ในความพลุกพล่านของผู้คน เรามองข้ามไหล่ไปเห็นสิ่งสวยงามละลานตา ทั้งสีสันสดใสตัดกับการออกแบบภายในของห้างที่เน้นสีขาวแบบหินอ่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ห้างฯ Emporium เปลี่ยนแนวคิดและสรรหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยมา เช่นในวันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าได้กลายเป็นสะพานเชื่อมศิลปะกับชีวิตประจำวันไปแล้ว

ไม่ใช่แค่การเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาจัดนิทรรศการอย่างที่ทำกันทั่วไปเท่านั้น แต่ศิลปะได้เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของห้างฯ ภายใต้ร่มของแนวคิด Art Dialogue ที่ต้องการให้เกิดการสื่อสารกันระหว่างผู้ชมงาน ผู้สร้างงาน กับงานศิลปะประเภทต่างๆ เพื่อสนับสนุนศิลปินไทย และงอกเงยต่อยอดโลกแห่งศิลปะออกไป

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018 เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

สำหรับผู้รักงานศิลปะ อย่าลืมเผื่อเวลาไว้เดินชมงานสักหน่อย เพราะภายในงานแบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย คือ Art Collaborations การร่วมมือจากศิลปินนักออกแบบจากแบรนด์ Cuscus the Cuckoos มาวาดลวดลายให้ห้างฯ มีสีสัน Art Creations การรวมคอลเลกชันพิเศษของดีไซเนอร์ชาวไทยกว่า 40 รายมาไว้ที่เดียวกัน Art Conversation การนำศิลปะมาทำให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านกิจกรรม Let’s Talk Art ที่ให้คนธรรมดาอย่างเราๆ เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะ และ ARTivities เวิร์กช็อปเกี่ยวกับศิลปะ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ซึ่งจะเกิดขึ้นตลอดเดือน

ก่อนงานจะเริ่มขึ้น The Cloud มีโอกาสพูดคุยกับ เก๋-ปิยะพร สนิทวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสของห้างฯ และ กุ๊ก-ชนิดา วรพิทักษ์ ศิลปินและดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Cuscus the Cuckoos ถึงเรื่องราวเบื้องหลังของงานที่น่าสนใจ รวบรวมเป็น  20 หัวข้อน่าสนทนากันเมื่อพูดถึง Art Dialogue ซึ่งเราอยากให้คุณลองไปสนทนาต่อ มีอะไรบ้าง ไปฟังกัน

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

1 “สมมติว่าห้างสรรพสินค้าทั้งห้างเป็นผืนผ้าใบว่างๆ”

จุดเริ่มต้นของ Art Dialogue มาจากแนวคิดง่ายๆ ว่าห้างฯ เป็นศูนย์กลางในการใช้ชีวิตของคนอยู่แล้ว คงจะดีหากลองละลายขอบเขตของความเป็นศิลปะและห้างสรรพสินค้า จากเดิมที่ศิลปะมีไว้จัดแสดงในแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์เท่านั้น และห้างสรรพสินค้าก็มีไว้เดินจับจ่ายใช้สอยสินค้าเท่านั้น เมื่อนำทั้งสองสิ่งมาผสมรวมกัน จึงจะหลุดออกจากกรอบเดิมๆ แล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้

“เราเป็นห้างสรรพสินค้า เป็นผืนผ้าใบว่างๆ ที่รอให้คนมาสรรค์สร้างผลงานศิลปะ เราเลยคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสนับสนุน Thai Creative Community ให้คนรู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องเข้าถึงง่ายและสนุกได้” เก๋บอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

2 “คงจะดี ถ้าศิลปะออกมามีชีวิตในห้างฯ”

หากมองย้อนกลับไปดู แนวคิดการทำศิลปะให้เข้าถึงง่ายไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับห้างฯ Emporium จากครั้งที่ทำ Museum of Me ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดคล้ายกันว่าแม้แต่คนทั่วไปที่มาเดินห้างก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะได้ โดยใช้เทคโนโลยีช่วย ทำให้คนที่มาเดินดูงานเข้าไปอยู่ในรูปภาพซึ่งแขวนอยู่บนผนัง ด้วยเสียงตอบรับเชิงบวกอันล้นหลามของงานครั้งนั้น เป็นเหมือนสัญญาณบอกให้ห้างรู้ว่าลูกค้าสนใจศิลปะมากกว่าที่คิด นอกจากนั้น หนึ่งในงานศิลปะที่คนชื่นชอบมาก ยังเป็นของ Cuscus the Cuckoos อีกด้วย

3 “อุ่นเครื่องก่อนงาน Bangkok Art Biennale”

เก๋บอกเราว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ห้างฯ Emporium หันมาสนใจเรื่องศิลปะเป็นพิเศษ นั่นเพราะปีนี้เป็นปีแรกที่กรุงเทพฯ มี Bangkok Art Biennale กับเขาบ้างแล้ว พวกเธอมองว่านี่เป็นหมุดหมายครั้งสำคัญในวงการศิลปะ และแสดงถึงกระแสที่เปลี่ยนไปในสังคมไทย ห้างสรรพสินค้าอย่าง Emporium เองก็อยากมีส่วนร่วมในกระแสนี้ด้วย

4 “คือการลงทุนกับประสบการณ์ชีวิต”

ทั้งเก๋และกุ๊กต่างเห็นพ้องต้องกันว่า พฤติกรรมของคนกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค ในโลกศตวรรษที่ 21 นี้ ทุกคนต่างรู้ชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไร และการจับจ่ายใช้สอยวัตถุเป็นชิ้นๆ อาจไม่สำคัญมากเท่าการลงทุนเพื่อให้ได้รับประสบการณ์

 “ตอนนี้ทุกอุตสาหกรรมมันเบลอไปหมด สมัยก่อนคนอาจให้คุณค่ากับการใช้แบรนด์เนม แต่สมัยนี้มันกลายเป็นเรื่องการใช้ชีวิตที่ดี การกิน การออกกำลังกาย หรือการเสพเรื่องราวที่มีคุณค่าทางใจมากกว่า” เก๋เล่าสิ่งที่เธอพบจากการทำงานนี้

5 “นาทีนี้ ต้องงานศิลปินนักออกแบบไทย”

ส่วนสำคัญหนึ่งของงานนี้คือการป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าศิลปินและนักออกแบบไทยมีดี ผ่านการรวบรวมแบรนด์แฟชั่นของคนไทยมาไว้ที่เดียวกันกว่า 40 แบรนด์ และเพิ่มพื้นที่ในห้างฯ Emporium ภายใต้ชื่อโซน Thai Designers GF & 1F ซึ่งย้ายมาจากฝั่ง EmQuartier เพื่อสนับสนุนนักออกแบบชาวไทยให้มีโอกาสร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ไปกับลูกค้า

ศิลปินและนักออกแบบที่ส่งงานมารวมอยู่ในโซนนี้มาจากหลากหลายแบรนด์ที่มีความโดดเด่นต่างกันไป เช่น Asava, Disaya, Issue, Janesuda, Milin, Sretsis, Vatanika, Vickteerut และอีกมากมายที่ชาวไทยหลายคนอาจคุ้นเคยดี เมื่อมาอยู่ในบริเวณเข้าถึงสะดวกเช่นนี้ ก็จะช่วยเสนอให้ชาวต่างชาติมองเห็นง่ายขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีจุดกิจกรรม Creative Studio ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ สำหรับแจกกระเป๋าและเข็มกลัดแสนแหวกแนวที่ร่วมออกแบบโดยกุ๊ก ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ จะมีศิลปินไทยแวะเวียนกันมาเพนต์งานลงบนกระเป๋าอีกด้วย

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

6 “มีงานศิลปะซ่อนอยู่ในโซนเครื่องครัว”

หากดูดีๆ จะพบว่ามีศิลปินอยู่ทุกที่ในห้างเลย หมายความว่านอกจากแผนก Thai Designers บริเวณชั้นหนึ่งที่จัดแสดงงานแฟชั่นในรูปแบบน่าดูชมอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีงานศิลปะของ Cuscus the Cuckoos ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วห้างฯ ไม่ว่าจะเป็นตามทางเดิน หรือในโซนที่ขายสินค้าประเภทนั้นๆ เช่น บริเวณโซนขายถ้วยชามและเครื่องใช้ในครัวก็จะมีงานของแบรนด์ Cuscus the Cuckoos วางเนียนๆ อยู่เป็นหนึ่งในบูทเหล่านั้น

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

7 “สีสันสดใส น่ารัก และซื่อตรงในแบบ Cuscus the Cuckoos”

เนื่องจากแนวคิดหลักของงานคือการทำให้คนเข้าถึงศิลปะง่ายขึ้น Cuscus the Cuckoos จึงเป็นศิลปินที่เหมาะเจาะ เพราะสีสันสดใสและความน่ารักเข้าใจง่าย ไม่ว่าใครมองเห็นก็ต้องตกหลุมรัก และจากการทำงานร่วมกันมาก่อน ทำให้ห้างฯ Emporium มั่นใจว่าการร่วมงานครั้งนี้จะสร้างสีสัน รอยยิ้ม และแรงกระเพื่อมในใจคนที่แวะเวียนเข้ามาได้อย่างดี

8 “สิงสาราสัตว์ ประติมากรรมสามมิติขนาดใหญ่”

กุ๊กอธิบายการต่อยอดผลงานของตัวเองว่า “เราเป็นคนที่เวลาทำงานแล้วไม่เคยเอางานเก่ากลับมาดู เราต้องทำต่อเนื่องไปอีก ดังนั้น เวลางานใหม่ออกมา เราก็ต้องคิดอะไรใหม่ต่อๆ ไป”

สำหรับงานนี้ สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ได้ลองทำ คือการนำสิงสาราสัตว์ที่เป็นลวดลายอยู่บนเสื้อผ้า กระเป๋า ผ้าพันคอ มาขึ้นรูปเป็นประติมากรรมสามมิติขนาดใหญ่ ทำให้เสือ นก ช้าง กวาง และสัตว์อีกมากมายของพวกเธอมีชีวิตขึ้นมา เมื่อเราเดินผ่านงานชิ้นไหน เธอก็จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพไว้ พร้อมพูดว่ามันตลกและน่ารักดีที่งานศิลปะชิ้นใหญ่ๆ ของแบรนด์ได้มาประดับอยู่ในห้างใหญ่เช่นนี้

อีกอย่างหนึ่งที่กุ๊กและลูกศิษย์จัดให้เป็นพิเศษในวันเปิดงาน คือการเพนต์สดต่อหน้าประชาชน โดยใช้แปรงจุ่มสีสไตล์ Cuscus the Cuckoos ปาดป้ายไปตามผืนผ้าใบที่จัดไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่วางอยู่เฉยๆ หรือเป็นเสื้อผ้าที่นางแบบสวมใส่อยู่ก็ตาม เพื่อให้ศิลปะมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ หากอยากดูผลงานจากกิจกรรมนี้ มีโชว์อยู่บริเวณทางเข้าโซน Thai Designers ที่ชั้นหนึ่งของห้างฯ เลย

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์,Art Dialogue,Let’s Talk Art,bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

9 “ศิลปินระดับโลกเห็นงาน Cuscus the Cuckoos แล้วถูกใจจนบุกขอดูงานเพิ่มเติมถึงบ้านศิลปิน”

แม้จะเป็นแบรนด์สัญชาติไทย แต่การมาร่วมจัดงานนี้กับ Emporium ก็ทำให้งานของ Cuscus the Cuckoos เป็นที่รู้จักมากขึ้น เช่น ชาวญี่ปุ่นในย่านพร้อมพงษ์ที่สนใจและติดต่อเข้ามา รวมถึงศิลปินจากทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมงาน Bangkok Biannale เมื่อได้เห็นก็ถูกใจจนถึงกับบุกเข้าไปดูผลงานเพิ่มเติมที่บ้านของกุ๊กโดยตรง “กลายเป็นว่าเราได้เพื่อนใหม่มาเพียบเลย สนุกมาก” กุ๊กพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

10 “มิติความทรงจำในงานศิลปะยุค Interactive”

กุ๊กแอบแง้มโปรเจกต์ต่อไปให้เราฟัง “เราอยากทำเรื่องตุ๊กตาหมีในความทรงจำวัยเด็กของแต่ละคน ทั้งคนที่เคยมีและไม่เคยมี อยากให้คนวาดมาเยอะๆ แล้วเราจะมา Generate รวมกันให้ได้ 3 ตัว แล้วดูว่าความทรงจำของแต่ละคนเหมือนกันแค่ไหน แล้วทำเป็น Interactive นั่นคือมีหมีอยู่ในจอที่ทุกคนจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยได้ แล้วทางตุ๊กตาจริงๆ ที่เราขาย จะทำมาจากเศษผ้าที่เหลือใช้ แล้วทุกตัวก็จะพิเศษ เพราะมีตัวเดียว”

11 “ที่มาของคู่สีแสบสัน กับสัตว์เลี้ยงมันๆ อย่าง งู หนู และจิ้งเหลน”

สิ่งที่โดดเด่นของแบรนด์ Cuscus the Cuckoos คือสีที่ฉูดฉาดสะดุดตา เป็นชุดสีที่เมื่อมองเห็นแล้วจะนึกออกทันทีว่ามาจากแบรนด์ไหน กุ๊กบอกกับเราว่า หลังจากร่ำเรียนศึกษาจากอาจารย์หลายสำนักและได้เข้าใจธรรมเนียมการใช้คู่สีที่สวยตามแบบฉบับ เธอจึงพบแนวทางใหม่ที่ฉีกกรอบ เมื่อเปิดแบรนด์ของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจปลดปล่อยสีสันให้เป็นอิสระได้อย่างเต็มที่

ส่วนความผูกพันกับสัตว์ของกุ๊กก็ไม่ได้อยู่แค่ในงานเท่านั้น เธอเป็นคนที่ชอบสัตว์มากจริงๆ เพราะที่สตูดิโอของเธอเองก็มีสัตว์เลี้ยงแปลกๆ มากมาย เช่น งู หนู และจิ้งเหลน จึงไม่แปลกที่ความชอบนี้จะสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในงานศิลปะของเธอ แต่แน่นอนว่าเธอจะไม่ได้ติดอยู่แค่กับสัตว์ หากมีโอกาส เธอก็อยากทำงานเกี่ยวกับเนื้อหาอื่นด้วยเช่นกัน

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

12 “ไม่ต้องมีนิยามในงานศิลปะ”

งานแบบนี้ จะนิยามคนสร้างว่าเป็นศิลปินหรือนักออกแบบดี เราถาม

คำตอบที่ทั้งกุ๊กและเก๋เห็นด้วยกันคือ ไม่เห็นต้องนิยามเลย เพราะแม้แต่ตอนนี้กุ๊กก็ไม่ได้นิยามตัวเองว่าต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เธอคิดว่าการปล่อยให้ผลงานเป็นตัวนิยาม น่าจะเป็นหนทางที่ชัดเจนที่สุดแล้ว

13 “การใช้ชีวิตทุกอย่างก้าวก็เป็นศิลปะ”

ในโลกใบนี้ที่ทุกอย่างอยู่ใกล้กันมากขึ้น และเชื่อมโยงถึงกันง่ายขึ้น เก๋และกุ๊กต่างมองว่าศิลปะได้แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชีวิตแล้ว จนการใช้ชีวิตทุกอย่างก้าวก็เป็นศิลปะได้ “ตอนนี้มันอะไรก็ได้แล้ว มันไม่มีคำนิยามเลย” กุ๊กบอก “สิ่งสำคัญคือการหาตัวเองให้เจอ รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และค้นพบคุณค่าของตัวเอง อันนี้แหละน่าจะเป็นศิลปะแห่งการใช้ชีวิต” เก๋เสริม

14 “ค้นพบพรสวรรค์ด้านศิลปะ”

ในงาน Art Dialogue มีพื้นที่เปิดให้ผู้คนซึ่งผ่านไปผ่านมาได้ทดลองสร้างศิลปะด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกิจกรรม Let’s Talk Art ที่มีนิทรรศการ Instagram First Art Exhibition ซึ่งห้างฯ ร่วมมือกับ Farmgroup ชวนกลุ่มศิลปิน 12 คน ผู้มีชื่อเสียง 12 คน และ เหน่ง-ชิระ วิชัยสุทธิกุล ช่างภาพชื่อดัง มาถ่ายทอดศิลปะผ่าน Small Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะขนาดจิ๋วที่จัดแสดงงานให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาแอบโผล่หัวเข้าไปดูได้

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

อีกส่วนหนึ่งคือกิจกรรม Draw On Your Reflection ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปวาดภาพสะท้อนใบหน้าตนเอง แล้วนำมาสกรีนลงบนเสื้อเชิ้ต โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ห้างฯ เลือกจะมอบให้มูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) หากใครอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และได้เสื้อเชิ้ตที่ออกแบบเองกลับไปใส่เล่น เข้ามาทำได้เลยที่ซุ้มบริเวณทางเข้าโซน Thai Designers บนชั้นหนึ่งของห้างฯ

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

15 “สิ่งสวยงามที่แท้จริง ไม่เรียกร้องความสนใจ”

จากเป้าหมายของงาน ศิลปะที่จัดแสดงอยู่รอบตัวทุกทิศทางตลอดการเดินห้างเป็นตัวช่วยดึงคนเข้ามาสนใจและทำความเข้าใจศิลปะ แม้จะเป็นคนธรรมดา แต่ก็ชื่นชอบงานเหล่านี้ได้ง่ายๆ

เก๋เล่าประสบการณ์น่ารักให้เราฟัง ว่าด้วยการขนย้ายสิงสาราสัตว์ขนาดยักษ์เข้ามาวางตกแต่ง เนื่องจากตารางเวลาที่บังคับให้พวกเธอต้องขนย้ายระหว่างช่วงเปิดห้าง ทำให้มีลูกค้าของห้างหลายคนได้เป็นพยานรู้เห็น พวกเขาต่างตื่นเต้น หัวเราะ และถ่ายรูป เพราะดูแล้วคล้ายสัตว์เหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมา ได้ท่องเที่ยวไปตามส่วนต่างๆ ของห้าง “นี่แหละคือความหมายของ ศิลปะมีชีวิต ที่เราพูดถึง” เก๋บอกพร้อมรอยยิ้ม

16 “ศิลปะที่เอื้อมแตะใจผู้ชม”

นอกเหนือจากการทำให้คนสนใจและชื่นชมศิลปะง่ายขึ้นแล้ว ทั้งเก๋และกุ๊กมองว่าปฏิกิริยาที่คนน่าจะได้มีต่องานศิลปะ คือการเกิดอารมณ์ความรู้สึก และการหวนคำนึงนึกถึงบางสิ่งในชีวิตของผู้ชม ไม่ว่างานศิลปะนั้นจะเป็นอะไร ถ้าเอื้อมมือเข้าไปแตะภายในใจคนได้ ก็น่าจะประสบความสำเร็จ

17 “คำแนะนำสำหรับการเดินดูงานศิลปะ ไม่ต้องจริงจังมากก็ได้”

สองสิ่งที่กุ๊กเสนอว่าจะเอื้อต่อการเดินดูศิลปะ หนึ่งคือ บรรยากาศที่สบายๆ ช่วยให้ไม่รู้สึกเกร็ง ไม่ต้องจริงจังมากก็ได้ เน้นปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ซึ่งการนำงานมาจัดในห้างก็ช่วยเรื่องนี้ได้ ส่วนสองคือ ผู้ดูแลที่จะคอยเล่าเรื่อง และทำให้เกิดการพูดคุยสนทนาระหว่างการชมศิลปะนั้นๆ เพื่อสะท้อนสิ่งที่แต่ละคนมองเห็นและรู้สึกออกมา

ในอีกด้านหนึ่ง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไปชมนิทรรศการศิลปะ เพราะอยากชมบรรยากาศ หรือแม้แต่ชมผู้คนที่มาชมศิลปะอีกทีหนึ่ง บางครั้งความสนุกของการชมงานศิลปะก็อยู่ที่บทสนทนาซึ่งผู้ชมพูดคุยกันนี่แหละ

18 “ไม่มีบทสนทนาใดถูกและผิด”

เวลาชมงานศิลปะ เราควรมีความรู้สึกแบบใดแบบหนึ่งหรือเปล่า เราสงสัย

ซึ่งกุ๊กเห็นว่า งานศิลปะอาจกระตุ้นสิ่งใดในตัวผู้ชมก็ได้ จึงไม่มีบทสนทนาที่ผิดหรือถูก เพราะปฏิกิริยานั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนอยู่แล้ว “สมมติไปดูรูปสีน้ำเงิน คนหนึ่งอาจรู้สึกจี้ แต่อีกคนหันไปอีกที อ้าว เศร้าไปแล้ว มันขึ้นอยู่ว่าสิ่งที่เขาเจอมากับก้อนประมาณนั้นคืออะไร” เธอยกตัวอย่าง

19 “ลองเปิดบทสนทนาด้วยสิ่งที่อาจดูไม่เข้ากัน”

สำหรับคนที่สงสัยว่าบทสนทนาที่ดีนั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง เก๋บอกเราว่า วิธีการทำให้เกิดบทสนทนาทางศิลปะ ทางหนึ่งน่าจะเป็นการคูณกัน ระหว่างศิลปะ ห้างสรรพสินค้า งานออกแบบ แฟชั่น เมื่อนำสิ่งที่วางอยู่นิ่งๆ มาพบเจอกัน ก็อาจทำให้เกิดบทสนทนาอันสร้างสรรค์ ต่อยอดไปทั้งในแง่ประสบการณ์และมุมมองใหม่ๆ ทั้งของผู้ร่วมสร้างสรรค์งานและของผู้ร่วมเสพงาน

20 “แล้วบทสนทนานี้ถือเป็นศิลปะไหม”

จะตอบคำถามนี้ได้ คงต้องลองไปสนทนาถกเถียงกันดูเอง

เก๋ ปิยะพร สนิทวงศ์, Art Dialogue, bangkok art biennale 2018

Art Dialogue

มาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลศิลปะและค้นหาศิลปะในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเอง วันนี้ – 3 ตุลาคมนี้ ที่ Emporium Department Store #EmporiumArtDialogue #EmporiumLetsTalkArt #EmporiumDepartmentStore

Instagram : Emporium Department Store

Facebook : Emporium Department Store

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หมาน้อยมี 2 ความหมายครับ ความหมายแรกคือใบหมาน้อย เป็นใบไม้ที่ภาคกลางเรียกว่า ใบเขมา ภูมิปัญญาอีสานใช้คั้นกับน้ำทำเป็นวุ้น กินเป็นยาเย็น ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมาน้อยเป็นสมญานามเรียกลูกชายผม” น้ำเสียงของ เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจือรอยยิ้ม ขณะอธิบายความลึกซึ้งเบื้องหลังผลงานล่าสุดในนาม ‘หมาน้อยฟู้ดแล็บ’ ที่ร่วมมือกับเชฟชาวแคนาดา Kurtis Hetland เชฟหนุ่มยืนยันว่าโปรเจกต์นี้ไม่ได้เดินรอยตามซาหมวยแอนด์ซันส์ เป็นธุรกิจอาหารที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่ทำอย่างอื่นที่แตกต่าง

“มันคือ Food Lab ที่ทำ Research and Development โดยเฉพาะเลย หมาน้อยเกิดจากเราอยากนำเสนอรสชาติที่แตกต่างของวัตถุดิบท้องถิ่นอีสาน อย่างอาหารหมักดองในวันนี้ ซึ่งถ้าทำให้คนเข้าใจในวงกว้างได้ ถ้ามีผลตอบรับด้านธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราทำโปรดักต์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย พวกองค์ความรู้ก็ส่งต่อให้ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเอย โรงเรียนสอนทำอาหารเอย หรืออยู่ในชุมชนก็ได้เช่นกัน วันหนึ่งถ้าเราคิดค้นอะไรที่ปุถุชนเข้าใจง่าย เอาไปหยอดใส่อะไรก็อร่อย แบบนี้ก็เป็นโปรดักต์เช่นกัน” 

เชฟอธิบายโมเดลธุรกิจจากวัตถุดิบอีสานให้เข้าใจง่าย ตามเป้าหมายเพื่อให้วัตถุดิบอีสานละแวกบ้านมีมูลค่ามากขึ้น และเก็บรักษาภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันปากต่อปาก ซึ่งนับวันจะจางหายไกลตัวไปเรื่อย ๆ 

“ถ้าคนเรายังกังวลปัญหาปากท้องอยู่ การตระหนักเรื่องพวกนี้ค่อนข้างยากครับ ถ้ามันย้อนกลับไปสร้างรายได้ให้คนได้เลย การอนุรักษ์ทางอ้อมจะเกิดขึ้นเอง” ผู้ประกอบการชาวอีสานเล่าวิธีแก้ปัญหาด้วยระบบธุรกิจ ซึ่งเขาออกแบบให้ไม่สร้างสูตรอาหาร เพราะเชื่อว่าน่าจะทวีความซับซ้อนต่อการเข้าใจวัตถุดิบ แต่เน้นสร้างรสชาติใหม่ด้วยเครื่องปรุงท้องถิ่นสารพัด

รสชาติใหม่ของอีสาน

เมื่อตกลงปลงใจสร้างฟู้ดแล็บด้วยกัน เชฟหนุ่มและเชฟหนุ่มกว่าอย่างเชฟเคอร์ติส มีข้อตกลงร่วมกันว่า 

หนึ่ง หมาน้อยจะทำงานกับวัตถุดิบอีสานและสร้างรสชาติใหม่

สอง เทคนิคที่ใช้เป็นหมักดอง แบบใหม่ก็ดี แบบเก่าก็ดี แต่ไม่เก่าซะทีเดียว 

ตรงนี้เชฟหนุ่มอธิบายเพิ่มเติมว่าของเก่าที่ดีมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำเดิม แต่จะพลิกแพลงหาความเป็นไปได้ใหม่ สมมติทำปลาร้า ของดั้งเดิมอร่อยอยู่แล้วก็ไม่ไปทำแข่ง แต่อาจจะเอาปลาไป Cold Smoke ก่อนหมัก เป็นต้น 

สาม หมาน้อยจะทดลองค้นคว้าอาหารสุดโต่งอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีรากเหง้า เพื่อให้คนกินเชื่อมโยงเข้าใจที่มาอาหารได้ง่าย 

“สมมติเราสร้างรสชาติใหม่ได้แล้ว คำถามถัดไปคือ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรวะ อร่อยเราจะเท่ากับอร่อยเขาไหม อยากจะหาความเป็นไปได้จากรสชาติที่เราสร้างขึ้น ดังนั้น เราจึงค้นคว้าทดลองเยอะมากเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจงานที่ออกมา” 

ไอเดียหลัก ๆ สร้างสรรค์เก๋ไก๋ทั้งหลายมาจากเชฟเคอร์ติส ส่วนตัวเชฟหนุ่มเองเป็นคนคอยตบภาพรวมให้เข้าที่ และแนะนำรสชาติที่ถูกปากคนไทยให้แก่เชฟชาวแคนาดา

“ความแตกต่างของเราคือความหนุ่มและความแก่ครับ” เชฟหนุ่มผู้สูงวัยกว่าเอ่ยพลางหัวเราะลั่น “เขาเป็นเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง ความคิดอ่านสดใหม่ และจัดได้ว่าเป็นเนิร์ดที่ลุ่มหลงเสพติดอาหารคนหนึ่งเลย”

เชฟเคอร์ติสเคยทำงานที่ Inua ร้านอาหารของอดีตเชฟร้าน Noma ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งอันดับหนึ่งของโลก เคอร์ติสเป็นเชฟสายหมักดอง อาหารของเขารสชาติเรียบง่าย ต่างจากรสอาหารไทยที่ต้องกลมกล่อมครบรส การร่วมมือกันระหว่างเชฟต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม วัย และประสบการณ์ จึงทำให้เกิดการต่อยอดใหม่ให้วงการอาหารอีสานไทย

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

Exploring Isaan Flavor

เชฟหนุ่มและเชฟเคอร์ติส ลองใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากฟู้ดแล็บแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องปรุงกับส่วนผสมในกระบวนการปรุง จัดเป็นมื้ออาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารอีสานและอาหารหลากหลายสัญชาติ 

อาหารมื้อนี้ราวกับจัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รสวัตถุดิบของอีสานอยู่กับอาหารได้หลากหลายชนิด และกลายเป็นรสอร่อยแบบสากลได้ และต้องการทำให้รสใหม่ ๆ ที่ค้นพบกลายเป็นรสใหม่ที่คนกินชื่นชอบ และเข้าใจ

เต้าหู้ถั่วดินกับซุปใส

ซุปมิโสะที่หมาน้อยฟู้ดแล็บใช้เวลาทำ 2 เดือน นำมาทำเป็นซุปใส กินคู่กับถั่วดินต้ม ให้ความสดชื่นจากก้านผักชี กินกับเต้าหู้นิ่ม

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ทาโก้บักมี่

อีสานผสมเม็กซิกัน ใช้เทคนิคเดียวกันกับที่เม็กซิกันทำแป้งตอติญ่าที่ใช้ด่างในการทำ เชฟนำเม็ดขนุนมาต้มกับน้ำขี้เถ้าจนนุ่ม ล้าง แล้วปอกเปลือก ปั่น ผสมแป้งให้มันเกาะตัวกัน จะได้เป็นแผ่นแป้งตอติญ่าเม็ดขนุน 

โมเล่หรือแกง ใช้ขนุนสุก ขนุนอ่อนย่างไฟเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ ผสมกับซีอิ๊วที่ทำจากเห็ด ทำให้ซีอิ๊วได้ความเค็มความนัวและความเปรี้ยว ทานคู่กับหอมเจียวและพริกดอง

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ก้อยไข่มดแดง แกล้มคาเวียร์

โคจิเค้กที่ทำจากข้าวบาเล่ย์ มีซอสทาบาง ๆ ย่างไฟเบา ๆ ให้ตัวโคจิสุก กลิ่นผลไม้ฟรุตตี้จะชัดขึ้น ทำให้เค้กนัวขึ้น จับคู่กับไข่มดแดง ลองเปรียบเทียบกับคาเวียร์โดยการเสิร์ฟมาคู่กัน 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

กุ้งแม่น้ำแกงข่า

ต้มข่าที่ปรุงเปรี้ยวแบบไม่ใช้มะนาว หมาน้อยฟู้ดแล็บทำโคจิเยอะมาก และเชฟเคอร์ติสก็เอาโคจิบางส่วนไปทำแบบแลคโตเฟอร์เมนต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเปรี้ยวนัว เชฟเลยทดลองเอาน้ำแลคโตโคจิที่ได้มาปรุงน้ำต้มข่าแทนน้ำมะนาว 

ในซอสมีน้ำแลคโตโคจิผสมกับกะทิ กับน้ำข่าที่เชฟใช้วิธีคั้นน้ำออกมาแทนการต้มข่าแบบเดิม ผลที่ได้คือความเข้มข้นที่มีมากกว่า และได้สารอาหารครบถ้วน 

ส่วนเนื้อกุ้งจะแช่น้ำชิโอะโคจิก่อนให้นุ่ม ผลลัพธ์ที่ได้คือโคจิจะช่วยให้โปรตีนนุ่ม

และเกลือในชิโอะโคจิจะทำให้เนื้อกุ้งเด้งขึ้นด้วยในคราวเดียวกัน ก่อนเสิร์ฟจะนำไปตุ๋นไฟเบา ๆ ในน้ำแลคโตอีกที ให้ความเค็มและความเปรี้ยว ดึงความหวานของกุ้งออกมา กินกับผักดองต่าง ๆ

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

แกงเนื้อพริกรมควันกับโดนัททอด

ข้างในใส่เนื้อของ ว. ทวีฟาร์ม ทำเป็นแกงเผ็ด ท็อปด้วยผักหวาน คลุกกับน้ำของพริกที่รมควัน 2 อาทิตย์ กินกับชีสฟักทอง 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

หมกปลากับแจ่วผักชีลาว

หมกปลากราย ด้านบนเป็นปลาบู่ปรุงรสด้วยผักชีลาว ขูดด้วยมะกรูดดำทำกระบวนการเดียวกับกระเทียมดอง น้ำแกงเป็นซุปไก่เหมือนซุปไพตันของราเมง แต่ต้มกับขมิ้น ปรุงรสด้วยน้ำชิโอะโคจิเพิ่มความนัว ใส่หอมแดงสับ หยดด้วยน้ำมันผักชีลาว

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

อกเป็ด น้ำลาบ แนมหม่ำเป็ดกับข้าวเหนียวมันเป็ด

อกเป็ดหมักโมโรมิหรือกากถั่วเหลืองจากการหมักซีอิ๊ว เอามาย่างไฟเบา ๆ เสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ ส่วนซอสข้นจะมีความเผ็ดจากพริกป่นและหอมข้าวคั่ว ให้อารมณ์พริกลาบ 

ส่วนข้าวเหนียว เป็นข้าวเหนียวมันเป็ดที่มีสัมผัสหนึบหนับ มีความมันจากธรรมชาติแบบไม่ได้ใส่น้ำมันลงไปเลย ห่อด้วยผักชุนฉ่ายผัดกับน้ำปลาร้ากับน้ำขึ้นฉ่าย โรยด้วยหม่ำเป็ด ตัดเลี่ยนด้วยลูกไหนดอง

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

สังขยาอบฟาง 

ส่วนผสมคล้ายสังขยา แต่เชฟใช้ฟางข้าวแห้งใส่เข้าไปด้วย รสคล้ายสังขยาใส่ชาเอิร์ลเกรย์ กินคู่กับใบไชยากรอบ ได้รสขม ๆ มีกลิ่นหอม กินกับลูกหม่อนแช่อิ่ม

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

Future Food

“สิ่งที่ผมต้องศึกษาทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องสตาร์ทอัพ ว่าโปรดักต์พวกนี้ต้องไปอยู่ช่องทางไหนถึงดี ซึ่งปรากฏว่าไปตกช่อง Future Food แล้วผลตอบรับดี 

“ตอนมีงานดีไซน์วีกที่ขอนแก่น เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักคำว่า Future Food จริง ๆ ซึ่งเขาใช้วัตถุดิบแบบหมาน้อยเลยนะ แต่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น เอาจิ้งหรีด เอาสาหร่ายน้ำจืดไปทำแป้ง ถามว่าอร่อยไหม ก็แล้วแต่คนแน่นอน คือรสชาติเขาไม่ได้มาก่อน เขาเอาเรื่องคุณค่าสารอาหาร เรื่องโจทย์สิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง มันเป็นอีกโลกของอาหารที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน พอเราทำแล้วคนกินรู้สึกว่า เฮ้ย ทำงี้แล้วอร่อยได้ด้วยเว้ย มันก็เป็นความหวังเล็ก ๆ ว่าหมาน้อยมีช่องทางไปต่อ” เชฟหนุ่มเล่าโครงการอนาคต

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร
โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

เป้าหมายในอนาคตของหมาน้อย คือร่วมมือกับหน่วยงานมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือภาครัฐ เพื่อค้นคว้าต่อยอดงานวิจัย และสร้างโปรดักต์ออกมาให้ได้ 

เขามองว่าปลายทางที่ยั่งยืนมาจากธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ และทำให้ฟู้ดแล็บนี้ได้ตั้งมั่นกับปณิธาน R&D ไปตลอดรอดฝั่ง 

“Future Food เป็นอีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรครับ ตลาดในประเทศไทยยังน้อยมาก แต่หลายประเทศสนใจนำเข้า อย่างญี่ปุ่น เม็กซิโก ซึ่งเม็กซิโกเขาก็กินแมลง เห็นแมลงไทยก็กินได้ไม่เคอะเขิน แถมแมลงและสาหร่ายน้ำจืดยังตกอยู่ในกลุ่ม Super Food ซึ่งได้รับความนิยมในโลกตะวันตก หลายคนที่กินเขามองหาสารอาหาร ไฟเบอร์ทางเลือกให้ร่างกาย เขาก็สนใจ เราเลยอยากทำตลาดในเมืองนอกก่อน

“ประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เพราะของกินบ้านเราหลากหลายครับ พืชผักและของธรรมชาติมีเยอะ ไม่จำเป็นต้องกินแมลง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะ แต่เรามองว่าถ้ามันอร่อย ให้สารอาหาร ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจให้คนไทย” เชฟหนุ่มตบท้าย จากการชิมอาหารของหมาน้อย ขอยืนยันว่าผลงานรังสรรค์ของทีมงานทั้งสนุกและอร่อย จนน่าจับตามองทั้งอาหารและอนาคตของฟู้ดแล็บมาแรงแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Writers

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load