หากถามว่า เต้ ภาวิต คือใคร ผลงานของเขาน่าจะแทนคำตอบได้ดีที่สุด

เขาคือศิลปินเจ้าของฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ที่เห็นแล้วบอกได้ทันทีว่า ‘นี่งานเต้แน่ๆ’ ที่ผ่านมาเราเห็นงานของเขาในแกลเลอรี่หลายที่ ตั้งแต่งานแรกที่ Jam แถวเจริญราษฎร์ เต้แสดง Performance วาดรูปพร้อมเพื่อนที่มิกซ์เพลงประกอบ ไปจนถึงงานที่ Speedy Grandma และ Bridge Art Space แกลเลอรี่สุดจี๊ดทั้งสองที่ย่านเจริญกรุง จนกระทั่งล่าสุด ตอนนี้เขากำลังแสดงนิทรรศการส่วนตัวในชื่อ Afternoon Person ที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY ซึ่งถือเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่สุดเท่าที่เราเคยไปดูงานเขามา

แต่ครั้งนี้ เต้ไม่ได้แสดงแค่งานจิตรกรรม Painting ของเขา แต่ภายในนิทรรศการยังมีประติมากรรม Installation Art ไปจนถึงแอนิเมชันจัดแสดงด้วย

บ่ายวันเสาร์ เราเดินฝ่าฝนตกพรำๆ จากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินีไปยัง BANGKOK CITYCITY GALLERY ตามนัด เมื่อไปถึงเต้นั่งฟังเพลงอยู่ที่โต๊ะหน้าทางเข้า ก่อนจะชวนเราเข้าไปดูงานข้างใน และพามานั่งบนโต๊ะหินที่มีกระดานหมากรุก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Installation ในนิทรรศการนี้ด้วย

แล้วบทสนทนาของเรากับเต้ก็เริ่มขึ้นท่ามกลางเสียงฝนพรำๆ และเสียงนกร้องประกอบ

เต้ ภาวิต

คุยกับ เต้ ภาวิต ศิลปินลายเส้นดิบ+ดี ถึงนิทรรศการล่าสุดที่ชื่อ ‘Afternoon Person’

14.00 น.
ยามบ่าย

รูปใหญ่ที่สุดในงานคือรูปด้านหลังของเขา เราเอ่ยถามถึงรูปนั้นก่อน เพราะดูจะโดดเด่นกว่าใครเพื่อน

“รูปนี้เราวาดที่นี่ วาดตรงนี้ล่ะ” เต้เริ่มเล่าถึงที่มา “มันค่อนข้าง Abstract แต่เราอยากให้ความรู้สึกว่ามันเป็นห้องหนึ่ง พอจัดแสดงทุกอย่างเสร็จ เราก็มาวาดรูปนี้ บรรยากาศช่วงนั้นก็น่าจะอยู่ในรูปนี้

“Afternoon Person ในความหมายของเรา น่าจะเป็นคนที่ผ่อนคลายๆ รีแลกซ์สำหรับเรา ช่วงเวลา Afternoon’ เป็นช่วงเวลาที่เพิ่งเสร็จภารกิจอะไรบางอย่างของแต่ละวัน แล้วช่วงเย็นหลังจากนั้น คือเวลาพักผ่อนจริงจัง สำหรับงานนี้ เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างฝันๆ หน่อย เหมือนนอนลงไปกับพื้น หรือลอยๆ อยู่บนอะไรก็ได้” เต้พูดพลางเขี่ยเบี้ยหมากรุกหน้าตาบูดๆ เบี้ยวๆ ของเขา

“แล้วอย่างโต๊ะนี้ ทำไมต้องเป็นโต๊ะหมากรุก” เราถามเจ้าของนิทรรศการ

เต้ ภาวิต

Afternoon Person

เขาชี้ไปที่ม้าหินข้างๆ “โชว์นี้เราทำตอนอยู่ที่บ้าน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน แถวบ้านเรามีสวนสาธารณะที่เราชอบไปวิ่งตอนเย็นๆ ในสวนมีม้าหินอยู่เต็มไปหมด ม้าหินพวกนี้เป็น Object ที่คนเอาไปใส่ไว้ในสวน เราก็ไม่รู้ว่าใครเอามาวางไว้หรอก แต่เราว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของสวน ถ้านึกถึงสวน ในสวนมีต้นไม้ มีบ่อน้ำ มีนกร้อง ม้านั่งพวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศนั้น โต๊ะหมากรุกนี่ก็ด้วย เราเลยอยากดึงมันมาอยู่ในนี้ อยากให้คนที่มาดูงานเราได้มานั่งเล่น เหมือนได้บรรยากาศผ่อนคลายแบบนั้น”

“งั้นถ้ามาดูงานแล้วนอนตรงนี้เลยได้มั้ย” เราถามติดตลก

“ได้สิ” เต้ยิ้ม

14.17 น.
เป็นคนวาด แล้วก็เป็นคนดู

ถึงเขาจะเคยบอกว่า ‘ทำงานตามกระแสอารมณ์’ แต่กระบวนการทำงานของเต้ ก็มีการวางแผนมาก่อนระดับหนึ่ง

เขายกตัวอย่างประติมากรรมชิ้นใหญ่ แล้วเล่าว่าเขาทำชิ้นเล็กๆ เป็นโมเดลขึ้นมา 4 ตัว ก่อนจะเลือกอันที่ชอบมาขยายขนาด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการ Improvise ไปด้วยในขณะทำงาน

“ปกติเราจะมีภาพอยู่ในหัว แต่บางทีก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เราว่าพอได้อะไรเพิ่มขึ้นมา ผลลัพธ์มันน่าตื่นเต้นดี เพราะพอเราไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เวลาเราทำงานทำให้เราไม่ได้เป็นแค่ศิลปิน แต่เราจะกลายเป็นคนดูไปด้วย เหมือนเรากลับมามองดูตัวเองอีกทีว่า ‘เมื่อกี้เราทำอะไรลงไปวะ’ ทำให้เรารอว่าเมื่อไหร่มันจะเสร็จ”

สำหรับเต้ ศิลปะเป็นเหมือนการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งก็ได้ แต่เป็นเรื่องที่อยากเล่า เหมือนการจัดฉากขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพยนตร์หรือถ่ายรูป แค่ศิลปะของเขาใช้เทคนิคที่แตกต่างออกไป สมัยเรียนที่เมลเบิร์น เต้เคยวาดรูปแบบดิจิทัลเพนต์ ก่อนจะหันไปทำภาพ Mural (จิตรกรรมฝาผนัง) จนกระทั่งเริ่มวาดบนแคนวาส

Afternoon Person

Afternoon Person

ระหว่างคุยกันเขายกตัวอย่างรูปคนกับแจกัน “เราอยากได้ซีนอะไรบางอย่าง มีคนนั่งตรงนี้ มีแจกัน มีแสงกระทบตรงนี้ ข้างหลังเป็นกระจก แต่แทนที่จะถ่ายหนังหรือถ่ายภาพ เราเปลี่ยนเทคนิคเป็นการเพนต์ ผลที่ออกมาก็ทำให้มีความเซอร์เรียลมากกว่า การวาดบนสื่อที่แตกต่าง ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป พื้นผิว ขนาด อุปกรณ์ แต่ไม่ได้ลดคุณค่าของงาน ไม่ว่าจะทำแบบดิจิทัล หรือแคนวาส”

“แล้วคิดว่าคนดูเขารู้สึกยังไงบ้างเวลาดูงานของคุณ หรือเคยมีใครถามมั้ยว่าอันนี้มันสวยยังไงวะ” เราสงสัย

“เราแล้วแต่เขานะ เพราะเราก็ไม่ได้จำกัดว่าเขาดูแล้วจะต้องรู้สึกยังไง เราว่าแต่ละคนคงคิดไม่เหมือนกันหรอก มันไม่มีทางที่ทุกคนจะเข้าใจ ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเข้าใจอยู่แล้ว ใครอยากเดินผ่าน แล้วนึกยังไงก็ได้ แต่ว่าถ้าดูแล้วรู้สึกอะไรบางอย่างก็คงมีความหมายล่ะ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดีหรือความรู้สึกไม่ดี

“ส่วนความสวย ความชอบ เราไม่รู้จะอธิบายยังไง มันจำเป็นต้องมีหรือเปล่า เราก็ไม่รู้ แต่ถ้าดูแล้วเราพอใจ ก็คือจบ”

เต้ ภาวิต

Afternoon Person

14.30 น.
แอนิเมชัน บ้าน และคอนโด

เต้พาเราไปดูแอนิเมชันในแกลเลอรี่อีกห้อง พร้อมเล่าว่าเมื่อก่อนเขาเคยเรียนแอนิเมชันเป็นวิชาเลือกตอนอยู่เมลเบิร์น

“ค้นพบอะไรจากการทำแอนิเมชันบ้าง” เราถามตรงหน้างานศิลปะของเขา

“เราสร้างภาพเคลื่อนไหวได้” เต้ตอบนิ่งๆ พอเห็นเราเงียบไปหลังคำตอบ เต้จึงอธิบายต่อว่า “แอนิเมชันทำให้ได้อีกความรู้สึกหนึ่งในการดู มันได้ความชัดเจนและเล่าเรื่องได้มากขึ้น มันคล้ายการเพนต์ แต่ต้องใช้เวลามากกว่า ยากกว่า อย่างแอนิเมชันชิ้นนี้ชื่อ The Life Luxury Condominium พูดถึงเวลาที่เรามองเข้าไปในตึกที่เป็นคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ เราจะเห็นช่องที่เป็นกระจกต่อๆ กันหลายๆ ช่อง แต่ละช่องก็จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละห้อง หลายๆ ครอบครัว หลายเหตุการณ์ รวมอยู่ด้วยกัน สำหรับเราคอนโดฯ มันจะรู้สึกว่าใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านมากกว่านะ เพราะที่บ้านเราจะมีรั้วมีขอบเขตของมันอยู่”

เต้ ภาวิต

“ห้องนั้นต้องปาร์ตี้กันอยู่แน่เลย” เราชี้ไปที่ช่องที่มีสีสันที่สุดในตึก

“ใช่ อย่างที่บอก เรารับรู้เรื่องของคนรอบๆ ตัวมากกว่าเวลาอยู่คอนโดฯ” เขาตอบ

เท่าที่สังเกต เราพบว่าเต้ทำงานเกี่ยวกับสถานที่มาแล้วหลายชิ้น ก่อนหน้านี้ ทำงานเกี่ยวกับร้านอาหาร สระว่ายน้ำ หรือแม้แต่ตึกร้างตรงสาทร ที่เขาตั้งชื่องานครั้งนั้นว่า Ghost Tower

“ถ้าพูดถึงสถานที่ สถานที่ในฝันของเต้คือที่ไหน” เราสงสัย

“กำลังคิดถึงทะเลทราย เราอยากทำงานกับทะเลทราย มันดูร้อนๆ โล่งๆ” เต้ตอบขณะที่ฝนข้างนอกยังตกอยู่

Afternoon Person

เต้ ภาวิต

14.42 น.
อุบัติเหตที่เกิดเป็นการทดลอง

ในกระบวนการทำงานของเต้ เขาเล่าว่าโดยปกติจะเริ่มจากการจิ้มพู่กันลงไปบนแคนวาสหรือกระดาษเปล่าๆ แล้วก็วาดไป ถ้าพลาดก็วาดทับ

“คำว่า ‘พลาด’ คืออะไร” เราถามสิ่งที่สงสัย

“มันคืออุบัติเหตที่เราไม่คาดคิด หรือบางครั้งอาจเป็นอะไรที่เราไม่ได้ชอบมาก เห็นแล้วไม่พอใจ ถ้าสมมติว่าเราไม่ชอบสีที่ขีดไป เราก็แค่วาดทับมันไปอีกที เป็นการอิมโพรไวส์ แล้วก็พัฒนาต่อไป จากจุดนั้นที่เราทำขึ้นมา พอสิ่งนั้นเกิดขึ้น เราก็มาดูสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรืออย่างเช่นการที่สีหยดตามแคนวาส เราไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ เราก็แค่ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ หรือการเคลื่อนที่ของมือเรา บางทีเราก็ไม่ได้วางแผนว่าจะให้เคลื่อนไปทางไหน เราแค่ปล่อยไปตามนั้น พอเสร็จปุ๊บ เราก็ออกมาดูว่ามันเป็นยังไง เหมือนที่บอกว่าเป็นศิลปิน แล้วก็เป็นคนดูในเวลาเดียวกัน

“เราชอบให้เกิดอุบัติเหตในงานของเรา” เขาย้ำ

“คิดว่าอุบัติเหตสนุกเหรอ” เราถาม

“เราว่าอุบัติเหตมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ แต่มันมีธรรมชาติปนอยู่ อย่างการหยดของสี มันเกิดจากสภาพแวดล้อมด้วย แล้วเรารู้สึกดีกับตรงนั้น”

เต้ตอบพลางมองไปที่ภาพบนจอมอนิเตอร์ภายในนิทรรศการของเขา ตอนนี้เสียงฝนพรำข้างนอกค่อยๆ เบาลง ทำให้รู้ว่าฝนใกล้หยุดแล้ว

เต้ ภาวิต

เต้ ภาวิต

Writer

พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ

เจ้าของเพจ ‘ศิลปะเข้าใจยากจริงหรือ’ อยากให้คนเข้าใจศิลปะ-วัฒนธรรมมากขึ้น แต่ก็อยากกินของอร่อยแล้วก็อยากมีเงินชอปปิ้งด้วย

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

สงขลาเปรียบเสมือน Melting Pot แดนใต้ หลอมรวมวัฒนธรรมไทย จีน และมลายู ไว้อย่างลงตัว ผู้คนทั้งสามกลุ่มสามารถใช้ชีวิตอย่างกลมเกลียว ในขณะที่เชิดชูอัตลักษณ์และวิถีชีวิตวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างภาคภูมิ พหุวัฒนธรรมสะท้อนออกมาผ่านศาสนสถาน สถาปัตกรรม และวัฒนธรรมอาหาร ทำให้สงขลามีเอกลักษณ์น่าค้นหา โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าซึ่งรุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์

แต่เสน่ห์เหล่านี้จะไม่ถูกค้นพบหรือถูกหยิบยกมาทำให้เกิดคุณค่า หากคนในชุมชนไม่ออกมาสำรวจเมือง

ทางภาครัฐและคนในพื้นที่มองเห็นปัญหานี้ จึงต้องการเชิญชวนให้ผู้คนออกมาทำความรู้จักกับชุมชนของตน เป็นเหตุผลให้ในปีที่ผ่าน ๆ มามีการจัดโครงการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างคนและย่านเก่าเมืองสงขลา

ทว่า เมืองสงขลายามค่ำคืนยังขาดชีวิตชีวาอยู่ เมื่อเทียบกับกลางวัน 

เพราะไม่อยากให้อาทิตย์ตกเป็นอุปสรรคในการค้นพบเสน่ห์ของเมือง โครงการในปีนี้จึงเลือกจัดนิทรรศการแสดงแสงไฟ ‘The Wall at Songkhla 2022’ ขึ้น

การแสดงแสงไฟตามสถานที่ท่องเที่ยวที่คุ้นเคย มักเป็นการเล่นกับเทคนิคแสง สี เสียงที่ฉูดฉาด เป็นการชวนคนให้ออกมา ‘ชมแสง’ แต่การจัดแสดงแสงไฟที่ The Wall at Songkhla 2022 แตกต่างออกไปเพราะเป็นการตีความเรื่องราวของสงขลาผ่านดวงไฟ ซึ่งทำให้ย่านเมืองเก่ายามสิ้นแสงตะวันทั้งปลอดภัยและงดงาม เป็นการชวนให้คนออกมา ‘ชมเมือง’

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

เปิดสวิตช์

นิทรรศการแสดงแสงไฟที่ย่านเมืองเก่าสงขลาในครั้งนี้ ถือเป็นโปรเจกต์ร่วมระหว่าง Creative Economy Agency (CEA) เทศบาลนครสงขลา คนในชุมชน และทีม Lighting Designers Thailand (LDT) โดยความร่วมมือเริ่มต้นขึ้นจากการที่ CEA ต้องการเข้ามาทำกิจกรรมซึ่งจะช่วยพัฒนาชุมชนสงขลาได้ การรับฟังและทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการสร้างโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน จึงมีการระดมสมองขอความคิดเห็นจากคนในชุมชนถึงประเด็นที่พวกเขาต้องการพัฒนาหรืออยากเห็นเกิดขึ้นในเมืองสงขลา สุดท้ายจึงได้คำตอบว่า ความเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาอยากเห็น คือ 

หนึ่ง อยากให้เมืองปลอดภัย สัญจรสะดวก 

สอง อยากให้เมืองไม่เงียบเหงาในยามดึก 

สาม อยากให้มีการอนุรักษ์ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม 

และ สี่ อยากให้เมืองของพวกเขาสวยงาม

หลังจากนำปัญหาเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและหนทางแก้ปัญหา ก็พบว่า ‘แสงไฟ’ อาจตอบโจทย์เหล่านี้ได้ 

ด้วยเหตุนี้ CEA จึงจับมือกับ LDT กลุ่มนักออกแบบแสงไฟ Urban Lighting มืออาชีพที่มีแนวคิดว่าแสงไฟทำได้มากกว่าให้แสงสว่าง แต่เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองได้ โดยสิ่งแรกและสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงในการติดตั้งไฟคือบริบทแวดล้อมของเมืองและวิถีชีวิตของชุมชน เพราะหากไม่ทำความเข้าใจเรื่องนี้ แสงไฟที่ติดตั้งจะไปกลบเสน่ห์ของเมือง แทนที่จะส่องความน่าสนใจให้โดดเด่นขึ้น 

จากความร่วมมือของ 3 ฝ่ายที่มีเป้าหนึ่งเดียว คือ พัฒนาเมืองสงขลา จึงเกิดเป็น The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการทดลองใช้แสงไฟเปลี่ยนชุมขน 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

เล่าเรื่องด้วยแสง 

นิทรรศการจัดแสดงแสงไฟด้วยกัน 3 จุด 

The Wall 1 : The Prime Light (An-nur อันนูร) จัดแสดงที่มัสยิดอุสาสนอิสลามหรือมัสยิดบ้านบน มัสยิดที่อยู่คู่เมืองมายาวนาน และเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับอิสลามได้อย่างลงตัว 

The Wall 2 : Moonlight Serenade หรือ ‘ลำนำแสงจันทร์’ จัดแสดงในซอยดอกพวงคราม ข้างห้างหุ้นส่วนจำกัดกรุงทองภาคใต้ เป็นซอยที่คนนิยมมาเชยชมดอกพวกครามและวิวทะเลสาบในตอนกลางวัน 

The Wall 3 : Tale of the Sea หรือ ‘นิทานแห่งท้องทะเล’ จัดแสดงในตรอกข้างร้าน The Apothecary of Singora (Apo Store) เป็นทางเท้าที่เชื่อมระหว่างนครในและนครนอก 

เหตุผลที่เลือก 3 จุดนี้ เพราะทุกจุดคือตำแหน่งที่เชื่อมต่อเมืองได้ เดินเท้าถึงกันได้ทั้งหมด และทุกจุดมีเรื่องราวที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ทำให้การจัดแสดงแสงไฟในแต่ละจุดมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง 

สำหรับ The Wall 1 : The Prime Light (An-nur อันนูร) มีการหยิบยกบทโองการในคัมภีร์อัลกุรอานบทหนึ่งชื่อ อันนูร ซึ่งพูดถึงพระองค์อัลเลาะห์ผู้มีรัศมีเจิดจรัสมาเป็นคอนเซ็ปต์จัดแสดงแสงไฟ 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

หลังจากทดลองติดตั้งไฟไปหลายแห่ง สุดท้ายมีการติดไฟหลักบริเวณหออาซาน โดมมัสยิด และบ่อน้ำหน้าต้นไม้ใหญ่ เพราะเป็นตำแหน่งที่ทำให้โครงสร้างของตึกชัดเจนขึ้นยามกลางคืน เป็นที่สังเกตเห็นในระยะไกลขึ้น และสื่อสารถึงความสว่างไสวของพระอัลเลาะห์ได้อย่างเหมาะสม 

การติดตั้งแสงไฟทุกจุดเลือกใช้วิธีที่สร้างผลกระทบกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ให้น้อยที่สุด และทำให้แสงไฟกลืนไปกับตัวอาคารมากที่สุด 

แมร์-ดนัย โต๊ะเจ ผู้ประกอบการซึ่งสนใจศึกษาประวัติศาสตร์สงขลา เล่าให้ฟังถึงความประทับใจเมื่อเห็นไฟที่ติดตั้ง 

“ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเมืองสงขลาคือความเป็นพหุวัฒนธรรม มีคน 3 กลุ่มอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน ในเขตเมืองเก่ามีศาสนสถานของทั้ง 3 ศาสนาอยู่กลางเมือง ซึ่งมีไม่กี่ที่ที่จะมีลักษณะแบบนี้ ฉะนั้นสิ่งนี้ควรเป็นสิ่งที่เราเชิดชูให้เป็นสิ่งที่โดดเด่นของเมือง

“ตอนย้ายมาอยู่สงขลาใหม่ ๆ บ้านผมอยู่ตรงกลางเมืองพอดี ตื่นเช้ามาเห็นไฟส่องเจดีย์วัดสวยงาม แต่พอหันมาทางมัสยิด มืดจัง มองไม่เห็นความสวยงามเลย ทั้ง ๆ ที่เราพยายามเชิดชูทั้ง 3 ศาสนา 

“ผมเลยดีใจมากที่ทาง CEA และ LDT ให้ความสำคัญกับมัสยิด การติดตั้งไฟในครั้งนี้เป็นการเติมเต็มให้กับคนในชุมชน และเป็นการยกระดับความโดดเด่นให้กับคนทั้ง 3 ศาสนาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เหมือนฝันเลยครับ” 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

เดินต่อไปจากมัสยิดไม่กี่นาที ก็มีเสียงดนตรีแจ๊สที่ดังมาจาก The Wall 2 : Moonlight Serenade ‘ลำนำแสงจันทร์’ วิวทะเลสาบและดอกพวกครามเป็นภาพความฝันในตอนกลางวันภายในซอยที่จะสลายลงเมื่อสิ้นแสงสุดท้าย การติดตั้งไฟในจุดนี้จึงตั้งใจบันดาลให้ทั้งต้นพวกคราม ทะเลสาบ และตัวอาคารกลายเป็นดินแดนแห่งความฝันใต้แสงจันทร์ในตอนกลางคืนด้วย 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

“เราเห็นอาคารต่าง ๆ ดูธรรมดา ไม่มีอะไร แต่พอเอาไฟส่อง มันสวยขึ้นมาโดยไม่ต้องมีลวดลายหวือหวาเลย” แมร์ชวนมองความงดงามชวนฝันของ ‘กำแพง’ ที่ใช้จัดแสดง ซึ่งตอนกลางวันเป็นบ้านและร้านอาหารธรรมดา 

นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีทรีโอของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยมาบรรเลงดนตรีสด ตั้งแต่แนวสวิง จนถึงเพลงรองเง็งพื้นเมืองภาคใต้คลอไปกับแสงไฟ เป็นที่มาของเสียงเพลงที่มาก่อนแสงในตอนต้น 

“เห็นว่าดอกไม้กับพระจันทร์สวยดี เลยอยากเพิ่มความสดชื่นขึ้นไปอีกด้วยเสียงเพลง ก็เลยชวนน้อง ๆ เขามาเล่น” ดร.เจร สุวรรณชาต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย ผู้ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และผู้ที่ชวนนักดนตรีมาในคราวนี้กล่าว 

“ที่สำคัญคืออยากโชว์คนสงขลาด้วยว่า มีวงเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อย่างนี้ในเมืองของเราด้วย” 

เดินถัดไปอีกไม่ไกล เราก็มาถึง Wall ที่ 3 : Tale of the Sea ‘นิทานแห่งท้องทะเล’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง เกาะหนูเกาะแมว ว่ากำเนิดจากแมว หนู และสุนัขที่แย่งลูกแก้วกัน จุดนี้ใช้ความสวยงามของไฟเชิญชวนให้คนเดินผ่านทางเท้าที่เชื่อมนครในและนครนอกได้อย่างแยบยล เพราะหลายคนลองเปลี่ยนเส้นทางสัญจรปกติของตน แล้วเดินผ่านตรอกนี้เพื่อถ่ายรูป ระหว่างเดินดูเรื่องราวของสัตว์ทั้ง 3 ที่กำลังไล่จับลูกแก้วในยามค่ำคืน 

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

ปั้น-พิมพรรณ สังข์กรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนากลยุทธ์พื้นที่สร้างสรรค์จาก CEA ทิ้งท้ายว่า ความสวยงามทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น หากคนในชุมชนไม่ให้ความร่วมมือ 

“จริง ๆ โดยลำพัง CEA และ LDT เข้ามาก็แปลกแยก แต่คนในพื้นที่ให้ความร่วมมือดีมากตั้งแต่เริ่มติดตั้งแสงไฟ ช่วยหาอุปกรณ์บ้าง ทางมัสยิดเลี้ยงข้าวบ้าง แล้วก็แบ่งปันพื้นที่ให้จัดแสดงแสงไฟด้วย” 

การทำงานร่วมกันยังทำให้คนในพื้นที่รู้สึกมีส่วนร่วมกับโครงการ และรู้สึกว่าแสงไฟเป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง

The Wall at Songkhla 2022 นิทรรศการแสงไฟในสงขลา ชวนคนออกมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน

ก้าวต่อไปเพื่อแสงไฟของชุมชน 

นิทรรศการแสดงแสงไฟในครั้งนี้ถือเป็นการทดลองทำโปรเจกต์ใหม่ในเมืองเก่าสงขลา เป็นการเตรียมให้ชุมชนพร้อมสำหรับการพัฒนาในขั้นต่อไป และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 

อย่างไรก็ตาม หากอยากให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง การทำโครงการในอนาคตจะต้องคำนึงถึงการขยายสเกลงานให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น 

“เห็นไหมครับว่าถนนทั้งเส้นนี้ยังมืดอยู่ เราหวังว่าจะมีการติดตั้งไฟที่ไม่รบกวนสายตา ทั้งสว่าง และสวยให้กับถนนหลายเส้นในอนาคต” นี่คือสิ่งที่แมร์ต้องการจะเห็น เขาเข้าใจดีว่าการติดตั้งไฟเป็นงานละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลา แต่ “เราก็ค่อย ๆ ทำไป ไม่จำเป็นต้องเสร็จวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเริ่มทำก็ มีหลายคนที่ยินดีจะช่วย” 

อีกประการหนึ่งคือ หลังจากวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565 แสงไฟที่ใช้แสดงจะถูกถอดออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงบางจุดบริเวณมัสยิดเท่านั้นที่จะอยู่ต่อถาวร หากจะให้แสงไฟกลายเป็นของชุมชนจริง ๆ ในอนาคต ต้องคำนึงถึงวิธีการยืดระยะเวลาติดตั้งให้ยาวนานขึ้น ถ้าถาวรได้ยิ่งดี 

“ระยะที่ไฟติดตั้งมันสั้นเหลือเกิน เราอยากให้เกิดขึ้นในระยะยาว เป็นแสงไฟที่ทั้งให้ความสว่างและสีสันกับเมืองจริง ๆ” เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล ผู้ก่อตั้ง a.e.y. Space พูดในฐานะคนสงขลาคนหนึ่ง 

“จากการที่ได้พูดคุยและขอความคิดเห็นจากชุมชน พบว่าคนสงขลาไม่ได้ต้องการสิ่งที่หวือหวา แต่ต้องการอะไรที่อยู่ได้นาน ใช้ได้จริงแล้วก็สวยงาม” 

ขณะนี้ข้อจำกัดหลักคือ ไฟที่นำมาติดตั้งใช้งบประมาณค่อนข้างสูง หมายความว่าหากอยากให้ไฟอยู่ต่อ ต้องระดมทุนสนับสนุนจากหลายภาคส่วน แต่ข่าวดีคือ เมื่อไม่นานมานี้มีโครงการหนึ่งแสดงให้เห็นว่า การทำให้แสงไฟให้เป็นของชุมชนอย่างแท้จริงเป็นไปได้

วัดศิริวรรณาวาส นิทรรศการแสงไฟในย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวยปลอดภัยยามค่ำ แต่ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมสงขลามากขึ้น

 ทาง LDT ได้ไปออกแบบแสงไฟให้กับ วัดศิริวรรณาวาส วัดเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของจังหวัดสงขลา สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างไทย-จีน-โปรตุเกส และตั้งอยู่ใกล้ชิดชุมชนมุสลิม 

วัดศิริวรรณาวาส จึงถือเป็นสถานที่แรก นอกเหนือจาก The Wall ทั้งสาม ที่ LDT ออกแบบแสงไฟให้ โดยไฟทุกดวงถวายให้วัดติดตั้งถาวร 

วัดศิริวรรณาวาส นิทรรศการแสงไฟในย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวยปลอดภัยยามค่ำ แต่ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมสงขลามากขึ้น

ปู-เชนทร์ บุญญโส ผู้ร่วมบูรณะและดูแลวัดบอกว่า ตัวเขาและชาวบ้านดีใจมากที่มีการนำดวงไฟ ซึ่งออกแบบมาอย่างเข้าใจการใช้งานและเข้าใจประวัติศาสตร์ของวัดมาติดตั้ง เพราะช่วยดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมชมมากขึ้น แสงไฟที่นำมาจัดวางทำให้ตัวอาคารดูสวยขึ้นกล้องกว่าแต่ก่อน คนที่มาก็จะได้รูปสวย ๆ ไปแชร์ต่อ ทำให้วัดเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น สำคัญที่สุด แสงไฟทำให้วัดที่เขารักดูงดงาม และช่วยเสริมให้บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ส่องสว่างให้ผู้มาเยี่ยมชมเห็นคุณค่าของวัดศิริวรรณาวาสในแง่มุมต่าง ๆ อย่างที่เขามองเห็น

โปรเจกต์แสงไฟเล็ก ๆ ในสงขลาเหล่านี้ดูเรียบง่าย แต่ก็ฉายให้เห็นความตั้งใจของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการพัฒนาเมืองเก่าอย่างยั่งยืน โดยเคารพประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมือง รับฟังความต้องการของชุมชน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักสร้างสรรค์เข้ามาเสริมการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทะนุถนอมเมืองเก่าที่รักให้สวยงามน่าอยู่สำหรับทุกคน

วัดศิริวรรณาวาส นิทรรศการแสงไฟในย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ไม่ได้แค่ทำให้เมืองสวยปลอดภัยยามค่ำ แต่ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมสงขลามากขึ้น

 

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ไลลา ตาเฮ

อดีตนักเรียนออกแบบที่สนิทกับกล้องถ่ายรูปมากกว่าเมาส์ปากกา สบายใจกับการเดิน 10 กิโลมากกว่าการวิ่ง 100 เมตร และเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับการอากาศร้อน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load