ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ทุกวันนี้หากไปเดินเล่นตามชายหาดหลายแห่ง อาทิ หาดชะอำ หาดปราณบุรี และหาดอีกหลายแห่งทางตอนใต้ของประเทศ จะพบสิ่งก่อสร้างของทางการคล้ายเขื่อนกั้นหาด เรียกว่า กำแพงกันคลื่น ยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล

ภาพชายหาดริมทะเลธรรมชาติอันงดงามค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างของมนุษย์

ทางราชการอ้างเหตุผลความจำเป็นว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านจากคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่ง

แม้ว่านักวิชาการทางทะเลหลายคนจะมีหลักฐานชัดเจนพิสูจน์ว่า หลังจากการสร้างกำแพงกันคลื่นแล้ว จะก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้น

ขณะที่ทางการเดินหน้าสร้างเขื่อนกันคลื่น อ้างว่าป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของชาวบ้าน เพราะเขื่อนป้องกันไม่ได้ สุดท้ายก็พังทลาย

งานอ้างอิงถึงงานวิจัยต่าง ๆ ทั่วโลก ระบุตรงกันว่า กำแพงกันคลื่นเป็น Death of the Beach คือตัวการที่ทำให้ชายหาด ชายฝั่ง หายไปตลอดกาล

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นปัญหาทั่วโลก จึงน่าจะมีวิธีจัดการที่ดีกว่าและใช้งบประมาณน้อยกว่านี้

หาดทรายหลายแห่งที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พอมีโครงการกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้น ทำให้หาดทรายหายไป นักท่องเที่ยวจำนวนมากลดลงทันที จนเกิดการประท้วงขึ้นหลายแห่งของชาวบ้านบริเวณนั้น

เมื่อไม่นานมานี้ ทางเจ้าหน้าที่สถาบันลูกโลกสีเขียวได้ชวนผู้เขียนไปลงพื้นที่ที่ชุมชนบ้านโคกเมือง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ที่ตั้งอยู่ติดทะเลสาบสงขลา

นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’
นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’

ไปดูว่าชาวบ้านแถวนั้นปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งมานานแล้ว โดยไม่ต้องใช้เงินมากมายสร้างกำแพงกันคลื่น

แต่กว่าจะสำเร็จก็ไม่ง่ายเลย หากชาวโคกเมืองไม่ลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างฝันให้เป็นจริง

ชาวบ้านโคกเมือง เป็นชุมชนชาวพุทธเก่าแก่อายุนับร้อยปี ตั้งบ้านเรือนอยู่ติดทะเลสาบสงขลา มีแหล่งต้นนํ้ามาจากเทือกเขาบรรทัดและสันกาลาคีรี และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมไปสู่ทะเลที่อ่าวไทย ทำให้เกิดเป็นชุมชนที่มีระบบนิเวศ 3 นํ้า คือ นํ้าจืด นํ้ากร่อย และนํ้าเค็ม

บริเวณแถวนี้เคยเป็นเมืองโบราณ ยังปรากฏหลักฐานให้เห็น ได้แก่ คูเมืองโบราณ แหล่งนํ้าขนาดใหญ่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ฐานศิวลึงค์ สมอเรือ เครื่องถ้วยชามจีนสมัยต่าง ๆ เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ชาวบ้านเริ่มประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาตลอด โดยเฉพาะช่วงมรสุมคลื่นลมแรง ชาวบ้านหลายคนเริ่มพูดคุยกัน มองออกไปนอกฝั่ง พยายามหาวิธีลดความรุนแรงของคลื่นลม และได้ความคิดว่าหากลองช่วยกันปลูกต้นไม้ในทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้มาก่อน อาจจะช่วยป้องกันการกัดเซาะได้ พวกเขาจึงเริ่มจากการลองผิดลองถูก ไม่รู้ว่าต้นไม้จะขึ้นไหม

“ตอนนั้นเราไม่มีความรู้อะไร คิดแค่ว่าจะลองปลูกต้นไม้ในทะเล เพื่อให้ต้นไม้ช่วยบรรเทาคลื่นลม ต้นไม้ชนิดแรกที่นึกถึง คือ ต้นโกงกาง ที่เห็นคนปลูกในป่าชายเลน จึงเดาว่าน่าจะใช้ได้” นายอุดม ฮิ่นเซ่ง อดีตผู้ใหญ่บ้านแกนนำคนสำคัญเล่าให้ผู้เขียนฟัง

“พวกชาวบ้านจึงช่วยกันระดมไปหาต้นโกงกางที่แถวนี้ไม่เคยขึ้นมาก่อน แต่ไปเอามาจากข้างนอกพื้นที่ แล้วระดมปลูกต้นโกงกางในทะเลหลายร้อยต้น หวังว่าจะช่วยลดแรงคลื่นลมได้ แต่สุดท้ายต้นโกงกางตายเรียบ ก่อนจะค้นพบสาเหตุว่า เพราะบริเวณที่ปลูกนี้เป็นดินทราย แต่ต้นโกงกางขึ้นในดินเลน จึงตายหมด”

นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’
นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’

บทเรียนครั้งนั้นที่ลงแรงลงเงินไปแบบไร้ประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่า

‘กลับไปดูบ้านตัวเองว่า มีต้นไม้อะไรที่ปลูกขึ้นได้’

“สุดท้ายชาวโคกเมืองพบว่า ในหมู่บ้านตัวเองมีลุงคนหนึ่ง ชื่อ ลุงลั่น ศรีประสม แกปลูกต้นลำพูมาก่อนบนดินทรายแถวบ้านได้นานแล้ว แต่ไม่มีใครสังเกต พวกเราจึงคิดว่าน่าจะลองเอาต้นลำพูไปปลูกริมทะเลน่าจะดี” นายอุดม ฮิ่นเซ่ง เล่าความหลังเมื่อ 10 กว่าปีก่อนให้ฟัง

ใน พ.ศ. 2547 ชาวบ้านระดมกันปลูกต้นลำพูริมฝั่งทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้ขึ้นมาก่อน โดยใช้ลำพูเป็นต้นไม้เบิกนำบนพื้นทรายผสมโคลน

หลายปีต่อมา เมื่อดินค่อย ๆ ปรับสภาพ มีดินโคลนมาทับถมมากขึ้น ก็ปลูกต้นโกงกางเสริม ทำให้เกิดเป็นแนวป่าลำพู โกงกางยาวตลอดชายฝั่งร่วม 1 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่เกือบ 100 ไร่ในทะเล ต่อมาได้ทดลองนำต้นจาก ต้นฝาด ต้นตะบูน มาปลูกเสริม จนแนวป่ามีความหลากหลายของชนิดต้นไม้

จากฝั่งทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้ขึ้นมาก่อนในอดีต กลายเป็นป่าโกงกาง ป่าชายเลน ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างดี เพราะรากโกงกางช่วยยึดพื้นดิน โดยเฉพาะช่วงฤดูมรสุมที่คลื่นลมแรง

ที่น่าสนใจคือ นักวิชาการบางคนเรียกต้นไม้ที่ปลูกในทะเลของชาวบ้านโคกเมืองว่า ‘ป่าชายเล’ ไม่ใช่ป่าชายเลน ซึ่งอาจจะเป็นนวัตกรรมของชาวบ้าน ในการปลูกต้นไม้ในทะเลที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

แทนที่ ‘เขื่อนกันคลื่น’ ตัวการทำชายหาดหายไปตลอดกาล ด้วย ‘ป่าชายเล’ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

เมื่อป่าชายเลนเกิดขึ้นริมฝั่งทะเล สิ่งที่ตามมาคือ บริเวณนี้ได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ มีกุ้ง หอย ปู ปลา เข้ามาอาศัยอยู่มาก ชาวบ้านสังเกตว่าเมื่อมีต้นลําพูเกิดขึ้น ทําให้ปลาจำนวนมากมาวางไข่ และต่อมาชาวบ้านยังร่วมใจกันทำแนวเขตฟาร์มทะเล ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ โดยใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นแนวรอบ ชาวบ้านจะมาช่วยกันวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 7 – 10 คน และเวียนมาซ่อมแซมเดือนละครั้ง

จากนั้นใช้ภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ในการนํากิ่งไม้มาสุมไว้ในเขตอนุรักษ์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นํ้า เรียกว่าการ ‘ล้อมหมํา’ เป็นวิธีหนึ่งในการขยายพันธุ์สัตว์นํ้า ทําให้เกิดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์นํ้าเป็นพื้นที่ 320 ไร่ เป็นแบบอย่างในการฟื้นฟูลุ่มนํ้าทะเลสาบสงขลา ทะเลหน้าบ้านของพวกเขา ให้มีปริมาณสัตว์ทะเลเพิ่มขึ้น

ชาวบ้านมีรายได้สูงขึ้นจากการมีอาชีพจับกุ้ง หอย ปู ปลา ที่ระเบียบของชุมชนอนุญาตให้จับได้นอกเขตอนุรักษ์ หลายคนที่ไปหางานทำในเมืองได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิด

ปลาที่จับได้มีหลากหลายชนิดตลอดปี จากระบบนิเวศในทะเลสาบแห่งนี้ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

“ในฤดูฝนที่ฝนจากภูเขาตกลงมาหนัก ช่วยผลักดันน้ำเค็มออกไป น้ำแถวนี้กลายเป็นน้ำจืด แต่หากในฤดูแล้ง น้ำทะเลอาจจะหนุนเข้ามาลึก จนทำให้เกิดน้ำเค็มไปทั่ว ทำให้เกิดสัตว์น้ำหลากหลายชนิด มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล อาทิ ปลาลิ้นหมา ปลาแป้น ปลาทราย ปลากระโทง ปลากระบอก กุ้งก้ามกราม กุ้งหัวมัน กุ้งหัวแข็ง กุ้งกุลาดำ และปูอีกหลายชนิด และพวกเรายังมีการปล่อยลูกสัตว์น้ำเติมตลอด อาทิ ปล่อยกุ้งแชบ๊วยปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1,500,000 ตัว ปลากะพงปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 100,000 ตัว”

แทนที่ ‘เขื่อนกันคลื่น’ ตัวการทำชายหาดหายไปตลอดกาล ด้วย ‘ป่าชายเล’ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

อุดม ฮิ่นเซ่ง วัย 60 บอกกับเราว่า ได้เกษียณตัวเองแล้ว ให้ผู้ใหญ่บ้านรุ่นใหม่มาสืบทอดแนวคิดต่อ และตัวเองถอยออกมาเป็นพี่เลี้ยงแทน

เมื่อสร้างระบบนิเวศที่สอดคล้องกับท้องถิ่น ผู้คนก็ลืมตาอ้าปากได้จากการหาทรัพยากรธรรมชาติในทะเล

และที่น่ายินดีคือ เมื่อชุมชนโคกเมืองมีความเข้มแข็ง ได้ขยายแนวคิดและการปลูกป่าชายทะเลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจวิกฤตไปทั่วประเทศ ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีความมั่นคงทางอาหารมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ด้วยความคิดที่เริ่มจากการปลูก ‘ป่าเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง กลายมาเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของชาวบ้านแถวนั้น จนลืมตาอ้าปากได้อย่างมีความสุข

กลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่หัวใจไม่เล็กเลย

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load