ภาคอีสานวันนี้ นอกจากต้องสู้กับโรคระบาด COVID-19 แล้ว ปัญหาภัยแล้งก็ดูจะหนักหนาแสนสาหัสจริงๆ ในขณะเดียวกัน หลายคนเริ่มออกมาทำนายว่า หลังจากวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งนี้ผ่านพ้นไป การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งใหญ่ในสังคมอาจจะเกิดขึ้น 

ชีวิตในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนหนาแน่น มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับความสุขอันยั่งยืนอีกต่อไป แต่ชุมชนในท้องถิ่นที่พึ่งตนเองได้จริงจัง ผลิตอาหารเอง อากาศดี เข้าถึงเทคโนโลยีได้สะดวก มีป่าและมีแหล่งน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาจเป็นคำตอบของผู้คนในสังคมยุคใหม่

บางทีชุมชนตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อาจตอบโจทย์อะไรบางอย่าง

ก่อน COVID-19 จะกระจายออกจากกรุงเทพมหานครไม่นาน ผู้เขียนมีโอกาสไปเดินสำรวจป่าโคกโสกบก ป่าชุมชนที่ชาวตำบลหนองบัวสะอาดช่วยกันปกป้องไม่ให้ถูกบุกรุกทำลายมานาน

ป่าแห่งนี้มีขนาดพื้นที่หกร้อยกว่าไร่ มีความอุดมสมบูรณ์มาก ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำซับโป่งหวาย มีน้ำผุดตลอดทั้งปีและเป็นต้นน้ำของลำห้วยหวาย ลำน้ำสำคัญของตำบลหนองบัวสะอาดที่หล่อเลี้ยงชุมชนหลายหมู่บ้าน

ชาวบ้านที่พาไป ชี้ให้ดูพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด ทั้งสมุนไพรและเป็นแหล่งอาหารจากป่า เช่น อีรอก ดอกกระเจียว ผักหวานป่า หน่อไม้ เห็ดชนิดต่างๆ และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เช่น กระรอก กระแต กระต่าย และหมาจิ้งจอก

“ตำบลหนองบัวสะอาด มีป่าชุมชนกระจายอยู่รอบๆ ตำบลอีกห้าป่า รวมพื้นที่แล้วประมาณสองพันไร่ เป็นหลักประกันความยั่งยืนของความเป็นป่าต้นน้ำที่มีน้ำซึมออกมาสู่หนองน้ำเบื้องล่าง”

ทางออกของปัญหาวิกฤตชีวิตหลัง COVID-19 และภัยแล้งที่หาได้จากตำบลหนองบัวสะอาด โคราช

ไม่ไกลจากป่า ผมเห็นหนองน้ำขนาดใหญ่ยังมีปริมาณน้ำเกินครึ่ง ชาวบ้านจะมีน้ำประปา น้ำใช้ รวมไปถึงการกระจายน้ำไปสู่พื้นที่เกษตรอย่างพอเพียงไปตลอด และยังมีการฟื้นฟูลำห้วย ขุดลอกคูคลองอีกหลายแห่ง เป็นหลักประกันว่า หน้าแล้งนี้พวกเขามีน้ำกินน้ำใช้แน่นอน โดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเลย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ชาวตำบลหนองบัวสะอาดผ่านร้อนผ่านหนาวมานานแล้ว

พวกเขามีความเชื่อตลอดว่า “ไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ”

พวกเขาทราบดีว่า หากป่าไม้ชุมชนถูกทำลาย จะส่งผลกระทบต่อดินและแหล่งน้ำ เพราะเมื่อเผาหรือถางป่าไปแล้ว พื้นดินจะโล่ง ขาดพืชปกคลุม เมื่อฝนตกลงมาก็จะชะล้างหน้าดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินไป นอกจากนั้น เมื่อขาดต้นไม้คอยดูดซับน้ำไว้ ยามหน้าฝนน้ำก็จะไหลบ่าท่วมบ้านเรือนและที่ลุ่ม เมื่อถึงฤดูแล้งก็ไม่มีน้ำซึมใต้ดินไว้หล่อเลี้ยงต้นน้ำลำธาร ทำให้แม่น้ำมีปริมาณน้ำน้อย พวกเขาจึงปกป้องป่าไม่ให้ถูกบุกรุกมาโดยตลอด โดยเฉพาะการถูกบุกรุกให้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ของนายทุนจากภายนอก

พ.ศ. 2549 พระครูกิตติศีลโสภณ ผู้นำสำคัญของตำบลได้ริเริ่มโครงการบวชป่าขึ้น ร่วมมือกับผู้นำชุมชนออกระเบียบการใช้ป่าชุมชน ใช้มาตรการเข้มงวดสำหรับผู้ลักลอบตัดไม้ ทั้งปรับและส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังจากนั้นจึงเริ่มปลูกป่าในพื้นที่สาธารณะทั่วไป เริ่มจากวัด โรงเรียน ริมถนน ส่งเสริมให้ประชาชนนำไม้ไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่ไร ที่นา หรือที่อยู่อาศัย

“อาตมามีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาให้ตำบลหนองบัวสะอาดเป็นปอดให้กับคนบัวใหญ่และเป็นพื้นที่ปลอดขยะอย่างถาวร”

ทุกวันนี้หากใครแวะผ่านไปตำบลหนองบัวสะอาด ภาพแรกที่เห็นคือต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง และชาวบ้านมาวิ่งออกกำลังกายจนเป็นภาพชินตา

จากนั้นท่านพระครูกิตติศีลโสภณก็เริ่มรณรงค์ให้กำจัดขยะในพื้นที่สาธารณะ โดยท่านได้เริ่มเก็บขยะและนำไปเผาด้วยตัวเองพร้อมกับนำพระสงฆ์ไปช่วยเก็บขยะ 

เมื่อพระสงฆ์ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ความร่วมมือของทุกฝ่ายในตำบลก็เกิดขึ้นตามมา พ.ศ. 2552 มีการจัดตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำสาธารณะ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวสะอาด มีรูปแบบชัดเจนมากขึ้น มีการปลูกป่าทดแทนมากขึ้น ระดมอาสาสมัครมาขุดลอกหนองคูคลองเป็นประจำ และกลายเป็นหมู่บ้านปลอดขยะในเวลาต่อมา

หมู่บ้านแห่งนี้มีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน มีกฎกติกา การให้ความรู้ การลดขยะต้นทาง และทำข้อตกลงการบริหารจัดการขยะร่วมกันของชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น 

เมื่อมีน้ำสมบูรณ์แล้ว ชาวชุมชนหนองบัวสะอาดจึงหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น จนทำให้การปลูกข้าวอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเอง

ทางออกของปัญหาวิกฤตชีวิตหลัง COVID-19 และภัยแล้งที่หาได้จากตำบลหนองบัวสะอาด โคราช

“เรื่องของเรื่องคือ มีลูกบ้านคนหนึ่งเป็นพนักงานของสถานีโทรทัศน์ดังช่องหนึ่ง ตอนแรกลูกบ้านก็เอาข้าวอินทรีย์ปลอดสารไปทดลองขายในบริษัท ปรากฏว่าคนซื้อไปกินแล้วติดใจ มีการบอกต่อๆ กัน ทั้งดารา นักร้องในช่องมาซื้อกันมากมาย แทบจะผลิตไม่ทันขาย” กำนันเล่าให้ผู้เขียนฟัง

เมื่อมีตลาดชัดเจน มีผู้ซื้อแน่นอน ชาวบ้านจึงเริ่มหันมาสนใจปลูกข้าวอินทรีย์แทนข้าวที่ใช้สารเคมี ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมกลุ่มจำนวน 369 ครัวเรือน จากทั้งหมด 1,687 ครัวเรือนของตำบล คิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มาก

หากคิดว่าเกษตรอินทรีย์คือคำตอบระยะยาวสำหรับอนาคตของเกษตรไทย ในฐานะแหล่งผลิตอาหารของโลก ตำบลหนองบัวสะอาดน่าจะเป็นโมเดลที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่ง

“ปลูกข้าวอินทรีย์สอนให้พวกผมอดทนและรอคอย เพราะปลูกปีแรกๆ ไม่ค่อยได้ผลหรอก แต่สองสามปีต่อมา ผลิตผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเท่ากับนาที่ใช้ยา คือได้ข้าวไร่ละสามร้อยถึงสี่ร้อยกิโลกรัม แต่ขายได้ราคาแพงกว่า และที่สำคัญคือไม่มีรายจ่ายค่ายา ค่าปุ๋ย” ชาวบ้านคนหนึ่งที่ผมนั่งล้อมวงคุยในเย็นวันนั้นพูดจบ อีกคนหนึ่งก็เล่าให้ฟังต่อว่า

“สิ่งที่ได้กลับคืนมาอีกอย่าง คือสุขภาพของพวกเรา ตั้งแต่เลิกใช้ยา สุขภาพดีขึ้นจริงๆ และทุกวันนี้ ลูกหลานเรายังมีเวลาไปวิ่งออกกำลังกาย ไม่ต้องทนกลิ่นเหม็นจากการสูดดมยาเหมือนเมื่อก่อน”

เย็นนั้น หลังจากนั่งสนทนากับผู้คนหลากหลาย ทั้งพระ ผู้ใหญ่ และเยาวชน ผมรู้สึกได้ว่าหนองบัวสะอาดเป็นชุมชนที่มีความสามัคคี เป็นตัวอย่างที่ดีของเครือข่ายระดับตำบลที่หาได้ยาก มีการเชื่อมโยงหลายหมู่บ้านมาเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยกันรักษาป่าในทุกกลุ่ม เช่น ชาวบ้าน พระ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู นักเรียน อบต. กรมป่าไม้ ซึ่งต่างมาด้วยความเข้าใจ ทำให้ไม่มีผู้นำที่โดดเด่น แต่มีความหลากหลายขององค์ความรู้ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ใหญ่สู่เด็กรุ่นใหม่ ทำให้มีตัวแทนระดับเยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน 

การทำเกษตรอินทรีย์กลายเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของชาวบ้านในอนาคต และหมายถึงอาหารที่คนในชุมชนผลิตเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาจากภายนอก และยังไม่นับรวมสุขภาพของผู้คนที่ดีขึ้นโดยถ้วนหน้า 

คำตอบของวิถีชีวิตสมัยใหม่จึงอาจจะอยู่ในท้องถิ่น อยู่ที่ว่าคนในชุมนุมจะร่วมมือกันสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

ทางออกของปัญหาวิกฤตชีวิตหลัง COVID-19 และภัยแล้งที่หาได้จากตำบลหนองบัวสะอาด โคราช

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

หลายคนไม่ทราบว่า รังนกกระจาบธรรมดาขายได้

หากเปิดเข้าไปในเว็บซื้อขายออนไลน์ จะพบรังนกกระจาบธรรมดามีหลายราคาให้เลือก ผู้คนนิยมซื้อไปแต่งบ้าน

แต่ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนคงไม่ทราบว่า กว่าจะถักทอรังนกกระจาบได้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

แม้ว่า ‘นกกระจาบธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง ห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก’

ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเห็นรังนกกระจาบหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตอย่างจริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณท้องนาแถวบ้าน มีนกกระจาบมาทำรังหลายรังบนต้นไม้ จึงได้มีโอกาสศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จนเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมนกกระจาบได้ฉายาว่า เป็นสถาปนิกผู้สร้างรังนกได้โดดเด่นชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว

นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver) เป็นนกพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ รูปร่างขนาดเท่านกกระจอก มีปากแข็งหนารูปกรวย หางสี่เหลี่ยมสั้น บินโฉบเหมือนนกนางแอ่น อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ท้องนา ริมหนองบึง ป่าละเมาะ มักอยู่รวมเป็นฝูง กินเมล็ดพืช ข้าว และสัตว์เล็กบางชนิด

ความโดดเด่นของนกชนิดนี้พบเห็นได้เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์และการทำรัง สังเกตได้จากหน้าผากสีน้ำตาลอ่อนสลับลายน้ำตาลเข้ม คล้ายนกกระจอกใหญ่ของนกกระจาบตัวผู้ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ให้สีสันสดใสดึงดูดนกตัวเมีย

ปีนี้สังเกตว่า ตามท้องทุ่งมีนกกระจาบทำรังเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อากาศร้อนจัดมาก

ทุกเช้า นกกระจาบจะส่งเสียงร้องไปทั่ว ผู้เขียนเริ่มเห็นตามกิ่งไม้ของต้นไม้ อาทิ ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง มีก้านใบสีเขียวๆ ผูกเป็นปม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัง

สักพักเห็นนกกระจาบตัวผู้หัวสีเหลืองสดใส บินไปเกาะใบมะพร้าวแล้วค่อยๆ ใช้ปากแข็งหนาเป็นพิเศษ ฉีกใบออกเป็นเส้น และคาบก้านบางๆ สีเขียวมาพันกับตรงปมค่อยๆ ทำส่วนบนสุดของรังทบหลายชั้นหลายเส้นให้มั่นคง

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

อาทิตย์ต่อมา รังก็เริ่มเป็นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคอยาวสีเขียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘หมวก’ ทุกๆ วันนกตัวนี้บินไปฉีกใบมะพร้าว ใบต้นอ้อ ใบหญ้า ใบต้นข้าว ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นเส้นยาว บินมาถักทอรังอย่างประณีต เมื่อลองส่องกล้องดูพฤติกรรมใกล้ๆ พบว่านกกระจาบใช้ปากค่อยๆ สอดเส้นใบสลับกันราวกับกำลังทอผืนผ้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะมาก ที่นกเล็กๆ ตัวหนึ่งจะสร้างรังขนาดใหญ่กว่าตัวได้อย่างละเอียด

ผู้เขียนสังเกตว่า รังส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรับแดดยามเช้า และอากาศไม่ร้อนเกินไปในช่วงบ่ายที่มีต้นไม้ด้านทิศตะวันตกบังอยู่ ซึ่งอากาศร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้ นับว่านกกระจาบเป็นนักดูฮวงจุ้ย หรือนักดูทิศทางลมก่อนจะตั้งบ้านเรือนตัวแม่เลย

เคยมีการบันทึกว่า นกกระจาบตัวผู้ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาบินไปคาบใบมะพร้าว ใบหญ้า มาสร้างรังประมาณ 18 วัน และนกกระจาบต้องบินไปคาบเส้นใบมาทำรังประมาณ 500 เที่ยว กว่าจะสร้างได้หนึ่งรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความเพียรพยายามของสัตว์โลกชนิดนี้

แต่ภารกิจของนกตัวผู้ยังไม่จบเท่านั้น สร้างบ้านจวนเสร็จ ก็ใช่ว่าจะหาคู่ครองได้ทันที

ชาวบ้านเรียกกันว่า… รังจีบหญิง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

เมื่อนกตัวผู้สร้างรังนกเกือบเสร็จ ตัวผู้เริ่มแสดงให้ตัวเมียที่บินผ่านโดยกระพือปีกส่งเสียงร้อง ราวกับเชื้อเชิญให้มาสำรวจรังรักว่าพอใจไหม พอนกตัวเมียสนใจบินมาตรวจดูรัง ว่าบ้านหลังนี้ของว่าที่เจ้าบ่าวจะมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามสำหรับการวางไข่ ออกลูกไหม

ตัวผู้บางตัวอาจขยันสร้างหลายรังที่ยังไม่เสร็จ แล้วเริ่มกระพือปีกส่งเสียงเกี้ยวตัวเมีย เชื้อเชิญมาให้เลือกรัง พอตัวเมียพอใจรังใด ก็ค่อยสร้างรังนั้นต่อให้เสร็จ

ธรรมชาติของนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้บางชนิดอาจโชว์ความสามารถหลายอย่างดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ อาทิ สีสัน ความสวยงามของรูปร่าง ขนปีก และการเต้นรำ หรือการรำแพนหาง อาทิ นก Bird of Paradise หรือนกยูง แต่สำหรับนกกระจาบแล้ว ดึงดูดเพศเมียด้วยการแข่งกันสร้างรังอันมั่นคง แข็งแรง

รังรักที่ตัวเมียบางตัวแสดงท่าทีพึงพอใจ ด้วยการมุดเข้าไปสำรวจในรัง และบินออกมาเกาะนอกรัง เป็นการส่งสัญญาณตกลงปลงใจ ผู้เขียนเห็นตัวผู้บินขึ้นไปเกาะตัวเมียขึ้นผสมพันธุ์ทันที เสมือนประกาศการสมรส หลังจากนั้นทั้งคู่จะบินไปคาบใบมาช่วยกันสานสร้างรังรักต่อไป ตัวเมียอาจคาบเอาดินโคลนเข้าไปเสริมความแข็งแรงข้างในรัง และเสร็จสมบูรณ์ด้วยการสร้างปล่องยาวทางเข้าด้านล่าง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

การสร้างรังของนกกระจาบ นอกจากถักทอสานเส้นใบได้อย่างละเอียด ส่วนบนที่ผูกติดกับกิ่งไม้ ต้องรับน้ำหนัก และแรงลมเวลาพายุพัดได้อย่างดีเยี่ยม ทำเลลอยสูงอยู่เหนือพื้นน้ำ หรือพื้นดิน ทางเข้าของรังอยู่ด้านล่าง เป็นการช่วยป้องกันภัยร้ายจากศัตรู อาทิ งู กิ้งก่า ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับที่เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันโดดเด่น

ทำเลที่ตั้งก็จะกลืมกลืนกับสภาพแวดล้อมมาก รังจะแฝงเร้นอยู่ในกลุ่มใบไม้หรือใบมะพร้าว จนหากไม่สังเกตก็จะมองผ่านไปเลย

ขณะเดียวกัน รังนกกระจาบหลายรังถูกทิ้งร้างไปหรือสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเมียบินมาเกาะสำรวจดูแล้วไม่สนใจ นกตัวผู้จึงไม่สร้างรังให้เสร็จ กลายเป็นรังร้าง และหากลองสังเกตคร่าวๆ ดูเหมือนรังร้างจะมีมากกว่ารังที่สร้างเสร็จ ซึ่งสังเกตได้ หากรังใดไม่มีปล่องยาวต่อลงมา แสดงว่าเป็นรังร้าง

เห็นรังร้างมากมาย น่าสงสัยว่า นกกระจาบตัวเมียช่างพิถีพิถันในการเลือกเรือนหอจริง ๆ

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

ในช่วงเวลาสร้างรัง ผู้เขียนสังเกตว่า นกตัวผู้บางตัวที่สร้างรังอยู่ใกล้กันบนต้นไม้เดียวกัน จะแสดงพฤติกรรมขโมยเส้นใบของรังตัวอื่นคาบกลับมาสานรังตัวเอง หากเจ้าของรังเผลอ และบ่อยครั้งเห็นนกตัวผู้ส่งเสียงร้องทะเลาะ ประกาศอาณาเขต และตีปีกจิกตีกันกลางอากาศ

ปกตินกกระจาบจะกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร แต่ช่วงเวลาสร้างรัง ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก สังเกตว่าอาหารของนกจะมีหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นนกคาบผีเสื้อ ตั๊กแตน จิ้งจก กินเป็นอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างเร่งด่วน

ปกติแต่ละรัง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 2 – 4 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 อาทิตย์ ใกล้เคียงกับไก่แจ้ที่บ้าน นกกระจาบตัวผู้บางตัวอาจอยู่ช่วยเลี้ยงลูก แต่บางตัวอาจบินจากไปแปลงร่างเป็นชายโสด ขยันสร้างบ้านใหม่ เพื่อดึงดูดรอรับเจ้าสาวตัวใหม่อีกครั้ง

นกกระจาบจึงเป็นสถาปนิกแสนขยัน สร้างรังอันซับซ้อนและประณีต จนได้รับการยกย่องว่า เป็นนกช่างสาน (Weaver Bird) สถาปนิกเอกของโลกชนิดหนึ่ง

แต่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load