11 มิถุนายน 2562
60.47 K

อิคิไก แปลว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่

เราเกิดมาเพื่ออะไร ใช้ชีวิตอยู่ไปทำไม

ปัจจุบัน มีหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกออกวางขายเป็นจำนวนมาก แต่เล่มที่คนญี่ปุ่นเป็นคนเขียนเล่มแรกนั้น คือ The Little Book of Ikigai : The secret Japanese way to live a happy and long life โดยอาจารย์เคน โมหงิ (แปลภาษาไทยโดย คุณวุฒิชัย กฤษณะประการกิจ)

อิคิไก

ในญี่ปุ่น อาจารย์เคน โมหงิ เป็นนักวิทยาศาสตร์วิจัยด้านสมองที่มีชื่อเสียง และออกรายการโทรทัศน์เป็นประจำ

ดิฉันพบอาจารย์เคน โมหงิ ครั้งแรกที่ร้านซุคิบายาชิ จิโร ร้านซูชิมิชลิน 3 ดาวชื่อดัง

ดร.ณัชร สยามวาลา (ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญสติและภาวะผู้นำ) เป็นเพื่อนกับอาจารย์โมหงิ และแนะนำให้ดิฉันรู้จักกับท่าน ในคืนนั้น ดร.ณัชร ถามอาจารย์โมหงิว่า ปู่จิโร่ เชฟซูชิวัย 94 ปี ที่ยังยืนปั้นซูชิให้เราทานอยู่ในทุกวันนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์เกิดไอเดียในการเขียนหนังสืออิคิไกใช่หรือไม่ อาจารย์โมหงิพยักศีรษะอยู่หลายครั้ง… ใช่… ใช่เลย

เชฟซูชิที่ ‘ไม่ได้’ เริ่มเลือกงานนี้เพราะความรักหรือความถนัด แต่กลับทุ่มเทปั้นซูชิทุกคำเพื่อให้ลูกค้ามีความสุข… นั่นคือต้นแบบของอิคิไก

ครั้งนี้ ดร.ณัชร และสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยเชิญอาจารย์โมหงิมาบรรยายในงาน ‘Happiness Mastery : ความสุขสร้างได้’ และดิฉันได้มีโอกาสสัมภาษณ์อาจารย์ก่อนที่ท่านจะขึ้นเวทีบรรยายเรื่องอิคิไก

มาสัมผัสโลกของอิคิไกจากชาวญี่ปุ่นต้นตำรับกันค่ะ

อิคิไก

 

อะไรทำให้อาจารย์ตัดสินใจเขียนหนังสือเรื่องอิคิไกคะ

มี 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและทำให้ผมตัดสินใจศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น หนึ่งคือ ตอนที่ผมไปร่วมงาน TedxTokyo มีผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งพูดเกี่ยวกับอิคิไก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เหมาะกับชีวิตสมัยใหม่ สอง หลังจากนั้นครู่เดียว Dan Buettner ก็เล่าใน TED เกี่ยวกับแนวคิดอิคิไกในโอกินาว่า สาม หลังจากนั้นไม่นาน ตัวแทนสำนักพิมพ์ในโตเกียวก็ถามผมว่า สนใจจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกเพื่อตีพิมพ์ในลอนดอนไหม 3 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นติดๆ กันโดยบังเอิญ ผมเลยคิดว่าผมต้องเริ่มเขียนเกี่ยวกับอิคิไกบ้างแล้วล่ะ

 

น่าแปลกที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้คำว่า ‘อิคิไก’ ในชีวิตประจำวันหรือบทสนทนาทั่วไปเท่าไหร่นะคะ

มันเป็นสิ่งที่ปกติและเราทำกันตามธรรมชาติ ในโลกปัจจุบัน เรามักพูดกันว่าทำอย่างไรเราถึงจะประสบความสำเร็จ ทำอย่างไรจะได้เลื่อนตำแหน่ง หากอยากเป็น CEO จะเป็นได้อย่างไร แต่ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นมีความคิดว่าความสำเร็จไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

 

ยังไงคะ

ยกตัวอย่างเช่นมีคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่จริงจังกับงานอดิเรก หรือมี โคดาวาริ* คนอื่นไม่สนหรอกว่างานอดิเรกของคนคนนั้นจะเป็นอะไร ตราบใดที่คนคนนั้นดูมีความสุขดีนั่นก็โอเคแล้ว มีคนจำนวนมากคลั่งไคล้รถไฟ มังงะ (หนังสือการ์ตูน) หรือแอนิเมะ (ภาพยนตร์การ์ตูน) คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับจากสังคม ตราบเท่าที่พวกเขามีความสุขในแบบของเขาเอง มันก็ดีแล้ว

ผมรู้จักหลายคนที่ทำงานประจำปกติทั่วไป แต่อินกับอะไรบางอย่าง และทุ่มเทกับกิจกรรมเหล่านั้นในเวลาว่าง ล่าสุดผมเพิ่งเจอบรรณาธิการนิตยสาร Bungeishunju** เขาสะสมปลาเมดะกะ*** 2,000 ตัวที่บ้าน! มีบ่อ 10 บ่อ! เขาเรียนรู้และพัฒนาความรู้ด้านนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศญี่ปุ่นมีคนแบบนี้อยู่ครับ

* ความพิถีพิถันใส่ใจในบางเรื่องเป็นพิเศษ เช่น คนที่ชอบเครื่องเขียนมากๆ จะพิถีพิถันในการเลือกปากกา สมุด ดินสอที่ตนเองจะใช้ เพราะฉะนั้น คนที่มีโคดาวาริเหล่านี้จะศึกษาเครื่องเขียนจนถึงที่สุด วิเคราะห์ ทดลอง จนพบว่าเครื่องเขียนแบบใดที่ตนเองหลงใหลที่สุด

** นิตยสารชื่อดังด้านศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรมของญี่ปุ่น

*** ปลา Killifish ปลาตัวเล็กๆ คล้ายปลาหางนกยูง

อิคิไก

คนญี่ปุ่นถ่ายทอดแนวคิดอิคิไกแบบนี้กันอย่างไรคะ มันอยู่ในดีเอ็นเอของพวกคุณเหรอ

อืม เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ไม่รู้สินะ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาประเทศไทย และผมรู้สึกประทับใจกับความหลากหลายของอาหารมากๆ อย่างตอนที่พวกเราทานบะหมี่ เอ่อ

 

บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง

ใช่ ผมเห็นพวกคุณใส่เครื่องปรุงต่างๆ ลงในชามก๋วยเตี๋ยว แถมมีหนังปลากรอบลงไปคลุกด้วย มันคือความหลากหลายนะ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเองก็มีเหมือนกัน ในญี่ปุ่นเรายกย่องเรื่องความหลากหลายมาก หากลองนึกถึงอาหารญี่ปุ่นแบบไคเซกิ* มันคือความหลากหลาย

เรานำแนวคิดเรื่องอิคิไกไปปรับใช้กับชีวิตและสังคมได้ บางคนอาจชอบเรื่องเงินๆ ทองๆ และอาจจับจ่ายใช้สอยเงินบ้าง แต่ไม่จำเป็นที่ทุกคนควรเป็นแค่ทนาย นายธนาคาร หรือนักลงทุนเท่านั้น บางคนอาจเลือกที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนแม้ค่าตอบแทนจะน้อย แต่นั่นก็เป็นอิคิไกของเขา

* ชุดอาหาร Full Course แบบญี่ปุ่นมีทั้งปลาดิบ ซุป อาหารย่าง ฯลฯ ตกแต่งอย่างประณีตตามฤดูกาล

 

อิคิไกของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

ใช่ ต่างคนอาจมีค่านิยมที่ต่างกัน ซึ่งสะท้อนในรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันก็ได้ อิคิไกเป็นเรื่องของความหลากหลายนะ

อิคิไก อิคิไก

หลากหลายในชีวิต วัฒนธรรม หรืออาชีพ

ใช่ๆ ผมคิดว่าสังคมญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้เด็กๆ ทุกคนตามหาอิคิไกของตนเอง เราจะไม่บอกว่า งานนี้เงินดี ทำสิ หรืองานนี้เงินน้อย อย่าไปทำเลย ถ้าคุณถามนักศึกษาว่า พวกเขาอยากทำงานอะไร พวกเขาคงไม่ตอบว่าเลือกทำที่บริษัทนี้เพราะเงินเป็นอันดับแรกหรอก เด็กญี่ปุ่นทั่วไปน่าจะตอบเหตุผลเกี่ยวกับอิคิไกของพวกเขานะ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงคิดแบบนั้น

 

อาจเป็นเพราะสื่อต่างๆ เช่น ละคร รายการทีวี ด้วยหรือเปล่าคะ ฉันเห็นคนทุกรูปแบบได้รับการให้เกียรติและชื่นชมเสมอ

คุณคิดอย่างนั้นเหรอ

 

ใช่ อย่างรายการ Jonetsu Tairiku*, NHK Professional**

* สารคดีเกี่ยวกับชีวิตคนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในวงการต่างๆ เช่น ด้านศิลปะ กีฬา แพทย์ จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ TBS

** สารคดีเกี่ยวกับชีวิตคนญี่ปุ่นที่เป็น ‘มืออาชีพ’ ในด้านต่างๆ เช่น ช่างฝีมือ พนักงานโรงแรม หรือแม้แต่แม่บ้านทำความสะอาดสนามบิน อาจารย์โมหงิเคยเป็นผู้ดำเนินรายการรายการนี้ จัดทำและออกอากาศโดยสถานีโทรทัศน์ NHK

นั่นสินะ เร็วๆ นี้มีละครที่โด่งดังมากๆ ในญี่ปุ่น ชื่อ….

 

Shitamachi Rocket*?

* ละครยอดนิยมของญี่ปุ่น ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Downtown Rocket เนื้อหาเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของโรงงานเล็กๆ เขาฝันจะนำเครื่องยนต์จรวดของบริษัทตนเองไปอวกาศให้ได้

คุณรู้จักด้วยเหรอ ใช่ ใช่เลย! แล้วก็เรื่อง Rikuou ซึ่งเป็นเรื่องคนทำรองเท้า เจ้าของโรงงานอยู่ในเขตชุมชนเล็กๆ พวกเขาคงไม่ได้ทำรายได้จากการขายรองเท้าได้เยอะหรอก แต่นั่นก็ไม่เป็นไร

 

เหมือนอิคิไกแตกต่างจากคำว่า ‘ความสำเร็จ’ นะคะ

ใช่ คนญี่ปุ่นรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องประสบความสำเร็จ อิคิไกสำคัญกับชีวิตมากกว่า คุณอาจจะประสบความสำเร็จ แต่คุณอาจไม่มีอิคิไก ในทางกลับกัน แม้คุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณอาจจะมีอิคิไกก็ได้ ซึ่งชีวิตคุณอาจจะมีความสุขมากกว่า

อิคิไก

อาจารย์นิยามคำว่า ‘ความสำเร็จ’ อย่างไรคะ

ความสำเร็จ คือสิ่งที่คุณจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมหรือบริบทสังคมนั้นๆ แต่อิคิไกมาจากหัวใจของคุณ มาจากความสุขส่วนตัวของคุณ คนอื่นอาจจะไม่ได้มองว่านั่นคือความสำเร็จ

 

อิคิไกเป็นสิ่งที่เฉพาะบุคคล เราสามารถมีความสุขในแบบของเราเอง

ใช่ จำเรื่องนักกีฬาซูโม่ได้ไหมครับ

 

ที่แข่งแล้วแพ้ตลอดใช่ไหมคะ

แข่ง 132 ครั้ง ชนะ 2 ครั้ง อีก 130 ครั้งแพ้หมดเลย แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่ประณามหรือต่อว่าเขานะ ตัวนักซูโม่คนนั้นก็มีความสุขที่เขาได้เล่นซูโม่ และพวกเราก็ไม่มีใครต่อว่าเขาหรือขอให้เขาเลิกเล่นซูโม่ เขาก็แข่งซูโม่ของเขาไปเรื่อยๆ

 

เราไม่ตัดสินความสุขของคนอื่น และให้เขามีความสุขในแบบของเขาเอง …งดงามจังเลยค่ะ

หรือใน ราคุโกะ*  มีเรื่องหนึ่งที่พระเอกไม่ค่อยเก่งเท่าไร ชื่อโยทาโร่ เขาทำอะไรๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลยสักอย่าง แต่นักเล่าราคุโกะพรรณนาถึงเขาได้น่ารักมาก ทุกคนในหมู่บ้านนั้นอยากช่วยโยทาโร่ โยทาโร่เริ่มเปิดร้านของตนเอง แต่ก็ล้มเหลวอีก คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ตำหนิอะไร ตราบเท่าที่เขายังมีความสุขในชีวิตอยู่

* การพูดตลกชนิดหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ 400 กว่าปีก่อน คล้ายเดี่ยวไมโครโฟน ผู้พูดจะสวมชุดกิโมโนเล่าเรื่องราวต่างๆ เสน่ห์ของราคุโกะคือ นักแสดงคนหนึ่งจะสวมบทบาทหลายคน ฝึกจินตนาการผู้ฟังด้วย

 

ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย น่าสนใจจริงๆ ค่ะ แต่ถ้านักวาดการ์ตูนทำในสิ่งที่รัก มีอิคิไก แต่รายได้น้อย เขาจะเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างไรคะ

อย่างนักวาดการ์ตูนที่ทำงานให้กับ ฮายาโอะ มิยาซากิ*  รายได้เขาอาจไม่สูงเท่าพวกนายธนาคารหรือคนในวงการการเงินนะ แต่เขาได้รับอิคิไกจากฮายาโอะ มิยาซากิ นั่นเป็นชีวิตที่ดี

* นักวาดการ์ตูน ผู้กำกับ และผู้สร้างแอนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ มีผลงานเด่น ๆ เช่น My neighbor Totoro, Spirited Away (ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อะนิเมะ)

แต่พวกเขาได้ค่าตอบแทนน้อยนะคะ

ยังไงๆ พวกเขาก็หาทางมีชีวิตอยู่รอดได้แหละ (หัวเราะ)

 

สังคมญี่ปุ่นมีข่าวเรื่องการฆ่าตัวตาย หรือมีคนที่เป็นฮิคิโคโมริ*  คนเหล่านั้นสูญเสียอิคิไกไปเหรอคะ

ใช่ครับ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง มีแรงกดดันให้เราต้องพยายามประสบความสำเร็จ คนญี่ปุ่นเองก็กำลังลืมภูมิปัญญาโบราณดีๆ แบบนี้ แต่มันก็เป็นจังหวะที่ดีที่ให้คนญี่ปุ่นกลับมาทบทวนว่า อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเรา

ในประเทศไทย คุณมีแนวคิดแบบนี้ไหม

* อาการเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกไปพบผู้คน

 

คิดว่าไม่นะคะ ฉันแปลกใจมากตอนฟังอาจารย์เล่าเรื่องของนักซูโม่ที่แพ้มาตลอด สมัยก่อน สังคมไทยเป็นสังคมเกษตร เราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ไม่ได้มีคำพูดว่า อิคิไก แบบญี่ปุ่น หลังๆ เราแข่งขันกันมากขึ้น คนไทยก็เครียดขึ้นเหมือนกัน

เหมือนอเมริกาเลยเนอะ ผมคิดว่าอิคิไกเป็นวิธีคิดสากลนะ มันเป็นสิ่งที่เคยมีในหลายประเทศ ในหลายวัฒนธรรม แต่เราอาจจะลืมไปแล้ว

 

น่าเสียดายนะคะ สังคมอเมริกาดูแข่งขันกันมากๆ เวลาอาจารย์ไปบรรยายเรื่องนี้ที่อเมริกา คนอเมริกันเข้าใจแนวคิดนี้เหรอคะ

พวกเขาเข้าใจแนวคิดนะ แต่อย่างที่คุณบอก สังคมที่โน่นแข่งขันกัน ในหนังสืออิคิไกผมเล่าเกี่ยวกับพนักงานทำความสะอาดรถไฟชินคันเซ็นซึ่งกลายมาเป็นกรณีศึกษาของ Harvard Business School คนญี่ปุ่นมองว่างานนี้เป็นงานที่น่าเคารพและสามารถยึดเป็นอาชีพได้ แต่คนอเมริกันอาจไม่เห็นเช่นนั้น

หากเราให้ความสำคัญและความเคารพกับความหลากหลาย ทั้งในอาชีพ ทั้งในวัฒนธรรม คงจะดีนะคะ อิคิไกของอาจารย์คืออะไรคะ

อิคิไกมีทั้งระดับใหญ่ (Big Ikigai) และระดับย่อย (Small Ikigai) ผมทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางสมอง ผมศึกษาเรื่องการรับรู้ การรับรู้เกิดขึ้นจากการทำงานของสมองอย่างไร อิคิไกใหญ่ของผม คือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

อิคิไกเล็กล่ะคะ

สิ่งสำคัญของอิคิไกคือ คุณมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเปล่า เช่น ตอนเด็กๆ ผมชอบศึกษาเกี่ยวกับผีเสื้อ เวลาผมไปวิ่งออกกำลังกายแล้วเห็นผีเสื้อสวยๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงอิคิไก หรือบางทีอาจเกิดขึ้นตอนที่ผมรู้สึกตลกๆ ก็ได้ ผมเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งบอกพ่อว่า “พ่อๆ ต้องทำอย่างนี้สิ” เวลาผมได้ยินบทสนทนาแบบนี้ ผมก็รู้สึกถึงอิคิไก

 

เพิ่งรู้ว่าอิคิไกมาจากการสังเกตคนอื่นหรือฟังบทสนทนาคนอื่นได้ด้วย ตอนที่อาจารย์มาเมืองไทย มีอิคิไกอะไรที่เกิดขึ้นบ้างคะ

วันที่ผมเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ผมตัดสินใจออกไปวิ่งเลย พนักงานโรงแรมบอกผมว่า ฝนจะตกแล้วนะ แต่ผมก็ไม่สน พอวิ่งไปได้สัก 30 – 40 นาที ฝนตกลงมา ตัวผมก็เปียกชุ่มเลย แต่ผมกลับรู้สึกถึงอิคิไกนะ มันเป็นครั้งแรกที่ผมมากรุงเทพฯ ผมได้วิ่งตามซอยเล็กๆ ที่นี่ คนอื่นวิ่งหลบฝน แต่มีผมคนเดียวที่ทำอะไรบ้าๆ แบบนี้ มันรู้สึกยอดเยี่ยมมากเลยล่ะ!

 

อิคิไกเป็นเรื่องความสุขในแบบของแต่ละคนโดยที่เราไม่ต้องแคร์ใครจริงๆ นะคะ

ผมรู้สึกขอบคุณมากที่ได้มาเมืองไทยครั้งนี้ อากาศอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส ไม่เย็นเกินไป พอวิ่งเสร็จแล้วไปอาบน้ำ มันก็เป็นอิคิไกที่เยี่ยมยอดเหมือนกัน! ผมพักโรงแรมที่ดีมากๆ แต่แทนที่จะอยู่เฉยๆ ในห้อง ผมกลับทำอะไรงี่เง่าอย่างไปวิ่งตากฝน ปีนี้ผมอายุ 56 ปีแล้ว แต่สุขภาพยังดีอยู่ มันเป็นเรื่องน่าขอบคุณจริงๆ ครับ!

หากพวกเราอยากมีอิคิไกบ้าง เราควรเริ่มจากอะไรดีคะ

เริ่มจากการสัมผัสความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน มันเริ่มทำได้ง่ายที่สุด ในสมองเรามีสารชื่อโดพามีน หากเราทำอะไรสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ โดพามีนจะหลั่งออกมา วงจรนั้นจะช่วยทำให้คุณมีความสุข การมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับหลายคน แนวคิดเรื่องอิคิไกอาจเข้าใจยาก หรือยากสำหรับบางคนที่ชีวิตพวกเขากำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก กำลังรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ หรือไม่ได้เคารพตนเอง เพราะฉะนั้น เริ่มจากความสุขเล็กๆ น้อยๆ ก่อนครับ

 

มันเหมือนการคิดบวกไหมคะ

อิคิไกเป็นส่วนหนึ่งนะ เวลาเราคิดถึงชีวิต หรือคิดหาวิธีการคิดบวก มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก สำหรับบางคนคำว่า ‘คิดบวก’ อาจฟังดูกดดันสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้น เริ่มจากการมองเห็นความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว สิ่งเล็กมากๆ เช่นการได้ตื่นมาชงกาแฟดื่ม การได้วิ่งกลางสายฝน

 

สุดท้ายนี้ มีอะไรที่อาจารย์อยากบอกคนไทยไหมคะ เราควรใช้ชีวิตอย่างไรดี

ตอนผมอยู่ที่อังกฤษ ผมได้ดูสารคดี BBC เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทย น่าจะเป็นกษัตริย์พระองค์ก่อนนะ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพระองค์ทรงช่วยประเทศไทยมากขนาดนี้ ผมรู้สึกว่าทั้งสองพระองค์ทรงสง่างามมากๆ ทั้งวิธีพูด วิธีวางพระองค์ นับจากวันนั้นผมคิดมาตลอดเลยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่งดงาม และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

พอผมมาที่นี่ ผมเห็นวิธีการที่คนไทยประดับตกแต่งอาหาร ผมรู้สึกว่าคนไทยนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่เป็นเอกลักษณ์และสง่างามจริงๆ ผมหวังว่าพวกคุณจะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ และยิ่งพัฒนาให้เหมาะกับยุคสมัยใหม่แบบนี้มากขึ้น เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ญี่ปุ่นก็กำลังเปลี่ยน ประเทศไทยเช่นกัน แต่ผมหวังว่าคนไทยจะรักษาความประณีต งดงาม สง่างาม แบบนี้ไว้ และผมอยากกลับมาเมืองไทยอีกครับ

 

พวกเรารออาจารย์เสมอค่ะ

ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

Lesson from Ken Mogi

  1. อิคิไก ไม่ใช่การแสวงหาความสำเร็จหรือความร่ำรวย แต่เป็นการรู้สึกหรือสัมผัสถึงความสุขในชีวิตของตนเอง จนทำให้เราเห็นความหมายของชีวิตเราในแบบของเรา
  2. อิคิไกไม่ใช่สิ่งที่สังคมนิยามหรือโลกให้ความสำคัญ แต่ละคนมีอิคิไกที่แตกต่างกัน และมีความสุขกับชีวิตในแบบของตนเอง ที่เราเลือกเอง
  3. เราไม่ควรตัดสินคนอื่นหรือบีบบังคับคนอื่น เช่น ลูก แฟน ให้ใช้ชีวิตในแบบที่เราคิดว่าใช่ แต่เราควรเคารพความหลากหลายนั้น
  4. มองคนที่มีอิคิไกหรือกำลังสนุกกับสิ่งที่พวกเขารักด้วยรอยยิ้ม และคอยช่วยเหลือหากพวกเขาลำบาก
  5. อิคิไกมีทั้งระดับใหญ่ ซึ่งเกี่ยวกับแนวทางชีวิตหรือคุณค่าของงาน และอิคิไกระดับเล็กคือการสัมผัสความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน
  6. อิคิไก เริ่มต้นจากมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน โทรศัพท์หาผมเมื่อวันก่อนว่า เขาเพิ่งไปกินขนมเค้กที่ร้าน Windows Café & Restaurant ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสไตล์โคโลเนียลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่ชื่อ Sela

แน่นอน พี่ก้องไม่ได้โทรมาแค่จะบอกว่า เค้กร้านนี้อร่อย ผมควรไปชิม ใจความจากปลายสายระบุถึงเรื่องราวของคนทำเค้กที่เจ้าตัวเพิ่งไปกินมา

“เชฟชื่อคริส เป็นคนอังกฤษ เคยทำขนมเสิร์ฟเชื้อพระวงศ์ที่นั่น ตอนนี้เขาย้ายมาเปิดร้านอยู่เชียงใหม่…”

เหล่านี้คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับ พร้อมเบอร์ติดต่อที่พี่ก้องได้มาจากเจ้าของ Windows Café & Restaurant 

“ลองไปคุยดู น่าสนใจดีครับ” แกว่าอย่างนั้น

นั่นแหละครับ

หลังการนัดหมายเสร็จสิ้น เชฟคริสส่งโลเคชันมาทางไลน์ ร้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Sela เท่าไหร่นัก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางถนนเลียบคลองชลประทาน เลยสี่แยกสะเมิงไปสักพัก จนพ้นปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็กลับรถข้ามคลอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ก็จะเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง หลังการทักทาย ผมตั้งใจจะถามว่า ทำไมคนทำอาหารเก่ง ๆ นิยมมาปลูกบ้านหรือเปิดร้านในย่านหรืออำเภอนี้กันนัก อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม

ลักษณะของร้านเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมรอบด้วยสวน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงไว้บนสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ในอาคารเป็นห้องครัว ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นโถงทำครัว เพราะมีขนาดใหญ่เท่าบ้านทั้งหลัง เคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมอ่างล้างจาน 6 จุด เตาแก๊สและเตาอบอย่างละ 4 เตา ตู้เย็นขนาดเล็กอีก 6 ตู้ และไซส์จัมโบ้อีก 1 ตู้ นี่คือภาพที่ผมเห็นโดยคร่าว ไม่ใช่ทั้งหมด

“เรียกว่าเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ ผมเคยทำงานแค่ในห้องครัวเล็ก ๆ บนเรือ” เจ้าของสถานที่ผายมือเพื่อกะระยะขนาดห้องครัวในอดีต “พอจะทำห้องครัวเป็นของตัวเองบ้าง เลยขอกว้างขวางหน่อย อยากให้มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นน่ะ”

ถึงจุดนั้น ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ คู่สนทนาไม่ใช่แค่เชฟเบเกอรี่ แต่เป็นเชฟที่ทำอาหารครอบจักรวาล ซึ่งประจำการอยู่บนเรือยอชต์ เขาทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี จนเกษียณ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Limeleaf Kitchen นอกจากเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ที่เสิร์ฟบาร์บีคิว สลัด และเบเกอรี่ รวมถึงเมนูพิเศษ ๆ ตามวาระ เชฟคริสยังตั้งใจให้ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย หากแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีคอร์สพิเศษสำหรับผู้ที่ประสงค์อยากเป็นเชฟบนเรือแบบเขา

ส่วน คริสโตเฟอร์ ริชาร์ด โจนส์ (Christopher Richard Jones) คือชื่อจริงของเขา หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เคยเป็นเชฟประจำเรือยอชต์ชั้นนำอย่าง Enigma, Perini Navi และอื่น ๆ พาผู้คนล่องมหาสมุทรมาแล้วทั่วโลก ลูกค้าที่เคยฝากท้องไว้กับเขามีตั้งแต่มหาเศรษฐี เซเลบริตี้ ศิลปิน และนักแสดงฮอลลีวูด รวมถึงครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซฟี เคาน์เตสแห่งเวสเซกซ์

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

คริสใช้ชีวิตในวัยเลข 3 ถึงเลข 5 นำหน้า ทำอาหารบนเรือ 8 เดือนต่อปี และใช้ช่วงหยุดพักผ่อนอีก 4 เดือนที่เหลือในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน กระทั่งช่วงปีท้าย ๆ ที่เขาเลือกใช้ชีวิตช่วงหยุดยาวประจำปีที่ประเทศไทย ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตในวัยหลัง 55 ปี ปักหลักที่เชียงใหม่ 12 เดือนต่อปี ด้วยการเปิดร้านพ่วงโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งก็คือสถานที่ที่เรานัดหมายกันในวันนี้

“แปลว่าลูกค้าร้านคุณจะได้กินอาหารแบบเดียวกับที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเคยกินน่ะสิ” ผมแซว

“ผมไม่คิดว่านั่นเป็นจุดขายนะ” เขาตอบ “และอันที่จริง นอกจากที่เคยสอนลูก ๆ พวกเขาทำขนม ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าทำอาหารอะไรเสิร์ฟพวกเขา”

มรดกจากเกลียวคลื่น

“ก่อนคุยกัน ขอผมอวดห้องนี้หน่อย”

มุมด้านในสุด ซ้ายมือของโถงทำอาหาร คริสเปิดประตูนำผมสู่อีกพื้นที่ เขาเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’

ห้องมีขนาดไม่ถึง 5 ตารางเมตร แอร์เย็นฉ่ำ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบประกอบอาหารในร้านอาหารทั่วไป กระนั้นเมื่อพินิจชั้นวางที่เต็มไปด้วยโหลบรรจุของเหลวและทัพเพอร์แวร์บรรจุวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าของห้องแปะสติกเกอร์ชื่อกำกับและแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ บ๊วยหมักในโถวอดก้า น้ำส้มสายชูที่หมักจากพลัม น้ำผึ้งป่าสำหรับหมักไวน์ พริกฆาลาเปญโญดอง เบียร์ที่ทำจากขิง ถั่วตองกา กัวร์กัมจากอินเดีย ไปจนถึงหัวเชื้อราโคจิ เป็นอาทิ ผมเลยถามย้ำ ไหนคุณบอกจะขายบาร์บีคิวเป็นหลัก

“ทั้งหมดนี้เป็นมรดกที่ผมได้จากการทำงานบนเรือ” ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องกล่าว

“มรดก” ผมทวนคำ “หมายถึงคุณเก็บทั้งหมดนี้มาจากห้องครัวบนเรืองั้นหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาหัวเราะ “ห้องครัวบนเรือบางลำเล็กกว่าห้องนี้เท่าหนึ่งได้ ไม่มีทางเก็บวัตถุดิบพวกนี้ได้หมด ที่ผมหมายถึงคือการที่คุณเป็นเชฟคนเดียวบนเรือที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องทำอาหารตามความต้องการของลูกค้าให้ได้หลากหลายที่สุด ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ซูชิไปจนถึงเคบับเลยน่ะ

“ไอ้ความหลากหลายตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักการเรียนรู้ รวมถึงชอบสะสมวัตถุดิบจากเมืองต่าง ๆ ที่เรือไปเทียบท่า เพื่อทดลองพัฒนาเมนูด้วยตัวเอง พอย้ายมาปักหลักที่นี่ นิสัยนี้มันก็ติดตัวผมมาด้วย ผมเลยมองว่านี่เป็นมรดก” คริสอธิบาย

หลังจบวิทยาลัยด้านการทำอาหารที่อังกฤษ คริสทำงานแรกในแผนก Food & Beverage ของโรงแรมในฝรั่งเศส ก่อนมาเป็นเชฟส่วนตัวให้ธนาคารหรูแห่งหนึ่งที่ลอนดอน จากนั้นเรียนต่อการจัดการโรงแรมที่ไบร์ทตัน และจบออกมาได้งานกับบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม The Ritz London ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นเจ้าของเรือยอชต์ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบาร์เซโลนาด้วย และเขาเดินทางไปกับเรือครั้งแรกที่นั่น

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“มันไม่ใช่งานที่สนุกหรอก แค่นั่งอยู่เฉย ๆ เจอคลื่นแรง ๆ คุณก็อาจเมาแล้ว แต่ผมต้องเตรียมอาหารไปด้วยในห้องครัวที่เล็กและแคบ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ครบเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญคือคุณต้องอยู่บนเรือราว 8 เดือนต่อปี พอเรือเทียบท่าส่งลูกค้าขึ้นฝั่ง อีกวันลูกค้ารายใหม่ก็มา เราก็ต้องออกเรือกันต่อ ทริปหนึ่งอาจใช้เวลาอยู่กลางทะเล 12 วัน แต่ถ้าขึ้นไปถึงนอร์เวย์หรือเกาะแอนติกาก็ใช้เวลาเกือบเดือน

“ตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยรายได้ก็ดี ทำงานเก็บเงินไปสักพักแล้วค่อยว่ากัน… รู้ตัวอีกทีก็อยู่มา 20 ปีแล้ว” เขาหัวเราะ

“แล้วอะไรทำให้คุณทำงานนี้ได้นานขนาดนั้น เพราะได้เที่ยวหรือ” ผมถามต่อ

“ก็ไม่เชิง เอาจริง ๆ ถ้าคุณไปเทียบท่าอยู่เมืองเดิมเกิน 4 ครั้ง คุณจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกต่อไป” เขาตอบ “แต่อย่างที่ผมบอก มันคือการได้เรียนรู้ พอเรือเทียบท่าที่ไหน ผมก็มักจะไปตระเวนกินอาหาร แวะร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือทำอาหารท้องถิ่นกลับมา และที่สำคัญคือการได้ไปจ่ายตลาดหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ในบางเมืองผมอาจแวะไปดูฟุตบอล หรือดู Formula 1 บ้าง แต่กิจวัตรหลัก ๆ ของผมคือชิมอาหาร ซื้อหนังสือ และจ่ายตลาด”

“คุณเรียนรู้การทำอาหารทั้งหมดจากบนเรือหรือ”

“ก็ไม่เชิงอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่างานบนเรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายครั้งผมก็เรียนรู้จากช่วงหยุดยาวประจำปี อย่างไปศึกษาเรื่องอาหารโมเลกุลจาก El Bulli ที่บาร์เซโลนา หรือเดินทางมาเรียนอาหารไทยที่เมืองไทย ผมมองว่าถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ อยู่ไหนมันก็เรียนรู้ได้หมด แค่ผมโชคดีที่ได้เดินทางไปกับเรือ” เขาตอบ

เว้นวรรคอีกสักพัก คล้ายเขารู้สึกว่ายังอธิบายได้ไม่เคลียร์นัก

“ยกตัวอย่างแบบนี้ คุณรู้จักหัวเชื้อราโคจิไหม คนญี่ปุ่นใช้มันหมักกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำเครื่องปรุงมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่สิ่งนี้กลับใหม่สำหรับคนตะวันตกอย่างผม โคจิทำให้ผมหมักเนื้อ Dry-aged ได้ในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 45 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน องค์ความรู้เหล่านี้มันอยู่กับวิถีผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายไปหมด อากาศที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย วัตถุดิบแบบเดียวกันก็ให้รสชาติไม่เหมือนกัน ไหนจะตำรับอาหารของชนเผ่าในภูมิภาคต่าง ๆ อีก อะไรคือความสนุกของการได้ทำอาหารไปพร้อมกับเดินทางด้วยเรือ คือการมีโอกาสเข้าถึงเรื่องพวกนี้นั่นแหละครับ” คริสขยายความ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

เพลย์กราวนด์คิทเช่น

ประตูห้องแห่งความลับถูกปิด (ผมตั้งข้อสังเกตกับเขาว่ามันควรเรียกว่า Laboratory เสียมากกว่า ซึ่งคริสเห็นด้วย) เจ้าของสถานที่นำเรากลับมาสู่โถงทำอาหารกลางบ้าน พื้นที่ที่เขาเรียกมันว่า Playground

อีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า แพสชันอันล้นเหลือในการเป็นเชฟของคริส หาใช่เพียงการได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการได้ ‘ทำอาหาร’

คริสเล่าว่าเขาปลูกบ้านหลังนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วางแผนว่าจะใช้เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร โดยเน้นที่คอร์สการประกอบอาหารบนเรือ ที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ตลอดอาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาต้องทำอาหารบนเรือเพียงลำพัง เลยตั้งใจให้ครัวแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับเชฟจากที่ต่าง ๆ มาเปิดคอร์สสอนทำอาหารเฉพาะทางแก่ผู้ที่สนใจ หรืออย่างเรียบง่ายที่สุด คือการมีเพื่อนเชฟสักคนมาร่วมทำอาหารกับเขาบ้าง

“เลยมองว่านี่เป็นเพลย์กราวนด์น่ะ” เขาสรุป

“การเป็นเชฟบนเรือมันเหงาขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังไม่ยอมลงจากเรือ

“ถ้าในแง่ของการทำอาหารคนเดียวก็ใช่ มีบางครั้งถ้าได้ประจำบนเรือที่มีขนาดใหญ่หน่อย ผมก็จะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในเรือเล็กมากกว่า แต่ให้พูดจริง ๆ ก็ไม่เหงาขนาดนั้นหรอก”

เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเล่าว่าความสนุกอีกอย่างที่ทำให้เขาทำงานบนเรือได้ต่อเนื่องจนลืมความคิดจะลาออกตอนหนุ่ม ๆ คือการได้ทำอาหารร่วมกับลูกค้า

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“ลูกค้าเรือส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็เป็นครอบครัว ความที่ผมเป็นเชฟคนเดียวบนนั้น เราจึงเหมือนเป็นสมาชิกกับครอบครัวเขากลาย ๆ บางครั้งลูกค้าก็มาทำอาหารร่วมกับผม หรือไม่ก็ให้ผมสอนทำอาหาร ครั้งหนึ่งเรือที่ผมประจำการได้ต้อนรับครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผมก็มีโอกาสสอนลูก ๆ ของพวกเขาทำเค้กและสโคน” คริสเล่า

ทั้งนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของคริสที่ติดปากติดใจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษครอบครัวนี้ หลังเรือเทียบท่า พวกเขาจึงชวนคริสให้ติดตามไปเป็นเชฟส่วนตัวในการเดินทางพักผ่อน (บนบก) อีกหลายครั้ง ผมขอให้เชฟเล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่เขาประสงค์จะเก็บรายละเอียดส่วนตัวนี้ไว้ เผยเพียงว่าพวกเขาเป็นครอบครัวติดดินและน่ารัก นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับการทำงาน

“แน่นอน เราต้องเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แบบที่ปาร์ตี้เมากันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกมหาเศรษฐีที่เครซี่มาก ๆ ขนาดสั่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปซื้อคาเวียร์ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะอัธยาศัยดี และเราเชื่อมโยงกันได้ด้วยอาหาร” เขาตอบ เงียบสักพัก และเล่าต่อ

“อย่างที่บอก ชีวิตบนเรือยอชต์ในฐานะลูกเรือมันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่หรอก แต่พอได้ทำอาหารให้คนกิน แล้วพวกเขาชอบมัน เท่านี้เลย ชดเชยได้แล้ว”

“คุณเคยมีความคิดจะไปทำงานบนเรือใหญ่ ๆ ที่น่าจะสบายกว่าอย่างเรือสำราญบ้างไหม” ผมถามอีก

“ไม่เลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“ผมมองว่าปฏิสัมพันธ์แบบนี้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้บนเรือสำราญ เพราะคุณต้องทำอาหารให้คนจำนวน 3,000 – 4,000 คนกิน มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย และหลายครั้งอาหารที่เสิร์ฟบนนั้น ก็เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เราต้องนำมาอบไมโครเวฟเสิร์ฟ จึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำอาหารกับการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งผมชอบทำอาหาร เรือยอชต์ยึดโยงกับผมแบบนี้”

“แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราใช่ไหม” ผมคล้ายว่าจะรู้ทัน จึงถามแทรก

“แน่นอนที่สุด”

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่
เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

เทียบท่าที่เชียงใหม่

ครั้งแรกที่คริสเห็นชายฝั่งประเทศไทย คือช่วงที่เขาเป็นเชฟบนเรือที่ล่องจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลังกาวีในมาเลเซีย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทางมาร่วมงานกับบริษัทล่องเรือยอชต์ ซึ่งประจำการที่ท่าเรือในภูเก็ต “แต่นั่นก็เป็นเวลาสั้น ๆ และผมก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย” เขาบอก

อย่างเป็นทางการคือครั้งที่ 3 นั่นคือราวสิบกว่าปีที่แล้ว ชายหนุ่มในยามนั้นใช้วันหยุดประจำปี 4 เดือน เดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย และเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นส่งผลสำคัญต่อชีวิตของเขามาจนทุกวันนี้

“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะรสชาติอาหาร หรือไม่ก็ป่าและภูเขา คุณนึกออกไหม ผมอยู่บนเรือมาเกือบทั้งชีวิต มองไปทางไหนก็เจอแต่ทะเล พอมาเชียงใหม่ครั้งแรก มันต่างไปอย่างสิ้นเชิง พอปีต่อมาก็กลับมาที่นี่อีก แล้วจากนั้นก็หาเวลามาเรื่อย ๆ และคิดว่าเราน่าจะมีบ้านเล็ก ๆ บนดอยสักหลังนะ” เขาว่า

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

นั่นทำให้เขาได้พบกับ หน่อย-ณัฐนิชา อิ่มอาคม ชาวกาญจนบุรีที่มาลงหลักปักฐานทำโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ Limeleaf Eco-Lodge บนดอยไม่ไกลจากน้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หน่อยแนะนำให้คริสปลูกกระท่อมไม่ไกลจากที่พักของเธอ เพื่อให้เป็นที่พักหลักในช่วงที่เขาหยุดจากงานเรือ

นับแต่นั้น จากเดิมที่เขามีบ้านหลังแรกที่อยู่บนเรือยอชต์ และบ้านหลังที่ 2 คืออพาร์ตเมนต์ในเกาะมายอร์กา คริสได้ยกเลิกสัญญาเช่าที่พักที่สเปนหลังนั้น และเปลี่ยนมาใช้เวลาในช่วงวันหยุดบนดอยที่เชียงราย เขาเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่อยอยู่หลายปี ทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และคริสตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมากว่า 20 ปี เมื่อราว 2 ปีก่อน ท้ายที่สุด เขาย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่แบบ For Good เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนน่ะหรือ” คริสทวนคำถาม “เมื่อคุณประสบอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือไม่อยากนอนเตียง 2 ชั้นบนเรือ เพื่อฟังเสียงกรนจากลูกเรือคนอื่นอีกแล้วน่ะสิ” เขาหัวเราะ

“ผมอายุมากแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาลงจากเรือจริง ๆ และมีครอบครัวเสียที” ชายวัยย่าง 57 ปีตอบ

เดาได้ไม่ยาก หลังเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่คริสยังคงทำต่อไปคืออาหาร

และอย่างไม่ต้องสงสัย Limeleaf Kitchen คือชีวิตเขาหลังจากนี้

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย ตั้งใจจะเปิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โควิดก็ดันมาเสียก่อน เลยเลื่อนเปิดมาจนถึงตอนนี้ อาจจะยังไม่เปิดสอนเต็มตัว แต่จะเปิดร้านทำบาร์บีคิว สลัดบาร์ และเบเกอรี่ มีจัดบุฟเฟต์บ้างบางวัน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเมนูอื่น ๆ ไป” เจ้าของร้านเล่า

นอกจากจะได้ชิมอาหารของอดีตเชฟบนเรือที่ทำเมนูได้หลากหลายแล้ว อีกสิ่งที่คริสภูมิใจนำเสนอคือ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบออร์แกนิกอีกหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาบรรจุอยู่ในเมนคอร์สและขนมเค้กของร้าน เขาและหน่อยลงมือปลูกไว้ในสวนหลังบ้านบนดอยที่แม่ขะจาน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขามักเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำรับหรือรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารในทุกระดับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการมีเครือข่ายคนทำอาหาร ซึ่งรวมกันอย่างเข้มแข็ง เพราะตอนผมมาที่นี่ใหม่ ๆ ผมไม่รู้จักใครเลย แล้วมาวันหนึ่งผมเห็นร้าน Windows Café & Restaurant มาเปิดแถว ๆ บ้าน ก็เลยลองนำเค้กไปเสนอขาย คุณพิ้งค์ เจ้าของร้าน พอเขาซื้อ เขาก็แนะนำให้ผมรู้จักคนอื่น ๆ หรือที่ผมรู้จัก เชฟแนนลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ (เจ้าของ Cuisine de Garden – ผู้เขียน) เขาก็พาผมไปรู้จักเชฟคนอื่น ๆ ทำให้ผมมีคอนเนกชันต่อไปเรื่อย ๆ

“ผมรู้สึกว่าเครือข่ายนี้เหมือนกลุ่มเพื่อน ที่มักเอาแหล่งวัตถุดิบหรือข้อมูลมาแบ่งปันกัน แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เชฟมักจะผูกขาด Supplier ของตัวเอง ซึ่งผลดีของการมีเครือข่ายนี้ยังมาตกที่เกษตรกร จะได้ขายผลผลิตที่มีคุณภาพของเขาได้มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำอาหารที่นี่เป็นเรื่องสนุก เพราะมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมสนุกกับคุณอยู่ตลอดเวลา” เขายิ้ม

เป็นอีกครั้งที่เขาใช้คำว่า ‘สนุก’ เป็นคุณศัพท์ประกอบการทำอาหาร

“ว่าแต่พอมาปักหลักกับที่แบบนี้แล้ว คุณยังคิดถึงงานบนเรืออยู่ไหม” ผมสงสัย

เงียบไปสักพัก

“ไม่นะ” เขาตอบ ก่อนนำสายตาไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เรียงต่อกัน 3 แถว “แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ยังไม่ชินกับครัวที่ใหญ่ขนาดนี้…

“แล้วก็พื้นห้อง ที่มันไม่โคลงเคลงอีกต่อไปแล้วน่ะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

Limeleaf Kitchen 

ที่ตั้ง : 25/6 หมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7012 1948

Facebook : Limeleaf Kitchen

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load