อิคิไก แปลว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่

เราเกิดมาเพื่ออะไร ใช้ชีวิตอยู่ไปทำไม

ปัจจุบัน มีหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกออกวางขายเป็นจำนวนมาก แต่เล่มที่คนญี่ปุ่นเป็นคนเขียนเล่มแรกนั้น คือ The Little Book of Ikigai : The secret Japanese way to live a happy and long life โดยอาจารย์เคน โมหงิ (แปลภาษาไทยโดย คุณวุฒิชัย กฤษณะประการกิจ)

อิคิไก

ในญี่ปุ่น อาจารย์เคน โมหงิ เป็นนักวิทยาศาสตร์วิจัยด้านสมองที่มีชื่อเสียง และออกรายการโทรทัศน์เป็นประจำ

ดิฉันพบอาจารย์เคน โมหงิ ครั้งแรกที่ร้านซุคิบายาชิ จิโร ร้านซูชิมิชลิน 3 ดาวชื่อดัง

ดร.ณัชร สยามวาลา (ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญสติและภาวะผู้นำ) เป็นเพื่อนกับอาจารย์โมหงิ และแนะนำให้ดิฉันรู้จักกับท่าน ในคืนนั้น ดร.ณัชร ถามอาจารย์โมหงิว่า ปู่จิโร่ เชฟซูชิวัย 94 ปี ที่ยังยืนปั้นซูชิให้เราทานอยู่ในทุกวันนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์เกิดไอเดียในการเขียนหนังสืออิคิไกใช่หรือไม่ อาจารย์โมหงิพยักศีรษะอยู่หลายครั้ง… ใช่… ใช่เลย

เชฟซูชิที่ ‘ไม่ได้’ เริ่มเลือกงานนี้เพราะความรักหรือความถนัด แต่กลับทุ่มเทปั้นซูชิทุกคำเพื่อให้ลูกค้ามีความสุข… นั่นคือต้นแบบของอิคิไก

ครั้งนี้ ดร.ณัชร และสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยเชิญอาจารย์โมหงิมาบรรยายในงาน ‘Happiness Mastery : ความสุขสร้างได้’ และดิฉันได้มีโอกาสสัมภาษณ์อาจารย์ก่อนที่ท่านจะขึ้นเวทีบรรยายเรื่องอิคิไก

มาสัมผัสโลกของอิคิไกจากชาวญี่ปุ่นต้นตำรับกันค่ะ

อิคิไก

 

อะไรทำให้อาจารย์ตัดสินใจเขียนหนังสือเรื่องอิคิไกคะ

มี 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและทำให้ผมตัดสินใจศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น หนึ่งคือ ตอนที่ผมไปร่วมงาน TedxTokyo มีผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งพูดเกี่ยวกับอิคิไก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เหมาะกับชีวิตสมัยใหม่ สอง หลังจากนั้นครู่เดียว Dan Buettner ก็เล่าใน TED เกี่ยวกับแนวคิดอิคิไกในโอกินาว่า สาม หลังจากนั้นไม่นาน ตัวแทนสำนักพิมพ์ในโตเกียวก็ถามผมว่า สนใจจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอิคิไกเพื่อตีพิมพ์ในลอนดอนไหม 3 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นติดๆ กันโดยบังเอิญ ผมเลยคิดว่าผมต้องเริ่มเขียนเกี่ยวกับอิคิไกบ้างแล้วล่ะ

 

น่าแปลกที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้คำว่า ‘อิคิไก’ ในชีวิตประจำวันหรือบทสนทนาทั่วไปเท่าไหร่นะคะ

มันเป็นสิ่งที่ปกติและเราทำกันตามธรรมชาติ ในโลกปัจจุบัน เรามักพูดกันว่าทำอย่างไรเราถึงจะประสบความสำเร็จ ทำอย่างไรจะได้เลื่อนตำแหน่ง หากอยากเป็น CEO จะเป็นได้อย่างไร แต่ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นมีความคิดว่าความสำเร็จไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

 

ยังไงคะ

ยกตัวอย่างเช่นมีคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่จริงจังกับงานอดิเรก หรือมี โคดาวาริ* คนอื่นไม่สนหรอกว่างานอดิเรกของคนคนนั้นจะเป็นอะไร ตราบใดที่คนคนนั้นดูมีความสุขดีนั่นก็โอเคแล้ว มีคนจำนวนมากคลั่งไคล้รถไฟ มังงะ (หนังสือการ์ตูน) หรือแอนิเมะ (ภาพยนตร์การ์ตูน) คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับจากสังคม ตราบเท่าที่พวกเขามีความสุขในแบบของเขาเอง มันก็ดีแล้ว

ผมรู้จักหลายคนที่ทำงานประจำปกติทั่วไป แต่อินกับอะไรบางอย่าง และทุ่มเทกับกิจกรรมเหล่านั้นในเวลาว่าง ล่าสุดผมเพิ่งเจอบรรณาธิการนิตยสาร Bungeishunju** เขาสะสมปลาเมดะกะ*** 2,000 ตัวที่บ้าน! มีบ่อ 10 บ่อ! เขาเรียนรู้และพัฒนาความรู้ด้านนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศญี่ปุ่นมีคนแบบนี้อยู่ครับ

* ความพิถีพิถันใส่ใจในบางเรื่องเป็นพิเศษ เช่น คนที่ชอบเครื่องเขียนมากๆ จะพิถีพิถันในการเลือกปากกา สมุด ดินสอที่ตนเองจะใช้ เพราะฉะนั้น คนที่มีโคดาวาริเหล่านี้จะศึกษาเครื่องเขียนจนถึงที่สุด วิเคราะห์ ทดลอง จนพบว่าเครื่องเขียนแบบใดที่ตนเองหลงใหลที่สุด

** นิตยสารชื่อดังด้านศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรมของญี่ปุ่น

*** ปลา Killifish ปลาตัวเล็กๆ คล้ายปลาหางนกยูง

อิคิไก

คนญี่ปุ่นถ่ายทอดแนวคิดอิคิไกแบบนี้กันอย่างไรคะ มันอยู่ในดีเอ็นเอของพวกคุณเหรอ

อืม เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ไม่รู้สินะ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาประเทศไทย และผมรู้สึกประทับใจกับความหลากหลายของอาหารมากๆ อย่างตอนที่พวกเราทานบะหมี่ เอ่อ

 

บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง

ใช่ ผมเห็นพวกคุณใส่เครื่องปรุงต่างๆ ลงในชามก๋วยเตี๋ยว แถมมีหนังปลากรอบลงไปคลุกด้วย มันคือความหลากหลายนะ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเองก็มีเหมือนกัน ในญี่ปุ่นเรายกย่องเรื่องความหลากหลายมาก หากลองนึกถึงอาหารญี่ปุ่นแบบไคเซกิ* มันคือความหลากหลาย

เรานำแนวคิดเรื่องอิคิไกไปปรับใช้กับชีวิตและสังคมได้ บางคนอาจชอบเรื่องเงินๆ ทองๆ และอาจจับจ่ายใช้สอยเงินบ้าง แต่ไม่จำเป็นที่ทุกคนควรเป็นแค่ทนาย นายธนาคาร หรือนักลงทุนเท่านั้น บางคนอาจเลือกที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนแม้ค่าตอบแทนจะน้อย แต่นั่นก็เป็นอิคิไกของเขา

* ชุดอาหาร Full Course แบบญี่ปุ่นมีทั้งปลาดิบ ซุป อาหารย่าง ฯลฯ ตกแต่งอย่างประณีตตามฤดูกาล

 

อิคิไกของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

ใช่ ต่างคนอาจมีค่านิยมที่ต่างกัน ซึ่งสะท้อนในรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันก็ได้ อิคิไกเป็นเรื่องของความหลากหลายนะ

อิคิไก อิคิไก

หลากหลายในชีวิต วัฒนธรรม หรืออาชีพ

ใช่ๆ ผมคิดว่าสังคมญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้เด็กๆ ทุกคนตามหาอิคิไกของตนเอง เราจะไม่บอกว่า งานนี้เงินดี ทำสิ หรืองานนี้เงินน้อย อย่าไปทำเลย ถ้าคุณถามนักศึกษาว่า พวกเขาอยากทำงานอะไร พวกเขาคงไม่ตอบว่าเลือกทำที่บริษัทนี้เพราะเงินเป็นอันดับแรกหรอก เด็กญี่ปุ่นทั่วไปน่าจะตอบเหตุผลเกี่ยวกับอิคิไกของพวกเขานะ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงคิดแบบนั้น

 

อาจเป็นเพราะสื่อต่างๆ เช่น ละคร รายการทีวี ด้วยหรือเปล่าคะ ฉันเห็นคนทุกรูปแบบได้รับการให้เกียรติและชื่นชมเสมอ

คุณคิดอย่างนั้นเหรอ

 

ใช่ อย่างรายการ Jonetsu Tairiku*, NHK Professional**

* สารคดีเกี่ยวกับชีวิตคนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในวงการต่างๆ เช่น ด้านศิลปะ กีฬา แพทย์ จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ TBS

** สารคดีเกี่ยวกับชีวิตคนญี่ปุ่นที่เป็น ‘มืออาชีพ’ ในด้านต่างๆ เช่น ช่างฝีมือ พนักงานโรงแรม หรือแม้แต่แม่บ้านทำความสะอาดสนามบิน อาจารย์โมหงิเคยเป็นผู้ดำเนินรายการรายการนี้ จัดทำและออกอากาศโดยสถานีโทรทัศน์ NHK

นั่นสินะ เร็วๆ นี้มีละครที่โด่งดังมากๆ ในญี่ปุ่น ชื่อ….

 

Shitamachi Rocket*?

* ละครยอดนิยมของญี่ปุ่น ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Downtown Rocket เนื้อหาเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของโรงงานเล็กๆ เขาฝันจะนำเครื่องยนต์จรวดของบริษัทตนเองไปอวกาศให้ได้

คุณรู้จักด้วยเหรอ ใช่ ใช่เลย! แล้วก็เรื่อง Rikuou ซึ่งเป็นเรื่องคนทำรองเท้า เจ้าของโรงงานอยู่ในเขตชุมชนเล็กๆ พวกเขาคงไม่ได้ทำรายได้จากการขายรองเท้าได้เยอะหรอก แต่นั่นก็ไม่เป็นไร

 

เหมือนอิคิไกแตกต่างจากคำว่า ‘ความสำเร็จ’ นะคะ

ใช่ คนญี่ปุ่นรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องประสบความสำเร็จ อิคิไกสำคัญกับชีวิตมากกว่า คุณอาจจะประสบความสำเร็จ แต่คุณอาจไม่มีอิคิไก ในทางกลับกัน แม้คุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณอาจจะมีอิคิไกก็ได้ ซึ่งชีวิตคุณอาจจะมีความสุขมากกว่า

อิคิไก

อาจารย์นิยามคำว่า ‘ความสำเร็จ’ อย่างไรคะ

ความสำเร็จ คือสิ่งที่คุณจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมหรือบริบทสังคมนั้นๆ แต่อิคิไกมาจากหัวใจของคุณ มาจากความสุขส่วนตัวของคุณ คนอื่นอาจจะไม่ได้มองว่านั่นคือความสำเร็จ

 

อิคิไกเป็นสิ่งที่เฉพาะบุคคล เราสามารถมีความสุขในแบบของเราเอง

ใช่ จำเรื่องนักกีฬาซูโม่ได้ไหมครับ

 

ที่แข่งแล้วแพ้ตลอดใช่ไหมคะ

แข่ง 132 ครั้ง ชนะ 2 ครั้ง อีก 130 ครั้งแพ้หมดเลย แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่ประณามหรือต่อว่าเขานะ ตัวนักซูโม่คนนั้นก็มีความสุขที่เขาได้เล่นซูโม่ และพวกเราก็ไม่มีใครต่อว่าเขาหรือขอให้เขาเลิกเล่นซูโม่ เขาก็แข่งซูโม่ของเขาไปเรื่อยๆ

 

เราไม่ตัดสินความสุขของคนอื่น และให้เขามีความสุขในแบบของเขาเอง …งดงามจังเลยค่ะ

หรือใน ราคุโกะ*  มีเรื่องหนึ่งที่พระเอกไม่ค่อยเก่งเท่าไร ชื่อโยทาโร่ เขาทำอะไรๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลยสักอย่าง แต่นักเล่าราคุโกะพรรณนาถึงเขาได้น่ารักมาก ทุกคนในหมู่บ้านนั้นอยากช่วยโยทาโร่ โยทาโร่เริ่มเปิดร้านของตนเอง แต่ก็ล้มเหลวอีก คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ตำหนิอะไร ตราบเท่าที่เขายังมีความสุขในชีวิตอยู่

* การพูดตลกชนิดหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ 400 กว่าปีก่อน คล้ายเดี่ยวไมโครโฟน ผู้พูดจะสวมชุดกิโมโนเล่าเรื่องราวต่างๆ เสน่ห์ของราคุโกะคือ นักแสดงคนหนึ่งจะสวมบทบาทหลายคน ฝึกจินตนาการผู้ฟังด้วย

 

ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย น่าสนใจจริงๆ ค่ะ แต่ถ้านักวาดการ์ตูนทำในสิ่งที่รัก มีอิคิไก แต่รายได้น้อย เขาจะเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างไรคะ

อย่างนักวาดการ์ตูนที่ทำงานให้กับ ฮายาโอะ มิยาซากิ*  รายได้เขาอาจไม่สูงเท่าพวกนายธนาคารหรือคนในวงการการเงินนะ แต่เขาได้รับอิคิไกจากฮายาโอะ มิยาซากิ นั่นเป็นชีวิตที่ดี

* นักวาดการ์ตูน ผู้กำกับ และผู้สร้างแอนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ มีผลงานเด่น ๆ เช่น My neighbor Totoro, Spirited Away (ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อะนิเมะ)

แต่พวกเขาได้ค่าตอบแทนน้อยนะคะ

ยังไงๆ พวกเขาก็หาทางมีชีวิตอยู่รอดได้แหละ (หัวเราะ)

 

สังคมญี่ปุ่นมีข่าวเรื่องการฆ่าตัวตาย หรือมีคนที่เป็นฮิคิโคโมริ*  คนเหล่านั้นสูญเสียอิคิไกไปเหรอคะ

ใช่ครับ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง มีแรงกดดันให้เราต้องพยายามประสบความสำเร็จ คนญี่ปุ่นเองก็กำลังลืมภูมิปัญญาโบราณดีๆ แบบนี้ แต่มันก็เป็นจังหวะที่ดีที่ให้คนญี่ปุ่นกลับมาทบทวนว่า อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเรา

ในประเทศไทย คุณมีแนวคิดแบบนี้ไหม

* อาการเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกไปพบผู้คน

 

คิดว่าไม่นะคะ ฉันแปลกใจมากตอนฟังอาจารย์เล่าเรื่องของนักซูโม่ที่แพ้มาตลอด สมัยก่อน สังคมไทยเป็นสังคมเกษตร เราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ไม่ได้มีคำพูดว่า อิคิไก แบบญี่ปุ่น หลังๆ เราแข่งขันกันมากขึ้น คนไทยก็เครียดขึ้นเหมือนกัน

เหมือนอเมริกาเลยเนอะ ผมคิดว่าอิคิไกเป็นวิธีคิดสากลนะ มันเป็นสิ่งที่เคยมีในหลายประเทศ ในหลายวัฒนธรรม แต่เราอาจจะลืมไปแล้ว

 

น่าเสียดายนะคะ สังคมอเมริกาดูแข่งขันกันมากๆ เวลาอาจารย์ไปบรรยายเรื่องนี้ที่อเมริกา คนอเมริกันเข้าใจแนวคิดนี้เหรอคะ

พวกเขาเข้าใจแนวคิดนะ แต่อย่างที่คุณบอก สังคมที่โน่นแข่งขันกัน ในหนังสืออิคิไกผมเล่าเกี่ยวกับพนักงานทำความสะอาดรถไฟชินคันเซ็นซึ่งกลายมาเป็นกรณีศึกษาของ Harvard Business School คนญี่ปุ่นมองว่างานนี้เป็นงานที่น่าเคารพและสามารถยึดเป็นอาชีพได้ แต่คนอเมริกันอาจไม่เห็นเช่นนั้น

หากเราให้ความสำคัญและความเคารพกับความหลากหลาย ทั้งในอาชีพ ทั้งในวัฒนธรรม คงจะดีนะคะ อิคิไกของอาจารย์คืออะไรคะ

อิคิไกมีทั้งระดับใหญ่ (Big Ikigai) และระดับย่อย (Small Ikigai) ผมทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางสมอง ผมศึกษาเรื่องการรับรู้ การรับรู้เกิดขึ้นจากการทำงานของสมองอย่างไร อิคิไกใหญ่ของผม คือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

อิคิไกเล็กล่ะคะ

สิ่งสำคัญของอิคิไกคือ คุณมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเปล่า เช่น ตอนเด็กๆ ผมชอบศึกษาเกี่ยวกับผีเสื้อ เวลาผมไปวิ่งออกกำลังกายแล้วเห็นผีเสื้อสวยๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงอิคิไก หรือบางทีอาจเกิดขึ้นตอนที่ผมรู้สึกตลกๆ ก็ได้ ผมเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งบอกพ่อว่า “พ่อๆ ต้องทำอย่างนี้สิ” เวลาผมได้ยินบทสนทนาแบบนี้ ผมก็รู้สึกถึงอิคิไก

 

เพิ่งรู้ว่าอิคิไกมาจากการสังเกตคนอื่นหรือฟังบทสนทนาคนอื่นได้ด้วย ตอนที่อาจารย์มาเมืองไทย มีอิคิไกอะไรที่เกิดขึ้นบ้างคะ

วันที่ผมเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ผมตัดสินใจออกไปวิ่งเลย พนักงานโรงแรมบอกผมว่า ฝนจะตกแล้วนะ แต่ผมก็ไม่สน พอวิ่งไปได้สัก 30 – 40 นาที ฝนตกลงมา ตัวผมก็เปียกชุ่มเลย แต่ผมกลับรู้สึกถึงอิคิไกนะ มันเป็นครั้งแรกที่ผมมากรุงเทพฯ ผมได้วิ่งตามซอยเล็กๆ ที่นี่ คนอื่นวิ่งหลบฝน แต่มีผมคนเดียวที่ทำอะไรบ้าๆ แบบนี้ มันรู้สึกยอดเยี่ยมมากเลยล่ะ!

 

อิคิไกเป็นเรื่องความสุขในแบบของแต่ละคนโดยที่เราไม่ต้องแคร์ใครจริงๆ นะคะ

ผมรู้สึกขอบคุณมากที่ได้มาเมืองไทยครั้งนี้ อากาศอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส ไม่เย็นเกินไป พอวิ่งเสร็จแล้วไปอาบน้ำ มันก็เป็นอิคิไกที่เยี่ยมยอดเหมือนกัน! ผมพักโรงแรมที่ดีมากๆ แต่แทนที่จะอยู่เฉยๆ ในห้อง ผมกลับทำอะไรงี่เง่าอย่างไปวิ่งตากฝน ปีนี้ผมอายุ 56 ปีแล้ว แต่สุขภาพยังดีอยู่ มันเป็นเรื่องน่าขอบคุณจริงๆ ครับ!

หากพวกเราอยากมีอิคิไกบ้าง เราควรเริ่มจากอะไรดีคะ

เริ่มจากการสัมผัสความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน มันเริ่มทำได้ง่ายที่สุด ในสมองเรามีสารชื่อโดพามีน หากเราทำอะไรสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ โดพามีนจะหลั่งออกมา วงจรนั้นจะช่วยทำให้คุณมีความสุข การมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับหลายคน แนวคิดเรื่องอิคิไกอาจเข้าใจยาก หรือยากสำหรับบางคนที่ชีวิตพวกเขากำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก กำลังรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ หรือไม่ได้เคารพตนเอง เพราะฉะนั้น เริ่มจากความสุขเล็กๆ น้อยๆ ก่อนครับ

 

มันเหมือนการคิดบวกไหมคะ

อิคิไกเป็นส่วนหนึ่งนะ เวลาเราคิดถึงชีวิต หรือคิดหาวิธีการคิดบวก มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก สำหรับบางคนคำว่า ‘คิดบวก’ อาจฟังดูกดดันสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้น เริ่มจากการมองเห็นความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว สิ่งเล็กมากๆ เช่นการได้ตื่นมาชงกาแฟดื่ม การได้วิ่งกลางสายฝน

 

สุดท้ายนี้ มีอะไรที่อาจารย์อยากบอกคนไทยไหมคะ เราควรใช้ชีวิตอย่างไรดี

ตอนผมอยู่ที่อังกฤษ ผมได้ดูสารคดี BBC เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทย น่าจะเป็นกษัตริย์พระองค์ก่อนนะ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพระองค์ทรงช่วยประเทศไทยมากขนาดนี้ ผมรู้สึกว่าทั้งสองพระองค์ทรงสง่างามมากๆ ทั้งวิธีพูด วิธีวางพระองค์ นับจากวันนั้นผมคิดมาตลอดเลยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่งดงาม และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

พอผมมาที่นี่ ผมเห็นวิธีการที่คนไทยประดับตกแต่งอาหาร ผมรู้สึกว่าคนไทยนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่เป็นเอกลักษณ์และสง่างามจริงๆ ผมหวังว่าพวกคุณจะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ และยิ่งพัฒนาให้เหมาะกับยุคสมัยใหม่แบบนี้มากขึ้น เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ญี่ปุ่นก็กำลังเปลี่ยน ประเทศไทยเช่นกัน แต่ผมหวังว่าคนไทยจะรักษาความประณีต งดงาม สง่างาม แบบนี้ไว้ และผมอยากกลับมาเมืองไทยอีกครับ

 

พวกเรารออาจารย์เสมอค่ะ

ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

Lesson from Ken Mogi

  1. อิคิไก ไม่ใช่การแสวงหาความสำเร็จหรือความร่ำรวย แต่เป็นการรู้สึกหรือสัมผัสถึงความสุขในชีวิตของตนเอง จนทำให้เราเห็นความหมายของชีวิตเราในแบบของเรา
  2. อิคิไกไม่ใช่สิ่งที่สังคมนิยามหรือโลกให้ความสำคัญ แต่ละคนมีอิคิไกที่แตกต่างกัน และมีความสุขกับชีวิตในแบบของตนเอง ที่เราเลือกเอง
  3. เราไม่ควรตัดสินคนอื่นหรือบีบบังคับคนอื่น เช่น ลูก แฟน ให้ใช้ชีวิตในแบบที่เราคิดว่าใช่ แต่เราควรเคารพความหลากหลายนั้น
  4. มองคนที่มีอิคิไกหรือกำลังสนุกกับสิ่งที่พวกเขารักด้วยรอยยิ้ม และคอยช่วยเหลือหากพวกเขาลำบาก
  5. อิคิไกมีทั้งระดับใหญ่ ซึ่งเกี่ยวกับแนวทางชีวิตหรือคุณค่าของงาน และอิคิไกระดับเล็กคือการสัมผัสความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน
  6. อิคิไก เริ่มต้นจากมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load