ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“มาเที่ยวญี่ปุ่นมีป่าให้เดินด้วยหรือ”

หลายคนแปลกใจหลังจากผู้เขียนกลับจากเดินป่ามาร่วม 10 วัน พร้อมรูปถ่ายเป็นพยาน อันที่จริงหากเปรียบเทียบพื้นที่ป่าแล้ว ประเทศญี่ปุ่นมีป่ามากกว่าประเทศไทยเสียอีก คือมีป่าประมาณร้อยละ 67 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 29 ของพื้นที่ประเทศ แม้ว่าป่าในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นป่ารุ่น 2 ที่ปลูกขึ้นมาใหม่ทดแทนป่าดั้งเดิมที่ถูกตัดไปเมื่อร่วม 100 กว่าปีก่อน

เวลาเดินทาง ทุกคนจะรู้สึกอย่างเดียวกันว่า หากสนใจจะไปเจออะไร ส่วนใหญ่ก็จะโฟกัสหรือจดจ้องไปที่นั้นอย่างเดียว หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วตั้งใจจะมาเที่ยวเมือง อารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นก็คิดจะเดินเที่ยวเมืองเป็นหลัก หากเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อมาเดินดูวัดและปราสาทสำคัญ ก็คิดจะเดินเที่ยวในเมืองเป็นหลัก

เช่นเดียวกัน ทริปนี้ผู้เขียนสนใจจะมาเดินป่าที่ญี่ปุ่น พอลงเครื่องบิน เมืองรายทางแทบจะเป็นทางผ่าน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามป่าเขามากกว่า เครื่องบินจากเมืองไทยมาจอดที่จังหวัดฟุกุโอกะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น จุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวไทย แต่เราไม่ได้เข้าเมือง นั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นลงใต้ไปจังหวัดคุมาโมโตะ

ชินคันเซ็น แปลว่า สายทางไกลสายใหม่ เป็นชื่อเรียกเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของ เปิดใช้งานครั้งแรกใน พ.ศ. 2507 ต้อนรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว  และขยายโครงข่ายไปทั่วประเทศ แต่เป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล จนการรถไฟญี่ปุ่นเป็นหนี้จนแทบล้มละลาย ในที่สุดก็ต้องแปรรูปให้บริษัทเอกชน 4 แห่งรับมาดำเนินการต่อเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ปัจจุบันเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมีระยะทางประมาณ 2,800 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็ว 240 – 320 กิโลเมตร / ชั่วโมง และเคยทำลายสถิติโลกจากการวิ่งด้วยความเร็ว 603 กิโลเมตร / ชั่วโมง ซึ่งรถไฟความเร็วสูงที่ได้รับการยอมรับในประสิทธิภาพจากทั่วโลกมี 3 ประเทศคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

เคยสงสัยไหมว่าทำไมหัวขบวนรถไฟหัวกระสุนจึงมีสภาพคล้ายปากนกยื่นออกมา คำตอบคือ รถไฟความเร็วสูงยุคแรกๆ เมื่อแล่นผ่านอุโมงค์จะเกิดคลื่นความดันของอากาศจากความเร็วของรถไฟ เมื่อพุ่งผ่านอากาศจะเกิดเสียงโซนิกบูมดังมาก เป็นมลพิษทางอากาศของประชาชนแถวนั้น ซึ่งวิศวกรก็แก้ไขไม่ได้สักที

จนกระทั่ง อิไอจิ นาคัตสุ วิศวกรนักดูนก สังเกตเห็น ‘นกกระเต็น’ เอาหัวพุ่งจากอากาศที่มีความต้านทานต่ำลงสู่ผิวน้ำที่มีความต้านทานสูงเพื่อจับปลา โดยมีน้ำกระเซ็นเพียงเล็กน้อย จึงเกิดความคิดที่จะออกแบบหัวรถไฟตามแบบปากของนกกระเต็น ซึ่งหัวรถไฟที่มีปากยาวยื่นออกมาแบบปากของนกกระเต็น เมื่อแล่นออกจากอุโมงค์ จะสามารถลดเสียงดังได้จริงและประหยัดพลังงานอีกด้วย

เราแวะค้างคืนที่จังหวัดคุมาโมโตะ จังหวัดที่มีเจ้าหมีดำคุมะมง มาสคอตประจำจังหวัด ซึ่งนักท่องเที่ยวไทยรู้จักดี รุ่งเช้าเรานั่งรถไฟมุ่งหน้าลงใต้ที่จังหวัดคาโกชิมะ เพื่อมาขึ้นเรือเฟอร์รี่มุ่งหน้าไปเกาะยากุชิมะ เกาะรูปทรงกลมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดคาโกชิม่า ห่างจากเกาะคิวชูไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2536 พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300,000 ไร่ และมีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกประมาณ 67,000 ไร่  โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาชิราคาวะ อันเป็นป่ากึ่งเขตร้อนชื้นที่หาไม่ง่ายในประเทศทางเหนือ มียอดเขามิยาโนอูระสูง 1,936 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดที่ยากจะพิชิตได้

ป่ายากุชิมะ

ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ป่าปลูกใหม่ แต่เป็นป่าดั้งเดิมอายุนับพันปีที่เคยเป็นที่ทำสัมปทานทำไม้ในอดีต แต่ได้รับการอนุรักษ์ในเวลาต่อมา จนกลายเป็นอุทยานป่ากึ่งเขตร้อนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น จะเรียกว่าเป็นป่าดึกดำบรรพ์ยากุชิมะก็คงไม่ผิดอะไร

เราเริ่มต้นเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีหลายสาย ตั้งแต่ใช้เวลาไม่กี่นาที ครึ่งชั่วโมง 3 ชั่วโมง ไปจนถึง 10 ชั่วโมง ต้องเอาเต็นท์ไปค้างแรมบนภูเขา อากาศหนาวเย็น ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งสังเกตได้ว่า ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนมาก มีพืชพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นที่เกิดขึ้นบริเวณนี้หลายพันชนิด มีกวางและลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ และเห็นได้เป็นระยะเมื่อเดินลึกเข้าไป พึงระลึกเสมอว่า เดินป่าในญี่ปุ่นมีกฎ 3 ข้อสำคัญคือ

  1. อย่าออกนอกเส้นทาง
  2. นำอะไรเข้าไป เอาออกมาให้หมด ขยะทั้งหลายและก้นบุหรี่
  3. อยากสูบบุหรี่เมื่อใด สูบได้ แต่อย่าเดินไปสูบไป

ตลอดระยะทางเดินป่าญี่ปุ่นจะสอดส่องหาเศษขยะยากกว่าหาดอกไม้จริงๆ เพราะคนที่นี่มีวินัยสูงมาก และเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน การทิ้งขยะถือเป็นการไม่เคารพสิทธิ์คนอื่น

เดินไปสักพักน้ำตกขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น เกาะแห่งนี้มีน้ำตกหลายแห่งจนมีชื่อเรียกว่า Water Island จากความสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำที่มีน้ำไหลตลอด และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปีมากกว่าฝนตกทั่วญี่ปุ่นถึง 5 เท่าจากผืนป่าดิบ

เราไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ อากาศเย็นขึ้น สภาพป่าเปลี่ยนไป ตามพื้นดินระหว่างทางปกคลุมไปด้วยป่ามอสและดอกไม้เล็กกระจิริด หากไม่สังเกตก็อาจมองข้ามไป เพราะเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ เช่นเดียวกัน บางครั้งเรื่องราวของคนเล็กๆ อาจมีคุณค่ามากกว่าคนใหญ่ๆ เราเห็นรากไม้ขนาดยักษ์อยู่คู่กับดงมอสเล็กๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ความประทับใจของดงมอสและป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กลายเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์แอนิเมชันของค่าย Studio Ghibli เรื่อง เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร (Mononoke-Hime) อันโด่งดัง ที่ออกฉายเมื่อ ค.ศ. 1997 เป็นการ์ตูนที่สะท้อนให้คนหันมาอนุรักษ์ธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป

ลึกเข้าไปอีก เห็นร่องรอยของตอไม้ที่หลงเหลือจากการตัดไม้สัมปทานในอดีต ไม่ไกลมีต้นไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับพันปี เราเห็นคุณทวดต้นยาคุสึงิ หรือสนญี่ปุ่นพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอายุหลายพันปี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะแห่งนี้อีกด้วย เรายืนต่อหน้าคุณทวดเหล่านี้ ความสูงร่วม 30 เมตร มีเส้นรอบวง 15 เมตร บางต้นมีอายุถึง 3,000 ปี เราโอบกอดและสัมผัสได้ถึงความรัก ความเมตตา การผ่านร้อนผ่านหนาวของคุณทวดเหล่านี้ คุณทวดเห็นชีวิตมาเยอะมาก ตั้งแต่การทำลายล้าง สงคราม การสร้างบ้านแปงเมืองของผู้คน คุณทวดมองดูปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยความสงบนิ่ง ต้นไม้ใหญ่ค้ำจุนโลกนี้เกินกว่าที่มนุษย์ตัวกระจิริดอย่างเราจะหยั่งรู้ได้

ป่ายากุชิมะ

คืนต่อมา เราไปดูเต่าขึ้นมาวางไข่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเกาะ ตรงบริเวณหาดนากาตะ เกาะแห่งนี้เป็นเขตอนุรักษ์เต่าตนุที่สำคัญ จัดการโดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ เราไปเองไม่ได้ ต้องมีคนนำทาง แต่ก่อนไปต้องเข้ารับฟังการบรรยายและแจ้งข้อห้ามต่างๆ ระหว่างการเดินลงชายหาด เช่น ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามถ่ายรูป ห้ามฉายไฟฉาย ห้ามจับโดนตัวเต่า ห้ามเก็บไข่ เป็นต้น เขาค่อนข้างเข้มงวด หากใครทำผิดระเบียบอาจถูกเชิญออกไป

เวลา 2 ทุ่ม ชาวบ้านพาเราเดินลงหาดท่ามกลางความมืดมิด เพราะห้ามใช้ไฟฉาย เกรงว่าจะเป็นการรบกวนไม่ให้เต่าขึ้นมาวางไข่ เขาให้พวกเรารออยู่ด้านบนของหาด  มีเจ้าหน้าที่ไปสังเกตดูว่าเต่าขึ้นมาวางไข่หรือยัง

เรารออยู่ร่วม 2 ชั่วโมง สักพักเต่าเริ่มขึ้นมาจากทะเล มาขุดหลุมบนเนินทรายเพื่อวางไข่ เจ้าหน้าที่พาเราไปดูเต่าขณะวางไข่ มีเพียงไฟฉายสีแดงจางๆ ไม่รบกวนเต่า ส่องไปที่บริเวณก้นของเต่า แม่เต่าขนาดความยาวเกือบเมตรเบ่งไข่ลงมาทีละลูกสองลูก บางช่วงเบ่งแรงออกมา 4 – 5 ลูก ไข่เต่ามีลักษณะกลมๆ คล้ายลูกปิงปอง มีเมือกใสๆ เหนียวๆ ติดอยู่ที่เปลือก แม่เต่าเบ่งไข่ออกมาประมาณ 100 กว่าฟอง แล้วนางก็เอาขาหลังปัดทราย กลบไข่ที่นางวางไว้เป็นอันเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่เอาแท็กมาติดที่ขาของแม่เต่า ทำบันทึกไว้เป็นข้อมูล สักพักแม่เต่าก็คลานลงทะเล เสร็จภารกิจในการสืบพันธุ์

ธรรมชาติในประเทศนี้มีเรื่องราวให้เรียนรู้อีกมากมาย อาจมากกว่าเรื่องราวในเมืองที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load