15 มิถุนายน 2561
4 K

แม้จะไม่ได้มีเครื่องวัดคุณภาพอากาศอยู่บนนั้น แต่ช่วงไหนที่เมืองเชียงใหม่ประสบปัญหาหมอกควัน (ประจำปี) คนที่เชียงใหม่จะชั่งตวงมลภาวะทางอากาศจากการหันหน้าไปยังทิศตะวันตก ทิศที่ดอยสุเทพวางตัวอยู่

หากวันไหนยังพอมองเห็นสีเขียวของผืนป่าบนดอยสุเทพ วันนั้นก็ถือว่าไม่เลวร้ายที่จะออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งนัก แต่ถ้าวันไหนหมอกลงจนกลืนภูเขาทั้งลูก นั่นก็ไม่ต้องพิจารณาจากค่า PM ใดๆ แล้ว และถ้าไม่จำเป็นอะไรคนเชียงใหม่ก็มักเลือกที่จะไม่ออกจากบ้าน

ดอยสุเทพไม่ได้ผูกพันกับคนเชียงใหม่แค่ในฐานะแลนด์มาร์กหรือแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ หากคนที่นี่ตระหนักดีถึงความสำคัญที่ครอบคลุมแทบทุกองคาพยพของชีวิต ตั้งแต่ความเชื่อความศรัทธา ทรัพยากรทางธรรมชาติ แรงบันดาลใจทางศิลปะ ไปจนถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายที่มาของผู้คนบนที่ราบลุ่มเชิงภูเขา–ผู้คนที่เป็น ‘คนเมือง’ ในทุกวันนี้

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจหากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่กระทบต่อดอยสุเทพ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนนลอยฟ้ามาบดบังทิวทัศน์ หรืออย่างกรณีล่าสุดกับการถางผืนป่ามาสร้างบ้านพักอาศัยให้ข้าราชการ คนที่นี่จึงเดือดดาลนัก

เดือนพฤษภาคม ภายหลังฤดูหมอกควันผ่านพ้น เราสามารถมองเห็นทั้งสีเขียวของผืนป่าและสีทองอร่ามของพระธาตุบนดอยสุเทพอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง ผมได้มีโอกาสร่วมสังเกตการณ์ในเวทีรับฟังความเห็นภาคประชาชนของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO (พื้นที่ดอยสุเทพเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่คณะกรรมการฯ เลือกเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ร่วมกับย่านสี่เหลี่ยมคูเมืองเชียงใหม่)

หากจะกล่าวว่าเป็น ‘เวที’ ก็คงไม่ถูก เพราะการประชุมครั้งนี้คณะทำงานชวนชาวเชียงใหม่ร่วมเดินระยะสั้นขึ้นดอยสุเทพผ่านเส้นทางเดินเท้าของคนล้านนาแต่เดิม จากวัดฝายหิน ด้านหลังคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่วัดผาลาด พร้อมกับรับฟังคุณค่าของพื้นที่จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และความยั่งยืน

โดยหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่เดินไปกับเราในเช้าวันนั้นคือ จุลพร นันทพานิช

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีเขียว

อาจารย์จุลพรเริ่มต้นการเดินเท้าโดยบอกว่าเราไม่อาจมองธรรมชาติให้แยกขาดจากวัฒนธรรมและศิลปะได้เลย

 “ถ้าคุณไม่เข้าใจธรรมชาติ คุณก็ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ ถ้าไม่เข้าใจธรรมชาติ ก็ไม่มีทางสร้างงานออกแบบและศิลปะได้เช่นกัน ”

  จุลพร นันทพานิช คืออาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หากหนึ่งบทบาทที่หลายคนรู้จักเขาดี คือสถาปนิกเบอร์ต้นที่ทำงานออกแบบที่สอดรับไปกับความยั่งยืนของวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เขาเป็นสถาปนิกที่สนใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นเท่าๆ กับการเป็นนักเดินป่า หรือนักเรียนผู้นั่งแถวหน้าในคลาสเรียนธรรมชาติ และแน่นอน เมื่อพูดถึงการปลูกต้นไม้พื้นถิ่น หลายคนเลือกที่จะมาปรึกษาเขา

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สำหรับคนเชียงใหม่ พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปรียบเสมือน ‘สวนหลังบ้าน’ เป็นสวนที่รวบรวมเอาป่าที่ต่างรูปแบบ 4 ชนิด และพันธุ์ไม้ที่พบได้จากทุกมุมเมืองเชียงใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการเดินสำรวจดอยสุเทพในแง่มุมของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่นและคุณค่าอันเป็นสากลโลก น้อยคนจะอธิบายได้ดีเท่าสถาปนิกที่ชอบเดินป่าผู้นี้

“เรามักมองดอยสุเทพเชื่อมโยงไปกับพญามังรายที่ก่อตั้งเมือง (พญามังรายเลือกดอยสุเทพเป็นหนึ่งในชัยมงคล 7 ประการ หรือพื้นที่ชัยภูมิสำคัญในการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1835) แต่ดอยสุเทพมีบทบาทเชื่อมโยงกับผู้คนมาก่อนหน้านั้นนานมากแล้ว หากมองกันตรงภูมิศาสตร์ เทือกเขาของดอยสุเทพและดอยปุยเป็นตอนหนึ่งของเส้นทางเดินเท้าไปถึงรัฐฉานได้ เมื่อก่อนไม่มีถนน คนโบราณในยุคก่อนอาณาจักรหริภุญชัยเขาก็เดินลัดสันเขามาเรื่อยๆ อย่างคนจากรัฐฉานเขาก็เดินเลาะมาจากพื้นที่ที่ตอนนี้เป็นอำเภอปาย มาถึงดอยสุเทพเพื่อขนเกลือกลับไป” อาจารย์จุลพรกล่าว

“อย่างชื่อดอยปุย หลายคนคิดว่ามาจากชื่อของต้นปุยหรือต้นกระโดน แต่พอมาพิจารณากันแล้ว ดอยปุยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,600 กว่าเมตร มันไม่ใช่ที่อยู่ของต้นกระโดน ทีนี้ลองมาดูในภาษาลัวะ ภาษาของผู้คนที่อาศัยในพื้นที่นี้ก่อนอาณาจักรล้านนา คำว่า ปุย ในภาษาลัวะมันแปลว่า ผู้คน ภูเขาที่เรากำลังเดินขึ้นอยู่นี่มันไม่ใช่พื้นที่ธรรมชาติที่ตั้งอยู่โดดๆ แต่มันเชื่อมโยงกับผู้คนมาเป็นพันปี”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดอยสุเทพแต่เดิมชื่อ ‘ดอยอ้อยช้าง’ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นจุดแวะพักสำหรับพลช้าง เนื่องจากเป็นป่าที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และมีพืชพันธุ์ที่เป็นอาหารของช้าง (อาทิ อ้อย) ส่วนชื่อ ‘สุเทพ’ มาทีหลัง โดยตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า พระฤาษีวาสุเทพผู้อัญเชิญพระนางจามเทวีมาปกครองอาณาจักรหริภุญชัย เคยมาบำเพ็ญพรตอยู่บนยอดดอยแห่งนี้ ดอยสุเทพอยู่ในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการภายหลังที่พญามังรายทรงย้ายเมืองหลวงจากเวียงกุมกามที่ประสบภาวะอุทกภัยบ่อยครั้ง มาตั้งเมืองยังที่ราบฝั่งทิศตะวันออกของดอยสุเทพ นั่นคือที่มาของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา หรือเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ข้างต้นคือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ผมจำขึ้นใจ เสิร์ชกูเกิลไม่กี่อึดใจก็เจอ หากระหว่างที่เราเริ่มออกเดินจากวัดฝายหินเลาะถนนที่ปูพื้นคอนกรีตผ่านทางเข้าด้านหลังของสวนสัตว์เชียงใหม่ ไต่ภูเขาหนีทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ที่แผ่กว้างอยู่เบื้องหลังออกไปเรื่อยๆ อาจารย์จุลพรก็เริ่มเล่าเรื่องดอยสุเทพในข้อมูลที่ลึกลงไป พร้อมไปกับการชี้ชวนให้ดูพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่สร้างร่มเงาให้เส้นทางโดยรอบ

“ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการให้เจมส์ แมคคาร์ธี (James McCarthy) มาสำรวจภูมิประเทศเพื่อเขียนแผนที่แบบตะวันตก แมคคาร์ธีก็ใช้ดอยสุเทพและดอยปุยเป็นแลนด์มาร์กเชื่อมกับดอยหลวงเชียงดาว และดอยผ้าห่มปก กำหนดขอบเขตแดนทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งในตอนนั้นแมคคาร์ธีก็ทำให้คนรุ่นต่อมาเข้าใจถึงเส้นทางน้ำและระบบการจัดการน้ำจากดอยสุเทพไหลลาดสู่พื้นที่กักเก็บในตัวเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันออก มันเป็นระบบเดียวกันกับตระพังน้ำของอาณาจักรสุโขทัย เป็นระบบที่ยั่งยืนทีเดียว”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ไม่เพียงแต่การจัดการน้ำธรรมชาติ หากการสำรวจภูมิประเทศของแมคคาร์ธียังจุดประกายให้เกิดการสำรวจพันธุ์พืชบนผืนป่าแห่งนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะพบถึงความอุดมสมบูรณ์ในระดับที่อาจารย์จุลพรเคลมว่า ‘ลำพังแค่ผืนป่า ดอยสุเทพและปุยมีความหลากหลายของพันธุ์พืชมากกว่าเกาะอังกฤษทั้งเกาะเสียอีก’

“คนล้านนากินป่าเป็นอาหารมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะพื้นที่บนดอยสุเทพที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด เราเสาะหาเห็ดมาประกอบอาหาร พืชผักต่างๆ หรือต้นไม้ที่เราใช้ปลูกเรือน หรือสร้างสิ่งของ ซึ่งแต่เดิมคนล้านนากินป่าเป็น เขาใช้พื้นที่ป่าอย่างรู้คุณค่า มีการหยิบความเชื่อเรื่องผีสางมาใช้ผ่านพิธีกรรมร่วมกับการอนุรักษ์ พอคิดถึงประเด็นนี้ก็น่าเศร้าเหมือนกัน คือนอกจากคนสมัยนี้กินป่าไม่เป็นแล้ว ยังมองดอยสุเทพในมิติที่ตื้นเขิน อย่างที่หน่วยงานราชการบางหน่วยรื้อป่าไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวอีก”

อาจารย์จุลพรชี้ให้เราแหงนขึ้นไปดูต้นเต็ง ไม้ตระกูลยางที่ยืนต้นสูงชะลูดเหนือขึ้นไปนับสิบเมตร ก่อนจะบอกว่านี่คือต้นไม้ที่คนล้านนาเรียกว่า ‘ไม้แงะ’ แต่เดิมจะถูกใช้เป็นเสาหรือขื่อบ้าน เช่นเดียวกับต้นรัง (คนล้านนาเรียกว่า ‘ไม้เปา’) ที่รูปร่างใกล้เคียงกัน นอกจากลำต้นที่ใช้สำหรับการก่อสร้าง ชันยางจากต้นรังยังใช้ผสมกับน้ำมันทาไม้ สำหรับยาแนวเรือและเครื่องจักสานต่างๆ ด้วย

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ต้นเต็งกับต้นรังคือที่มาของชื่อป่าเต็งรัง ป่าที่กระจายตัวอยู่บริเวณเชิงเขาดอยสุเทพ (ระดับความสูง 330 – 850 เมตร) ก่อนที่จะเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา บนชั้นต่อๆ ไปของภูเขา ป่าเต็งรังแห่งนี้คือป่าที่คนโบราณนำทรัพยากรมาสร้างอาณาจักร เพราะนอกจากไม้ 2 ชนิดที่กล่าวไป ไม้ตึง (ยางพลวง) และไม้เหียง (ยางเหียง) ที่อยู่ในพื้นที่ ก็ยังเป็นส่วนประกอบของเรือนที่สำคัญ เช่น การนำไม้เหียงที่มีความบางไปทำเป็นแป้นเกล็ดหลังคา หรือใบจากไม้ตึง (ใบตองตึง) ก็สามารถนำมามุงหลังคาและใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้อีก

  “ประดู่ป่าเป็นพืชวงศ์ถั่ว ออกดอกสีเหลืองสวยเลยล่ะ นอกจากเป็นสมุนไพรแล้ว คนโบราณมักจะถากเปลือกของลำต้นบางๆ เอามาเป็นสีย้อมผ้า แต่คนสมัยนี้นิยมปลูกประดู่บ้านกัน ทั้งๆ ที่ประดู่บ้านมันไม่ใช่พืชท้องถิ่น แถมปลวกยังกินเร็วมากอีก ไม้เหียงนี่ก็เหมาะกว่าการปลูกหูกระจงในเขตบ้าน ต้นมะมื่อ (มะพอก-ผู้เขียน) ปล่อยไอเย็นสูง ปลูกใกล้บ้าน ก็ทำให้บ้านเย็น

“ต้นคำมอกหลวงให้ดอกสวย ส่งกลิ่นหอม คนมักเด็ดดอกไปถวายพระ ส่วนปลียอดของมันเมื่อก่อนก็ถูกนำมาใช้เป็นด้ามมีดได้อีก ในยุคหนึ่งเคยมีความคิดว่าการปลูกพืชท้องถิ่นไว้บริเวณบ้านเป็นพวกคนบ้านนอก ต้องปลูกไม้นอกสิ ซึ่งผมมองว่านี่เป็นทัศนคติที่ผิด คนเมืองต้องปลูกไม้ท้องถิ่นแหละถูกแล้ว เท่กว่าเป็นไหนๆ เพราะมันให้ประโยชน์กับสภาพของพื้นที่จริงๆ สอดคล้องกับวิถีชีวิต ทั้งยังเสริมทัศนียภาพเมืองอีก”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ลำพังแค่เดินเท้าออกมาไม่ถึง 200 เมตรจากวัดฝายหิน อาจารย์จุลพรก็ชี้ให้มองพันธุ์ไม้ที่ต่างกันนับสิบต้น และร่ายถึงคุณประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนบนที่ราบในแบบที่จดจำกันไม่หวาดไหว ทั้งยังรวมถึงความนิยมยึดพันธุ์ไม้พื้นเมืองเป็นแลนด์มาร์ก สำหรับการตั้งชื่อหมู่บ้านต่างๆ ของภาคเหนือ อาทิ บ้านป่าแงะ (อำเภอแม่ริม) บ้านต้นดู่ (อำเภอสันกำแพง และในเชียงรายยังมีตำบล ‘บ้านดู่’) บ้านต้นเปา (สันกำแพง) วัดป่าแดง (หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เป็นต้น

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

“เราอยู่ในโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่างมันมีพร้อมจนลืมไปแล้วว่าต้นไม้มันมีคุณค่าผูกโยงกับวิถีชีวิตและความเชื่อมนุษย์มากไปกว่าแค่ให้ร่มเงาและอากาศ สังเกตไหมว่าทำไมเมล็ดต้นยางถึงมีปีกข้างบนเหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะต้นยางแต่ละต้นเนี่ยมันสูงเป็นสิบๆ เมตร ถ้าเมล็ดมันไม่มีใบ มันก็จะไม่ต้านลมและตกลงมาแตกหมด ธรรมชาติจึงออกแบบใบพัดให้เมล็ดมันปลิวตกลงมาไม่บอบช้ำ เพื่อการขยายพันธุ์

“มนุษย์เราหยิบธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบและศิลปะ ไม่เฉพาะรูปทรงเส้นสาย แต่ยังรวมไปถึงวิถีธรรมชาติที่เป็นอยู่และได้รับการออกแบบมา ผมถึงบอกไงว่าเราไม่อาจมองธรรมชาติแยกออกจากวัฒนธรรมและศิลปะได้เลย และนี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมผืนป่าใกล้บ้านเรามากๆ จนหลายคนมองข้ามอย่างดอยสุเทพถึงสำคัญ”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีเหลือง

ถนนคอนกรีตที่ลาดเอียงและเรียกพลังงานจากเราไม่น้อยมาสิ้นสุดยังศูนย์ข้อมูลเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ‘ผาลาด’ จากตรงนั้นทางเดินแคบเข้าผืนป่าที่เคยโปร่งและเปิดเส้นทางให้รถยังพอวิ่งผ่านได้แปรสภาพเป็นอุโมงค์ป่าอันรกครึ้มบนเส้นทางดินรังปนไปกับหินกรวดและเศษใบไม้ที่อนุญาตให้มนุษย์ได้ก้าวเท้าต่อแถวกันเข้าไปอย่างอ่อนน้อมและทีละคน

นี่คือจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผาลาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอยสุเทพ โดยเราต้องเดินเท้าไต่ขึ้นไปบนทางดินต่ออีกเกือบ 2 กิโลเมตรเพื่อไปยังวัดผาลาด

เสียงน้ำตกแว่วดังมาแต่ไกลคลอไปกับเสียงแมลงที่ซ่อนอยู่ตามหลืบไม้ ซึ่งสุมทุมหนาเสียจนเรามองเห็นได้ชัดว่าจุดไหนที่แสงแดดจะสามารถลอดตกลงพื้นบ้าง คณะเราเริ่มเดินสวนกับกลุ่มคนที่แต่งชุดทะมัดทะแมงที่ต่างมาวิ่งเทรลออกกำลังกายเป็นระยะ ในป่าเต็งรังรอยต่อสู่ป่าเบญจพรรณบนพื้นที่สูงขึ้นไป ผมเริ่มสังเกตเห็นต้นไม้ใหญ่รายทางหลายต้นซึ่งมีจีวร (ที่มีทั้งสีเหลืองซีดและเหลืองสด) ผูกไว้

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

พระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด หนึ่งในมัคคุเทศก์รับเชิญของเราวันนี้ เล่าให้ฟังว่านี่คือสิ่งที่ญาติโยมเรียกว่า ‘การบวชป่า’ กุศโลบายในการอนุรักษ์ต้นไม้โดยยึดโยงความเชื่อทางพุทธศาสนา

“ต้นไม้มีชีวิต เราเอาจีวรไปนุ่งห่มและประกอบพิธีกรรมก็คล้ายกับการบวชพระ ทีนี้ใครก็ไม่กล้ามาตัดท่านไป” พระครูอธิบายแนวคิดของผู้คนที่เอาจีวรมาผูก กระนั้นในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยแห่งนี้ การตัดต้นไม้ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอยู่แล้ว จีวรนี้จึงถูกใช้ประหนึ่งสัญลักษณ์ของเส้นทางศักดิ์สิทธิ์แต่โบราณ และเป็นเครื่องสร้างบรรยากาศให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมาเคารพและสำรวมต่อธรรมชาติ

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ก่อนที่ถนนศรีวิชัยซึ่งตัดเชื่อมถนนห้วยแก้ว (หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่) สู่ยอดดอยสุเทพ จะสร้างแล้วเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ. 2478 ทางเดินเท้าที่พระครูธีสุตพจน์กำลังนำทางเราอยู่นี้คือเส้นทางหลักที่คนเชียงใหม่ใช้สัญจรเพื่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

“ไม่ใช่แค่ทางสัญจรหลักของผู้คนในสมัยก่อนเท่านั้น แต่ถ้าย้อนไปหกร้อยกว่าปีก่อน นี่คือเส้นทางอันเป็นที่มาของวัดพระธาตุดอยสุเทพ” พระครูเล่า

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 1929 ในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6 ผู้มุ่งหมายจะให้พุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาแผ่รกรากเป็นศาสนาประจำอาณาจักร พระองค์ได้อาราธนาพระสุมนเถระมาจากกรุงสุโขทัย โดยพระสงฆ์รูปนี้ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย 2 องค์ พญากือนาทรงบรรจุพระบรมธาตุองค์หนึ่งไว้ในเจดีย์วัดสวนดอก ขณะที่สถานที่ของพระบรมธาตุองค์ที่ 2 พระองค์ได้ทรงบรรจุไว้บนหลังช้างเผือกมงคล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมันในการเสี่ยงทายเลือกสถานที่ กล่าวคือเมื่อช้างอัญเชิญพระธาตุไปหยุดยังจุดไหน ก็ให้สร้างเจดีย์ประดิษฐานที่นั่น

“ช้างมงคลได้อัญเชิญพระบรมธาตุจากเมืองมุ่งตรงมายังทิศตะวันตกผ่านเส้นทางนี้ จุดแรกที่ช้างแวะพักคือพื้นที่ที่เคยเป็นวัดสามยอบ ซึ่งชื่อสามยอบก็มาจากการที่ช้างย่อตัวลงไปคล้ายกับการคำนับ 3 ครั้ง ทีแรกคนที่ตามช้างมาด้วยก็คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่จะประดิษฐานพระธาตุ แต่สักพักช้างก็เดินต่อ”

พระครูชี้ชวนให้เราดูฐานศิลาแลงและเศษปูนปั้นสลักลวดลายที่ถูกกลืนไปกับผืนดินและผืนป่า พร้อมระบุว่าซากโบราณสถานนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดดังกล่าว สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้เคยเป็นจุดแวะพักสำคัญของผู้คนที่จะเดินเท้าขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุ และเป็น 1 ใน 4 วัดเก่าแก่ซึ่งพญากือนาทรงดำริให้สร้างไว้เนื่องจากช้างเผือกมงคลมาแวะพัก (หลังจากวัดสามยอบ ช้างก็มาหยุดยังพื้นที่ที่เป็นวัดผาลาดในปัจจุบัน ก่อนจะแวะพักที่ม่อนพญาหงส์ หรือวัดอนาคามีวนาราม และมาหยุดลงโดยสมบูรณ์พร้อมสิ้นใจยังบริเวณที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ)

หากสังเกตจากชื่ออีกชื่อของวัดสามยอบคือ ‘วัดโสดาปันนาราม’ และนามอีกชื่อของวัดผาลาดและวัดม่อนพญาหงส์ที่อยู่สูงขึ้นคือ ‘สกทาคามีวนาราม’ และ ‘อนาคามีวนาราม’ ญาติโยมคงพอมองออกว่านี่คือเครือข่ายวัดที่ถูกออกแบบให้เป็นประหนึ่งลำดับขั้นของการสำเร็จมรรคผลทางพุทธศาสนา ก่อนที่จะไปสุดสิ้นยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ อันเปรียบเสมือนการบรรลุอรหันต์

แนวคิดเรื่องการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพเสมือนการบรรลุธรรม สืบต่อมาตั้งแต่สมัยพญากือนา จนภายหลังเกิดเป็นประเพณีเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพในค่ำคืนก่อนวันวิสาขบูชาของทุกปี ซึ่งในยุคต่อมาครูบาศรีวิชัยได้เห็นความสำคัญของประเพณี และปรารถนาจะให้ชาวเชียงใหม่สามารถขึ้นไปสักการะพระธาตุโดยสะดวก จึงเริ่มมีการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ (ที่ต่อมาได้รับการตั้งชื่อว่าถนนศรีวิชัย) โดยอาศัยกำลังศรัทธาและทุนจากญาติโยมชาวเชียงใหม่อย่างไม่พึ่งพางบประมาณจากภาครัฐสักแดงเดียว นี่คือถนนที่เปิดให้รถวิ่งขึ้นดอยสุเทพสายแรกและสายเดียว และกลายมาเป็นเส้นทางขึ้นดอยสุเทพสายหลักในปัจจุบัน

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

“ครูบาศรีวิชัยยังนำแนวคิดของการบรรลุธรรมมาใช้ โดยท่านได้สร้างวัดศรีโสดาซึ่งเป็นวัดในขั้นโสดาปันนารามแทนวัดสามยอบที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางใหม่ พร้อมกับบูรณะวัดผาลาด และวัดม่อนพญาหงส์ (ปัจจุบันเป็นวัดร้างอีกแห่งไปแล้ว โดยอยู่ตรงข้ามหอดูดาวสิรินธร-ผู้เขียน)” พระครูกล่าว

กระนั้นแม้จะมีการตัดถนนสายใหม่ ชาวเชียงใหม่หลายคน (ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นคนเฒ่าคนแก่ไปหมดแล้ว) ก็ยังคงเลือกเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในประเพณีเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพ ค่าที่ว่านี่เป็นเส้นทางที่ย่นย่อระยะทางช่วงต้นได้พอสมควร และวัดผาลาดที่เรากำลังจะเดินเท้าไปถึงยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างทางเดินเท้าสายเก่าและทางถนนสายใหม่ในปัจจุบัน

ครับ, หลังจากที่เราเดินจากวัดสามยอบไปตามรอยเท้าโบราณของช้างมงคลผ่านธารน้ำตกน้อย ฝายขนาดเล็ก ดงไม้ไผ่หนาทึบ และแนวสันเขาที่เมื่อหันหลังไปจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่กว้างไกลสุดสายตา เราก็เดินมาถึงแหล่งกำเนิดเสียงน้ำตกที่แว่วให้เราพอได้รู้สึกชุ่มเย็นตลอดการเดินทางช่วงท้าย นั่นคือธารน้ำที่ไหลลงมาจากเบื้องบนของภูเขา ก่อนจะชะลอตัวบนแอ่งขนาดใหญ่บนหน้าผาที่ลาดลงไปตามแนวเขา พ้นไปจากหน้าผานั้น ผมก็พบสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมล้านนาตั้งตระหง่านอยู่บนสันเขา และเราก็มาถึงวัดผาลาด

ระหว่างเดินผ่านสะพานข้ามน้ำตก พระครูเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวัดแห่งนี้เรื่องหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ ท่านถามเราว่าวัดที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด

โบราณสถาน วิหาร อาราม พระพุทธรูป เจ้าอาวาส ฯลฯ คณะที่เดินมาด้วยกันต่างไล่เรียงคำตอบ

“ไม่ใช่เลย นั่นคือสิ่งปลูกสร้างที่วัดไหนๆ ก็มีทั้งนั้น” เจ้าอาวาสตอบ “ทีนี้โยมลองหลับตา”

แน่นอน, พอผมหลับตา ความมืดก็ปรากฏ

แต่นั่นล่ะ มันทำให้ผมได้ยินเสียงของน้ำที่เคลื่อนไหลลงสู่เบื้องล่างได้ชัดแจ้ง

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สุเทพ สีใส

“สมัยก่อนเราไม่มีปั๊มน้ำ คนเชียงใหม่ที่ตั้งเมืองห่างจากแม่น้ำปิงหลายกิโลเมตรเขาไม่ได้ใช้น้ำ    จากน้ำปิง คนโบราณใช้น้ำปิงเป็นเส้นทางคมนาคม ส่วนน้ำที่ดื่มที่ใช้กันทั้งหมดมาจากดอยสุเทพ” อาจารย์จุลพรกล่าว

เช่นเดียวกับที่พระครูธีรสุตพจน์ย้ำให้เห็นขณะเรามองไปยังธารน้ำใสที่ไหลผ่านหน้าผา ธารที่ไหลมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเบื้องบนหล่อเลี้ยงผู้คนที่อยู่บนที่ราบ นับตั้งแต่ชาวลัวะที่มาอาศัยอยู่แต่เดิม และการมาถึงชาวไทเชื้อสายต่างๆ ในอาณาจักรล้านนา แม้จะเคยร้างไร้ผู้คนมากว่า 200 ปีระหว่างที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่เชียงใหม่ก็กลับมาฟื้นคืนชีวิตและกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่รุ่งเรืองอีกครั้ง อันมีปัจจัยสำคัญมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติแหล่งเดิม

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการเลือกสรรชัยภูมิที่ชาญฉลาดของพระญามังราย (หลังจากมีบทเรียนจากการตั้งเมืองที่น้ำท่วมถึงบ่อยๆ อย่างเวียงกุมกาม) การเลือกชัยภูมิที่มีความลาดเทจากดอยสุเทพทางทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออกอันเป็นที่ตั้งของเมือง มีแม่น้ำไหลจากภูเขาลงมาใกล้เมืองถึง 2 สาย ได้แก่ ลำน้ำห้วยแก้วและลำน้ำแม่ข่า มีหนองบึงขนาดใหญ่ไว้กักเก็บน้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (นั่นคือ ‘หนองบัว’ ซึ่งน่าเศร้าที่ปัจจุบันถูกถมไปแล้ว) และมีแหล่งระบายน้ำขนาดใหญ่อย่างแม่น้ำปิงอยู่ทางทิศตะวันออก

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เมื่อ ‘ของ’ มาเต็มตั้งแต่ต้นยันปลายขนาดนี้ ที่เหลือก็แค่สร้างเส้นทางระบายน้ำ และขุดคูคลองรอบกำแพงเมืองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ เท่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เมืองจะมีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนมาขนาดนี้  

ห้วยผาลาดในเขตวัดผาลาดคือหนึ่งในสิบกว่าห้วยต้นน้ำที่ไหลลงมาหล่อเลี้ยงเมือง โดยห้วยที่คนเชียงใหม่รู้จักกันดี เพราะเป็นแหล่งน้ำที่แต่เดิมใช้ต่อตรงเข้าเมืองมามากที่สุดคือ ‘ห้วยแก้ว’ ครับ, คือชื่อเดียวกับถนนที่เชื่อมจากเชิงดอยสุเทพเข้าสู่สี่เหลี่ยมคูเมืองเชียงใหม่ทางแจ่งหัวริน ซึ่งก่อนจะมีถนน บ้านเรือน และศูนย์การค้า พลุกพล่านเช่นทุกวันนี้ คนเชียงใหม่ (ที่ต่อรางรินรองน้ำจากน้ำตกเข้ามาผันใช้ในคูเมือง) ยังสามารถได้ยินเสียงดังก้องของน้ำตกแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายกิโลเมตร

“ถ้าไปถามคนเฒ่าคนแก่อายุหกสิบเจ็ดสิบขึ้นไป เขาจะบอกได้เลยว่าเมื่อก่อนยังได้ยินเสียงน้ำตกตีนดอยสุเทพดังมาถึงในเมือง เขาเชื่อกันว่ายิ่งได้ยินดังเท่าไหร่แสดงว่าปีนั้นน้ำท่าอุดมสมบูรณ์มากเท่านั้น ในทางกลับกันถ้าไม่ได้ยินเลย นั่นก็แปลว่าปีแล้งหนัก เป็นลางไม่ดี” พระครูกล่าว

การเชื่อมโยงภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำจากพื้นที่ดอยสุเทพเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งแนวคิดในการสร้างผังเมืองเชียงใหม่ที่ผ่านมาเจ็ดร้อยกว่าปีก็ยังคงไม่ล้าสมัย เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกยกมาเป็นเหตุผลอ้างอิง ‘คุณค่าอันเป็นสากล’ (Outstanding Universal Value หรือ OUV) เพื่อเสนอคณะกรรมการยูเนสโกขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก

รศ.ดร. วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก กล่าวเปิดในวงเสวนากลางลานวัดริมธารน้ำตกผาลาด อันเป็นจุดหมายของเราวันนี้

“เวลาเราพูดถึงเชียงใหม่กับเมืองมรดกโลก หลายคนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะเมืองสมัยใหม่มันเติบโตจนกลบทับโบราณสถานเดิมไปหมด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คณะทำงานต้องเร่งผลักดันให้เชียงใหม่เป็นมรดกโลกให้ได้ เพราะนี่คือเครื่องมือสำคัญที่กระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของพื้นที่ให้ร่วมกันอนุรักษ์คุณค่าที่เมืองของเรายังคงหลงเหลืออยู่”

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เช่นเรื่องเล่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่เราได้ฟังระหว่างทางเดินเท้าระยะสั้นขึ้นดอยสุเทพ ในมุมมองของอาจารย์วรลัญจก์ เมืองเชียงใหม่ยังคงมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาหลายร้อยปีและยังคงมีลมหายใจอยู่ เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่กาลเวลาไม่อาจพรากไปไหน

ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ได้เข้าไปอยู่ใน Tentative List หรือบัญชีรายชื่อที่รอการพิจารณาจากยูเนสโกแล้ว โดยล่าสุดคณะทำงานได้เตรียมเสนอคุณค่า OUV ของเมืองเชียงใหม่และพื้นที่ดอยสุเทพ ไปพร้อมกับการร่างแผนการบริหารจัดการพื้นที่ หรือ Management Plan (แน่ล่ะ คงจะเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์มาก หากสถานที่ใดได้รับการยกระดับเป็นมรดกของผู้คนทั้งโลก แต่กลับไม่มีการจัดการมารองรับ กระบวนการนี้จึงสำคัญไม่แพ้การประมวลคุณค่า)

ทั้งนี้หนึ่งในวิธีการออกแบบ Management Plan คือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และให้ภาคประชาชนมีส่วนในการออกแบบแผน เพราะการประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นมรดกโลก ไม่ใช่การกันคนออกจากพื้นที่ หากเป็นการอยู่ร่วมกันในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“การอนุรักษ์เริ่มต้นได้จากการเข้าใจในคุณค่าของสิ่งนั้นๆ ซึ่งถ้าเราเข้าใจในคุณค่าจริงๆ เราจะไม่มีทางอนุรักษ์ด้วยการแช่แข็งสิ่งนั้นเอาไว้ แต่ในทางกลับกันเราจะหาแนวทางในการร่วมกันพัฒนาให้คุณค่ายังคงดำรงอยู่ในวิถีร่วมสมัย

เป็นข้อได้เปรียบของเราที่ว่าคนเชียงใหม่ส่วนมากต่างตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เมืองเรามีอยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่การกำหนดขอบเขตพื้นที่มรดกโลกและพื้นที่กันชนให้แน่ชัด และสร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่ถึงข้อดีของการได้เป็นมรดกโลก” อาจารย์วรลัญจก์กล่าว

ท่ามกลางเสียงน้ำตกที่ไหลรินลงจากป่าบนดอยสู่พื้นที่ราบในเมืองเชียงใหม่ วงเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างคณะทำงาน นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และประชาชนผู้สนใจ ก็ได้ขับเคลื่อนไปจากตอนสายถึงบ่าย บทสนทนาที่ว่าด้วยคุณค่าอายุกว่าพันปีและแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างอนุรักษ์พื้นที่อันเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดคุณค่าที่ว่านี้

วงสนทนาที่หากใครสักคนเริ่มเมื่อยก็แค่ลุกขึ้นมาพักอิริยาบถด้วยการเดินไปที่น้ำตก และมองลงไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ที่อยู่ลิบตา

ภูเขาของคนเชียงใหม่ ป่าต้นน้ำของคนเชียงใหม่ ทิวทัศน์ของคนเชียงใหม่ พื้นที่ที่วันข้างหน้ามันอาจจะเป็นมรดกของคนทั้งโลก คงจะมีแต่คนบ้าอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือไม่ก็เห็นแก่ตัวอย่างหน้าด้านๆ เท่านั้น, ที่คิดจะเอาสมบัติเหล่านี้ ไปรื้อถาง เพื่อปลูกบ้านให้พวกพ้องพักอาศัย

ตาม อ.จุลพร นันทพานิช ขึ้นดอยสุเทพเรียนรู้หลากวิชาก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

หมายเหตุ: ในวงเสวนานี้ยังได้รับเกียรติจากอาจารย์ภูเดช แสนสา และ อาจารย์สิทธิ วิจจา นักวิชาการด้านสังคมล้านนา จากสถาบันล้านนาคดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมพูดคุยถึงการเปลี่ยนผ่านจากศาสนาผีสู่ศาสนาพุทธของผู้คนที่อยู่บริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพ รวมทั้งตัวแทนจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยมาพูดถึงขอบเขตและแนวทางการอนุรักษ์พื้นที่ ผู้เขียนขออภัยที่ไม่สามารถนำมาเล่าได้หมด และขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลกได้ที่ Chiang Mai World Heritage – Initiative Project

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load