21 พฤษภาคม 2561
12 K
วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2018
เวลา 20.30 น. โดยประมาณ ตามเวลาประเทศไทย
ที่ วินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร

Royal Wedding

รถม้าพระที่นั่งวิ่งนำขบวนผ่านใจกลางเมืองวินด์เซอร์หลังเสร็จพิธีทางศาสนา

เราได้แต่ยิ้มตามไปพร้อมๆ กับอีกร้อยล้านคนทั่วโลกที่เฝ้าชมภาพถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพระโอรสพระองค์เล็กในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ กับ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นไม่ต่างจากหน้าสุดท้ายของเทพนิยายที่เราคุ้นเคย ต่างก็แต่เพียง เจ้าชายในยุคนี้เขาไม่เคียงคู่กับเจ้าหญิงกันแล้ว

7 วันก่อนหน้า
ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ทันทีที่รู้ว่ามีช่างภาพไทยคนหนึ่งตั้งใจออกเดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ถึงประเทศอังกฤษ เราก็นัดหมาย โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี เพื่อชวนคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงเบื้องหลังการเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิธีสำคัญนี้

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

หลายปีก่อน โอ๊ตเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนบนโลก และเป็นช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของชุดภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ที่สมบูรณ์ที่สุด ผสมรวมกับความตั้งใจและสายตาที่ไวต่อการจับอารมณ์และความรู้สึกทำให้เขาเป็นช่างภาพที่คู่บ่าวสาวและบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศไว้วางใจที่สุดคนหนึ่ง

รางวัลและชื่อเสียงของการเป็นช่างภาพระดับโลกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โอ๊ตนำติดตัวไปร่วมงานสำคัญนี้ด้วย แต่เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพคนหนึ่งที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์

ก่อนออกเดินทาง โอ๊ตยอมรับกับเราว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รูปอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า แต่จากแววตาในตลอดการสนทนา โอ๊ตทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าภาพจากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษชุดนี้มีความหมายและเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีมากแค่ไหน

We keep this love in a photograph…

“…We made these memories for ourselves”

โอ๊ตบอกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ เพียงเพื่ออยากเป็นคนหนึ่งที่บันทึกภาพประวัติศาสตร​์

เพราะรู้ว่าไม่ใช่ภาพที่จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

“ผมได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสตามเสด็จฯ เพื่อถวายงานฉายพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพฯ ครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 3 ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งกับคุณค่าของภาพที่ผมถ่าย” โอ๊ตเล่าถึงครั้งหนึ่งที่เคยเป็นช่างภาพในสำนักพระราชวัง ได้รับโอกาสสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในรัชกาลที่ 9

และครั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกที่มีพิธีภิเษกสมรสยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษ และถ้าหากพลาดจากงานนี้อาจจะต้องรออีกหลายสิบปีถึงจะเป็นงานของเจ้าชายจอร์จ

“เมื่อทราบข่าวพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล เราก็คุยกันกับแฟนว่าเราอยากจะเก็บภาพเหตุการณ์นี้ให้ครบทั้งสองพระองค์ ก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋วไป เราไม่รู้หรอกว่าจะได้รูปหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าเราได้ทำแล้ว ดีกว่าเรานั่งดูถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้านแล้วนั่งเสียดายว่าทำไมเราไม่มา”

The Royal Wedding 2011 

Prince William and Catherine Middleton

ที่มาที่ไปมา

นับจากพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เมื่อปี ค.ศ. 1981 งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โอ๊ตเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษพอดีและรับถ่ายภาพงานแต่งอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ควรพลาดงานสำคัญ จึงตัดสินใจวางแผนทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำโดยไม่ต้องมีใครมอบหมาย โอ๊ตเริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทาง ก่อนจะหาตำแหน่งจุดที่ยืน คิดถึงภาพและจำนวนช็อตที่ต้องการจะถ่าย โดยไม่ได้คาดหวังว่ารูปจะออกมาลักษณะไหน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในเวลานั้น

จุดยืน

โอ๊ตเล่าย้อนเหตุการณ์เบื้องหลังชุดภาพประวัติศาสตร์ครั้งที่เขาได้เก็บภาพพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ให้ฟังว่า เขาเริ่มจากเลือกประจำการอยู่บริเวณเยื้องๆ กับหอคอยเอลิซาเบธ (บิ๊กเบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะได้เห็นทั้งรถพระที่นั่งของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา เสด็จฯ ออกจากพระราชวังไปยังโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ และรถม้าพระที่นั่งวิ่งออกจากโบสถ์ไปยังพระราชวังบักกิงแฮม

Royal Wedding

โดยหลังจากที่โอ๊ตได้ช็อตรถพระที่นั่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เขาก็ใช้เวลาช่วงที่รอพิธีการด้านในเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ทำให้เขาขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก ก่อนจะได้ภาพเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ประทับบนรถม้าพระที่นั่ง

Royal Wedding

“จังหวะนี้โชคดีสุดๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดียังไง คือตลอดทางที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ผ่านมาพระองค์ไม่ได้หันพระพักตร์มาทางนี้เลย เราก็ได้แต่ภาวนา และจังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเรา ทั้งสองพระองค์ก็หันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้นซึ่งดีมากๆ เพราะมีทั้งทหารอยู่ข้างหน้า บรรยากาศของผู้คน รวมถึงการพลิ้วไหวของธงชาติที่โบกพัดเข้ารับกันพอดี” โอ๊ตเล่าพร้อมเปิดภาพเหตุการณ์วันนั้นให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งนอกจากช็อตภาพที่คิดไว้ในใจแล้ว โอ๊ตยังได้ภาพของคนสำคัญในพระราชพิธีครบถ้วน ทั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าชายชาร์ลส์พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี่

เราไม่ได้กระโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว

แม้จะฟังดูคล้ายทุกอย่างเป็นใจให้โอ๊ตทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย

ช่วงจังหวะที่โอ๊ตเดินย้ายจากจุดเดิมไปพระราชวังพร้อมกันกับคนกว่าแสนคนที่อยู่ตรงนั้น กว่าจะถึงพระราชวังก็สายเสียแล้ว ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองพื้นที่ด้านหน้าเต็มอัตรา ทำให้จุดที่เขาอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ

สิ่งที่โอ๊ตทำก็คือ เขาตัดสินใจกระโดดลงไปในบ่อน้ำพุเพื่อถ่ายภาพช็อตสุดท้ายที่ตั้งใจ

Royal Wedding

“ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วก็กระโดดนะ เราก็คิดก่อนนะว่าจะทำยังไงดี มันคือโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สถานการณ์ตอนนั้นคือข้างๆ เป็นเสาไฟที่มีฝรั่งคนหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา พร้อมตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนคนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ!!’ ดังมาก เราก็คิดเลยว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างแล้วตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน ตอนนั้นมีสตินะ หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้แล้วกระโดด ตู้ม! ลงไปในสระน้ำ แล้วปีนขึ้นตามสเต็ปของบ่อน้ำพุ ซึ่งช็อตที่ได้มาจริงๆ ไม่ใช่ช็อตที่ทั้งสองพระองค์จูบครั้งแรกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนนั้นเราใจเสียเลยเพราะไม่ทันช็อตนี้ กระโดดลงน้ำมาแล้วด้วย ที่จำได้คือตาเราไม่ยอมออกจาก View finder เลย ทุกคนก็ตะโกน ‘Kiss again, kiss again’ ในที่สุดก็ได้ภาพประวัติศาสตร์นั้นมา

Royal Wedding

“เมื่อเหตุการณ์จบลง ช่วงที่เราปีนออกมาจากน้ำพุก็มีคนเดินเข้ามาหาเรา เขาก็ถามว่าเราถ่ายภาพไปเพื่ออะไร ถ่ายให้ใครหรือเปล่า อาจจะเพราะหน้าตาเราดูเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ตอนนั้นคิดในใจว่าต่อให้เป็นตำรวจมาจับเราก็ยอม จะปรับอะไรก็ได้ แต่ขอว่าอย่าลบรูปผม” โอ๊ตบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเขา เพราะนอกจากจะได้รูปที่สมบูรณ์อย่างที่ตั้งใจ เขายังเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนในโลกและเป็นเพียงคนเดียวในไทยที่เป็นเจ้าของชุดภาพประวัติศาสตร์นี้

โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ Royal Wedding

The Royal Wedding 2018

Prince Harry and Meghan Markle

I Will

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ด้วยชื่อเสียงช่างภาพระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากบ่าวสาวบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศ รวมถึงรางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งของโลก อะไรทำให้โอ๊ตตัดสินใจใช้แผนการเดิม เดินทางไปเก็บภาพงานพระราชพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง

“เพราะมันยืดหยุ่นกว่ากันเยอะเลย แทนที่จะทำเรื่องขอเข้าไปถ่ายแบบทางการที่จะต้องอยู่ประจำจุดที่อนุญาต ซึ่งขยับย้ายไปไหนมาไหนอย่างที่อยากทำไม่ได้ เราก็เลยไปอย่างเงียบๆ เพราะอยากได้ภาพบรรยากาศในอีกมุมที่มีชีวิตชีวามากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ เพราะรูปภาพชุดนี้คงไม่ได้ทำให้ผมโด่งดังขึ้นในการเป็นช่างภาพงานแต่ง ไม่เลย ไม่เกี่ยวกัน ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับงานประวัติศาสตร์ อย่างน้อยคนจะรู้ว่ามีคนไทยมีภาพชุดนี้เหมือนกัน” โอ๊ตตอบพร้อมย้ำว่าเขาวางแผนเตรียมตัวดีกว่าเก่า ซึ่งอันดับแรกก็คือการเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์

“คราวนี้เราเตรียมกล้องไป 2 ตัว ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Canon เมื่อมีกล้องที่เหมือนถ่ายบอล ก็ต้องเตรียมชุดเหมือนถ่ายบอลไปด้วย เตรียมขาตั้งกล้องแบบขาเดียว และซ้อมแบกกล้อง จากนั้นวางโปรแกรมเส้นทาง ตอนแรกตั้งใจจะเช่าบ้านที่วินด์เซอร์เพื่อสะดวกในการเดินทางและเก็บของ แต่เห็นราคาบ้านเช่าที่เป็นแสนก็เลยล้มแผนนี้ไป แล้วใช้วิธีเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งที่พักใกล้สุดในราคาที่รับได้คือเดิน 30 นาทีจากสถานีรถไฟ สำหรับเส้นทางพิธีในวันงานนั้นก็ยาวใช้ได้ เราก็ต้องไปดูสถานที่จริงเพื่อสำรวจก่อนว่าจะอยากได้ฉากพื้นหลังแบบไหน จุดที่ยืนอยู่จะย้ายไปอีกจุดได้ขนาดไหน”

I Do, I Do

“รอบนี้บอกเลยว่ายากกว่ารอบที่แล้วมากๆ เพราะสถานที่ที่วินด์เซอร์แคบกว่าที่ลอนดอนมาก

การเดินทางจำกัด สิ่งที่เจอหน้างาน ความไม่แน่นอนของทุกอย่าง เรามาสำรวจเส้นทางวางแผนล่วงหน้า 3 วันก่อนวันงาน รวมวันนี้ที่ถ่ายจริงแล้วเป็น 4 วัน ซึ่งเราเปลี่ยนแผนกันทุกวันจนวินาทีสุดท้าย ถึงเลือกตำแหน่งที่เราจะไปถ่ายรูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Victoria Barracks เป็นจุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนที่พระราชวังวินด์เซอร์ เลือกจุดนี้เพราะคิดว่าน่าจะได้ภาพที่เล่าเรื่องของการออกไปรับและกลับเข้ามาพระราชวัง”

Royal Wedding Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ตเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า การเก็บภาพพิธีเสกสมรสครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำให้การทำงานค่อนข้างจำกัดกว่าคราวที่แล้วมาก และมีปัญหาที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่น การเป็นคนไทยที่เมื่อเทียบความสูงกับคนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นแล้วแพ้ราบคาบ ยิ่งเจอกับโทรศัพท์มือถือ ไม้เซลฟี่ คนโบกธง โอ๊ตเลยตัดสินใจหนึ่งวันก่อนวันงานซื้อเก้าอี้พับตัวหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

“สำคัญที่สุดคือ จังหวะของขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จฯ มานั้นเร็วมาก ประกอบกับขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน ระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ทำให้เราไม่เห็นว่าพระองค์เสด็จฯ มาแล้วหรือยัง รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี วินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เรามีเวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้”

Royal Wedding

“สำหรับเรา เราพอใจมากนะ การรอคอย 8 ชั่วโมงเพื่อ 4 วินาทีนี้ที่คุ้มค่ามาก เราดีใจที่เป็นคนหนึ่งที่มีภาพพิธีเสกสมรสของทั้งสองรัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ”

Royal Wedding Royal Wedding สวนสาธารณะ

สวนสาธารณะ

“สิ่งที่ประทับใจ เรื่องแรกคือ คนที่อยู่รอบๆ เรานั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า สิ่งที่พบก็คือคนที่มาร่วมงานราชพิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลกจริงๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามาด้วยใจจริงๆ แม้จะมาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน แต่เป็นกันเองและช่วยเหลือกันดีมากๆ เรื่องที่สองคือ ทิม เป็นตำรวจประจำตรงจุดที่เรายืนอยู่ ซึ่งทิมจะคอยอัพเดตสถานการณ์ และพูดคุยเล่นกับทุกคนที่มารอ สร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน และเรื่องสุดท้ายคือ บรรยากาศ สังเกตเลยว่ารอบนี้ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก มีการคิดเครื่องแต่งกายกันมาเต็มที่ แต่งตัวเป็นดาราคนดัง เด็กๆ แต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ เหมือนทุกคนมาร่วมงานแต่งงานนี้จริงๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีนี้”

Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ต ชัยสิทธฺ์

Now and Forever

“จุดที่ยากที่สุดคือการต้องตัดสินใจในแต่ละวินาที คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำอะไร เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นต้องยกกล้องขึ้นมานะ เพราะช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง ช็อตนี้ต้องวิ่งมุดแล้วนะ ช็อตนี้ต้องกระโดดลงน้ำแล้วนะ เราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ทั้งหมดเป็นเรื่องสัญชาตญาณ และความเชื่อของเราที่มองเห็นคุณค่าของการถ่ายภาพ เราเห็นคุณค่าว่าภาพนี้จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าภาพตรงหน้าเป็นแบบนี้ ฉันจะถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ ฉันโอเคแล้ว แต่สำหรับผม ผมอยากได้ภาพที่อยู่ในฟอร์แมตที่ผมคิดว่าดีที่สุด ผมสามารถพิมพ์ภาพออกมาได้” โอ๊ตเล่า

ก่อนจะทิ้งท้ายเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปเก็บภาพเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ดูบ้างดังนี้

“ลำดับแรกคือทำตัวเองให้คล่องตัวที่สุด ใส่รองเท้าที่สบายเพราะยืนเยอะ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยจากบ้าน เรื่องนี้สำคัญมาก อีกเรื่องพูดไปก็อาจจะเข้าตัว อย่าพะรุงพะรัง แต่ที่เตรียมไปตอนนี้ก็พะรุงพะรังใช้ได้เลย พักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมอาหารหรือขนมไว้จิบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่”

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

ภาพ :   ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี
Copyright: OAT-CHAIYASITH
www.oat-chaiyasith.com
IG: oat_chaiyasith

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

74 ปี สำหรับมนุษย์อาจเป็นเวลายาวนานกว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรบางประเทศ

แต่สำหรับประเทศที่ก่อตั้งมาได้ 74 ปี คงต้องจัดไว้ในหมวดประเทศเกิดใหม่ ซึ่งทยอยถือกำเนิดขึ้นทุกมุมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

ตัวเลขดังกล่าวคืออายุปัจจุบันของ ‘รัฐอิสราเอล’ ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 ตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติซึ่งยินยอมให้ชนชาติยิวจัดตั้งรัฐบนแผ่นดินที่เคยเป็นบ้านของพวกเขาเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ก่อนพวกเขาแตกสานซ่านเซ็นไปยังดินแดนข้างเคียง ไม่ว่ายุโรป เอเชีย หรือแอฟริกา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ที่ตั้งของประเทศใหม่นี้ยังเป็นแผ่นดินในพันธสัญญาที่พระเป็นเจ้าในศาสนายูดาห์ทรงให้คำมั่นว่าจะประทานเป็นที่อยู่อาศัยแก่ยิวทั้งมวล ด้วยสำนึกทางชาติพันธุ์เต็มเปี่ยมในกมล พี่น้องชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในต่างประเทศได้อพยพหลั่งไหลเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในอิสราเอล พร้อมกับวัฒนธรรมที่ติดตัวมาจากดินแดนเดิมของพวกเขา อิสราเอลจึงเป็นชาติเกิดใหม่ที่คลาคล่ำด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ เรื่อง

หนึ่งในนั้นคือเรื่องอาหาร

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เช้าวันศุกร์ที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2022 เรามีนัดพิเศษกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยที่ Helena Greek Restaurant Bangkok ร้านอาหารกรีกน้องใหม่ท้ายซอยสุขุมวิท 51 เพื่อทำความรู้จักกับ ‘อาหารอิสราเอล’ ซึ่งทางสถานทูตภูมิใจนำเสนอ

ในความรับรู้ของชาวไทยทั่วไป อิสราเอลคือประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง แม้ต่างเชื้อชาติศาสนากับปวงประเทศอาหรับที่อยู่รายล้อม ทว่าหน้าตาผิวพรรณของผู้คน ตลอดจนอาหารการกินคงไม่แปลกแยกจากกันนัก กลับกันชาติยุโรปยังน่าจะแตกต่างจากอิสราเอลมากกว่า

มายาคติข้างต้นได้นำความกังขามหาศาลโถมทับใจเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยินว่าสถานที่จัดงานคือร้านอาหารกรีก ซึ่งดูไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับประเทศของชาวยิว และยิ่งงงตึ้บกว่าเก่า เมื่อได้พบเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายท่าน ที่ล้วนแต่มีประพิมพ์ประพายค่อนไปทางชาวตะวันตก ไม่ใช่แขกขาวชาวตะวันออกกลางอย่างที่เราวาดภาพไว้ในใจตอนแรก

คงเป็นบทเรียนแรกที่ ออร์นา ซากิฟ (Orna Sagiv) เอกอัครราชทูตอิสราเอล เตรียมไว้สอนแขกชาวไทยเช่นเรา ก่อนที่งาน ‘Israel’s Diversity: Stories Behind the Dishes’ ในวันนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากที่มา

ครั้นผู้เข้าร่วมงานประจำที่บนโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้า ท่านทูตซากิฟจึงลุกขึ้นกล่าวเบื้องหน้าธงชาติพื้นหลังขาวที่กึ่งกลางมีลายดาวดาวิดหกแฉกสีน้ำเงิน

“อิสราเอลเป็นประเทศอายุน้อย ประชาชนชาวอิสราเอลที่เห็นในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อพยพมาจากต่างประเทศได้ไม่นานค่ะ” เธอเข้าสู่ประเด็นทันทีที่เสร็จสิ้นการอารัมภบท

ผู้แทนประเทศอิสราเอลเล่าว่า ก่อนการก่อตั้งชาติของเธอเมื่อ ค.ศ. 1948 ชาวยิวไม่เคยมีประเทศของตัวเองมานานนับพัน ๆ ปี พวกเขาพลัดพรายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เอเชียตะวันตก ยุโรปใต้ ยุโรปตะวันออก เรื่อยไปถึงแอฟริกาตะวันตกอันไกลลิบอย่างอัลจีเรียและโมร็อกโก เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเหล่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ชาวยิวก็ได้รับเอาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชาตินั้น ๆ มาปนเปในวิถีชีวิตตน จนเกิดเป็นความแตกต่างในหมู่ยิวด้วยกันเอง

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ชาวยิวที่ถือสัญชาติอิสราเอลทุกวันนี้ หากไม่ใช่รุ่นที่อพยพเข้ามาด้วยตัวเอง ก็มักจะเป็นคนที่เกิดในอิสราเอลไม่รุ่นที่ 1 ก็รุ่นที่ 2 ทุกครอบครัวจะทราบกันดีว่าปู่ย่าตาทวดของตนย้ายถิ่นมาจากประเทศใด อีกทั้งหลายคนก็ยังพูดภาษาในดินแดนที่พวกเขาจากมาได้ นอกเหนือจากภาษาฮีบรูของชาวยิวด้วย

“ในอิสราเอล ถ้าคุณจะแต่งงาน ครอบครัวคุณจะถามเลยว่าคนรักของคุณเกิดที่ไหน พ่อแม่ของเขาย้ายมาจากประเทศอะไร ถ้าพ่อแม่ของเขาเกิดในอิสราเอลเหมือนกัน ก็จะถามถึงรุ่นปู่ย่าต่อไป” ทูตสาวยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ ก่อนบอกกับเราทุกคนว่าเธอเป็นคนอิสราเอลเชื้อสายโปแลนด์ ที่ครอบครัวได้ย้ายจากโปแลนด์มาอยู่อิสราเอลหลังการสถาปนารัฐอิสราเอลเมื่อ 74 ปีก่อนนั่นเอง

ยามคนอิสราเอลจะดูกันว่าอีกฝ่ายมาจากที่ใด ถ้าไม่ฟังภาษาที่เขาใช้สื่อสารภายในบ้าน ของกินบนโต๊ะอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชี้ชัดได้เหมือนกัน เพราะครอบครัวที่มีพื้นเพมาจากรัสเซียก็มักจะกินอาหารรัสเซีย ครอบครัวที่ย้ายมาจากโมร็อกโกก็จะนิยมอาหารแบบแอฟริกาเหนือ หรือครอบครัวไหนที่เคยอาศัยอยู่ประเทศกรีซ ก็จะช่ำชองด้านการปรุงอาหารกรีกและเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหลายแหล่ ดังเช่นเจ้าของร้าน Helen Restaurant แห่งนี้ที่เป็นชาวอิสราเอลเหมือนกัน

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากวิธีทำ

ปูพื้นความเข้าใจเรื่องประเทศ เชื้อชาติ และอาหารกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แต่เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ท่านทูตซากิฟพร้อมด้วยรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต อาเรียล ไซด์มัน เลยนำแขกในงานทุกคนออกไปยังบริเวณเฉลียงที่โต๊ะใหญ่ 3 – 4 ตัววางเป็นแถวเป็นแนว โดยมีพืชผักและเครื่องปรุงนานาชนิด ตั้งรอให้เลือกหยิบไปใช้กับเครื่องครัวที่ไม่เหมือนกันบนโต๊ะแต่ละตัว

ท่ามกลางผู้คนที่สวมผ้ากันเปื้อนยืนหน้าสลอน นักการทูตทั้งสองเชื้อเชิญให้แขกผู้มีเกียรติทุกคนได้ทดลองทำอาหารอิสราเอลด้วยน้ำมือตนเองทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่ ชักชูกา (Shakshuka), ฟาลาเฟล (Falafel) และขนมปังคาลา (Challa) โดยมีเชฟประจำร้านคอยสาธิตและช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เริ่มต้นกันที่ ‘ชักชูกา’ ไข่ลวกกะทะร้อนสไตล์แอฟริกาเหนือซึ่งปรุงด้วยมะเขือเทศ พริก กระเทียม ยี่หร่า น้ำมันมะกอก ให้รสจัดจ้านถูกลิ้นคนไทย

เมนูนี้แพร่เข้ามาในอิสราเอลโดยชาวยิวจากอัลจีเรีย ตูนีเซีย และโมร็อกโก ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะรับประทานเป็นอาหารเช้ารับวันใหม่ แต่ด้วยรสชาติอันโอชะ คนอีกไม่น้อยจึงไม่อาจเก็บความอร่อยของชักชูกาไว้ดื่มด่ำเฉพาะมื้อเช้าได้ เราจึงพบชักชูกาได้ทั่วไปในประเทศอิสราเอล ทุกที่ ทุกมื้ออาหาร

ฐานนี้ เชฟใหญ่สอนให้ผู้ร่วมเวิร์กชอปฝานพริกหยวก กระเทียม มะเขือเทศ เป็นชิ้นบาง ส่งเสียงฉับ ๆ ดังกึกก้อง แล้วจึงนำทั้งหมดเทรวมกันลงในกระทะ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

กริ๊ง! นาฬิกาจับเวลาในมือคุณไซด์มันส่งสัญญาณบอกหมดเวลา ถึงคราวต้องย้ายฐานกันแล้ว

เราละสายตาจากกระทะผัดชักชูกาที่เชฟกำลังเร่งมือผัดส่วนผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างขมีขมัน แล้วหันไปให้ความสนใจกับ ‘ฟาลาเฟล’ ของทอดที่สีสันส่วนผสมดูคล้ายกุยช่ายทอด แต่สัณฐานกลมดิก

ทฤษฎีว่าด้วยที่มาของอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่โต้แย้งกันไม่มีวันจบสิ้น บางกระแสว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากอียิปต์เมื่อ 1,000 ปีก่อน บ้างว่ามาจากอินเดียนานกว่านั้น และบ้างก็ว่าเพิ่งมีเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ สมัยที่อังกฤษยึดครองตะวันออกกลางเป็นดินแดนอารักขา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ความจริงจะเป็นเช่นไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ทำการสืบค้นต่อไป เนื่องจากขณะนี้เชฟกำลังเร่งรัดเราให้ปั้นก้อนฟาลาเฟลจากถั่วหัวช้าง ถั่ว และเครื่องเทศ ซึ่งตัวเขาได้คลุกทุกอย่างใส่หม้อรอเราไว้แล้ว หน้าที่ของเราในฐานะผู้ทำเวิร์กชอปคือปั้นพวกมันให้แน่นที่สุด เพื่อที่เวลาลงกระทะจะได้ไม่แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

รอยังไม่ทันจะเบื่อ ก็ได้ฟาลาเฟลกลิ่นหอมฉุย ขนาดเท่าลูกชิ้น มากินแก้หิวกันพลาง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

นาฬิกาลั่นเสียงดังกังวานอีกครั้ง เป็นเหตุให้เราต้องขยับจากฐานฟาลาเฟล มายังฐานสุดท้าย คือฐานทำ ‘คาลา’ ซึ่งมีจุดรวมสายตาอยู่ ณ กะละมังสแตนเลสบรรจุก้อนแป้ง

สำหรับประชาชาติยิวที่มีมากกว่า 14 ล้านคนทั่วโลก คาลาเป็นมากกว่าขนมปังที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เจ้าขนมปังที่มีทรวดทรงเหมือนเปียผม ยังเป็นดั่งพันธะที่ผูกมัดมนุษย์กับพระเจ้า

ทั้งนี้เพราะคัมภีร์โตราห์ของชาวยิวเล่าย้อนไปในสมัยที่บรรพบุรุษของพวกเขาถูกเนรเทศ ต้องใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้น พระเจ้าจึงมีรับสั่งให้พวกเขาแสดงความศรัทธาต่อพระองค์ ด้วยการแยกขนมปังบางส่วนของพวกเขาเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะ หลังจากที่พวกเขาเดินทางเข้าสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์โดยสวัสดิภาพ อนุชนชาวยิวจึงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาว่า ต้องอบและรับประทานขนมปังคาลาทุกวาระสำคัญในศาสนายูดาห์ ยกเว้นเทศกาลปัสคาที่ต้องกินขนมปังไร้เชื้อเท่านั้น

แต่เดิมขนมปังคาลาไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนตายตัว ส่วนรูปแบบที่แพร่หลายในอิสราเอลทุกวันนี้ได้รับมาจากชาวยิวในยุโรป บางครั้งจะโรยงาให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

วิธีทำคาลาก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่แป้งที่หมักยีสต์และน้ำตาลมา ตอกไข่และเติมเนยลงไปเล็กน้อยให้ได้เนื้อแป้งที่นิ่มหยุ่น แล้วทิ้งไว้ในที่อุ่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

จากนั้นนำแป้งที่เตรียมไว้มาแยกเป็นชิ้น ๆ นวดทุกชิ้นเป็นเส้นยาว และนำแป้ง 2 เส้นมาผูกร้อยกันในลักษณะเดียวกับถักเปีย นำไปอบในเตาที่ให้ความร้อนสูง 180 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ราว 25 นาที เท่านี้ก็จะได้คาลาสีน้ำตาลนวลตาสมดั่งใจแล้ว

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

หลากความอร่อย

เวิร์กชอปทั้ง 3 ฐานจบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมด แต่คงเป็นเพราะทุกคนขลุกอยู่กับการครัวทั้งที่ท้องยังว่าง ท้องไส้ของแต่ละคนจึงเริ่มส่งเสียงจ๊อก ๆ ท่านทูตซากิฟและคุณไซด์มันเลยอาสานำแขกทุกคนกลับเข้าห้องอาหาร โดยปล่อยให้ขั้นตอนการปรุงที่เหลือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเชฟตัวจริงต่อไป

กลับมารอบนี้ โต๊ะบุฟเฟต์ตัวยาวที่ก่อนหน้ายังคลุมด้วยผ้าทึบกลับเปิดโล่ง เผยความอุดมสมบูรณ์ของ ‘อาหารอิสราเอล’ สารพัดเมนูซึ่งดูคล้ายอาหารชาติอื่นไปเสียทุกจาน นี่กระมังความหลากหลายของอิสราเอลที่ท่านทูตและคณะตั้งใจจะอวดให้เราเห็น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย
เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

มื้อกลางวันที่ทุกคนตั้งตารอนี้ ทางสถานทูตได้ทยอยเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยและสลัดจานเล็ก ต่อด้วยอาหารจานหลักซึ่งมีเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเลือกตักในถาดบุฟเฟต์ได้ตามอัธยาศัย ก่อนตบท้ายด้วยของหวาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูใด ก็มักจะมีเรื่องราวการนำเข้ามาโดยชาวยิวจากที่นั่นที่นี่เสมอ

บางเมนูมีชื่อที่ฟ้องชัดว่าไม่ใช่อาหารพื้นถิ่นของอิสราเอลเป็นแน่แท้ ยกตัวอย่างเช่นสลัดกรีก (Greek Salad) ซึ่งหาพบได้แทบทุกภัตตาคารในอิสราเอล หรือปลาโมร็อกโก (Moroccan Fish) ที่ชาวอิสราเอลนิยมกินเป็นมื้อเย็นวันศุกร์คู่กับขนมปังคาลา

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

บางเมนูเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในตะวันออกกลาง อย่าง ฮุมมุส (Hummus) อาหารเนื้อเหลวละม้ายครีม ทำจากถั่วหัวช้างผสมซอสงาบด เป็นที่นิยมทั้งในอิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน ตลอดจนภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่เป็นถิ่นทะเลทราย

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

แต่ก็มีอีกหลายเมนูที่ชาวอิสราเอลแสดงความเป็นเจ้าของได้อย่างสมภาคภูมิ อาทิ ขนมปังคาลา และเบเกิลเยรูซาเลม (Jerusalem Bagel)

“อิ่ม” คือคำแรกที่เราบอกกับตัวเองเมื่อแขกเหรื่อทยอยมาอำลาท่านทูต

อิ่มท้อง… ที่ได้กินของอร่อยนานาชาติในมื้อเดียว

อิ่มสมอง… ที่ได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ และสาระน่าสนใจของอาหารแต่ละจานที่กินเข้าไป

อิ่มใจ… ที่ได้รับไมตรีจิตจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทุกคน

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

จบจากมื้อนี้ ถ้ามีใครถามว่าอาหารอิสราเอลมีรสยังไง

“รสหลากหลาย” นี่แหละ ที่จะเป็นคำตอบของเรา

ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load