อิคิไก แปลว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่

เราเกิดมาเพื่ออะไร ใช้ชีวิตอยู่ไปทำไม

ปัจจุบัน มีหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกออกวางขายเป็นจำนวนมาก แต่เล่มที่คนญี่ปุ่นเป็นคนเขียนเล่มแรกนั้น คือ The Little Book of Ikigai : The secret Japanese way to live a happy and long life โดยอาจารย์เคน โมหงิ (แปลภาษาไทยโดย คุณวุฒิชัย กฤษณะประการกิจ)

อิคิไก

ในญี่ปุ่น อาจารย์เคน โมหงิ เป็นนักวิทยาศาสตร์วิจัยด้านสมองที่มีชื่อเสียง และออกรายการโทรทัศน์เป็นประจำ

ดิฉันพบอาจารย์เคน โมหงิ ครั้งแรกที่ร้านซุคิบายาชิ จิโร ร้านซูชิมิชลิน 3 ดาวชื่อดัง

ดร.ณัชร สยามวาลา (ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญสติและภาวะผู้นำ) เป็นเพื่อนกับอาจารย์โมหงิ และแนะนำให้ดิฉันรู้จักกับท่าน ในคืนนั้น ดร.ณัชร ถามอาจารย์โมหงิว่า ปู่จิโร่ เชฟซูชิวัย 94 ปี ที่ยังยืนปั้นซูชิให้เราทานอยู่ในทุกวันนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์เกิดไอเดียในการเขียนหนังสืออิคิไกใช่หรือไม่ อาจารย์โมหงิพยักศีรษะอยู่หลายครั้ง… ใช่… ใช่เลย

เชฟซูชิที่ ‘ไม่ได้’ เริ่มเลือกงานนี้เพราะความรักหรือความถนัด แต่กลับทุ่มเทปั้นซูชิทุกคำเพื่อให้ลูกค้ามีความสุข… นั่นคือต้นแบบของอิคิไก

ครั้งนี้ ดร.ณัชร และสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยเชิญอาจารย์โมหงิมาบรรยายในงาน ‘Happiness Mastery : ความสุขสร้างได้’ และดิฉันได้มีโอกาสสัมภาษณ์อาจารย์ก่อนที่ท่านจะขึ้นเวทีบรรยายเรื่องอิคิไก

มาสัมผัสโลกของอิคิไกจากชาวญี่ปุ่นต้นตำรับกันค่ะ

อิคิไก

 

อะไรทำให้อาจารย์ตัดสินใจเขียนหนังสือเรื่องอิคิไกคะ

มี 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและทำให้ผมตัดสินใจศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น หนึ่งคือ ตอนที่ผมไปร่วมงาน TedxTokyo มีผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งพูดเกี่ยวกับอิคิไก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เหมาะกับชีวิตสมัยใหม่ สอง หลังจากนั้นครู่เดียว Dan Buettner ก็เล่าใน TED เกี่ยวกับแนวคิดอิคิไกในโอกินาว่า สาม หลังจากนั้นไม่นาน ตัวแทนสำนักพิมพ์ในโตเกียวก็ถามผมว่า สนใจจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกเพื่อตีพิมพ์ในลอนดอนไหม 3 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นติดๆ กันโดยบังเอิญ ผมเลยคิดว่าผมต้องเริ่มเขียนเกี่ยวกับอิคิไกบ้างแล้วล่ะ

 

น่าแปลกที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้คำว่า ‘อิคิไก’ ในชีวิตประจำวันหรือบทสนทนาทั่วไปเท่าไหร่นะคะ

มันเป็นสิ่งที่ปกติและเราทำกันตามธรรมชาติ ในโลกปัจจุบัน เรามักพูดกันว่าทำอย่างไรเราถึงจะประสบความสำเร็จ ทำอย่างไรจะได้เลื่อนตำแหน่ง หากอยากเป็น CEO จะเป็นได้อย่างไร แต่ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นมีความคิดว่าความสำเร็จไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

 

ยังไงคะ

ยกตัวอย่างเช่นมีคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่จริงจังกับงานอดิเรก หรือมี โคดาวาริ* คนอื่นไม่สนหรอกว่างานอดิเรกของคนคนนั้นจะเป็นอะไร ตราบใดที่คนคนนั้นดูมีความสุขดีนั่นก็โอเคแล้ว มีคนจำนวนมากคลั่งไคล้รถไฟ มังงะ (หนังสือการ์ตูน) หรือแอนิเมะ (ภาพยนตร์การ์ตูน) คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับจากสังคม ตราบเท่าที่พวกเขามีความสุขในแบบของเขาเอง มันก็ดีแล้ว

ผมรู้จักหลายคนที่ทำงานประจำปกติทั่วไป แต่อินกับอะไรบางอย่าง และทุ่มเทกับกิจกรรมเหล่านั้นในเวลาว่าง ล่าสุดผมเพิ่งเจอบรรณาธิการนิตยสาร Bungeishunju** เขาสะสมปลาเมดะกะ*** 2,000 ตัวที่บ้าน! มีบ่อ 10 บ่อ! เขาเรียนรู้และพัฒนาความรู้ด้านนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศญี่ปุ่นมีคนแบบนี้อยู่ครับ

* ความพิถีพิถันใส่ใจในบางเรื่องเป็นพิเศษ เช่น คนที่ชอบเครื่องเขียนมากๆ จะพิถีพิถันในการเลือกปากกา สมุด ดินสอที่ตนเองจะใช้ เพราะฉะนั้น คนที่มีโคดาวาริเหล่านี้จะศึกษาเครื่องเขียนจนถึงที่สุด วิเคราะห์ ทดลอง จนพบว่าเครื่องเขียนแบบใดที่ตนเองหลงใหลที่สุด

** นิตยสารชื่อดังด้านศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรมของญี่ปุ่น

*** ปลา Killifish ปลาตัวเล็กๆ คล้ายปลาหางนกยูง

อิคิไก

คนญี่ปุ่นถ่ายทอดแนวคิดอิคิไกแบบนี้กันอย่างไรคะ มันอยู่ในดีเอ็นเอของพวกคุณเหรอ

อืม เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ไม่รู้สินะ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาประเทศไทย และผมรู้สึกประทับใจกับความหลากหลายของอาหารมากๆ อย่างตอนที่พวกเราทานบะหมี่ เอ่อ

 

บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง

ใช่ ผมเห็นพวกคุณใส่เครื่องปรุงต่างๆ ลงในชามก๋วยเตี๋ยว แถมมีหนังปลากรอบลงไปคลุกด้วย มันคือความหลากหลายนะ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเองก็มีเหมือนกัน ในญี่ปุ่นเรายกย่องเรื่องความหลากหลายมาก หากลองนึกถึงอาหารญี่ปุ่นแบบไคเซกิ* มันคือความหลากหลาย

เรานำแนวคิดเรื่องอิคิไกไปปรับใช้กับชีวิตและสังคมได้ บางคนอาจชอบเรื่องเงินๆ ทองๆ และอาจจับจ่ายใช้สอยเงินบ้าง แต่ไม่จำเป็นที่ทุกคนควรเป็นแค่ทนาย นายธนาคาร หรือนักลงทุนเท่านั้น บางคนอาจเลือกที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนแม้ค่าตอบแทนจะน้อย แต่นั่นก็เป็นอิคิไกของเขา

* ชุดอาหาร Full Course แบบญี่ปุ่นมีทั้งปลาดิบ ซุป อาหารย่าง ฯลฯ ตกแต่งอย่างประณีตตามฤดูกาล

 

อิคิไกของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

ใช่ ต่างคนอาจมีค่านิยมที่ต่างกัน ซึ่งสะท้อนในรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันก็ได้ อิคิไกเป็นเรื่องของความหลากหลายนะ

อิคิไก อิคิไก

หลากหลายในชีวิต วัฒนธรรม หรืออาชีพ

ใช่ๆ ผมคิดว่าสังคมญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้เด็กๆ ทุกคนตามหาอิคิไกของตนเอง เราจะไม่บอกว่า งานนี้เงินดี ทำสิ หรืองานนี้เงินน้อย อย่าไปทำเลย ถ้าคุณถามนักศึกษาว่า พวกเขาอยากทำงานอะไร พวกเขาคงไม่ตอบว่าเลือกทำที่บริษัทนี้เพราะเงินเป็นอันดับแรกหรอก เด็กญี่ปุ่นทั่วไปน่าจะตอบเหตุผลเกี่ยวกับอิคิไกของพวกเขานะ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงคิดแบบนั้น

 

อาจเป็นเพราะสื่อต่างๆ เช่น ละคร รายการทีวี ด้วยหรือเปล่าคะ ฉันเห็นคนทุกรูปแบบได้รับการให้เกียรติและชื่นชมเสมอ

คุณคิดอย่างนั้นเหรอ

 

ใช่ อย่างรายการ Jonetsu Tairiku*, NHK Professional**

* สารคดีเกี่ยวกับชีวิตคนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในวงการต่างๆ เช่น ด้านศิลปะ กีฬา แพทย์ จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ TBS

** สารคดีเกี่ยวกับชีวิตคนญี่ปุ่นที่เป็น ‘มืออาชีพ’ ในด้านต่างๆ เช่น ช่างฝีมือ พนักงานโรงแรม หรือแม้แต่แม่บ้านทำความสะอาดสนามบิน อาจารย์โมหงิเคยเป็นผู้ดำเนินรายการรายการนี้ จัดทำและออกอากาศโดยสถานีโทรทัศน์ NHK

นั่นสินะ เร็วๆ นี้มีละครที่โด่งดังมากๆ ในญี่ปุ่น ชื่อ….

 

Shitamachi Rocket*?

* ละครยอดนิยมของญี่ปุ่น ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Downtown Rocket เนื้อหาเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของโรงงานเล็กๆ เขาฝันจะนำเครื่องยนต์จรวดของบริษัทตนเองไปอวกาศให้ได้

คุณรู้จักด้วยเหรอ ใช่ ใช่เลย! แล้วก็เรื่อง Rikuou ซึ่งเป็นเรื่องคนทำรองเท้า เจ้าของโรงงานอยู่ในเขตชุมชนเล็กๆ พวกเขาคงไม่ได้ทำรายได้จากการขายรองเท้าได้เยอะหรอก แต่นั่นก็ไม่เป็นไร

 

เหมือนอิคิไกแตกต่างจากคำว่า ‘ความสำเร็จ’ นะคะ

ใช่ คนญี่ปุ่นรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องประสบความสำเร็จ อิคิไกสำคัญกับชีวิตมากกว่า คุณอาจจะประสบความสำเร็จ แต่คุณอาจไม่มีอิคิไก ในทางกลับกัน แม้คุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณอาจจะมีอิคิไกก็ได้ ซึ่งชีวิตคุณอาจจะมีความสุขมากกว่า

อิคิไก

อาจารย์นิยามคำว่า ‘ความสำเร็จ’ อย่างไรคะ

ความสำเร็จ คือสิ่งที่คุณจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมหรือบริบทสังคมนั้นๆ แต่อิคิไกมาจากหัวใจของคุณ มาจากความสุขส่วนตัวของคุณ คนอื่นอาจจะไม่ได้มองว่านั่นคือความสำเร็จ

 

อิคิไกเป็นสิ่งที่เฉพาะบุคคล เราสามารถมีความสุขในแบบของเราเอง

ใช่ จำเรื่องนักกีฬาซูโม่ได้ไหมครับ

 

ที่แข่งแล้วแพ้ตลอดใช่ไหมคะ

แข่ง 132 ครั้ง ชนะ 2 ครั้ง อีก 130 ครั้งแพ้หมดเลย แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่ประณามหรือต่อว่าเขานะ ตัวนักซูโม่คนนั้นก็มีความสุขที่เขาได้เล่นซูโม่ และพวกเราก็ไม่มีใครต่อว่าเขาหรือขอให้เขาเลิกเล่นซูโม่ เขาก็แข่งซูโม่ของเขาไปเรื่อยๆ

 

เราไม่ตัดสินความสุขของคนอื่น และให้เขามีความสุขในแบบของเขาเอง …งดงามจังเลยค่ะ

หรือใน ราคุโกะ*  มีเรื่องหนึ่งที่พระเอกไม่ค่อยเก่งเท่าไร ชื่อโยทาโร่ เขาทำอะไรๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลยสักอย่าง แต่นักเล่าราคุโกะพรรณนาถึงเขาได้น่ารักมาก ทุกคนในหมู่บ้านนั้นอยากช่วยโยทาโร่ โยทาโร่เริ่มเปิดร้านของตนเอง แต่ก็ล้มเหลวอีก คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ตำหนิอะไร ตราบเท่าที่เขายังมีความสุขในชีวิตอยู่

* การพูดตลกชนิดหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ 400 กว่าปีก่อน คล้ายเดี่ยวไมโครโฟน ผู้พูดจะสวมชุดกิโมโนเล่าเรื่องราวต่างๆ เสน่ห์ของราคุโกะคือ นักแสดงคนหนึ่งจะสวมบทบาทหลายคน ฝึกจินตนาการผู้ฟังด้วย

 

ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย น่าสนใจจริงๆ ค่ะ แต่ถ้านักวาดการ์ตูนทำในสิ่งที่รัก มีอิคิไก แต่รายได้น้อย เขาจะเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างไรคะ

อย่างนักวาดการ์ตูนที่ทำงานให้กับ ฮายาโอะ มิยาซากิ*  รายได้เขาอาจไม่สูงเท่าพวกนายธนาคารหรือคนในวงการการเงินนะ แต่เขาได้รับอิคิไกจากฮายาโอะ มิยาซากิ นั่นเป็นชีวิตที่ดี

* นักวาดการ์ตูน ผู้กำกับ และผู้สร้างแอนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ มีผลงานเด่น ๆ เช่น My neighbor Totoro, Spirited Away (ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อะนิเมะ)

แต่พวกเขาได้ค่าตอบแทนน้อยนะคะ

ยังไงๆ พวกเขาก็หาทางมีชีวิตอยู่รอดได้แหละ (หัวเราะ)

 

สังคมญี่ปุ่นมีข่าวเรื่องการฆ่าตัวตาย หรือมีคนที่เป็นฮิคิโคโมริ*  คนเหล่านั้นสูญเสียอิคิไกไปเหรอคะ

ใช่ครับ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง มีแรงกดดันให้เราต้องพยายามประสบความสำเร็จ คนญี่ปุ่นเองก็กำลังลืมภูมิปัญญาโบราณดีๆ แบบนี้ แต่มันก็เป็นจังหวะที่ดีที่ให้คนญี่ปุ่นกลับมาทบทวนว่า อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเรา

ในประเทศไทย คุณมีแนวคิดแบบนี้ไหม

* อาการเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกไปพบผู้คน

 

คิดว่าไม่นะคะ ฉันแปลกใจมากตอนฟังอาจารย์เล่าเรื่องของนักซูโม่ที่แพ้มาตลอด สมัยก่อน สังคมไทยเป็นสังคมเกษตร เราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ไม่ได้มีคำพูดว่า อิคิไก แบบญี่ปุ่น หลังๆ เราแข่งขันกันมากขึ้น คนไทยก็เครียดขึ้นเหมือนกัน

เหมือนอเมริกาเลยเนอะ ผมคิดว่าอิคิไกเป็นวิธีคิดสากลนะ มันเป็นสิ่งที่เคยมีในหลายประเทศ ในหลายวัฒนธรรม แต่เราอาจจะลืมไปแล้ว

 

น่าเสียดายนะคะ สังคมอเมริกาดูแข่งขันกันมากๆ เวลาอาจารย์ไปบรรยายเรื่องนี้ที่อเมริกา คนอเมริกันเข้าใจแนวคิดนี้เหรอคะ

พวกเขาเข้าใจแนวคิดนะ แต่อย่างที่คุณบอก สังคมที่โน่นแข่งขันกัน ในหนังสืออิคิไกผมเล่าเกี่ยวกับพนักงานทำความสะอาดรถไฟชินคันเซ็นซึ่งกลายมาเป็นกรณีศึกษาของ Harvard Business School คนญี่ปุ่นมองว่างานนี้เป็นงานที่น่าเคารพและสามารถยึดเป็นอาชีพได้ แต่คนอเมริกันอาจไม่เห็นเช่นนั้น

หากเราให้ความสำคัญและความเคารพกับความหลากหลาย ทั้งในอาชีพ ทั้งในวัฒนธรรม คงจะดีนะคะ อิคิไกของอาจารย์คืออะไรคะ

อิคิไกมีทั้งระดับใหญ่ (Big Ikigai) และระดับย่อย (Small Ikigai) ผมทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางสมอง ผมศึกษาเรื่องการรับรู้ การรับรู้เกิดขึ้นจากการทำงานของสมองอย่างไร อิคิไกใหญ่ของผม คือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

อิคิไกเล็กล่ะคะ

สิ่งสำคัญของอิคิไกคือ คุณมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเปล่า เช่น ตอนเด็กๆ ผมชอบศึกษาเกี่ยวกับผีเสื้อ เวลาผมไปวิ่งออกกำลังกายแล้วเห็นผีเสื้อสวยๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงอิคิไก หรือบางทีอาจเกิดขึ้นตอนที่ผมรู้สึกตลกๆ ก็ได้ ผมเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งบอกพ่อว่า “พ่อๆ ต้องทำอย่างนี้สิ” เวลาผมได้ยินบทสนทนาแบบนี้ ผมก็รู้สึกถึงอิคิไก

 

เพิ่งรู้ว่าอิคิไกมาจากการสังเกตคนอื่นหรือฟังบทสนทนาคนอื่นได้ด้วย ตอนที่อาจารย์มาเมืองไทย มีอิคิไกอะไรที่เกิดขึ้นบ้างคะ

วันที่ผมเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ผมตัดสินใจออกไปวิ่งเลย พนักงานโรงแรมบอกผมว่า ฝนจะตกแล้วนะ แต่ผมก็ไม่สน พอวิ่งไปได้สัก 30 – 40 นาที ฝนตกลงมา ตัวผมก็เปียกชุ่มเลย แต่ผมกลับรู้สึกถึงอิคิไกนะ มันเป็นครั้งแรกที่ผมมากรุงเทพฯ ผมได้วิ่งตามซอยเล็กๆ ที่นี่ คนอื่นวิ่งหลบฝน แต่มีผมคนเดียวที่ทำอะไรบ้าๆ แบบนี้ มันรู้สึกยอดเยี่ยมมากเลยล่ะ!

 

อิคิไกเป็นเรื่องความสุขในแบบของแต่ละคนโดยที่เราไม่ต้องแคร์ใครจริงๆ นะคะ

ผมรู้สึกขอบคุณมากที่ได้มาเมืองไทยครั้งนี้ อากาศอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส ไม่เย็นเกินไป พอวิ่งเสร็จแล้วไปอาบน้ำ มันก็เป็นอิคิไกที่เยี่ยมยอดเหมือนกัน! ผมพักโรงแรมที่ดีมากๆ แต่แทนที่จะอยู่เฉยๆ ในห้อง ผมกลับทำอะไรงี่เง่าอย่างไปวิ่งตากฝน ปีนี้ผมอายุ 56 ปีแล้ว แต่สุขภาพยังดีอยู่ มันเป็นเรื่องน่าขอบคุณจริงๆ ครับ!

หากพวกเราอยากมีอิคิไกบ้าง เราควรเริ่มจากอะไรดีคะ

เริ่มจากการสัมผัสความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน มันเริ่มทำได้ง่ายที่สุด ในสมองเรามีสารชื่อโดพามีน หากเราทำอะไรสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ โดพามีนจะหลั่งออกมา วงจรนั้นจะช่วยทำให้คุณมีความสุข การมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับหลายคน แนวคิดเรื่องอิคิไกอาจเข้าใจยาก หรือยากสำหรับบางคนที่ชีวิตพวกเขากำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก กำลังรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ หรือไม่ได้เคารพตนเอง เพราะฉะนั้น เริ่มจากความสุขเล็กๆ น้อยๆ ก่อนครับ

 

มันเหมือนการคิดบวกไหมคะ

อิคิไกเป็นส่วนหนึ่งนะ เวลาเราคิดถึงชีวิต หรือคิดหาวิธีการคิดบวก มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก สำหรับบางคนคำว่า ‘คิดบวก’ อาจฟังดูกดดันสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้น เริ่มจากการมองเห็นความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว สิ่งเล็กมากๆ เช่นการได้ตื่นมาชงกาแฟดื่ม การได้วิ่งกลางสายฝน

 

สุดท้ายนี้ มีอะไรที่อาจารย์อยากบอกคนไทยไหมคะ เราควรใช้ชีวิตอย่างไรดี

ตอนผมอยู่ที่อังกฤษ ผมได้ดูสารคดี BBC เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทย น่าจะเป็นกษัตริย์พระองค์ก่อนนะ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพระองค์ทรงช่วยประเทศไทยมากขนาดนี้ ผมรู้สึกว่าทั้งสองพระองค์ทรงสง่างามมากๆ ทั้งวิธีพูด วิธีวางพระองค์ นับจากวันนั้นผมคิดมาตลอดเลยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่งดงาม และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

พอผมมาที่นี่ ผมเห็นวิธีการที่คนไทยประดับตกแต่งอาหาร ผมรู้สึกว่าคนไทยนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่เป็นเอกลักษณ์และสง่างามจริงๆ ผมหวังว่าพวกคุณจะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ และยิ่งพัฒนาให้เหมาะกับยุคสมัยใหม่แบบนี้มากขึ้น เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ญี่ปุ่นก็กำลังเปลี่ยน ประเทศไทยเช่นกัน แต่ผมหวังว่าคนไทยจะรักษาความประณีต งดงาม สง่างาม แบบนี้ไว้ และผมอยากกลับมาเมืองไทยอีกครับ

 

พวกเรารออาจารย์เสมอค่ะ

ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

Lesson from Ken Mogi

  1. อิคิไก ไม่ใช่การแสวงหาความสำเร็จหรือความร่ำรวย แต่เป็นการรู้สึกหรือสัมผัสถึงความสุขในชีวิตของตนเอง จนทำให้เราเห็นความหมายของชีวิตเราในแบบของเรา
  2. อิคิไกไม่ใช่สิ่งที่สังคมนิยามหรือโลกให้ความสำคัญ แต่ละคนมีอิคิไกที่แตกต่างกัน และมีความสุขกับชีวิตในแบบของตนเอง ที่เราเลือกเอง
  3. เราไม่ควรตัดสินคนอื่นหรือบีบบังคับคนอื่น เช่น ลูก แฟน ให้ใช้ชีวิตในแบบที่เราคิดว่าใช่ แต่เราควรเคารพความหลากหลายนั้น
  4. มองคนที่มีอิคิไกหรือกำลังสนุกกับสิ่งที่พวกเขารักด้วยรอยยิ้ม และคอยช่วยเหลือหากพวกเขาลำบาก
  5. อิคิไกมีทั้งระดับใหญ่ ซึ่งเกี่ยวกับแนวทางชีวิตหรือคุณค่าของงาน และอิคิไกระดับเล็กคือการสัมผัสความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน
  6. อิคิไก เริ่มต้นจากมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load