เมื่อแรกเกิด เราได้สูจิบัตรเป็นหลักฐานยืนยันการเกิดของเรา ตอนเป็นเด็กเล็ก เรามีสมุดบันทึกวัคซีนที่บอกว่าสุขภาพได้รับการดูแลครบถ้วนไหม และเมื่อโตขึ้น เรามีบัตรประชาชนที่เอาไว้หยิบไปยืนยันตัวตนเพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ

แต่บนโลกนี้ ยังมีคนอีกกว่า 1.1 พันล้าน หรือประมาณ 1 ใน 7 ของคนทั้งโลกที่ไม่มีหลักฐานระบุตัวตนแบบเป็นทางการ แม้เราอาจจะเห็นเขาเดินและใช้ชีวิตอยู่ตรงหน้า แต่คนเหล่านี้ ‘ไม่มีตัวตน’ ในบริการที่สำคัญต่อชีวิต เช่น บริการที่เกี่ยวกับสุขภาพและการศึกษา

และนั่นคือเหตุผลที่ Simprints บริษัทสตาร์ทอัพจากเคมบริดจ์คิดค้นเทคโนโลยีเก็บลายนิ้วมือที่เหมาะจะใช้ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้คนทุกคนมีหลักฐานใช้ระบุตัวตนเมื่อเข้ารับบริการต่าง ๆ ได้ 

เรื่องราวของ Simprints เป็นอย่างไร  มาเรียนรู้ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

เทคโนโลยีจากการสัมผัสปัญหาจริง

Simprints ร่วมก่อตั้งโดย Toby Norman ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับด้าน Global Health มายาวนาน โดยในช่วงทำวิจัยปริญญาเอกที่เคมบริดจ์ เขาได้ลงพื้นที่กับองค์กรการกุศลที่ประเทศบังคลาเทศ และพบความท้าทายเมื่อคนในชุมชนไม่มีหลักฐานระบุตัวตน ทำให้การเชื่อมต่อและเข้าถึงการให้บริการสุขภาพเป็นไปได้ยาก และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ทำงานได้ยากเช่นกัน อาทิ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนหนึ่งได้รับวัคซีนครบ เมื่อเด็กไม่มีสูจิบัตร ไม่มีบันทึกการฉีดวัคซีน และมีชื่อซ้ำกับเด็กคนอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียง

สิ่งที่ได้เจอทำให้ Toby เกิดแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นแก้ปัญหา แม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดอยากเป็นเจ้าของกิจการมาก่อน

“เมื่อเราลงมือแก้ปัญหานี้มากขึ้นเรื่อย ๆ มันกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญเกินกว่าจะละทิ้ง และเพราะอย่างนั้น น่าจะเป็นช่วงใกล้จบปริญญาเอกที่ผมนั่งลงและคิดว่าอยากทำอะไรต่อไป แล้วมันก็ชัดเจนอย่างเหลือเชื่อว่า สิ่งที่ถูกต้องคือการปฏิเสธงานที่ Mackenzie และพยายามสร้างบริษัทด้านเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหานี้”

จากโปรเจกต์ที่ทำแบบไม่เต็มเวลา Simprints จึงกลายมาเป็นงานหลักที่ Toby ใช้ตอบโจทย์ความท้าทายที่คนนับพันล้านต้องเจอในที่สุด

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  
Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริง

ในบรรดาวิธีเก็บหลักฐานระบุตัวตนที่มีหลากหลาย Simprints เลือกโฟกัสไปที่การเก็บลายนิ้วมือ เพราะมีต้นทุนไม่สูงเกินไป และเป็นที่ยอมรับถ้วนหน้าในวัฒนธรรมต่าง ๆ ขณะที่วิธีอื่น เช่น Face Recognition อาจไม่ได้รับการยอมรับในบางพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการเก็บลายนิ้วมือคือ คนในแต่ละพื้นที่มีลายนิ้วมือหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นชาวนาในเคนย่าที่ใช้มือทำงานหนักมาหลายสิบปี ลายนิ้วมือของเราอาจเสียหายไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ Toby และทีมของ Simprints จึงเก็บตัวอย่างลายนิ้วมือมากกว่า 135,000 ตัวอย่างจาก 4 ประเทศ เพื่อหาวิธีทำให้ Hardware และ Software ของ Simprints มีความแม่นยำ แม้แต่กับลายนิ้วมือที่ไม่สมบูรณ์ จนในที่สุด Simprints ก็สามารถสร้างเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำมากกว่าเครื่องมือระบุตัวตนที่มีอยู่เดิมถึง 228%  

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

ไม่ใช่แค่เก็บลายนิ้วมือได้แม่นยำ ผลิตภัณฑ์ของ Simprints ยังได้รับการออกแบบให้ราคาจับต้องได้ ปลอดภัย ทนทาน รวมถึงเป็น Open-source เหมาะจะใช้ในประเทศกำลังพัฒนาที่สุด ผู้ที่ต้องการใช้สามารถนำอุปกรณ์ของ Simprints ไปเก็บลายนิ้วมือ แล้วส่งข้อมูลแบบไร้สายเข้ามือถือเพื่อนำไปใช้ต่อได้เลย 

ไม่หมดเท่านั้น Simprints ยังช่วยคนฝึกใช้อุปกรณ์ ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค และช่วยให้ผู้จัดการทีมมี Dashboards และ Analytics ที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะถ้ามีข้อมูลแล้วไม่ได้ใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงจริง ทุกอย่างที่ Simprints ทำก็ไร้ความหมาย 

ทั้งหมดนี้ทำให้ Simprints กลายเป็นคำตอบที่ดีของโจทย์ความท้าทายระดับโลกอย่างแท้จริง

Simprints เทคโนโลยีพิมพ์ลายนิ้วมือ ถูก ดี ช่วยให้คนชายขอบมีตัวตนในบริการรัฐและเอกชน  

เทคโนโลยีที่ขยายผลได้จริง

เพราะออกแบบจาก Insights กลุ่มเป้าหมายและผู้ใช้ Simprints จึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้รับเงินทุนสนับสนุนไม่ขาดและมีพันธมิตรมากมาย เช่น ARM บริษัทไมโครชิปชั้นนำ BRAC เอ็นจีโอรายใหญ่ที่สุดในโลก และ UNICEF 

นอกจากนี้อุปกรณ์ของ Simprints ยังถูกนำไปใช้จริงในหลายประเทศ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก อย่างการร่วมมือกับ BRAC นั้นก็มีโอกาสจะเข้าถึงผู้คนมากกว่า 1 ล้านคน

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่งานออกแบบได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาใหญ่ในสังคม เป็น Design ที่ Challenge อุปสรรคเพื่อให้คนนับพันล้านคนมีตัวตนและคุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม 

สมกับสโลแกนของ Simprints ที่ว่า Every person counts  

อ้างอิง

www.simprints.com/

www.investedinvestor.com/

www.schwabfound.org/

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

เมื่อพูดถึงความท้าทายของสังคมทุกวันนี้ หนึ่งในคำที่เราได้ยินกันบ่อยคือ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ประเทศไทยก็เช่นกัน ในปี 2022 เรามีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 18.3 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว

เมื่อคนในสังคมเข้าสู่วัยสูงอายุมากกว่าเดิม ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การที่คุณตาคุณยายต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและสุขภาพไม่แข็งแรง

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่เจอความท้าทายไม่แพ้กัน จึงริเริ่มโปรเจกต์ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมพลังชื่อว่า ‘Share a Pot’ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัย

ซุปร้อน ๆ 1 หม้อ จะมีพลังช่วยแก้ปัญหาที่คุณตาคุณยายต้องเจอได้อย่างไร ลองมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ

Share a Pot โปรเจกต์ดูแลกายใจผู้สูงวัยโดดเดี่ยวในสิงคโปร์ด้วยการกินซุปร้อน ๆ ร่วมกัน

ปัญหาใหญ่เริ่มแก้ได้จากหม้อซุปเล็ก ๆ

สิงคโปร์กำลังจะมีประชากร 1 ใน 4 มีอายุเกิน 65 ปี ในปี 2030 ด้วยเหตุนี้ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจึงให้ความสนใจกับความท้าทายนี้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ทีมงานจากโรงพยาบาล Khoo Teck Puat 

พวกเขาคิดจะช่วยให้คุณตาคุณยายมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ผ่านโปรเจกต์ที่ออกแบบโดยเริ่มต้นจากความทรงจำในอดีต นั่นคือการล้อมวงกินข้าว 

สิงค์โปร์ไม่ต่างจากเมืองไทยที่ครอบครัวจะมารวมตัวกินข้าวด้วยกัน เพียงแต่บ้านเราอาจมีกับข้าวหลากหลายวางอยู่พร้อมจานข้าว สิงคโปร์อาจเป็นการล้อมวงกินซุปร้อน ๆ หม้อใหญ่

ทีมงานของโรงพยาบาลได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ทำกันมาแต่เดิมนั้น และคิดจะนำบรรยากาศการล้อมวงกินข้าวเย็นด้วยกันกลับมา 

ในปี 2014 โปรเจกต์เล็ก ๆ ชื่อ Share a Pot จึงเกิดขึ้นที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ St. Luke ในรูปแบบ Community-based เพื่อให้คุณตาคุณยายที่อาจไม่เชื่อมโยงจากสังคมและสุขภาพไม่แข็งแรง ได้เจอ ‘บ้าน’ ของตัวเองอีกครั้ง

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน
Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน

อิ่มท้อง อุ่นใจ

หม้อหุงข้าวขนาดใหญ่ถูกวางลงกลางโต๊ะกินข้าว ในหม้อนั้นมีซุปร้อน ๆ ที่เต็มไปด้วยผักและวัตถุดิบดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซุปถูกตักแจกจ่ายรอบโต๊ะที่มีคนวัยคุณตาคุณยายนั่งอยู่ พวกเขาตักซุปเข้าปากพร้อมพูดคุยสนทนากัน บรรยากาศอบอุ่นน่าสบายเหมือนยามเย็นที่เรากับครอบครัวได้นั่งล้อมวงกินข้าว

ซุปร้อน ๆ ของ Share a Pot ไม่เพียงให้สารอาหารที่มีประโยชน์ แต่ช่วยให้คุณตาคุณยายได้กลับมาปฏิสัมพันธ์กับสังคม คลายความเหงาที่มีรายงานระบุว่า อันตรายต่อสุขภาพเท่ากับการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน 

“ผู้สูงอายุมักจะพบกับ ‘รังที่ว่างเปล่า’ หลังพวกเขาเกษียณ” Tan Shi Hui ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ Share a Pot อธิบาย “เมื่อไม่มีคนนั่งกินข้าวด้วย ผู้สูงอายุหลายคนก็ขาดแรงจูงใจที่จะทำอาหารกิน และเลือกกินเมนูง่าย ๆ ซ้ำ ๆ อย่างบิสกิตหรือขนมปังแทน”

นอกจากรวมตัวกินข้าวด้วยกัน คุณตาคุณยายที่มาเจอกันในโปรเจกต์ซึ่งเกิดขึ้นเป็นรายสัปดาห์นี้ยังได้มาออกกำลังกายด้วยกัน และเมื่อกลับบ้าน ก็จะให้พวกเขาคอยวัดจำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวันเพื่อนำมาแลกรางวัลได้ 

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน

ที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้ Share a Pot ไม่เหมือนใคร คือโปรเจกต์เรียบง่ายนี้ดำเนินงานโดยอาสาสมัครที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุนั่นเอง

“อาสาสมัครส่วนใหญ่ก็คือผู้สูงอายุ” Tan Shi Hui อธิบาย “บทบาทของผู้ร่วมกิจกรรมและอาสาสมัครค่อนข้างลื่นไหล เพราะแม้แต่ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมก็ช่วยกันล้างจาน และจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดกิจกรรมด้วย” 

Share a Pot จึงเป็นโปรเจกต์ที่ช่วยเยียวยาปัญหาของสังคมผู้สูงอายุในหลากหลายมิติ พร้อมกับที่ชวนให้คุณตาคุณยาย Active อย่างเต็มความหมายในเวลาเดียวกัน

การเติบโตของซุป 1 หม้อ

จากช่วงทดลองจัดที่มีอาสาสมัครแค่ 6 คน Share a Pot เติบโตไปได้อย่างสวยงาม ในปี 2019 หม้อซุปแสนอบอุ่นนี้ได้มีโอกาสวางลงบนโต๊ะกินข้าวในมากกว่า 30 พื้นที่ทั่วสิงคโปร์ มีผู้เข้าร่วมรวมมากกว่า 1,700 คน รวมถึงมีอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุเกือบ 180 คน (แม้หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ซึ่งจัดกิจกรรมในสถานที่จริงยาก ก็ยังมีการเปลี่ยนมานัดพบกันแบบออนไลน์)

ทั้งนี้ ขณะที่ก้าวไปข้างหน้า Share a Pot ก็ยังคงรักษาหัวใจความเป็น Community-based ไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งการมีอาสาสมัครหลากหลาย เช่น พ่อค้าแม่ค้าขายอาหาร รวมถึงเด็กนักเรียนที่ทำให้ Share a Pot กลายเป็นพื้นที่สานสัมพันธ์ของคนต่างวัย และการที่หม้อใบนี้เปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนได้ร่วมออกแบบ 

“โครงสร้างของโปรแกรมนี้ไม่ได้เป็นแบบโครงสร้างเดียวสำหรับทุกชุมชน และไม่ได้สมบูรณ์แบบมาแต่ต้น” Tan Shi Hui กล่าว “ชุมชนมีส่วนร่วมในการเติมเต็มช่องที่ว่างอยู่ เช่น จะทำเมนูอะไรกินกันในแต่ละสัปดาห์ จะออกกำลังกายอะไรกันดี และจะเล่นเกมหรือจัดกิจกรรมอะไร ทั้งหมดนี้ช่วยให้คนในชุมชนเป็นเจ้าของโปรแกรมนี้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของพวกเขา”

ด้วยเหตุนี้ หม้อซุป Share a Pot ที่ดูเรียบง่าย เข้าใจง่าย ไม่หวือหวาใบนี้ จึงหมายถึงโปรเจกต์อบอุ่นที่แก้ปัญหาตรงจุด และมีศักยภาพให้ทุกชุมชนนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ซึ่งนั่นรวมถึงชุมชนที่คุณอยู่ด้วยค่ะ

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน
อ้างอิง

 

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load