Seiko เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า นาที ความดีเยี่ยม และความสำเร็จ

และ Seiko ยังเป็นชื่อแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกา จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ ทั้งเป็นแบรนด์นาฬิกาข้อมือแบรนด์แรกของญี่ปุ่นที่ริเริ่มผลิตนาฬิกาควอตซ์จนทำให้เกิดยุค Quartz Crisis ผลิตนาฬิกาดำน้ำเรือนไทเทเนียมรุ่นแรกของโลก และอีกมากมาย

แบรนด์ที่เบื้องหลังการผลิตไม่ได้เป็นแค่โรงงานนาฬิกา แต่เป็น House of Watchmaking ที่ผลิตทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยตัวเอง และมีช่างผู้ชำนาญการที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของนาฬิกาดั่งเป็นงานฝีมือ

แม้มีบันทึกความสำเร็จในประวัติศาสตร์ไว้มากมาย แต่ Seiko ยังยึดคติ Keep Going Forward อยู่เสมอ ดั่งเข็มนาฬิกาที่ไม่เคยหยุดเดิน ในโอกาสที่ Seiko ฉลองครบ 140 ปีที่ญี่ปุ่นและครบ 30 ปีในไทยใน ค.ศ. 2021 นี้ The Cloud ชวนมาทำความรู้จักและไขข้อสงสัย ว่าทำไม Seiko ถึงเป็น Timeless Brand ที่ใครก็อยากสวมใส่ติดข้อมือตลอดมา

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

1. Seiko เกิดจากช่างซ่อมนาฬิกาผู้เริ่มต้นจากผลิตนาฬิกาแขวนและนาฬิกาแบบพกพา

เรื่องราวของ Seiko ไม่ได้เริ่มที่นาฬิกาข้อมือ

ค.ศ. 1881 ณ ย่านกินซ่า กรุงโตเกียว ช่างซ่อมนาฬิกาชาวญี่ปุ่นนาม คินทาโร่ ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) เปิดร้านซ่อมนาฬิกาแขวนผนังและนาฬิกาแบบพกพา (Pocket Watch) 

สมัยก่อนนาฬิกามีราคาแพงเพราะมีกลไกซับซ้อน คินทาโร่อยากให้ทุกคนรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้วและมีสติอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่

11 ปีต่อมาหลังเปิดร้านซ่อมนาฬิกา เขาจึงเปิดโรงงาน Seikosha เพื่อผลิตนาฬิกาแขวนและนาฬิกาพกอย่างจริงจัง

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

2. คิดค้นนาฬิกาข้อมือและเอาตัวรอดผ่านสงครามโลกได้ ด้วยการคิดถึงความต้องการของผู้ใช้ 

จากนาฬิกาพกที่ชาวญี่ปุ่นยุคก่อนสงครามนิยมพกใส่สูทออกนอกบ้าน คินทาโร่นำมาย่อชิ้นส่วนให้เล็กลงเพื่อให้สะดวกต่อการสวมนอกบ้าน และเชื่อมใส่สายกลายเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของญี่ปุ่น ตั้งชื่อว่า Laurel สมัยที่บนหน้าปัดยังไม่ใช้คำว่า Seiko ด้วยซ้ำ

จนถึง ค.ศ. 1924 จึงเริ่มใช้ชื่อแบรนด์ว่า Seiko และกลายเป็นนาฬิกาข้อมือแบรนด์แรกของญี่ปุ่นที่ใช้งานได้ดีในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้ จนทำให้แบรนด์นาฬิกายุโรปที่มีราคาสูงในเวลานั้นต้องล้มหายตายจากไปเกือบหมดในญี่ปุ่น

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

ต่อมา ค.ศ. 1945 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นโดนระเบิดทำให้การผลิตและขนส่งนาฬิกาในโรงงานได้รับผลกระทบ Seiko ปรับตัวโดยผลิตนาฬิการุ่น Military Watch สำหรับทหาร ซึ่งปูทางให้นาฬิกา Seiko โดดเด่นด้านฟังก์ชันและความทนทานในเวลาต่อมา

3. หลักวินาทีของ Seiko ที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาในยุค Quartz Crisis

ในวงการนาฬิกา หลักวินาทีมีความสำคัญมาก ความแม่นยำของเข็มนาฬิกาที่ละเอียดขึ้นในหลักวินาที เปลี่ยนการใช้ชีวิตในแต่ละวันของผู้คนให้เที่ยงตรงขึ้น และพลิกโฉมอุตสาหกรรมนาฬิกาไปอย่างสิ้นเชิง

การคิดค้นนาฬิกาควอตซ์ของ Seiko ใน ค.ศ. 1969 ซึ่งคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกิน 5 วินาทีต่อเดือน ทำให้แบรนด์นาฬิกากว่าครึ่งต้องปิดตัวลงจนต้องเรียกยุคนั้นว่า Quartz Crisis

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

เมื่อสินค้าแบรนด์หนึ่งใช้งานได้ดี มีคุณภาพกว่าแบรนด์อื่นเป็นร้อยเท่า ทำให้แบรนด์นั้นกลายเป็นผู้นำในวงการนั้นไปโดยปริยาย ดังเช่น Seiko ที่ยังคงเป็นผู้นำนาฬิกาควอตซ์มาจนถึงทุกวันนี้ 

ในเวลาต่อมา Seiko ได้คิดค้นและพัฒนากลไกที่เรียกว่า Spring Drive ต่อจากระบบควอตซ์ซึ่งสามารถเดินได้อย่างลื่นไหลและเงียบสนิท คลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 วินาทีต่อวัน เป็นระบบที่ทำให้นาฬิกาเดินได้ในระยะเวลามาตรฐานที่ 72 ชั่วโมง เพราะคำนวณแล้วว่าเมื่อถอดนาฬิกาออกวันศุกร์หลังเลิกงาน เช้าวันจันทร์ก็หยิบมาใส่แล้วนาฬิกาพร้อมเดินต่อได้ทันที เข็มนาฬิกาถูกออกแบบมาให้เดินตามจังหวะชีวิตของผู้สวมใส่

4. แม่นยำเท่าดาวเทียม ทนทานได้ใต้แรงดันน้ำและอวกาศ

จากใต้ท้องทะเลถึงหอดูดาว บินออกไปไกลถึงชั้นบรรยากาศโลก คุณภาพของ Seiko เป็นที่พิสูจน์ได้ผ่านธรรมชาติเหล่านี้เป็นเวลากว่าศตวรรษ

นาฬิกา Seiko มีความแม่นยำถึงขั้นเดินตรงเท่าดาวเทียม มีประวัติครองตำแหน่งในการแข่งขันความเที่ยงตรงของนาฬิกาที่หอดูดาวเนอชาแตลและเจนีวาหลายอันดับ

หากสังเกตเห็นสัญลักษณ์โลมาบนนาฬิกา Seiko แปลว่าเป็นนาฬิกาดำน้ำ โดยรุ่นแรกเริ่มผลิตตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ดำน้ำได้ลึก 150 เมตร จากนั้นพัฒนาจนก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ทนทานต่อแรงดันน้ำระดับสูงได้มากขึ้น และใส่ไปสำรวจขั้วโลกได้ เกิดนาฬิกาดำน้ำต่อเนื่องอีกหลายรุ่น ทั้งรุ่นเต่าที่ทรงเหมือนกระดองเต่า หรือรุ่นทูน่าที่ดำน้ำได้ลึก 600 เมตร สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาดำน้ำของโลก

หลังจากนั้นก็มีนาฬิการุ่นพิเศษอย่าง Spring Drive Spacewalk สำหรับใส่ในอวกาศด้วย

5. เป็นเจ้าของนาฬิการุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นพิเศษอีกมากมายนับไม่ถ้วน

Seiko มักก้าวนำคู่แข่งหนึ่งก้าวเสมอ ผลิต ‘นาฬิการุ่นแรกของโลก’ และรุ่นพิเศษที่มีเอกลักษณ์ออกมาอีกหลายคอลเลกชัน เหมาะสำหรับคนหลายกลุ่ม มีหลายระดับราคาตั้งแต่หลักพัน หมื่น ไปจนถึงแสน

ทั้งรุ่นหรูหราชื่อดังที่มีความเป็นเลิศอย่าง Grand Seiko ตัวเรือนขัดเงางาม ทำจากวัสดุที่พิเศษ ซึ่งปัจจุบันรุ่นนี้แยกออกเป็นแบรนด์อิสระจาก Seiko

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

นาฬิกาพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นแรกของโลกที่ปรับความเที่ยงตรงจากสัญญาณวิทยุ

นาฬิกาอีพีดีกับระบบแอคทีฟเมทริกซ์รุ่นแรกของโลกที่มีความละเอียดภาพสูง

รุ่น Credor Spring Drive Minute Repeater ที่ผลิตจากเหล็กกล้าเนื้อพิเศษโดยช่างเหล็กชื่อดังเพื่อความบริสุทธิ์ของเสียงกังวานนาฬิกา

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

นอกจากนั้นแล้ว Seiko ยังมีเดรสวอชท์ รุ่นพิเศษอื่นๆ อีกหลากหลายสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง อย่างพรีซาจ (Presage) ที่ร่วมมือกับร้านค็อกเทลชื่อดังในญี่ปุ่น เพื่อออกแบบหน้าปัดนาฬิกาจากสีค็อกเทลหลากหลากหลายเมนู รวมถึงงานเพนต์ระดับช่างฝีมือชั้นสูงอย่างอินาเมล ตลอดจนการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนของญี่ปุ่นอย่าง Japanese Garden 

และอีกมากมาย หลายรุ่นล้วนมีความพิเศษที่หาเรือนเทียบได้ยาก

6. Seiko ไม่ได้มองตัวเองเป็น Manufacturer แต่เป็น House of Watchmaking ที่ดูแลการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นาฬิกาที่พิเศษย่อมมีการผลิตที่พิเศษ

Seiko ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็น Manufacturer ที่เน้นรับชิ้นส่วนมาเพื่อประกอบและส่งต่อเพื่อผลิตเท่านั้น แต่เป็น House of Watchmaking เน้นความละเอียดอ่อนและพิถีพิถันเป็นหัวใจสำคัญของการทำนาฬิกา

ตั้งแต่ชิ้นส่วนหลายร้อยชิ้นภายในตัวเรือน วัสดุที่ใช้ กลไกนาฬิกาที่ละเอียดอ่อน Seiko เป็นผู้ผลิต ประกอบ และตรวจสอบคุณภาพนาฬิกาเองทุกขั้นตอน

โรงงานสตูดิโอที่ญี่ปุ่นต้องใช้ช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เป็นคนประกอบนาฬิกาเท่านั้น เพราะเชื่อว่าการประกอบชิ้นส่วนด้วยความพิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน จะทำให้นาฬิกาเรือนนั้นพิเศษมากกว่าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนาฬิการุ่นพิเศษ ราคาแพง จะต้องผ่านการทดสอบที่ละเอียดยิ่งกว่าปกติ เพื่อการเก็บรายละเอียดที่ไร้ที่ติในทุกๆ จุด

ด้านความงามของนาฬิกา คนญี่ปุ่นใส่ใจในสุนทรียภาพความงามทุกรายละเอียด ตั้งแต่การสะท้อนของแสงและเงา รอยต่อ ชิ้นส่วนขนาดเล็กและทุกเหลี่ยมมุม 

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

Seiko มีกรรมวิธีพิเศษในการขัดเงานาฬิกาเรียกว่า ‘ซารัตสึ’ (Zaratsu) คือการขัดให้พื้นผิวไร้รอยต่อและตัวเรือนเรียบคม ขัดออกมาเป็นนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ สำหรับรุ่นพิเศษอย่าง Grand Seiko ช่างจะขัดทุกส่วนของนาฬิกาแม้กระทั่งชิ้นส่วนขนาดเล็กที่มองไม่เห็น

เพราะเชื่อในเรื่องความงามจากภายใน แม้มองไม่เห็น แต่ก็ใส่ใจในทุกรายละเอียด

7. ความเชี่ยวชาญในแบบ Master Craftsmen ของช่างทำนาฬิกา

ช่างทำนาฬิกาของ Seiko เรียกได้ว่าเป็นช่างฝีมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนาฬิการุ่นพิเศษ ราคาแพง จะเป็นช่างระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่เป็นคนประกอบ เพื่อการเก็บรายละเอียดอย่างไร้ที่ติ

ผู้ที่อยากเป็นช่างทำนาฬิกาต้องเลือกศาสตร์ที่อยากเรียน เช่น ระหว่างศาสตร์จักรกลหรือควอตซ์ เมื่อเรียนศาสตร์ไหนมา จะผลิตและซ่อมนาฬิกาได้เฉพาะศาสตร์นั้นเท่านั้น คล้ายนักบินที่ขับได้เฉพาะประเภทเครื่องบินที่เรียน 

มีการสอบวัดระดับไล่จากง่ายไปยาก ตั้งแต่ระดับ 4R 6R 8R 8L โดย Seiko จากทั่วโลกต้องส่งช่างไปสอบเหมือนกันหมด เพื่อคงมาตรฐานความละเอียดอ่อนและพิถีพิถันของแบรนด์

ช่างที่มีฝีมือและประสบการณ์มาก เรียกว่า Contemporary Master Craftsmen ในญี่ปุ่นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนระดับช่างในตำนาน หรือ Legend เป็นคนเดียวที่ได้รับสมญานามว่า God’s Hand เป็นเพียงคนเดียวในวงการที่ดัดสายใยนาฬิกาแบบพิเศษได้ ปัจจุบันผันตัวเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ช่างทำนาฬิการุ่นต่อไป

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

8. โรงงานของ Seiko ที่ญี่ปุ่นอยู่ในหุบเขา

แล้วช่างฝีมือเหล่านี้ทำงานกันที่ไหน

เนื่องด้วยภาวะสงคราม ทำให้โรงงานดั้งเดิมของ Seiko ต้องปิดตัวไปและได้เปิดใหม่ 2 แห่ง ที่แรกคือ Shizukuishi Watch Studio ที่โมริโอกะ เป็นโรงงานท่ามกลางหุบเขา ผลิตเฉพาะนาฬิกาจักรกลรุ่นหรูหราพิเศษเท่านั้น 

โรงงานที่นี่ใส่ใจในรายละเอียดมาก ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่โต๊ะทำงานทุกตัว ต้องสั่งผลิตโต๊ะตามขนาดตัวของช่างซ่อมนาฬิกาเพื่อให้ถนัดต่อการใช้งานเลยทีเดียว อีกที่หนึ่งคือ Shinshu Watch Studio เน้นผลิตนาฬิกาควอตซ์และ Spring Drive รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้

การเรียกโรงงานว่า Watch Studio ให้ความรู้สึกที่พิเศษ เพราะที่แห่งนี้ไม่ได้เพียงแค่ผลิตและประกอบเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งองค์ความรู้ที่ผสานศาสตร์หัตถศิลป์อันละเอียดอ่อนและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเข้าด้วยกัน 

9. พิพิธภัณฑ์นาฬิกาของ Seiko อยู่ที่ Ginza

เนื่องจากกินซ่าเป็นถิ่นของคุณคินทาโร่ เจ้าของแบรนด์ ตึก Wako ตรงสี่แยกกลายเป็นแลนด์มาร์กของกินซ่าไปโดยปริยาย ปัจจุบันย่านการค้าชื่อดังแห่งนี้จึงเป็นสถานที่รวบรวมเรื่องเล่าของแบรนด์ Seiko

หลายคนอาจเคยผ่านตาหอนาฬิกาของ Seiko บนตึก Ginza Wako มาบ้าง ตึกนี้มีสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Renaissance ใกล้ๆ กับ Wako ยังมี Seiko Museum / Seiko Dream Square ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าประวัติของนาฬิกาทั่วโลกและการกำเนิดของเวลาให้ชมอีกด้วย รวมถึงมี Seiko Prospex Boutique และ Grand Seiko Boutique ที่อยู่ไม่ไกลกันในย่านกินซ่า

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

10. Seiko’s Collector Club กับความชื่นชอบต่อแบรนด์ที่เหนียวแน่น

ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและความพิเศษของนาฬิกาแต่ละรุ่น ทำให้คอลเลกชันเก่าของ Seiko ยังคงมีวางขายและนำกลับมาทำใหม่เสมอ หลายรุ่นฟังก์ชันเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืออัปเกรดเครื่อง พัฒนาให้เสถียรขึ้น แม่นยำขึ้น ใช้วัสดุคุณภาพสูงขึ้น ปรับขนาดให้โมเดิร์นเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น ดีไซน์จึงมีความร่วมสมัยแต่ไม่ตกยุค 

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

แน่นอนว่ามีกลุ่มแฟนคลับผู้สะสม Seiko ที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น บางคนมีนาฬิกาดำน้ำทุกรุ่น บางคนตามหานาฬิการุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นเก่าแก่ที่โด่งดังเป็น Milestone ของ Seiko มาสะสมไว้ ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องราวของแบรนด์หรือดีไซน์ที่โดนใจ แต่เพราะนาฬิกาเหล่านั้นยังมีฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งานได้ดีด้วยเสมอมา

11. ความแตกต่างจาก Smart Watch คือความคลาสสิกที่ไม่ตกรุ่น

ในยุคดิจิทัล หากถามว่าเสน่ห์ของ Seiko ต่างจากนาฬิกา Smart Watch อย่างไร แบรนด์ตอบว่านาฬิกา Seiko เหมือนทรัพย์สินที่มีมูลค่าในตัวเอง

ในขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนไว ผ่านไปไม่กี่ปีนาฬิกาแบบ Smart Watch ก็ตกรุ่น มีรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่าเข้ามาแทนที่ แต่สำหรับระบบนาฬิกาแบบ Automatic นั้นมีมานานหลายทศวรรษแล้ว และปัจจุบันก็ยังเป็นระบบการทำงานเช่นเดิมอยู่

ซื้อมาวันนี้ อีก 10 ปี ยังคงใช้ได้ บางเรือนส่งต่อจากพ่อสู่ลูก บางเรือนนำชิ้นส่วนอะไหล่กลับมาประกอบใหม่ให้เดินได้อีกครั้ง เพราะความทรงจำที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาในวันวานกับใครบางคนที่เคยใส่นาฬิกาเรือนนี้

ความหมายของการใส่นาฬิกาจึงเป็นคนละแบบกัน

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load