหน้าหนาวแล้วไม่รู้จะไปไหน ไปทำอะไรดี

แต่ไม่ว่าจะอยู่ไทย อยู่อิตาลี อยู่ที่นี่ อยู่ที่ไหน ก็ขอให้มีความสุขกับหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงจ้ะ

โปรแกรมเที่ยว! ถ้าหนาวนี้ไปอิตาลี มีสถานที่ พิพิธภัณฑ์ กิจกรรมไหนบ้างที่ควรไปตอนหนาว ๆ
ภาพ : camminiditalia.org

แหล่งข้อมูล

www.beelovedcity.com/italy-in-winter

gretastravels.com/italy-in-winter/

clairesfootsteps.com/italy-in-winter/

mypathintheworld.com/best-places-to-visit-in-italy-in-winter/

www.bookmundi.com/t/italy-in-winter-top-7-destinations

www.bb30.it/magazine_news/I_mercatini_di_Natale_piu_belli_d_Italia.htm

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load