26 พฤศจิกายน 2561
7 K

มันเป็นยังไง…เป็นชาวมินิมอล (Minimalist)

มองไปรอบๆ ถ้าให้รื้อข้าวของที่มีทั้งหมดตอนนี้ แล้วให้เลือกเก็บไว้ได้แค่ 100 ชิ้น คุณจะเลือกเก็บอะไรไว้

เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว ต้นไม้ หนังสือ ของเล่น เครื่องดนตรี อุปกรณ์กีฬา รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ของใช้จิปาถะ รวมไปถึงรถยนต์ หรือแม้แต่บ้าน อะไรกันแน่ที่สำคัญจริงๆ ต่อการใช้ชีวิต

ง่ายที่สุด เราอาจดูพระสงฆ์ในศาสนาพุทธเป็นตัวอย่างก็ได้ เพื่อให้เห็นภาพการถือครองเครื่องใช้และการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ถ้าดูสุดโต่งไป ยังมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ดำเนินวิถีชีวิตได้ใกล้เคียง หรืออย่างน้อย พยายามครอบครองข้าวของเครื่องใช้ให้น้อยที่สุด และดำเนินวิถีชีวิตภายใต้ความเรียบง่ายนั้นให้มากที่สุด

พวกเขาเรียกตัวเองว่า เป็นชาว ‘มินิมอลลิสต์ (Minimalist)’

01

“ผมมีทุกอย่างที่เคยอยากได้”

“ผมมีทุกอย่างที่ควรจะมี รอบตัวผม ทุกคนพูดว่า ‘นายประสบความสำเร็จแล้ว’ แต่จริงๆ แล้ว ผมไม่มีความสุขเลย ชีวิตผมมันมีช่องโหว่ที่ว่างเปล่า ผมจึงพยายามอุดช่องโหว่นั้นแบบที่หลายคนก็ทำกัน ด้วยสิ่งของมากมาย

“ผมเติมเต็มช่องโหว่ ด้วยการจับจ่ายสินค้า”

ถ้าใครเป็นสมาชิก Netflix ก็น่าจะเคยเห็นภาพยนตร์สารคดี Minimalism: A Documentary About the Important Things (2016) ผ่านตากันมาบ้าง

ประโยคคำพูดข้างบนเป็นประโยคในต้นเรื่องของหนัง กล่าวโดย ไรอัน นิโคเดมัส (Ryan Nicodemus) ชาวมินิมอลลิสต์ตัวเอกของเรื่อง หลังจากที่หนังฉายภาพความโกลาหลและความรุนแรงของฝูงชนที่พากันกรูเข้าไปแย่งหยิบของในห้างสรรพสินค้า เมื่อประกอบกับคำพูดของไรอัน จึงเหมือนเป็นการบอกเรากลายๆ ถึงภัยร้ายของโจทก์คือวัฒนธรรมบริโภคนิยม ที่ทั้งตัวไรอันและเราแทบทุกคนต่างตกเป็นจำเลย

ชาวมินิมอลลิสต์จึงเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาด้วยกับวัฒนธรรมการบริโภคที่กลืนกินตัวเขาและสังคมที่เขาอยู่ โดยหากจะกล่าวว่าวิถีชีวิตแบบมินิมอลลิสม์ (Minimalism) เป็นวัฒนธรรมย่อยหรือ Subculture รูปแบบหนึ่งก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะมีวิธีการดำเนินชีวิตที่ตั้งคำถามและสวนทางกับการใช้ชีวิตของคนหมู่มาก จนถึงมีความสนใจในวิธีการดำเนินชีวิตคล้ายๆ กันจนกลายเป็นสังคมย่อยๆ สังคมหนึ่ง ทำให้พวกเขาแปลกแยกออกมาจากความเชื่อหรือค่านิยมกระแสหลักทั่วไป

จริงๆ แล้ว คำว่ามินิมอลลิสต์ก็ยังมีความหมายในมิติด้านศิลปะ ที่หลายคนอาจคุ้นเคยจากประโยคประเภทที่ว่า ‘น้อยแต่มาก’ และอันที่จริง ศิลปินหรือคนที่นิยมศิลปะมินิมอลลิสม์นี้ก็ดูจะขบถต่อขนบของศิลปะจากยุคก่อนหน้าไม่ต่างกัน

 

02

“ในขณะที่ผมคิดอยู่นั้น ผมก็อยากแต่งอพาร์ตเมนต์เป็นสไตล์ของผม…เป็นแนวผมน่ะ ดังนั้น ผมต้องมีของตกแต่งเฉพาะตัวที่ทำให้ดูโก้เก๋”

“…ว่าแต่สไตล์ของผมคือแบบไหนล่ะ”

“กรอบรูปสแตนเลสพวกนี้สื่อถึงสไตล์ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า ภาพเลียนแบบงานของ อ็องรี มาติสส์ (Henri Matisse ศิลปินชาวฝรั่งเศส-ผู้เขียน) นี้ แสดงออกถึงความเฟี้ยวแต่มีกลิ่นอายของความเป็นมืออาชีพได้ไหม”

“…แล้วผมเฟี้ยวขนาดไหนล่ะ”

ในตอนกลางเรื่องของภาพยนตร์ Minimalism: A Documentary About the Important Things โจชัว ฟิลด์ส มิลล์เบิร์น (Joshua Fields Millburn) คู่หูชาวมินิมัลลิสต์ของไรอัน อ่านข้อความข้างต้นจากหนังสือ EVERYTHING THAT REMAINS: A MEMOIR ของทั้งคู่ให้ผู้ชมฟัง คล้ายกำลังบอกว่า เขาและคนในยุคร่วมสมัยเดียวกัน ต่างมัวแต่พากันนิยามตัวเองด้วยสิ่งของที่หาซื้อมา จน ‘ตัวตน’ หรือ ‘แก่นแท้’ ของตัวเราที่เป็นผู้บริโภคนั้นได้สูญหายไปอย่างน่าใจหาย พร้อมๆ กับการพยายามหาข้าวของเครื่องใช้มาเพื่อประดับตัวตนนั้นอย่างไม่มีสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าศิลปะของมาติสที่ถูกกล่าวถึงในหนังนั้น จะไม่ได้ถูกจัดรวมไว้เป็นศิลปะแนวมินิมอลลิสม์ แต่ศิลปะแนวมินิมอลลิสม์กับวิถีชีวิตของชาวมินิมอลลิสต์นั้น ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่ อาจไม่ใช่โดยตรงเสียทีเดียว หากแต่ โดยเฉพาะการค้นหาแก่นของความจริงแท้ที่ทั้งสองต่างมีร่วมกัน

ศิลปะมินิมอลลิสม์เป็นกระแสงานศิลปะที่โด่งดังขึ้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1960 ถึงราว 1970 หลังจากที่ศิลปะแนว Abstract Expressionism หรือศิลปะประเภทใช้การสาดสีเทสีอย่างรุนแรงด้วยเทคนิคต่างๆ ลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ รุ่งเรืองอย่างสูงในสหรัฐอเมริกามาก่อนหน้า

เหล่าศิลปินหลายคนในเวลานั้นเห็นว่า ศิลปะแบบ Abstract Expressionism นั้นมีแต่การแสดงออกที่เกินเลย เต็มไปด้วยอารมณ์ และดราม่าเกินเหตุ จึงเกิดกระแสการเลิกใส่อารมณ์หรือเรื่องราวส่วนตัวของศิลปินลงในงานศิลปะ เลิกเปรียบเทียบศิลปะว่าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือแม้แต่ส่งข้อความใดๆ ผ่านงานศิลปะ

สิ่งที่เรียกว่าศิลปะมินิมอลลิสม์จึงเป็นเพียงการแสดงรูปร่างพื้นฐานที่สุด หรือวัตถุที่เป็นเรขาคณิตซ้ำๆ กัน โดยเฉพาะผ่านวัสดุที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรม เช่น อะลูมิเนียม ไฟเบอร์กลาส กระจก หรือแม้แต่หลอดไฟ อย่างตรงไปตรงมาที่สุด และแค่นั้น

ไม่แปลกที่ผู้ชมจะรู้สึกงุนงงและหงุดหงิดกับการเห็นแค่กล่องอะไรสักอย่างตั้งอยู่กลางหอศิลป์แล้วจะถูกเรียกว่าเป็นศิลปะ แต่แค่นั้นเองนั่นล่ะที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของศิลปินมินิมอลลิสต์ เพราะพวกเขาต้องการให้วัตถุที่อยู่ตรงหน้าผู้ชมนั้นสื่อสารถึงตัวมันเองอย่างตรงไปตรงมา

แฟรงค์ สเตลล่า (Frank Stella) ศิลปินมินิมอลลิสต์ชาวอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า“สิ่งที่คุณเห็น…ก็คือสิ่งที่คุณเห็น” ซึ่งหมายถึงการที่ศิลปะได้แสดงแก่นแท้ออกมาโดยไม่เป็นสิ่งอื่น ศิลปะมินิมอลลิสม์ ในแง่หนึ่งจึงหมายถึงความพยายามเข้าถึง ‘แก่นแท้’ และค้นหาสุนทรียะอันบริสุทธิ์ของศิลปะอย่างถึงที่สุดนั่นเอง

สุนทรียะแบบมินิมอลลิสม์นั้นยังขยายขอบเขตไปสู่ศิลปะและงานออกแบบรูปแบบอื่นๆ ทั้งแฟชั่น สถาปัตยกรรม และงานออกแบบแขนงต่างๆ จนกลายเป็นรูปแบบศิลปะที่ ‘เฟื่องฟู’ และ ‘มีค่า’ ขึ้นมาในเวลาต่อมา ในที่สุด ศิลปะที่ดูไม่มีเรื่องราวใดๆ ก็ได้วกกลับมากลายเป็นเทรนด์ของการออกแบบสินค้าที่เราจับจ่ายในปัจจุบัน อย่างในแบรนด์แอปเปิลหรือมูจิ ที่รู้กันว่าการเน้นที่ความ ‘น้อย’ ‘เรียบง่าย’ นั้นกลับ ‘แพง’ กว่าแบรนด์อื่นอย่างเห็นได้ชัด หากแต่คนก็ยังชอบและยินดีจ่ายเพื่อบริโภคความ ‘ไม่มีอะไร’ เช่นนี้อยู่เสมอๆ

 

03

“มินิมอลลิสม์ไม่ใช่วิถีชีวิตที่สุดโต่ง ผมเชื่อสนิทใจว่าคุณภาพต้องมาก่อนปริมาณ”

“เพราะฉะนั้น ผมขอมีเสื้อสเวตเตอร์ดีๆ สักตัวดีกว่าสเวตเตอร์ตลกๆ ที่ผมไม่อยากใส่อยู่เต็มตู้ ตอนนี้ผมไม่ค่อยมีเสื้อผ้าแล้ว แต่ทุกชิ้นเป็นชิ้นโปรดทั้งนั้น”

โจชัวอธิบายผ่านกล้องเพื่อขยายความแนวความคิดมินิมอลลิสม์ของเขาให้ชัดเจนขึ้นในภาพยนตร์หลักๆ แล้ว Minimalism: A Documentary About the Important Things จึงไม่ได้กำลังบอกให้เลิกซื้อของเสียทีเดียว แต่คือการบอกให้เลือกซื้อของที่มีคุณค่า และผ่านการพิจารณาแล้วอย่างถี่ถ้วน (ทั้งสองคนมักใช้คำพูดว่า “มันเพิ่มคุณค่าให้คุณไหม?” (Is this adding value?) โดยไรอันและโจชัวผู้นำแนวคิดมินิมอลลิสต์ในภาพยนตร์ ยังสื่อสารแนวคิดผ่านเว็บไซต์ www.theminimalists.com และ เพจเฟซบุ๊ก The Minimalists ที่มีผู้ติดตามกว่า 5 แสนคนในเวลานี้

ในภาพยนตร์ยังมักพูดถึงเรื่องการตรวจสอบตัวเอง และเทคนิคการการลดทอนข้าวของแบบต่างๆ ให้เหลือของใช้แค่เท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ต่อต้านความฝันแบบอเมริกันชนที่เน้นให้คนต้องมีบ้าน มีรถยนต์ และจับจ่ายซื้อของอย่างไม่รู้จบเพื่อให้ทันเทรนด์ในสื่อโฆษณาทั้งหลาย โดยหากจะต้องใช้ของใช้จำเป็นในบางวาระโอกาส เช่น หนังสือ กระเป๋าเดินทาง เสื้อกันหนาว รองเท้ากันหนาว ก็อาจใช้การยืมจากคนที่มีแทนการซื้อใหม่

นอกจากเรื่องข้าวของเครื่องใช้ ความสนใจของชาวมินิมอลลิสต์ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องขยะและการกินอยู่ เพราะทั้งหมดล้วนพัฒนาได้ด้วยแนวคิดเดียวกัน การลดการซื้อสินค้าใดๆ ย่อมตามมาด้วยการลดขยะหีบห่อที่จะตามมา หรืออาหาร ที่พวกเขาก็มักลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน เพราะการทำอาหารเองนอกจากจะช่วยควบคุมปริมาณขยะได้ ยังทำให้ปรุงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในแต่ละมื้อได้ในราคาถูก หรือถึงที่สุด หากปลูกผักหรือผลิตอาหารเองได้ วงจรของปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้น ก็อาจลดลงจนใกล้เคียงศูนย์

โดยคนที่ใช้ชีวิตในแนวทางนี้ มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่น หรือแม้แต่ใกล้บ้านเราอย่างสิงคโปร์ ที่วิถีชีวิตแบบมินิมอลลิสม์นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ข้อมูลใน Google Trends บอกว่าคนสิงคโปร์ค้นหาคำว่า ‘Minimalism’ มากติด 1 ใน 5 ของทั่วโลก และยังเกิดแพลตฟอร์มรวมถึงกลุ่มในโซเชียลมีเดียที่ร่วมกันแชร์วิถีชีวิตแบบมินิมอลลิสม์ในสิงคโปร์อย่างแพร่หลาย

เช่น แฟนแพจ Minimalism in Singapore รวมถึงกลุ่มปิดชื่อเดียวกัน ที่มีสมาชิกกว่า 1,000 คน ซึ่งเป็นที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนเทคนิควิธีการลดสิ่งของและการใช้ชีวิต แลกเปลี่ยนและให้ยืมสิ่งของ หนังสือ รวมถึงจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างสมาชิกเป็นระยะๆ

เพราะผู้คนในสิงคโปร์มีความหลงใหลใน Minimalism ทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มี Potential ในการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม อย่างล่าสุดที่สิงคโปร์กำลังจะมีเทศกาลงานศิลปะมินิมอลลิสม์งานใหญ่ ในชื่อ ‘Minimalism: Space. Light. Objects.’ ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 – 14 เมษายน 2562 ณ National Gallery Singapore และ ArtScience Museum

โดยสองพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดงผลงานที่แตกต่างภายใต้หัวข้อเดียวกัน โดยผู้จัดกล่าวว่า งานนี้จะเป็นเทศกาลงานศิลปะมินิมอลลิสม์งานแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียอีกด้วย

มีตั้งแต่ผลงานคลาสสิกจากช่วง ค.ศ. 1960 ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ รวมถึงงานมินิมอลลิสม์ร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติยุคปัจจุบันรวมกันกว่า 130 ผลงาน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนสายมินิมอลลิสม์หรือไม่ โอกาสของการได้สัมผัสงานศิลปะที่แนวความคิดนั้นใกล้ชิดกับเรามากกว่าที่คิดแบบนี้ อย่างไรก็ไม่ควรพลาด หากคุณมีความหลงใหลแบบเดียวกัน ก็สามารถไปเติมเต็มแพสชันในงานนี้ได้ที่สิงคโปร์

ข้อมูลเพิ่มเติม www.nationalgallery.sg

สำหรับผู้ที่จะมุ่งจะไปชมงาน Minimalism: Space. Light. Objects. ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ The Cloud ขอแถมอีกงานสำหรับผู้ที่ชอบใน Subculture หรืออีกวัฒนธรรมย่อยอย่างวัฒนธรรมของกลุ่มผู้ที่คลั่งไคล้การ์ตูนญี่ปุ่นอย่างเข้าเส้น หรือเรียกอย่างเหมารวมว่าเป็น ‘โอตาคุ’ ซึ่งสิงคโปร์ก็เป็นอีกที่ที่วัฒนธรรมนี้ได้มาเผยแพร่และหยั่งรากมานาน คนที่อ่านมังงะและนิยมชมแอนิเมะที่สิงคโปร์นั้นมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างก็หลงใหลและผูกพันไปกับตัวการ์ตูนจากเรื่องต่างๆ ไม่ต่างจากคนไทย

เรื่องวัฒนธรรมโอตาคุที่สิงคโปร์นั้นได้หยั่งรากมานาน ส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ ในการจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนความหลงใหลในวัฒนธรรมสำหรับกลุ่มคนกลุ่มนี้มากขึ้น และนอกเหนือจากความเป็นไปได้ที่มากขึ้นแล้ว คอนเทนท์ของงานก็ลึกมากขึ้นด้วย โอตาคุชาวไทยก็สามารถมาแบ่งปันความชอบร่วมกันได้ที่สิงคโปร์

ในงาน ‘3C Anime Fest Asia Singapore 2018′ ในระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2561 ณ Suntec Singapore Convention & Exhibition Centre, Hall 401 – 406

คนรักการ์ตูนจะได้พบกับโซนนิทรรศการและบูทจากผู้ผลิตคอนเทนต์โดยตรงขนมาจัดแสดง รวมไปถึงการปรากฏตัวของนักพากย์เสียง ศิลปิน และนักแต่งคอสเพลย์ แถวหน้าของเอเชีย รวมไปถึง Creators Hub อันเป็นที่ที่เปิดให้นักวาดการ์ตูนและผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวกับการ์ตูนได้เปิดบูทแลกเปลี่ยนสินค้าและพบปะกันกับผู้ร่วมงานได้โดยตลอด งานนี้จึงถือว่าเป็นงานที่รวมวัฒนธรรมการ์ตูนเอาไว้อย่างหลากหลาย เข้มข้น และยิ่งใหญ่ที่สุด อีกงานหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว

ภาพ :  Anime Festival และ Geekculture
ข้อมูลเพิ่มเติม  https://animefestival.asia/singapore18/

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
2 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load