“บัดนี้ยังมีนักคะเลดล้ำ ซั้นซื่อเป็งจาน…”

เสียงขับร้อยกรองอันนุ่มหูลอยอยู่ในอากาศ พลันที่เราเดินล่วงมายังบ้านป่ากลางเมืองขอนแก่น ซึ่งโอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และแมกไม้หนาทึบ

เรากวาดสายตาดูธรรมชาติรอบทิศให้แน่ใจอีกครั้ง เมื่อครู่เรายังอยู่ที่จังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน รู้ตัวอีกทีก็มาถึงนครเป็งจาน อันเป็นฉากหลังของวรรณคดีเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย แล้ว

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“คนภาคกลางเรียกเรื่องนี้ว่า สังข์ศิลป์ชัย คนภาคอีสานและคนลาวเรียกว่า สินไซ” ศิลปินผู้พักมือจากการวาดภาพชั่วคราวส่งเสียงบอกเราจากคอฟฟี่บาร์ “โฮงก็คือโรง หรือที่อยู่ของเจ้าเมืองในภาษาอีสาน”

ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ อดีตอาจารย์ประจำสายวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ก่อตั้ง ‘โฮงสินไซ’ แห่งนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“จริง ๆ แล้วส่วนตัวเป็นคนกลางเก่ากลางใหม่ เป็นคนอีสานก็จริง แต่ว่าไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองเลยนะครับ ศิลปะที่เรียนก็เป็นศิลปะสมัยใหม่ ไม่เคยได้ฟังหมอลำ ด้วยการศึกษาในแบบสมัยใหม่นี่แหละที่ทำให้เราไกลจากเรื่องราวของตนเอง ไกลจากศิลปะ ไกลจากวัฒนธรรม รวมถึงวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน”

อ.ทรงวิทย์ เปรยถึงสาเหตุที่เขาเนรมิตบ้านส่วนตัวเป็นแหล่งเรียนรู้วรรณคดีเรื่อง สินไซ พลางเสิร์ฟกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จอุ่น ๆ ให้เราดื่ม

อดีตเด็กหนุ่มผู้มีหัวศิลป์ชาวอุบลราชธานีตบเท้าเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามด้วยปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนกลายเป็นชาวขอนแก่นเมื่อเขาย้ายมาสอนหนังสือ และศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งแต่ พ.ศ. 2541

ชีวิตที่ขอนแก่นนับเป็นจุดพลิกผันในชีวิตอาจารย์ศิลปะสมัยใหม่ ผู้เคยหมางเมินในรากเหง้าชาวอีสานของตนเองโดยแท้ เมื่อเขาได้ศึกษาเรื่อง สินไซ ผ่านศิลปะท้องถิ่นของจังหวัดนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมอุษาคเนย์ เท่าที่มีการศึกษา เราพบว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของคนกลุ่มมอญในประเทศเมียนมา อยู่ในประเทศกัมพูชาหรือในวัฒนธรรมเขมร ไทยก็มีทุกภาค เป็นที่นิยมมากในประเทศลาวและภาคอีสานซึ่งเป็นสำนวนร่วมกัน เนื่องจากในอดีตอีสานกับลาวถือว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เรื่อง สินไซ ฉบับที่ตัวเองนิยามว่าเป็นฉบับสองฝั่งโขงถือว่าเป็นฉบับที่นิยมที่สุด”

ท้องเรื่องก็ไม่ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก เริ่มจากนางสุมนทา (สุมุณฑา) น้องสาวของท้าวกุดสะราด (กุศราช) แห่งเมืองเป็งจานถูกยักษ์กุมภัณฑ์ลักไปเป็นชายา ภายหลังท้าวกุดสะราดได้พระโอรสไล่เลี่ยกัน 9 พระองค์ ในจำนวนนี้มี 3 องค์ที่พระอินทร์ส่งลงมาเกิด ได้แก่สีโห (คชสีห์) สินไซ และสังข์ทอง (หอยสังข์) บรรดามเหสีองค์อื่นใส่ร้ายว่าพระโอรสเหล่านี้เป็นกาลกิณี ท้าวกุดสะราดจึงขับไล่ออกจากเมือง แต่พระอินทร์ก็มาช่วยเนรมิตเมืองใหม่ให้อยู่ ครั้นเติบใหญ่ สีโห สินไซ และสังข์ทอง ได้ออกตามหาเสด็จอาสุมนทาของพวกตน ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จึงได้พบนางสุมนทา สินไซฆ่ายักษ์กุมภัณฑ์ตาย พากันกลับนครเป็งจาน ท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่อมาอย่างร่มเย็นเป็นสุข

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ถ้าจะเอาแค่ความสนุกสนาน เราก็พูดถึงเรื่องการผจญภัย รักโลภโกรธหลงตามแบบของนิยายนิทานต่าง ๆ แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้มีการสอดแทรกให้เราได้คิดพิจารณาตามตัวบท”

อ.ทรงวิทย์ ยกตัวอย่างชื่อยักษ์ ‘กุมภัณฑ์’ แปลว่าผู้มีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อ คือภาพแทนของตัณหาราคะที่มากล้น ส่วนสามพี่น้องล้วนมีนัยของไตรสิกขา สีโหคือศีล สังข์ทองคือสมาธิ และสินไซคือปัญญา ที่พวกเขาต้องไปทวงนางสุมนทาคืนมา ก็เพื่อทวงคืนความถูกต้องจากความลุ่มหลงมัวเมา

วรรณคดีเรื่องนี้จึงให้ทั้งอรรถรสความบันเทิง หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา หากอ่านฉบับสองฝั่งโขงก็จะได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่ชาวอีสานเรียกว่า ‘ฮีตสิบสองคองสิบสี่’ และยังได้เพลิดเพลินไปกับคำประพันธ์อันสละสลวยอีกด้วย

ยิ่งอาจารย์ได้ศึกษา ก็ยิ่งเกิดความรักความหลงใหลในยอดวรรณคดีคำกลอนเรื่องนี้ และพบว่า สินไซ ได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนลุ่มแม่น้ำโขงอย่างไม่อาจแยกจากกันได้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เราพบว่า สินไซ ปรากฏอยู่ในทั้งจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูปแต้ม อยู่ในเพลงหมอลำ แล้วเราย้อนกลับไปพบเอกสารใบลาน ไปพบคนมาปริวรรตมากมายในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะขอนแก่นเรา”

ในปี 2548 อ.ทรงวิทย์ ร่วมทำวิจัยให้กับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม ขณะนั้นเทศบาลนครขอนแก่นกำลังค้นหาอัตลักษณ์ในการพัฒนาเมือง เขาจึงได้นำเสนอข้อมูลเรื่อง สินไซ ที่เคยค้นคว้าไว้แก่เทศบาลนครขอนแก่น ทางเทศบาลก็นำวรรณคดีเรื่องนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่นระหว่าง พ.ศ. 2550 – 2554

“ร่องรอยต่าง ๆ ของยุทธศาสตร์ยังหลงเหลืออยู่มากในขอนแก่น เช่น เสาไฟฟ้า ที่นี่ไม่ใช่เสาหงส์ พญานาค แต่เป็นเสาสินไซ มีตัวสีโหที่ดูคล้าย ๆ คชสีห์ ถนนอีกเส้นหนึ่งก็มีรูปหอยสังข์ อีกเส้นหนึ่งเป็นรูปคนมีพระขรรค์กำลังแผลงศร คนไม่รู้ว่าคืออะไรก็ตั้งคำถาม แต่คนที่รู้ก็พอมี เพราะว่าช่วงนั้นก็มีการบรรจุเข้าไปในโรงเรียน ไปทำหลายอย่างมาก เช่น ละครเวที เพื่อยกชูวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นมา”

กระทั่งยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองช่วงปีนั้นสิ้นสุดลง กิจกรรมเกี่ยวกับ สินไซ จึงซาลงไป หากแต่ความรู้และความสนใจที่ อ.ทรงวิทย์ มีต่อวรรณคดีเรื่องนี้ไม่มีวันหมดอายุ 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ก่อนหน้านั้นมีนักศึกษาหรือผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้แวะเวียนมาสัมภาษณ์บ่อย เราก็ต้องเอาสิ่งที่รวบรวมมาให้เขาดู พอบ่อยขึ้นก็คิดว่าถ้างั้นเราลองมาจัดพื้นที่ให้สะดวกต่อการเข้ามาศึกษาดีมั้ย เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมด เลยจัดพื้นที่หนึ่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง จะเรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ๆ ก็ได้ครับ”

นั่นคือความคิดที่จุดประกายให้อาจารย์อุทิศพื้นที่บ้านตัวเองเป็นโฮงของท้าวสินไซ

“แรก ๆ ก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมากมาย ก็แค่เก็บรวบรวมและจัดแสดง มีตู้เก็บเอกสารหนังสือให้เป็นระบบมากขึ้น มีสิ่งของต่าง ๆ จัดให้เป็นสัดเป็นส่วน”

ที่นี่มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 3 ไร่ โดยอาจารย์แบ่งเนื้อที่จัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน

เริ่มจากส่วนแรกคือพื้นที่จัดนิทรรศการถาวร ซึ่งเน้นหนักไปที่วรรณคดี 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

บ้านสองชั้นหลังนี้เป็นที่รวบรวมข้าวของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ สินไซ เมื่อเข้ามาจะได้พบกับตู้กระจกเก็บรวบรวมเอกสารประมาณ 140 – 150 รายการ ประกอบด้วยในแง่รัฐศาสตร์-การเมือง 10 เล่ม ฉบับร้อยแก้วคำธรรมดา 8 เล่ม กลอนลำ 8 เล่ม หนังสือภาพ 10 เล่ม เอกสารเชิงวิเคราะห์อันเนื่องในสินไซ 8 เล่ม, สินไซฉบับปริวรรตภาษาไทย-ลาว 30 เล่ม งานวิจัยสินไซภาษาไทย-ลาว 16 เล่ม เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 40 – 50 รายการ และยังมีฉบับแปลภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม อีก 8 เล่ม

ผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ แบ่งเป็น ‘บั้น’ หรือตอนในเนื้อเรื่อง ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และของสะสมอีกนานัปการ ทั้งหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ภาพถ่าย แผ่นพับ ของที่ระลึก ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่หลงเหลือมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่น พ.ศ. 2550 – 2554 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

ส่วนที่สองคือนิทรรศการหมุนเวียน ที่อาจารย์นิยามว่าเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้กับการต่อยอด โดยนำผลงานของช่างพื้นบ้านพื้นเมืองและผู้ด้อยโอกาสมาเผยแพร่ เป็นต้นว่าภาพวาดของน้อง ๆ ที่มีความบกพร่องของพัฒนาการด้านสังคมและกลุ่มผู้พิการที่มาร่วมทำกิจกรรมที่นี่

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

และส่วนที่สามคือพื้นที่จัดกิจกรรมซึ่งไม่มีอาณาเขตตายตัว ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ในตัวบ้าน นอกตัวบ้าน ไปจนถึงพื้นที่ป่าทั้ง 3 ไร่ เขียวขจีด้วยต้นไม้ประมาณ 300 – 400 ต้น

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“ตอนนี้พื้นที่โฮงสินไซไม่ได้เป็นพื้นที่แค่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับวรรณคดีเท่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นเป็นแค่ฐานความรู้ สาระสำคัญของพื้นที่โฮงสินไซก็คือ การเชื่อมโยงเรื่องเล่าหรือว่าภูมิปัญญาในอดีตกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ที่นี่ โดยเราบูรณาการเรื่องธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ”

ธรรมชาติตามความหมายของอาจารย์มีทั้งธรรมชาติภายในและธรรมชาติภายนอก ต้องใช้ผัสสะหรือประสาทการรับรู้ทั้ง 6 และประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เข้าใจ

วัฒนธรรมคือการมาอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ เคารพซึ่งกันและกัน

ศิลปะก็คืองานสร้างสรรค์ ซึ่งอาจารย์มีองค์ความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ใช้วรรณคดีเป็นตัวบูรณาการ ดังที่อาจารย์ได้ย้ำกับเราเสมอว่า สินไซ ฉบับลุ่มน้ำโขงสอนความจริงทุก ๆ มิติตั้งแต่การเกิดจนถึงการตาย

“กลุ่มที่เรากำลังทำกิจกรรมด้วยอยู่ในตอนนี้คือกลุ่มบุคคลออทิสติกและผู้พิการ” อ.ทรงวิทย์ เล่าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักที่โฮงสินไซชวนมาร่วมสนุกอยู่บ่อยครั้ง “เรามองว่าวรรณกรรมนี้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้ เช่น การเชื่อมโยงประเด็นอุปสรรคในชีวิตกับคนพิการเข้ากับอุปสรรค 9 ด่านที่ตัวละครต้องฟันฝ่า หรือว่าจินตนาการให้เขาตีความเรื่องราวด้วยกระบวนการต่าง ๆ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เราจะเห็นกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยโอกาสเดินทางมาเยือนโฮงสินไซ เพื่อทำงานศิลปะ สำรวจต้นไม้ และทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอยู่บ่อยครั้ง

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

อาจารย์กล่าวว่าสาเหตุที่อยากช่วยเหลือกลุ่มผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา ก็เพราะคนเหล่านี้มีด้านที่คล้ายคลึงกับตัวละครเอกในเรื่องที่ผิดแผกจากคนทั่วไป เช่น เกิดมาเป็นหอยสังข์ เป็นสิงห์ผสมช้าง เป็นเด็กที่ถืออาวุธติดมือมาจากครรภ์มารดา ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะมีสภาพร่างกายไม่เหมือนคนปกติ จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองเกิด ทำนองเดียวกับกลุ่มคนพิเศษที่ถูกสังคมหันหลังให้

“พอน้อง ๆ ออทิสติกมาเที่ยวที่นี่ เราก็จัดกิจกรรมให้เขาเดินป่า แล้วเชื่อมโยงกับด่านมหาภัยทั้ง 9 ให้เขาจินตนาการไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นด่านอะไรบ้าง แล้วเขาก็จะได้เรียนรู้พฤกษศาสตร์จากต้นไม้ที่พบระหว่างทาง ได้สัมผัสโดยใช้ตา ใช้หู ใช้การดมกลิ่น สัมผัสลิ้มรส แล้วก็ให้อยู่กับความเป็นปัจจุบัน” คำบอกเล่านั้นพอจะไขความข้องใจให้เราได้ว่า เหตุใดพื้นที่นี้จึงมีหุ่นงูปลอมตัวใหญ่ยักษ์ ดูราวกับว่าจำลองมาจากด่านงูซวง (งูใหญ่) ที่สินไซได้พบระหว่างทางไปล่านางสุมนทาคืนมา

เราดื่มกาแฟที่อาจารย์ชงให้จนหมดแก้ว ครั้นถามถึงราคา เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“กาแฟนี่ไม่ได้จำหน่าย แค่เจ้าของชอบทานกาแฟ มองว่าตรงนี้เป็นที่พบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกันได้ เลยทำเป็นสินไซคอฟฟี่บาร์ขึ้นมา ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ถ้าอยากสนับสนุนให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ หรือว่าจะจ่ายให้กับคนอื่นที่ไม่มีกำลังก็ได้ทั้งสิ้น”

เจ้าของพื้นที่ยังเสริมอีกว่า ที่โฮงนี้ไม่เคยคิดค่าเข้าชม อยากมาศึกษา สินไซ หรือวรรณกรรมเรื่องไหน ๆ ก็เข้ามาศึกษาได้ฟรี หรืออยากมาแค่พักผ่อนหย่อนใจก็ย่อมได้ มาถึงแล้วท้องยังว่างก็ทานอาหารของที่นี่ได้ หรือจะนำอาหารมาปรุงทานที่นี่ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“เราออกแบบไว้ว่าอยากให้มันสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ไม่ได้ออกแบบให้เป็นหน่วยงาน สถาบัน หรืออะไรที่เป็นระบบ ที่ผ่านมาเราจัดกิจกรรมกับน้อง ๆ กับผู้ปกครองกลุ่มออทิสติก เขาก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ที่นี่เป็นพื้นที่ของเขา มาแล้วเขาสบายใจ ได้รับการโอบอุ้ม สามารถจะมีตัวตน ได้รับการยอมรับซึ่งกันและกัน พื้นที่ตรงนี้เลยมีลักษณะไม่เป็นทางการ มีความเป็นเครือญาติ มีความเป็นชุมชนแบบอีสานที่ผ่านมา”

อ.ทรงวิทย์ เผยแนวทางที่เขาใช้ดำเนินการศูนย์การเรียนรู้ของตนเองมาแรมปี และมันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปตราบเท่าที่บ้านหลังนี้ยังเป็นพื้นที่เล่าขานตำนานสินไซ สีโห สังข์ทอง และด่านมหาภัยทั้ง 9 อยู่

“ถึงไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาก็ไม่เป็นไร ถือว่ามาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกันนะครับ” 

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

โฮงสินไซ

ที่ตั้ง : 257 หมู่ 17 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 13.00 – 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 08 9499 2256 (กรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชม)

Facebook : โฮงสินไซ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load