01

เมื่อไม่มีใครทำ คุณต้องลุกขึ้นมาทำเอง

มอนเตสซอรี่ (Montessori) คือปรัชญาการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ที่เน้นการสร้างอุปกรณ์การเรียนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็ก

ในเมืองกลาส ประเทศออสเตรีย มีโรงเรียนทางเลือกแนวมอนเตสซอรี่ที่สร้างขึ้นเพราะผู้ปกครองต้องการโรงเรียนแบบนี้แต่ไม่มีใครทำ คุณพ่อคนหนึ่งเลยลุกขึ้นมาทำเอง เราได้คุยกับผู้อำนวยการผู้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ เขาบอกว่า ลูกๆ ของเขาเรียนและเติบโตที่นี่กันหมด 

สิ่งแรกที่ลูกๆ ของเขาบอกกับพ่อคือ ถ้าพ่อจะทำโรงเรียนให้พวกเขา ขอให้โรงเรียนนั้นไม่มีการบ้าน เพราะเด็กๆ จะได้มีเวลาที่ทำสิ่งอื่นๆ ที่เขาสนใจ

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

โรงเรียน SIP Knallerbse นี้มีตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมปลาย เราไปโรงเรียนนี้กับรถโรงเรียนที่มารับเด็กๆ ในเมือง

สิ่งน่าทึ่งสิ่งแรกของที่นี่คือ เมื่อเรียนไปได้สัก 2 ชั่วโมงจะมีเสียงกระดิ่งดังขึ้น ทุกคนวิ่งออกจากห้องเรียนกันหมดแล้วไปที่สนามหลังโรงเรียน กระโดดบันจี้จัมพ์ เล่นบาส เตะบอล วิ่งเล่นบนเนินป่าหลังโรงเรียน เล่นๆๆ นานสักครึ่งชั่วโมงได้ ค่อยกลับเข้าไปในห้องเรียนต่อ โดยไม่มีกระดิ่งเรียกเข้า

ครูบอกว่า สมาธิคนเราไม่ได้ยาวขนาดนั้น เด็กๆ และครูที่จดจ่ออยู่กับการเรียนการสอนตั้ง 2 ชั่วโมงแล้ว ควรได้ออกไปยืดเส้นยืดสาย บริหารร่างกาย ใช้มือไม้ ออกแรง แล้วก็ยังดีกับหัวใจ เด็กๆ ต่างห้อง ต่างวัย ได้เล่น ได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วยกันอีก นั่นคือการให้ความสัมพันธ์กับการพัฒนาที่สมดุลของหัวสมอง ร่างกาย และจิตใจ ในแต่ละวันนั่นเอง

ไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ของโรงเรียนมอนเตสซอรี่ มันเพียบพร้อมและเต็มไปด้วยการคิดมาก เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละวัยอยู่แล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนพาเราเดินไปแต่ละห้อง ที่นี่มีการเรียนแยกระดับเป็น อนุบาล ประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย แต่ไม่มีการจัดห้องเรียนแบบหันหน้าเข้าหากระดานดำหรือเรียนเป็นวิชา แต่เรียนเป็นโปรเจกต์ แต่ละคนจะวุ่นอยู่กับโปรเจกต์ต่างๆ มากมาย

ลูกชาย ผอ. อวดโครงการปลูกปั้นทำแอนิเมชันเรื่อง ‘กล้วย’ เขาชอบกินกล้วยมาก จึงสนใจเรื่องราวของกล้วยว่ามีความเป็นมาอย่างไร เติบโตอยู่ที่ไหนบ้าง และเป็นไปได้อย่างไร ที่เขาจะปลูกกล้วยในบ้านเมืองของเขาได้บ้าง

เราถามว่าจะวัดผลการเรียนรู้กันอย่างไรที่นี่ เด็กๆ ตอบว่า แต่ละคนมีแฟ้มผลงาน ความสนใจของตัวเอง และประเมินตัวเองอยู่ตลอด

02

อำนาจไม่นิยมในห้องเรียน

ความสัมพันธ์ของครูกับเด็กเป็นเหมือนเพื่อนและอยู่ในระดับเดียวกันมากกว่าผู้มีอำนาจสั่งการหรือสั่งสอน เด็กคนหนึ่งบอกกับเราว่า

“ถ้าพวกเขารู้สึกกลัวครูของพวกเขา แสดงว่าครูของพวกเขามีอำนาจเหนือเด็กเกินไปแล้ว และเด็กๆ ต้องพูดคุยกับครูของพวกเขาเรื่องนี้ให้ได้” เราถามถึงตัวอย่างของบทสนทนาเรื่องอำนาจเหนือนี้ของครูกับเด็ก

เด็กๆ เล่าให้ฟังว่า พวกเขามีห้องพิเศษที่เป็นห้องแสดงสีของความรูัสึก

เด็กๆ และครูจะเข้าไปอยู่ในห้องนั้นด้วยกันเงียบๆ และแต่ละคนก็จะระบายสีของความรู้สึกของตัวเองออกมา

แล้วก็นำมาพูดคุยกัน โดยเรื่องที่พูดคุยนั้นจะเป็นความลับ ไม่เอาออกมานอกห้อง

ด้วยกระบวนการนี้ เด็กๆ รู้สึกว่าพวกเขาได้พูดคุยถึงความรู้สึกของพวกเขากับครู กับเพื่อนๆ อย่างแท้จริงและปลอดภัย

กระบวนการรับฟังกันในห้องเงียบนั้นลดการใช้อำนาจเหนือของผู้ใหญ่กับเด็ก ครูกับนักเรียน ได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะทุกคนต่างได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาโดยไม่มีการตัดสินซึ่งกันและกัน

ลูก ผอ. บอกว่า ที่นี่ไม่เรียกพ่อว่าพ่อ และไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ในการเป็นลูก ผอ. ของโรงเรียน

ขณะเดียวกัน ความเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง คนอายุมากกว่าจะมาบอกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน เป็นข้ออ้างในการห้ามปราม หรืออนุญาตให้ทำหรือไม่ทำไม่ได้ เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เคยเหมือนกัน แต่ละคนต้องได้มีประสบการณ์ที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ถ้าไม่ปล่อยให้แต่ละคนได้ล้มลุกคลุกคลานกันเองบ้าง เขาอาจจะลุกไม่เป็นเลย

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

03

ยิ่งรู้จักตัวเองเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

เมื่อเราถามถึงปลายทางว่าเด็กๆ ที่นี่จบแล้วไปต่ออย่างไรกัน ผอ. เล่าให้ฟังว่า ที่ออสเตรียมีระบบการเรียนแบบหนึ่งที่เมื่อจบมัธยมต้นแล้วเลือกได้ว่าอยากจะประกอบอาชีพอะไร แล้วก็ไปมีประสบการณ์กับสิ่งนั้น โดยไม่ต้องมาโรงเรียนสักเท่าไหร่ก็ได้ เช่นเด็กที่รู้ว่าอยากเป็นช่างซ่อมประปา ช่างภาพ ช่างเสริมสวย ก็ไปฝึกงานอยู่กับช่างตัวจริงในสถานประกอบการนั้นๆ เลย

 ทางโรงเรียนและผู้ประกอบการต่างๆ ในเมืองส่วนใหญ่จะลงทะเบียนกับรัฐเพื่อให้รับเด็กเข้ามาฝึกงานได้ การเรียนแบบนี้ทำให้เด็กๆ ได้ทดลองค้นหาสิ่งที่ตัวเองคิดฝันอยากเป็นตั้งแต่ระดับมัธยม ไม่ต้องรอจนเรียนจบมหาวิทยาลัย เหมือนกับเป็นทางลัดให้กับชีวิต

“ยิ่งรู้จักตัวเองเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เด็กๆ จะได้ไม่เสียเวลากับการทดลองค้นหาการใช้ชีวิต”

ต่างกับการศึกษาในระบบบ้านเรา ที่ยังให้เด็กนักเรียนที่จบมัธยมต้นต้องเลือกสายการเรียนวิทย์หรือศิลป์ เด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เห็นโลกมากมาย จึงยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบ รัก หรือโตขึ้นจะเป็นอะไร เพราะระบบการศึกษาในบ้านเรา ตั้งแต่สมัยอนุบาล ประถม ถึงมัธยม ยังขังเด็กอยู่ในห้องเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น

ระบบการศึกษาแบบนั้นในบ้านเรายังไม่เอื้อให้เด็กออกไปทดลองใช้ชีวิตทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าอยากเป็น ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขจริงๆ บ้านเราอาจไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรไปมากมายเพื่อจำกัดให้เด็กๆ ท่องตำราสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ในห้องเรียน ในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้รู้ว่านำไปใช้งานอย่างไรในชีวิตข้างหน้าสักเท่าไหร่

มหาวิทยาลัยต้องไม่เป็นปลายทางคอขวดที่บีบตันคับแคบสำหรับเด็กมัธยมเป็นจำนวนมาก เพราะเด็กๆ ได้เห็นและผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงนอกห้องเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

04

ห้องเรียนดนตรีที่ส่งเสียงของการฟัง

คนเมืองนี้บอกเราว่า คนที่นี่ไม่ทักกันว่า เล่นดนตรีเป็นหรือเปล่า แต่จะถามว่าเล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหน 

ประเทศนี้เป็นเมืองเกิดของนักแต่งเพลงคลาสสิกดังๆ ชื่อใหญ่หลายคน อาทิ โมสาร์ท บีโธเฟน เดินไปที่ไหนในเมืองก็จะเห็นคนมีเครื่องดนตรีติดตัวเป็นอาวุธได้ทั่วไป

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

เราเลยอยากรู้ว่าที่นี่เขาเรียนและสอนดนตรีกันอย่างไร แล้วก็มีโอกาสได้ตามลูกเพื่อนอายุ 6 ขวบไปเรียนร้องเพลง

“ตั้บ ปาดับตั๊บตับ” เสียงเด็กๆ ร้องกระโดดดังสนั่นออกมาจากห้องสอนร้องเพลง พอโผล่เข้าไปดู นักเรียนและครูกำลังร้องและเต้นกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อมีโอกาสได้คุยกับครูสอนร้องเพลงที่แท่นเปียโน ระหว่างคุยกันครูก็เล่นเปียโนคลอให้ฟังตลอด ถามถึงความจำเป็นในการเรียนร้องเพลงเรียนดนตรี ว่ามันเป็นเรื่องของงานอดิเรกที่ควรส่งให้ลูกหลานเรียนรึเปล่า

ครูตอบว่า มันจำเป็นและสำคัญกว่านั้น ถ้าอยากให้เด็กรู้จักการฟังเสียงของตัวเองและเสียงของคนอื่น เราควรส่งลูกให้ได้เรียนดนตรีและร้องเพลงตั้งแต่ยังเด็ก ยิ่งเล็กได้เท่าไหร่ยิ่งดี

การที่เด็กได้เรียนร้องเพลง เขาต้องหัดฟัง ทั้งทำนอง จังหวะ ถ้อยทำ ที่เรียงร้อยกันเป็นเพลง และดนตรี ที่ส่งตรงไปยังคลื่นและจังหวะเต้นของหัวใจมนุษย์ได้เร็วและทำให้รู้สึกได้มากที่สุด

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

เพลงและดนตรี ถือเป็นสื่อศิลปะที่ทำงานกับหัวใจ ทำให้เรารู้สึกกับสิ่งใดๆ ก็ตามได้รวดเร็วที่สุดแล้ว

เมื่อเด็กได้ร้องเพลงกันเป็นวงคอรัส เด็กต้องหัดฟังเสียงคนอื่น ฟังเสียงคนรอบข้าง ฟังเสียงคนในวง และรอจังหวะที่จะเปล่งเสียงร้องของตัวเอง ให้ประสานกัน

“เรื่องเหล่านี้สำคัญกว่าการร้องเพลงเป็น ร้องเพลงเพราะ ใช่หรือเปล่าล่ะ” ครูหยุดเสียงเปียโนแล้วหันมาถามเรา

เราแค่ตอบไปว่า กลับไปจะซื้อเครื่องดนตรีให้หลานชิ้นหนึ่งทันทีค่ะ แต่จริงๆ คือ วาดภาพเห็นภาพตัวเองกลับไปเป็นนักเรียนเรียนเขียนดนตรีแล้วล่ะ

05

ห้องเรียนวงใหญ่ที่แสนไพเราะ

ไปห้องเรียนสอนร้องเพลงเล่นดนตรีเด็กเล็กแล้ว เราก็ได้มีโอกาสเห็นคลาสเรียนพิเศษของนักศึกษาดนตรีที่มาสอนเด็กตามบ้าน

ลูกชายคนที่สองของเพื่อนเล่นไวโอลินตั้งแต่เล็ก แต่เพิ่งมีโอกาสได้เข้าวงออร์เคสตราของชุมชนในเมืองกลาส

และกำลังจะมีการแสดงในอีกไม่กี่วัน ครูพิเศษเลยมาสอนที่บ้าน ครูนักศึกษาคนนั้นบอกว่า ที่บ้านเธอทุกคนเป็นนักดนตรีคลาสสิกหมด

คุณปู่ของเธอก็ยังเล่นเชลโลตัวใหญ่ และจะขึ้นแสดงดนตรีด้วยกันด้วย เธอบอกว่าดนตรีคลาสสิกเปรียบเสมือนเรื่องชีวิตประจำวันของเธอ

เราบอกเธอว่า สำหรับคนทั่วไป ดนตรีคลาสสิกเหมือนอยู่บนหิ้ง เป็นดนตรีของคนชั้นสูง เธอบอกว่ามีประวัติศาสตร์ที่ทำให้เป็นแบบนั้น

แต่สำหรับเธอ ดนตรีชนิดไหนก็ทำหน้าที่ของมัน คือช่วยปลอบประโลมจิตใจมนุษย์ได้เหมือนกัน

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

อีกไม่กี่วันต่อมา เราได้รับบัตรไปดูคอนเสิร์ตออร์เคสตราด้วย สถานที่แสดงดนตรีอยู่ออกไปนอกเมือง ต้องนั่งรถบัสไปจนเกือบสุดสาย ขี่จักรยานไปไม่ได้ สถานที่แสดงเป็นเสมือนโรงนาเก่าที่ปรับปรุงมาเป็นโรงแสดงมหรสพ และร้านอาหารในฟาร์มเล็กๆ บรรยากาศดีมากๆ

คนที่ไปจะนำอาหารจากบ้านตัวเองไปวางไว้บนโต๊ะ บ้านเพื่อนเราอบขนมปังและคุกกี้ไปวางสมทบ เขาเรียกกันว่า Potluck ใครมีอะไรก็เอาไป ไม่ได้นัดเมนูกัน ทางตะวันตกเวลามีปาร์ตี้มักทำกันแบบนี้ และน่าแปลกใจว่าทุกครั้งจะมีอาหารและเครื่องดื่มทุกประเภทครบ และเพียงพอให้ทุกคนที่มางานได้อิ่มหนำสำราญ

เป็นการได้เข้าไปดูวงดนตรีออร์เคสตราแสดงสดอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกของเรา เพลงแล้วเพลงเล่าที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเกือบร้อยชิ้น เกือบร้อยคน ประสานเป็นเสียงเพลงและท่วงทำนองที่เข้าถึงก้นลึกของจิตใจเราได้อย่างมหัศจรรย์ ไม่รู้จะหาคำวิเศษณ์ที่ไหนมาบรรยายความรู้สึกที่เราได้อยู่ตรงนั้นออกมาได้จริงๆ

สิ่งที่ตราตรึงในความรู้สึกเรามากที่สุดคือวาทยากร ดูในทีวี เราก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรของเขา โบกไม้โบกมือไปมา

แต่พอได้อยู่ตรงนั้น เรารับรู้ได้ถึงพลังการเคลื่อนไหวทุกปลายนิ้วมือและใบหูของวาทยกร ว่าต้องมีความพลิ้วไหว พร้อมกับแข็งแกร่งที่จะพาวงไปด้วยกัน ดนตรีตัั้งเกือบร้อยชนิด นักดนตรีเกือบร้อยคน ที่มีความแตกต่างกันออกไป ถ้าไม่มีวาทยากรคอยสะบัดโบกพากันไป วงอาจจะเป๋ไปทางนั้นทางนี้

เรากลับรู้สึกว่า วาทยากรก็คงเหมือนกับ ‘ผู้นำของประเทศ’ ที่ต้องรู้จักฟังเสียงของประชาชนที่แตกต่าง หลากหลาย

แล้วประสานความแตกต่างนั้นให้เป็นบทเพลงที่ไพเราะและมีพลังไปด้วยกัน

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

สนใจเพิ่มเติมเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนทางเลือกนานาชาติ ติดตามรายการบินสิ! Fly again ได้ทาง Thai PBS

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01

ปรับหลักสูตรให้ทันโรค

เราได้ยินว่า โรงเรียนนี้ถึงกับปิดโรงเรียนเป็นปี หลังจากเปิดมาได้ทศวรรษ เพื่อทบทวนว่าแนวทางโรงเรียนใน 10 ปีข้างหน้าต่อไปจะเป็นอย่างไร และทุก 10 ปี เขาจะหยุดโรงเรียนเกือบทั้งปี เพื่อที่จะตั้งคำถามไปข้างหน้า 10 ก้าวว่า โลกน่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร และการเรียนรู้แบบไหนคือคำตอบ

เหมือนกับโรงเรียนทั่วโลกในตอนนี้ที่ต้องหยุดและถอยให้กับ COVID-19 ที่มาล็อกดาวน์เรากันถ้วนหน้า อย่างที่เรากะพริบตากันไม่ทัน

02

ไปเป็นติ่งกันเถอะ

Ha-Ja ในภาษาเกาหลี แปลว่า Let’s Go ไปกันเถอะ!

ปี 2000 เมื่อ 20 ปีที่แล้วในการประชุมการศึกษาทางเลือกที่เรียกว่า IDEC International Democratic Education Conference จัดขึ้นที่นิวยอร์ก ตอนนั้นตัวเองได้ไปร่วมในฐานะนักเรียนฝึกสอนของโรงเรียนอัปปาทีนาส์ นักการศึกษาจากเกาหลีใต้คนหนึ่ง ฮาแทอุก (Ha Tae-wook) ทำเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการศึกษาในเกาหลีใต้ เขาบอกว่า อีก 10 ปีข้างหน้า โลกจะต้องรู้จักเกาหลีใต้ด้วยการส่งออกอุตสาหกรรมบันเทิงทางวัฒนธรรม ด้วยภาพยนตร์ ดนตรี อาหาร ศิลปะ

ทุกครั้งที่ดูซีรีส์เกาหลี ใช้เครื่องสำอางเกาหลี ฟังดนตรีเคป๊อป และทำข้าวผัดกิมจิ เราจะนึกถึงคำของศาสตราจารย์คนนั้น

ย้อนกลับไป 10 ปี ในปี 2010 จนถึงปัจจุบันโลกกลายเป็นติ่งเกาหลีไปหมดแล้วตามที่ศาสตาจารย์ Ha Tae-wook ได้ประกาศก้องไว้

50 ปีก่อน เกาหลีเป็นประเทศที่แพ้สงคราม ต้องแบ่งแยกประเทศออกเป็น 2 ส่วน 2 ระบบการปกครอง

เกาหลีใต้เร่งพัฒนาชาติด้วยอุตสาหกรรมบันเทิงและด้วยทรัพยากรบุคคล การศึกษาถูกใช้เป็นสายพานพัฒนาชาติอย่างบ้าคลั่ง สถิติการฆ่าตัวตายไต่ระดับสูงขึ้นพร้อมกับการพัฒนาชาติ คนในชาติเริ่มจับสังเกตได้ว่า หากโตด้วยติ่งน้ำตาแบบนี้ ด้วยการศึกษาความเร็วสูงแบบนี้ ‘แฮงบก’ หรือคำว่า ‘ความสุข’ จะหายไป จึงเริ่มมีทางเลือกทางการศึกษาที่จัดโดยกลุ่มนักการศึกษา ครู ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายๆ รูปแบบ

Haja Center เป็นโรงเรียนทางเลือกหนึ่งที่เกิดขึ้นอันดับต้นๆ ในกรุงโซล

ศาสตราจารย์เฮจอง สังกัดมหาวิทยาลัยชื่อดังในสามอันดับต้นของโซล ที่ขึ้นต้นด้วยตัว Y

เราพบศาสตราจารย์เฮจองครั้งแรกที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ปี 2000 ในการประชุมการศึกษาทางเลือก Global Gathering เฮจองเล่าให้ฟังว่า เขาเปิดโรงเรียนที่เรียกได้ว่าเป็นโรงงานผลิตความคิดสร้างสรรค์ เป็นเหมือนแล็บทดลองให้เด็กได้ประกอบการความฝัน

เราได้ยินเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หัวใจแทบหยุดเต้น อยากว่ายน้ำข้ามคาบสมุทรไปโซลทันที

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าเราจะได้ไปจริงก็เข้าไป 20 ปี

งานวิจัยของศาสตราจารย์เฮจองพบว่า สถิติของเด็กออกจากโรงเรียนกลางคัน (Drop Out) มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน เด็กๆ ที่อยากจะ ‘เท’ โรงเรียนพวกนี้รู้สึกว่า โรงเรียนที่ไม่ได้สร้างการเรียนรู้จะอยู่ไปทำไม พวกเขาจึงเลือกที่จะเดินออกมากลางทางจากโรงเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาลาออกจากการเรียนรู้

พื้นที่รองรับการแสดงออกทางความคิดอย่างสร้างสรรค์และเท่าทันความทุกข์ของเยาวชนในเกาหลีใต้ช่วงนั้น เป็นสิ่งที่ศาสตาจารย์เฮจองคิดว่าน่าจะเป็นแบบโรงงาน สตูดิโอ ที่เป็นแล็บให้เด็กผลิตงานแสดงออกจากศิลปะ วัฒนธรรม อย่างสนุกสนานบนเบื้องหลังของความคิดที่เป็นอิสระและแรงกดดัน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

Haja Center เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ธันวาคม ปี 1999 มีชื่อเต็มๆ ว่า Seoul Youth Factory for Alternative Culture ด้วย 2 เหตุผล เหตุผลแรกอย่างที่ว่าไปข้างต้น และอีกเหตุผล เนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านอินชอน ซึ่งเป็นย่านที่มีสถานบันเทิงตอนกลางคืน มีเด็กวัยรุ่นตายถึง 56 คน

คำถามที่คนทั่วไปถาม คือทำไมเด็กวัยรุ่นที่ตามกฎหมายแล้วยังดื่มสุราและเข้าผับไม่ได้ ถึงได้ไปตายในผับเป็นจำนวนมาก

แต่ผู้ร่วมก่อตั้ง Haja กลับคิดว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาถามสังคมว่า เราไม่มีสถานที่ดีกว่านี้ให้เด็กวัยรุ่นไปรวมหัวกันแล้วหรือ วัยรุ่นไม่ใช่ตัวปัญหา สังคมต่างหากที่ไม่เปิดพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออก คลับ 999 เป็นสตูดิโอแรกๆ ที่เกิดขึ้นใน Haja Center เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ว่า สังคมต้องสร้างพื้นที่แสดงออกและบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ให้พวกเขา

03

โอปป้าบินมาอาสา

วันหนึ่งฟ้าก็ส่งโอปป้ามาเป็นอาสาสมัครให้เรา ประมาณ 10 ปีที่แล้วที่เรายังทำศูนย์การเรียนทางเลือกเล็กๆ เพื่อเด็กชายขอบที่สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เราได้รับอีเมลจาก Haja Center ว่ามีเด็กนักเรียน 2 คนที่สนใจอยากทำโปรแกรมอาสาสมัครมาอยู่ที่ประเทศไทย 3 เดือน เราเขียนอีเมลตอบกลับไปว่า เด็กมัธยมจริงๆ หรือที่อยากจะบินมาเองถึง 3 เดือนเพื่อที่จะมาเป็นอาสาสมัคร ทาง Haja ยืนยันว่าเด็กนักเรียนของเขาดูแลตัวเองได้ ออกแบบการเรียนเองได้ และทาง Haja อนุญาตให้เป็นหลักสูตรออกแบบร่วมกันระหว่างเด็ก โรงเรียน และเรา

ไฮยาชิ และ ชิเคง เป็นเด็กที่ตลอดเวลาการมาอยู่กับเรา 3 เดือน เล่นเป็นผู้กำกับการเรียนรู้ของพวกเขาเอง โปรเจกต์ที่พวกเขาตัดสินใจทำ คือการทำงานศิลปะกับเด็กๆ ชาติพันธุ์ในหมู่บ้าน ด้วยวัตถุดิบที่มีในพื้นที่มีให้ ตั้งแต่ทุ่งนา ป่าเขา สายฝน ต้นไผ่

ไฮยาชิ เขียนตำนานนิทานพื้นบ้าน บนฝาผนังบ้านไม้ไผ่ของชาวบ้าน

ชิเคง ทำเครื่องดนตรีจากกระบอกไม้ไผ่กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

ภาษาที่แตกต่าง ไม่เป็นอุปสรรคการเรียนรู้ได้เลย เขาทั้งสองใช้ศิลปะและดนตรี ฝ่าข้ามกำแพงนั้น

โรงเรียนแบบไหนกันที่เปิดน่านฟ้าให้เด็กมัธยม 2 คนที่เพียงได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับโรงเรียนเล็กๆ ชายขอบไทยพม่า ก็อยากจะบินมาเป็นอาสาสมัครได้โดยคิดหน่วยกิตให้ด้วย ถ้าโรงเรียนนั้นไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเด็กเพียงพอ และมองเห็นโอกาสสร้างสมรรถนะในการรู้ที่จะเรียน และเรียนอย่างไรด้วยตัวของผู้เรียนเอง เป็นหลักสูตรในหลักสูตรที่คิดใหม่ ทำใหม่ โดยตัวผู้เรียนเองอย่างแท้จริง เมื่อกลับไป ทั้งสองคนนี้ตัดสินใจไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เป็นผู้ประกอบการสร้างกิจการเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมเล็กๆ ของพวกเขาเอง

04

ปัดฝุ่นปีกที่พับไว้

ปี 2018 อีกเกือบ 20 ปีจริงๆ ตั้งแต่ที่เราได้ยินเรื่อง Haja Center และได้โอกาสไปสัมผัสจังหวะหัวใจใหม่ของตัวเอง

เหตุผลที่เราไปอาจจะไม่ใช่ไปดูโรงเรียน Haja ซะทีเดียว แต่เราไปยื่นเอกสารสมัครเรียนทุน ป.โท สาขากำกับภาพยนตร์ที่มหาลัยศิลปะชั้นนำแห่งหนึ่งในโซล ทั้งที่เขาบอกว่าส่งทางไปรษณีย์ได้ แต่เราบอกว่า เราจะไปยื่นใบสมัครด้วยตาตัวเอง

จากกล้องตัวแรกที่ขอพ่อซื้อตอนประถมห้า ทำให้เราสัญญากับตัวเองว่า จะต้องทำหนังให้พ่อได้ดูก่อนพ่อตาย ตอนน้ั้นพ่อเพิ่งหายจากโรคมะเร็ง เราจึงคิดว่า โอกาสนี้ล่ะนะที่เป็นของเรา ทำไมเกาหลีใต้ถึงส่งออกวัฒนธรรมบันเทิง และมีอิทธิพลไปทั่วโลกได้จริงอย่างที่เขาวางไว้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เราจึงเลือกที่จะมุ่งไปที่นั่น

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

โอกาสการไปเยือน Haja Center เป็นเรื่องรองที่ไม่แพ้เรื่องแรก ก้าวแรกที่ได้เข้าไปเยือนสตูดิโอต่างๆ ที่เพื่อนครูพาเดินชม ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในมหาวิทยาลัยมากกว่าโรงเรียนมัธยม แต่ละสตูดิโอของการเรียนรู้ใจกลางเมืองโซล มีสตูดิโอประหยัดพลังงาน ปรับอุณภูมิได้ด้วยกำแพงฉาบด้วยดิน และแผงปะจุุกำแพงที่บุด้วยเสื้อผ้ามือสองที่มีเหลือเฟือในความเป็นอยู่ของเมือง แทนที่จะต้องไปหาฟางที่เป็นวัสดุที่อยู่ในต่างจังหวัด นับเป็นการประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์ตามต้นทุนที่พวกเขามี

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

กระบะปลูกข้าวที่ลานจอดรถ ถังเก็บน้ำฝนบนอาคารเพื่อสำรองน้ำใช้ในสวนผักแนวตั้ง แปลงผักบนดาดฟ้าสำหรับชุมชนรอบๆ โรงเรียน คาเฟ่คลับของแม่ๆ ที่มีเวลาว่างจากงานบ้านมาสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันในโรงอาหารของโรงเรียน สตูดิโองานไม้จากไม้อัดลังของโชว์รูมขายรถเบนซ์ที่เด็กๆ ไปขอมาไว้ใช้ทำโต๊ะหนังสือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในโรงเรียน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สตูดิโอจักรยานมือสองซึ่งไปรวบรวมจักรยานเก่าๆ ที่ชาวเมืองไม่ใช้แล้ว มาประกอบเป็นจักรยานปั่นไปทำแผนที่ชุมชนรอบเมือง และปั่นเป็นเครื่องเก็บไฟเวลาโรงเรียนมีงานคอนเสิร์ตหรือไฟดับ

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สตูดิโอโมเดิร์นที่มีเวที ฉาก เครื่องไฟ อุปกรณ์การถ่ายทำ ตัดต่อภาพเคลื่อนไหว แอนิเมชัน กราฟิก แบบ Full HD ออกอากาศตามสถานีได้

ทุกมุมทุกห้องสตูดิโอใน Haja Center เปรียบเสมือนห้องเรียนในฝัน ที่จับต้องความฝันของเด็กวัยมัธยมได้จริงๆ ก่อนที่จะเลือกไปมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ได้ โดยมีงบกลางจากรัฐเป็นผู้สนับสนุน ทางโรงเรียนเพียงเขียนเสนอทรัพยากรที่พวกเขาอยากจะได้ แม้แต่อาคารเรียนนี้ ก็ได้มาจากการที่กลุ่มศาสตราจารย์ที่ก่อตั้งโรงเรียนนี้เห็นว่า รัฐมีอาคารที่ไม่ได้ใช้ให้สมประโยชน์ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอยอยู่มากมาย ทำไมไม่เอามาทำเป็นสถานประกอบการทางการศึกษาที่ดำเนินงานโดยเอกชนที่มีศักยภาพเสียเองล่ะ

3 เดือนหลังจากกกลับมาจากเกาหลีใต้คราวนั้น เราได้รับอีเมลจากมหาวิทยาลัยศิลปะที่เราไปสมัครเรียน ป.โท ว่า เราไม่ได้รับทุนการศึกษา เราต่อสายตรงไปที่มหาวิทยาลัยทันที เพื่อขอเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ได้ เพื่อจะได้ปรับปรุงต่อไปในปีหน้า ทางมหาวิทยาลัยบอกว่า คนสมัคร 6,000 คน มีทุนให้ 6 ทุน ไม่ต้องเสียใจและไล่บอกเหตุผลแต่ละคนไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมถึงไม่ได้ เราร้องไห้ถอดหายใจอยู่สามวัน

05

ซักผ้าไม่ต้องเข้าเครื่องซักผ้าก็ได้ : มหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบเสมอไป

ใครจะรู้ว่า ปีต่อมา เราได้กลับไปยืนร้องไห้อีกรอบที่หน้ามหาวิทยาลัยที่ไม่ให้ทุนการศึกษาเราในปีก่อน โดยที่ไม่ได้ไปเรียน เราก็ได้กลับไปกำกับภาพยนตร์สารคดี บินสิ! ของเราเอง และวันเปิดกล้องเราก็ได้พบและสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ที่เราหวังว่าจะได้ไปเรียนกับเขาในมหาวิทยาลัยนั้น อีชางดง (Lee Chang-dong) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Burning ที่ได้รางวัลระดับคานส์ และฝากฝังตัวเป็นลูกศิษย์แบบแอบพักลักจำกันอยู่ห่างๆ

อีชางดง เล่าให้เราฟังว่า เขามีเรื่องใบไม้สีม่วงในวัยเด็กเหมือนกัน แต่ของเขาต่างจากเราตรงที่เขาเจอครูที่ไม่ฆ่าจินตนาการของเขา วัยเด็กเขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน แม้แต่สีเทียนยังไม่มีใช้ เวลาครูให้วาดภาพ เขาต้องรอสีที่เหลือจากเพื่อนๆ และสีที่เหลือมักจะเป็นสีที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่น สีม่วง สีเทา วันนั้นที่ครูบอกให้วาดภาพป่าไม้ เขาใช้สีเทาและสีม่วง ระบายสีป่าไม้ของเขา ครูกลับบอกว่า เขามีความคิดสร้างสรรค์และได้รางวัลชนะเลิศ

ต่างกับครูของเราที่คอยสกัดความฝันด้วยการบอกว่า ใบไม้สีม่วงไม่มีจริง วาดอย่างนี้จะไม่ได้รางวัล

เหมือนการได้พบกับเรื่องราวของ ลุงอีชางดงและ Haja Center จะปลอบใจเราว่า ‘แควนชันนา’ ในภาษาเกาหลีที่บอกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอกนะ’ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบของการเรียนรู้เสมอไป คนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เดินทางเติบโตไปกับความฝันของเขาได้ ถ้าเขายัง ‘รักที่จะเรียนรู้’

แน่นอน น้ำตาที่ไหลหน้ามหาวิทยาลัยศิลปะแห่งนั้น ในรอบนี้เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจและเชื่อใจในความรักที่จะเรียนรู้ของตัวเราเองเสมอมา

Haja Center บอกเราเสมอว่า ทุกคนเป็นผู้ประกอบการความฝันของตัวเองได้ ณ ที่ตรงนั้น ณ ที่ตรงนี้ ตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สายพานที่สังคมวางไว้ก็ได้จริงๆ

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

06

ถอยสามก้าวสิบ

Haja Center แบ่งได้เป็น 3 ยุคสมัย

สมัยแรก ปี 1999 – 2006 จัดกระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบของสตูดิโอที่เน้นไปทางดนตรี ศิลปะร่วมสมัย การออกแบบกราฟิก กิจกรรมสร้างสรรค์ทั้้งหลาย

สมัยที่ 2 ปี 2006 – 2010 เริ่มมีโครงการผู้ประกอบการเพื่อสังคมสำหรับเยาวชน ทำให้เขาได้สำรวจอาชีพในเชิงเศรษฐกิจเพื่อสังคม

สมัยที่ 3 ปี 2010 – ปัจจุบัน เริ่มสร้างชุมชนต่างวัยให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เยาวชน ผู้ใหญ่ คนสูงวัย เป็นลักษณะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน เน้นเรื่องการพึ่งตนเอง การร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมสาธารณะที่ดีขึ้น

จะเห็นได้เลยว่า ทิศทางของ Haja Center ปรับและเปลี่ยนในทุกทศวรรษ จากการเน้นเรื่องการสร้างปัจเจกชนที่มีพื้นที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ทศวรรษที่ 2 ก็พบว่าแค่นั้นไม่พอ การสร้างผู้ประกอบการทางความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นให้อยู่รอดทางเศรษฐกิจเพื่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญ

และมาถึงทศวรรษที่สามของ Haja Center การสร้างชุมชนที่มีความสัมพันธ์ระหว่างวัยและทักษะการที่ยั่งยืน คือการพึ่งตัวเองได้ในการสร้างปัจจัยพื้นฐานของชีวิต เป็นสิ่งที่สร้างให้สังคมดีขึ้น

ระหว่างทศวรรษ Haja Center ถอยหยุดพัก เพื่อทบทวน ประมวลผลสิ่งที่พวกเขาเดินกันมา เพื่อที่จะก้าวต่อไปอีก 10 ปีอย่างเข้าใจและเท่าทันสังคมที่เปลี่ยนไปไวกว่าตาพวกเขาจะเห็น

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

07

ตั้งคำถามกับการศึกษา หาคำตอบจากการเรียนรู้

ถ้ามีโอกาสได้กลับไปที่เกาหลีใต้อีกครั้ง เราอยากกลับไปคุยกับ Haja Center เรื่องเหตุการณ์โรคระบาด วิกฤตสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงขึ้นกว่าเดิมนี้ เราเชื่อเหลือเกินว่า พวกเขาจะถอย ทบทวนกันอีกรอบ เพื่อที่จะก้าวต่อไปใหม่ อย่างเท่าทันกับโรคและโลกเร็วขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วบ้านเราเองล่ะ ฟังสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาว่า เราจะเลื่อนเปิดเทอมการศึกษาของเด็กนักเรียนออกไป 2 เดือน ระหว่าง 2 เดือนนี้ ท่านได้กล่าวว่า สำหรับเด็กชั้นประถม การเรียนออนไลน์หรือทางไกล เรามีหลักสูตรการเรียนทางไกลที่ใช้กันมานานแล้ว ก็เพียงพอแล้วสำหรับพื้นฐาน

ในฐานะที่เป็นคนสนใจเรื่องการศึกษาคนหนึ่ง อยากบอกว่าเรากำลังเสียโอกาสที่จะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างให้เด็กและเยาวชนของเราเรียนรู้ หลักสูตรที่คิดมาเป็นทศวรรษเพื่อส่งให้ห้องเรียนเรียนแบบเหมารวม จะมาทันสมัยกับยุค COVID-19 บุกโลกได้อย่างไร อาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาจากยุคปัญญาประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 20 นี้ เป็นสิ่งที่หลักสูตรที่สร้างเมื่อทศวรรษที่ 19 ไม่ได้บรรจุไว้สอนแน่นอน

ลองทำการบ้านส่องมองเรื่องของการจัดการศึกษาเรียนรู้รอบๆ บ้านเราได้ อาทิ Haja Center นี้

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สิ่งที่เราจะทำในเวลาที่ต้องถอยกลับกันมาหลายก้าวในตอนนี้ เป็นโอกาสในการสร้างหุ้นส่วนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ จากการให้โรงเรียน ครู และกระทรวง เป็นศูนย์กลางถือหุ้นการศึกษาเป็นใหญ่ โอนให้ผู้เรียนเอง ผู้ปกครองเอง ชุมชนเอง สังคมเอง ถือหุ้นการศึกษาเป็นศูนย์กลาง

แล้วกระทรวง ครู ระบบ เป็นแค่ ‘เวที’ หรือ ‘ก้อนหินให้พวกเขาก้าวข้าม’ ผู้หนุนเสริมให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง บ้านชุมชน สังคม ได้เป็นนักแสดง ผู้เล่น ผู้กำกับ นักออกแบบเรียนรู้จากปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับชีวิตแต่ละคนของพวกเขา เรียนที่จะรู้ว่าจะเรียนอย่างไร เรียนไปเพื่ออะไร ไม่ใช่ผู้รอรับหลักสูตรเหมารวมจากส่วนกลางที่สร้างมาตั้งแต่สมัยที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนยังไม่ผลิต

โลกไม่สำเร็จรูปเหมือนมาม่าในซองให้เราอีกต่อไปแล้ว การเรียนในโรงเรียน หลักสูตรสำเร็จรูปเป็นแท่งสาระ 8 วิชา และเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ ​ก็ไม่น่าใช่คำตอบอีกต่อไปแล้วสำหรับโลกที่ต้องหยุดล็อกดาวน์ด้วยไวรัสตัวเล็กที่เราแทบมองไม่เห็น

08

ฮาวทูเทโรงเรียน

กลับไปที่ยุคอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันค่ะ ไอสไตน์บอกว่าทุกคนคืออัจฉริยะ

กลับมายุค COVID-19 บอกเราว่า เราต้องรักษาระยะห่างทางสังคม นั่นหมายความว่าโรงเรียนจะยัดนักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน เวลาเดียวกัน หรือไปเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อีกนานแค่ไหนไม่รู้

กลับมาที่เราบอกว่า จะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ งานที่เราไม่รู้จักอีกต่อไป เกิดขึ้นมาใหม่หลายร้อยอาชีพ เลือกเรียน 4 ปีในมหาวิทยาลัย เพื่อจะออกไปประกอบอาชีพนั้นไม่ทันแล้ว

เหมือนว่าโลกตอนนี้ต้องการจบครบในตัวคุณเองมากมายหลากหลายทักษะในตัว มากกว่าการเป็นลูกจ้างรอเงินเดือน

โลกและโรค กำลังบีบอัดเราให้ค้นหาอัจฉริยะของเราให้ได้ ถึงจะอยู่รอด

ไอสไตน์พบอัจฉริยะของเขาได้จากการทดลอง ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อจะค้นหาคำตอบที่เขาตั้งสมมติฐาน

เวลานี้เป็นเวลาที่แสนดีที่จะให้นักเรียนของเราได้ทดลอง ค้นหาสิ่งที่เขาสนใจ มีคำถาม ตั้งคำถาม

คำถามง่ายๆ ก็ได้ เกิดมาเพื่ออะไร อยากทำอะไรไปเพื่ออะไร แล้วจะทำอย่างไร เพื่อไปถึงจุดนั้น

พ่อแม่ ครู มองดูอยู่ห่างๆ เห็นลูกๆ ล้มก็ไม่ต้องรีบไปประคอง ลองให้เขาได้ลุกเอง สังเกตก็ได้ว่า ล้มครั้งต่อๆ ไป เขาจะลุกเองได้เร็วขึ้นและทะมัดทะแมงขึ้น

ตัวพ่อแม่เอง สถานศึกษาเอง ก็มีงานที่ต้องคลิก ปรับตัวกลับมาเป็นผู้เรียนรู้กันใหม่ให้ทันโรคและโลกด้วยเช่นกันหรือเปล่า แม้ว่าปัญหาปากท้องจะรุมเร้า เราก็ไม่อาจวางใจ ปล่อยให้หน้าที่ให้การศึกษาเรียนรู้ของลูกหลานเราไปอยู่ในมือโรงเรียนเหมือนเก่าได้อีกแล้ว

เรากลับไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะเราไม่เคยมีปกติเดิมที่พาเราก้าวทันโลกที่โอบอุ้มเราไว้เลย

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load