20 พฤศจิกายน 2563
4 K

จิตใจสับสน กังวลกระวนกระวาย เครียดขึ้งจนสมองเหนื่อยล้า อาการเหล่านี้เป็นแรงขับชั้นดีให้เรามุ่งหน้าไปออนเซ็น หรือแวะไปสปานวดให้ Therapist รีดความเมื่อยขบด้วยสองมือ

หลังจากผูกสมัครรักใคร่การนวดเฟ้นกายเนื้อมาหลายปี เราได้ค้นพบศาสตร์อีกแขนงที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด วิธีนั้นคือ Shirodhara การหยดของเหลวอย่างน้ำมันอุ่นบนหน้าผากทีละน้อย ผสานกับการกดจุดบนใบหน้าและศีรษะ ชิโรดาราเป็นส่วนหนึ่งของอายุรเวท (Ayurveda) การแพทย์แผนโบราณอายุหลายพันปีที่เชื่อกันว่าเป็นความรู้ที่เทพเจ้าถ่ายทอดสู่มวลมนุษย์ โดยพระธันวันตริ เทพแห่งการแพทย์เป็นผู้เผยแพร่

ปัจจุบันชิโรดาราเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมสปาหลากหลายที่ แต่เพื่อทำความเข้าใจศาสตร์จากชมพูทวีปอย่างลึกซึ้ง เราเข้าไปชมการสาธิต และพูดคุยกับบรรดาชาวอินเดียผู้ดูแลศูนย์โยคะและอายุรเวท Prem Yog and Prana Center ซึ่งช่วยกันอธิบายความสำคัญของอายุรเวทและข้อดีของชิโรดารา

Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป

ธาตุประจำตัว

“อายุรเวทคือความรู้แห่งชีวิต ไม่ใช่แค่วิธีรักษาอาการป่วยแบบใดแบบหนึ่ง แต่เป็นวิธีการใช้ชีวิต ปรับการกิน การนอน การออกกำลังกาย การคิดอ่าน ให้สมดุลถูกต้องเพื่อให้อายุยืนยาว โดยใช้การนวดและสมุนไพรเข้าช่วย” Bita Sethi เจ้าของศูนย์ดูแลสุขภาพเอ่ย

ตามหลักอายุรเวท ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยพลังงานที่เรียกว่า ไตรโทษะ (Tri Dosha) ได้แก่ วาตะ (Vāta) ปิตตะ (Pitta) และ กผะ (Kapha) วาตะหรือธาตุลมคือพลังเคลื่อนไหว ปิตตะหรือธาตุไฟคือพลังการย่อยอาหารและระบบ metabolism กผะหรือธาตุดินและน้ำคือพลังของเหลวในร่างกายและโครงสร้างร่างกาย 

แต่ละคนมีร่างกายต่างกัน เพราะทุกคนมีพลังงานเหล่านี้ไม่เท่ากัน การดูแลร่างกายจึงต้องอิงจากประเภทธาตุหลักของตน เพราะถ้าหากธาตุเหล่านี้ไม่สมดุล อาการเจ็บป่วยจะเกิดขึ้น 

“เราต้องตรวจเช็กร่างกาย ทำแบบทดสอบ จับชีพจรก่อนว่าเป็นธาตุไหน แล้วร่างกายมีปัญหาอะไรบ้าง ถึงออกแบบการบำบัดที่เหมาะสมให้แต่ละคน” Baboo เทอราพิสต์ชาวอินเดียเอ่ย ขั้นตอนการออกแบบแนวทางดูแลร่างกายของที่นี่ครอบคลุมตั้งแต่ประเภทและปริมาณอาหารที่กิน เวลากินอาหาร ไปจนถึงการเล่นโยคะ การนวดสารพัด 

Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป

ชาววาตะหรือธาตุลม ชีพจรจะเต้นเร็วที่สุด ปิตตะหรือธาตุไฟรองลงมา และชาวกผะที่ผสมผสานระหว่างธาตุดินและธาตุน้ำ ชีพจรจะเต้นช้าที่สุด 

ชาววาตะเป็นคนว่องไว ความคิดโลดแล่น กระตือรือร้น มักมีรูปร่างผอมบาง ผิวและผมแห้ง ชาวธาตุลมมักมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะเครียด จิตใจไม่สงบ วิตกกังวล ขี้หลงขี้ลืม ปวดหัวไมเกรน ไปจนถึงระบบทางเดินหายใจ

Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป

ชาวปิตตะร่างกายร้อน รูปร่างสมส่วน ความคิดเป็นระบบระเบียบ ปัญหาของคนธาตุไฟมักเป็นระบบย่อยอาหารและโรคเกี่ยวกับท้อง ไปจนถึงการนอนไม่หลับ

ส่วนชาวกผะเป็นคนเยือกเย็น อดทน สงบนิ่ง นุ่มนวลที่สุดในบรรดาธาตุทั้งมวล อาจมีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน หรือการนอนหลับมากเกินไป 

นอกจากนี้ ยังมีคนที่มีสองธาตุโดดเด่นในคนเดียวกัน เช่นวาตะกับปิตตะ ปิตตะกับกผะ กผะกับวาตะ และคนที่มีทั้งสามธาตุพอๆ กันในตัวเลยก็มี

ชิโรดารา

ชิโรดารา ประกอบจากคำสันสกฤต 2 คำ คือ Shiro แปลว่าศีรษะ และ Dhara แปลว่าไหล หมายถึงการหยดของเหลวบนหน้าผาก บริเวณอาชณาจักระ (Agnya Chakra) หรือดวงตาที่สาม ซึ่งควบคุมการทำงานของกายและจิต ในแง่วิทยาศาสตร์ บริเวณนี้เชื่อมต่อกับต่อมไร้ท่อไพนีล หรือต่อมเหนือสมองที่ดูแลการหลั่งฮอร์โมนของร่างกาย 

การบำบัดนี้เหมาะกับคนธาตุลม และคนที่ทำงานหนัก มีปัญหาความเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการ Jetlag ทั้งยังช่วยให้เลือดลมไหลเวียน เสริมความจำให้ดี และแถมด้วยการบำรุงเส้นผม เพราะการหยดน้ำ ไม่ว่าน้ำมัน นม บัตเตอร์มิลค์ น้ำมะพร้าว น้ำสมุนไพร ช่วยเพิ่มกผะให้ร่างกายผ่อนคลาย สงบ สดชื่น คล้ายการทำสมาธิ 

Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป
Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป

ประเภทของเหลวและอุณหภูมิที่เลือกใช้ขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละคน ที่ Prem Yog and Prana Center เทอราพิสต์เลือกใช้น้ำมันสมุนไพรที่นักผสมน้ำมันเบลนด์ไว้ให้บุคคลแต่ละประเภท เช่น ชาววาตะที่ตัวเย็น ใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมฤทธิ์ร้อนอย่างน้ำมันงา ชาวปิตตะใช้น้ำมันมะพร้าวหรือบัตเตอร์มิลก์ ส่วนชาวกผะใช้น้ำมันที่เบาบางหน่อย เช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันลาเวนเดอร์ 

เมื่อนอนหงายบนเตียง ปล่อยผมสยาย และปิดตา เทอราพิสต์จะค่อยๆ หยดน้ำมันอุ่นในชามอ่างเจาะรูที่อยู่เหนือศีรษะ ให้น้ำมันบนหน้าผากไหลออกไปทางปลายผม ซึ่งมีชามรับไว้อีกทอดหนึ่ง พิธีกรรมนี้จะยาวนานราว 30-40 นาที ก่อนเทอราพิสต์จะหยุด แล้วค่อยๆ นวด Marma Point จุดสำคัญต่างๆ บนใบหน้าและบนศรีษะ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อลมปราณ ทำให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว และผ่อนคลายจากความตึงเครียดสะสม

แม้ไม่มีผลข้างเคียงตามมา แต่เทอราพิสต์ก็แนะนำว่าหลังจบชิโรดารา ควรจะพักผ่อนให้เต็มที่ ทำกิจกรรมเบาๆ ไม่ใช้งานร่างกายหนักเกินไป เข้านอนแล้วหลับให้สบาย 

Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป
Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป

ข้อจำกัดของกิจกรรมนี้คือไม่เหมาะกับผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี หญิงมีประจำเดือนและตั้งครรภ์ ผู้ถือศีลอดหรืออดอาหารผู้มีความดันต่ำ ผู้ป่วยโรคลมชัก หรือถ้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย เป็นไข้ วิงเวียน ท้องเสีย มีแผลบนศีรษะ หรือมีความเสี่ยงด้านสุขภาพอื่นๆ ก็ควรหลีกเลี่ยง โดยสอบถามรายละเอียดกับทางศูนย์อายุรเวทได้

“นาฬิกาของจักรวาลและนาฬิกาชีวิตคนสอดคล้องกันเสมอ ช่วงเวลาเช้าที่อากาศชื้นหรือช่วงฝนตก มีกผะมาก ก็ไม่ควรทำชิโรดารา ส่วนช่วงเวลาสิบโมงถึงบ่ายสองอากาศร้อน ร่างกายก็มีพลังเผาผลาญได้ดี จึงควรทานอาหารหนักช่วงนี้ ขณะที่ตอนเย็นพระอาทิตย์ตก ก็ควรทานอาหารเบาๆ เพราะร่างกายก็เผาผลาญได้น้อยลง”

เจ้าของศูนย์ดูแลสุขภาพชาวอินเดียย้ำว่าชิโรดาราเป็นการบำบัดแขนงหนึ่งที่ปลอดภัยและดีต่อผู้ทดลองมาก อย่างไรก็ดี หลักการแก้ไขปัญหาสุขภาพระยะยาวคือการปรับวิถีชีวิตกินอยู่ให้สมดุล การเรียนรู้อายุรเวทและปฏิบัติตนตามแนวทางสุขภาพ จะทำให้ชีวิตยั่งยืนและอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง

Shirodhara หยดน้ำมันอุ่นบนหน้าผาก บำบัดความเครียดตามศาสตร์เก่าแก่แห่งชมพูทวีป

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับชิโรดาราและอายุรเวทเพิ่มเติมได้ที่นี่ 


ข้อมูลอ้างอิง

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

คาดการณ์ว่าเทรนด์หนึ่งในปี 2022 นี้ จะเป็นการกินเพื่อสุขภาพใจที่ดี หลังจากที่คนทั่วโลกต้องเผชิญวิกฤตมาร่วมกัน และส่งผลต่อสภาพจิตใจมาต่อเนื่องและเนิ่นนาน

การกินเพื่อบำบัดจิตใจมีหลายวิธีการและหลากหลายระดับความเชื่อ แต่แนวทางหนึ่งที่เราสนใจคือวิถีของ Nik Heartsong นักบำบัดผู้ที่ตรวจสอบร่างกายด้วยวิถีธรรมชาติ และใช้วิธีการกินอาหารเพื่อปรับสมดุลของสภาวะในร่างกาย เป้าหมายเพื่อขับสิ่งที่ไม่ดี และทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับการเกิดพลังงานดีที่จะมีผลต่อสภาพจิตใจโดยตรง

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

“ไม่รู้ว่าจะเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ฉันเริ่มเจ็บป่วยมาตั้งแต่อายุ 25 แบบที่หาสาเหตุไม่ได้ ก่อนหน้านั้น ฉันเป็นเด็กที่แข็งแรง ชอบเล่นกีฬา เล่นยิมนาสติก แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นเยอะมาก จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากไม่มีแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนไม่อิ่ม หลับยาก สมองคิดอะไรไม่ค่อยออก แพ้ มีอาการคันตามผิวหนัง และรู้สึกถึงการอักเสบในร่างกาย มีการติดเชื้อ ฉันไปหาหมอหลายที่ ไปหาแพทย์ทางเลือก ทั้งฝังเข็มและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครหาสาเหตุได้ ต่างคนต่างก็วินิจฉัยไปในวิถีทางของตัวเอง” นิคเริ่มเล่าเรื่องของตัวเธอให้ฟังในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่เราเพิ่งทำซาวน่าด้วยกันเสร็จ 

มันเป็นเส้นทางที่ยากลำบากและเข้มข้นกับการหาสาเหตุความเจ็บป่วยด้วยตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ และเธอก็พอใจและภูมิใจในผลลัพธ์เอามาก ๆ และสุดท้ายจากประสบการณ์ของเธอ ทำให้ได้ทำงานที่เธอรัก ช่วยเหลือผู้คน นิคมีอาชีพเป็น Quantum Bioresonance Therapist หรือนักบำบัดโรคด้วยคลื่นความถี่ (เราจะยังไม่พูดถึงบทบาทนี้ของเธอในบทความนี้ แต่ติดตามได้ว่าเธอมีคอร์สอะไรบ้างได้ที่ www.wingedhearthealing.com) เธอใช้ตัวเองพิสูจน์ว่าโรคต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้มันมีสาเหตุมาจากอะไร ทำให้นิคอยากแลกเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับใครอีกหลายคน

“จากจุดนั้น ฉันเลยเริ่มมาสังเกตตัวเองอย่างละเอียด ดูอาการของตัวเอง ใช้การรับรู้ความรู้สึกและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ดูวิถีการใช้ชีวิต การกิน 

“จนสุดท้าย ฉันค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย ปรสิต และอาหาร” นิคเล่าถึงสิ่งที่เธอค้นพบ

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

ตอนนี้นิคอายุ 36 แต่เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เธอเพียรหาคำอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสุดท้ายเธอคิดว่ามันเป็นความโชคดีที่เธอเจ็บป่วยมาตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อให้เข้าใจร่างกาย อาหารที่ก่อโรค และดูแลตัวเองได้อย่างที่มันควรจะเป็นจนถึงทุกวันนี้

“ฉันใช้ตัวเองเป็นตัวทดลอง เพื่อรักษาตัวฉันเองโดยไม่พึ่งพาหมออีกต่อไป ฉันสังเกตทุกอย่างว่ากินอาหารอะไร แล้วมันส่งผลต่อร่างกายแบบไหน แล้วสุดท้ายฉันก็ค้นพบว่า ปรสิตอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด 

“ทุกการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และไม่มีหมอคนไหนพูดถึงสิ่งนี้ให้ฉันฟัง จากอาการของฉันที่กล่าวมาข้างต้น มันไปจบที่การเป็นมะเร็งได้ จึงอธิบายได้ว่าอาหารบางประเภทเป็นอาหารที่ทำให้ปรสิตเติบโตมากขึ้น มันสร้างสภาพแวดล้อมให้ปรสิตเติบโตได้ดี และน้ำตาลเป็นตัวอันตรายที่สุด (ส่วนน้ำตาลมะพร้าว หญ้าหวาน และน้ำผึ้ง ทานได้) นอกจากนั้นยังมีแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม กลูเตน และถั่วเหลืองอีก ซึ่งถ้าหากไม่บอกว่าอาหารเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของปรสิต อาหารเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อภายในร่างกายได้ง่ายมาก” 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

นิคลองเข้ารับ Treatment และ Therapy มาเกือบหมดทุกอย่าง ไปมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทั้งการฉีดวิตามิน การใส่ออกซิเจนในร่างกาย หรือแม้แต่ทำเลเซอร์เพื่อรักษาโรค แต่กลับไม่มีวิธีไหนได้ผลดีเลย จนได้พบว่าปรสิตนี้เองที่เป็นตัวการ เพราะเมื่อปรสิตเข้าไปในร่างกายเรา มันจะสร้างรัง ซึ่งรังนี้ก็จะดูดแบคทีเรีย เชื้อรา และโลหะหนัก ให้หมักหมมอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดโรค ถ้าเราฆ่าเฉพาะแค่แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยไม่ทำลายปรสิตไป เมื่อมีแบคทีเรียและเชื้อราตัวใหม่เข้ามา มันก็จะไปเติบโตในรังของปรสิตอยู่ดี พอรู้อย่างนี้ ฉันก็หาวิธีที่จะกำจัดปรสิตในร่างกาย ศึกษาอยู่หลายวิธี ทั้งที่แบบซื้อยาจากร้านขายยา แต่มันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร 

จนนิคค้นพบวิธีธรรมชาติ นั่นก็คือการทำ Juice Fasting หรือการอดอาหารและดื่มน้ำผลไม้อย่างเดียว ร่วมกับการสวนทวารด้วยน้ำกาแฟหรือกระเทียม โดยใช้กระเทียม 3 กลีบปั่นกับน้ำสะอาดแล้วสวนล้างทวารเข้าไป ต่อเนื่องเป็นเวลา10 วัน และทำซาวน่าเป็นบางวัน 

หรือการทาน Juice Shot ที่นิคเรียกมันว่า Parasite Bomb ทุกเช้าที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ กระเทียม ขมิ้น ขิงมะนาว ส้ม และหยดออริกาโนออยล์ 2 – 3 หยดเป็นเวลา 2 อาทิตย์ 

ส่วนวิธีที่ง่ายที่สุดและราคาไม่แพง แต่ใช้เวลานานสุดคือ การกินดินเบาหรือไดอะตอมไมต์ (Diatomaceous Earth) 2 – 3 เวลาต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน โดยตักมา 1 ช้อนโต๊ะผสมในน้ำแล้วดื่ม เป็นวิธีที่ปลอดภัย แม้แต่เด็กก็ทานได้ เพราะดินเบามีคุณสมบัติดูดซับไขมันที่ผนังลำตัวชั้นนอกของปรสิต ทำให้มีการสูญเสียน้ำ ประกอบกับรูปร่างของดินเบา ถ้าส่องกล้องจุลทรรศน์ดูจะเห็นว่าชั้นผิวรอบนอกขรุขระ ซึ่งขีดข่วนลำตัวปรสิตให้สูญเสียน้ำเช่นกัน และเนื่องจากปรสิตเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก การสูญเสียน้ำนิดเดียวมันก็ตายได้ 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

วิธีสุดท้ายคือการรักษาด้วยสมุนไพร ซึ่งจะกินเป็นแบบแคปซูลหรือแบบผงก็ได้ มี 3 อย่างด้วยกัน คือ วอลนัทดำ บอระเพ็ด และกานพลู ซึ่งต้องกินติดต่อกัน 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน เพราะปรสิตมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ละชนิดก็มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน บางพันธุ์สั้น บางพันธุ์ยาว ดังนั้นบางทีเราฆ่าตัวไปแล้ว แต่ไข่อาจจะยังอยู่

ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจว่าปรสิตเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคทางกาย แต่ถ้าให้มองลึกลงไปในแง่พลังงาน เจ้าปรสิตนี้ก็มีผลต่อจิตใจและอารมณ์เช่นกัน เพราะสสารทุกอย่างเริ่มต้นที่พลังงาน มันมีแรงสั่นสะเทือน มีความถี่ ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นพลังงาน และเมื่อคลื่นความถี่ในร่างกายถูกรบกวน ร่างกายและจิตใจก็เกิดความไม่สมดุล ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและใจ จึงกลับมาเล่นงานเราได้นั่นเอง 

มีความเชื่อว่าบางครั้งการเติบโตของปรสิตในร่างกาย ก็มาจากนิสัยบางอย่างที่เกิดจากความไม่ชัดเจนในตัวเอง เช่น การไม่สร้างเกราะให้ตัวเอง เช่น การไม่สามารถพูดว่า ได้ หรือ ไม่ได้ แบบตรงไปตรงมา พลังงานความถี่ของนิสัยเหล่านี้ จะส่งผลกลับให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของปรสิตเช่นกัน 

ปกติแล้ว เราดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมวของเราด้วยการให้กินยาฆ่าพยาธิทุกเดือน แล้วทำไมเราถึงจะดูแลตัวเองไม่ได้ 

อย่างที่บอกไปข้างต้น วิธีที่ทรงพลังและได้ผลที่สุดคือ Juice Fasting ซึ่งจะเป็นน้ำผักผลไม้อะไรก็ได้ที่ไม่มีกากใย แต่ถ้าเน้นเป็นผักใบเขียวได้ก็จะดี เพราะวิธีนี้เชื่อมต่อกับจิตใจของเราด้วย มันสร้างวินัยอย่างสูง และสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจให้เราผ่านไปได้ 

มันอาจทำให้บางคนอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ Distract ตัวเองด้วยการออกไปเจอเพื่อน ไปเจออาหาร เป็นเหมือนการเยียวยาทั้งกายใจไปพร้อมกัน แต่ในกระบวนการนี้จะมีข้อห้าม เช่น ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่ ซึ่งเป็นข้อดีที่การอดไปสักระยะ เป็นการชนะใจตนเองในรูปแบบหนึ่งหลังจากผ่านไปได้ 10 วัน หรือยิ่งถ้าบางคนทำได้นานกว่านั้น ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกเข้มแข็งจากภายใน

หลังจากทำแล้ว ถ้าใครเจ็บป่วยอยู่หรือมี Body Awareness มาก ๆ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่ายกายและจิตใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ในช่วงแรกที่ทำแนะนำให้ทำทุก 3 เดือนครั้ง หลังจากนั้นค่อยปรับเป็นปีละ 2 ครั้ง 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

หลังจาก Fast ครบ 10 วันแล้ว ให้ค่อย ๆ ปรับตัวมาเริ่มกินอาหารอ่อนก่อน เช่น Smoothie แล้วก็ซุป ค่อย ๆ ให้ร่างกายปรับตัว แล้วก็ให้เริ่มกินโพรไบโอติกและอาหารหมักดอง เพื่อเพิ่มแบคทีเรียที่ดีในร่างกาย เพราะตอนที่เราฆ่าปรสิต เราก็ฆ่าแบคทีเรียที่ดีในร่างกายไปด้วย 

ทั้งโพรไบโอติกและอาหารหมักดองเป็นสิ่งที่เราควรกินทุกวัน ใส่มันไปในมื้ออาหารทุกมื้อ อาจเป็นมิโซะ กิมจิ ซาวเคราท์ Apple Cider Vinegar หรือคีเฟอร์ก็ได้ อาหารเหล่านี้มีผลดีต่อลำไส้และสมอง ถ้าวันไหนรู้สึกโกรธ รู้สึกแย่ รู้สึกหดหู่ อาหารเหล่านี้ช่วยได้ 

อีกอย่างหนึ่งคือไขมันดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว ถั่วต่าง ๆ เมล็ดแฟลกซ์ ปลาที่มีโอเมก้า 3 

ในเมืองไทยเรามักใช้น้ำมันที่ไม่ค่อยดีในการประกอบอาหาร แต่ที่จริงแล้วน้ำมันที่ดีมีมากมายในเมืองไทย เช่นน้ำมันมะพร้าว รองลงมาก็น้ำมันมะกอกและน้ำมันอะโวคาโด การใช้น้ำมันที่ดีมีผลต่อสุขภาพ ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ด้วย 

“จะว่าไปแล้วทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปทั้งหมด มาจากการกระทำของมนุษย์เรานี่เอง ปรสิตก็มาจากอาหาร อากาศ น้ำ ของที่เรากินเข้าสู่ร่างกาย ยิ่งตอนนี้ปรสิตเติบโตมากมาย ก็เพราะเราปฏิบัติต่อโลกไม่ดี เราไม่ดูแลบำรุงดิน เราปลูกพืชซ้ำไปมา เราใช้เคมีในพืชและในดิน เราเลี้ยงสัตว์ที่เรากินในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีเชื้อโรคมากมาย เราใช้เคมีในสัตว์ แล้วพอกินเข้าไปเราก็ป่วย เหมือนเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง” นิคเล่าปิดท้าย

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load