หากถามว่า เต้ ภาวิต คือใคร ผลงานของเขาน่าจะแทนคำตอบได้ดีที่สุด

เขาคือศิลปินเจ้าของฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ที่เห็นแล้วบอกได้ทันทีว่า ‘นี่งานเต้แน่ๆ’ ที่ผ่านมาเราเห็นงานของเขาในแกลเลอรี่หลายที่ ตั้งแต่งานแรกที่ Jam แถวเจริญราษฎร์ เต้แสดง Performance วาดรูปพร้อมเพื่อนที่มิกซ์เพลงประกอบ ไปจนถึงงานที่ Speedy Grandma และ Bridge Art Space แกลเลอรี่สุดจี๊ดทั้งสองที่ย่านเจริญกรุง จนกระทั่งล่าสุด ตอนนี้เขากำลังแสดงนิทรรศการส่วนตัวในชื่อ Afternoon Person ที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY ซึ่งถือเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่สุดเท่าที่เราเคยไปดูงานเขามา

แต่ครั้งนี้ เต้ไม่ได้แสดงแค่งานจิตรกรรม Painting ของเขา แต่ภายในนิทรรศการยังมีประติมากรรม Installation Art ไปจนถึงแอนิเมชันจัดแสดงด้วย

บ่ายวันเสาร์ เราเดินฝ่าฝนตกพรำๆ จากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินีไปยัง BANGKOK CITYCITY GALLERY ตามนัด เมื่อไปถึงเต้นั่งฟังเพลงอยู่ที่โต๊ะหน้าทางเข้า ก่อนจะชวนเราเข้าไปดูงานข้างใน และพามานั่งบนโต๊ะหินที่มีกระดานหมากรุก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Installation ในนิทรรศการนี้ด้วย

แล้วบทสนทนาของเรากับเต้ก็เริ่มขึ้นท่ามกลางเสียงฝนพรำๆ และเสียงนกร้องประกอบ

เต้ ภาวิต

คุยกับ เต้ ภาวิต ศิลปินลายเส้นดิบ+ดี ถึงนิทรรศการล่าสุดที่ชื่อ ‘Afternoon Person’

14.00 น.
ยามบ่าย

รูปใหญ่ที่สุดในงานคือรูปด้านหลังของเขา เราเอ่ยถามถึงรูปนั้นก่อน เพราะดูจะโดดเด่นกว่าใครเพื่อน

“รูปนี้เราวาดที่นี่ วาดตรงนี้ล่ะ” เต้เริ่มเล่าถึงที่มา “มันค่อนข้าง Abstract แต่เราอยากให้ความรู้สึกว่ามันเป็นห้องหนึ่ง พอจัดแสดงทุกอย่างเสร็จ เราก็มาวาดรูปนี้ บรรยากาศช่วงนั้นก็น่าจะอยู่ในรูปนี้

“Afternoon Person ในความหมายของเรา น่าจะเป็นคนที่ผ่อนคลายๆ รีแลกซ์สำหรับเรา ช่วงเวลา Afternoon’ เป็นช่วงเวลาที่เพิ่งเสร็จภารกิจอะไรบางอย่างของแต่ละวัน แล้วช่วงเย็นหลังจากนั้น คือเวลาพักผ่อนจริงจัง สำหรับงานนี้ เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างฝันๆ หน่อย เหมือนนอนลงไปกับพื้น หรือลอยๆ อยู่บนอะไรก็ได้” เต้พูดพลางเขี่ยเบี้ยหมากรุกหน้าตาบูดๆ เบี้ยวๆ ของเขา

“แล้วอย่างโต๊ะนี้ ทำไมต้องเป็นโต๊ะหมากรุก” เราถามเจ้าของนิทรรศการ

เต้ ภาวิต

Afternoon Person

เขาชี้ไปที่ม้าหินข้างๆ “โชว์นี้เราทำตอนอยู่ที่บ้าน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน แถวบ้านเรามีสวนสาธารณะที่เราชอบไปวิ่งตอนเย็นๆ ในสวนมีม้าหินอยู่เต็มไปหมด ม้าหินพวกนี้เป็น Object ที่คนเอาไปใส่ไว้ในสวน เราก็ไม่รู้ว่าใครเอามาวางไว้หรอก แต่เราว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของสวน ถ้านึกถึงสวน ในสวนมีต้นไม้ มีบ่อน้ำ มีนกร้อง ม้านั่งพวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศนั้น โต๊ะหมากรุกนี่ก็ด้วย เราเลยอยากดึงมันมาอยู่ในนี้ อยากให้คนที่มาดูงานเราได้มานั่งเล่น เหมือนได้บรรยากาศผ่อนคลายแบบนั้น”

“งั้นถ้ามาดูงานแล้วนอนตรงนี้เลยได้มั้ย” เราถามติดตลก

“ได้สิ” เต้ยิ้ม

14.17 น.
เป็นคนวาด แล้วก็เป็นคนดู

ถึงเขาจะเคยบอกว่า ‘ทำงานตามกระแสอารมณ์’ แต่กระบวนการทำงานของเต้ ก็มีการวางแผนมาก่อนระดับหนึ่ง

เขายกตัวอย่างประติมากรรมชิ้นใหญ่ แล้วเล่าว่าเขาทำชิ้นเล็กๆ เป็นโมเดลขึ้นมา 4 ตัว ก่อนจะเลือกอันที่ชอบมาขยายขนาด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการ Improvise ไปด้วยในขณะทำงาน

“ปกติเราจะมีภาพอยู่ในหัว แต่บางทีก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เราว่าพอได้อะไรเพิ่มขึ้นมา ผลลัพธ์มันน่าตื่นเต้นดี เพราะพอเราไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เวลาเราทำงานทำให้เราไม่ได้เป็นแค่ศิลปิน แต่เราจะกลายเป็นคนดูไปด้วย เหมือนเรากลับมามองดูตัวเองอีกทีว่า ‘เมื่อกี้เราทำอะไรลงไปวะ’ ทำให้เรารอว่าเมื่อไหร่มันจะเสร็จ”

สำหรับเต้ ศิลปะเป็นเหมือนการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งก็ได้ แต่เป็นเรื่องที่อยากเล่า เหมือนการจัดฉากขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพยนตร์หรือถ่ายรูป แค่ศิลปะของเขาใช้เทคนิคที่แตกต่างออกไป สมัยเรียนที่เมลเบิร์น เต้เคยวาดรูปแบบดิจิทัลเพนต์ ก่อนจะหันไปทำภาพ Mural (จิตรกรรมฝาผนัง) จนกระทั่งเริ่มวาดบนแคนวาส

Afternoon Person

Afternoon Person

ระหว่างคุยกันเขายกตัวอย่างรูปคนกับแจกัน “เราอยากได้ซีนอะไรบางอย่าง มีคนนั่งตรงนี้ มีแจกัน มีแสงกระทบตรงนี้ ข้างหลังเป็นกระจก แต่แทนที่จะถ่ายหนังหรือถ่ายภาพ เราเปลี่ยนเทคนิคเป็นการเพนต์ ผลที่ออกมาก็ทำให้มีความเซอร์เรียลมากกว่า การวาดบนสื่อที่แตกต่าง ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป พื้นผิว ขนาด อุปกรณ์ แต่ไม่ได้ลดคุณค่าของงาน ไม่ว่าจะทำแบบดิจิทัล หรือแคนวาส”

“แล้วคิดว่าคนดูเขารู้สึกยังไงบ้างเวลาดูงานของคุณ หรือเคยมีใครถามมั้ยว่าอันนี้มันสวยยังไงวะ” เราสงสัย

“เราแล้วแต่เขานะ เพราะเราก็ไม่ได้จำกัดว่าเขาดูแล้วจะต้องรู้สึกยังไง เราว่าแต่ละคนคงคิดไม่เหมือนกันหรอก มันไม่มีทางที่ทุกคนจะเข้าใจ ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเข้าใจอยู่แล้ว ใครอยากเดินผ่าน แล้วนึกยังไงก็ได้ แต่ว่าถ้าดูแล้วรู้สึกอะไรบางอย่างก็คงมีความหมายล่ะ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดีหรือความรู้สึกไม่ดี

“ส่วนความสวย ความชอบ เราไม่รู้จะอธิบายยังไง มันจำเป็นต้องมีหรือเปล่า เราก็ไม่รู้ แต่ถ้าดูแล้วเราพอใจ ก็คือจบ”

เต้ ภาวิต

Afternoon Person

14.30 น.
แอนิเมชัน บ้าน และคอนโด

เต้พาเราไปดูแอนิเมชันในแกลเลอรี่อีกห้อง พร้อมเล่าว่าเมื่อก่อนเขาเคยเรียนแอนิเมชันเป็นวิชาเลือกตอนอยู่เมลเบิร์น

“ค้นพบอะไรจากการทำแอนิเมชันบ้าง” เราถามตรงหน้างานศิลปะของเขา

“เราสร้างภาพเคลื่อนไหวได้” เต้ตอบนิ่งๆ พอเห็นเราเงียบไปหลังคำตอบ เต้จึงอธิบายต่อว่า “แอนิเมชันทำให้ได้อีกความรู้สึกหนึ่งในการดู มันได้ความชัดเจนและเล่าเรื่องได้มากขึ้น มันคล้ายการเพนต์ แต่ต้องใช้เวลามากกว่า ยากกว่า อย่างแอนิเมชันชิ้นนี้ชื่อ The Life Luxury Condominium พูดถึงเวลาที่เรามองเข้าไปในตึกที่เป็นคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ เราจะเห็นช่องที่เป็นกระจกต่อๆ กันหลายๆ ช่อง แต่ละช่องก็จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละห้อง หลายๆ ครอบครัว หลายเหตุการณ์ รวมอยู่ด้วยกัน สำหรับเราคอนโดฯ มันจะรู้สึกว่าใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านมากกว่านะ เพราะที่บ้านเราจะมีรั้วมีขอบเขตของมันอยู่”

เต้ ภาวิต

“ห้องนั้นต้องปาร์ตี้กันอยู่แน่เลย” เราชี้ไปที่ช่องที่มีสีสันที่สุดในตึก

“ใช่ อย่างที่บอก เรารับรู้เรื่องของคนรอบๆ ตัวมากกว่าเวลาอยู่คอนโดฯ” เขาตอบ

เท่าที่สังเกต เราพบว่าเต้ทำงานเกี่ยวกับสถานที่มาแล้วหลายชิ้น ก่อนหน้านี้ ทำงานเกี่ยวกับร้านอาหาร สระว่ายน้ำ หรือแม้แต่ตึกร้างตรงสาทร ที่เขาตั้งชื่องานครั้งนั้นว่า Ghost Tower

“ถ้าพูดถึงสถานที่ สถานที่ในฝันของเต้คือที่ไหน” เราสงสัย

“กำลังคิดถึงทะเลทราย เราอยากทำงานกับทะเลทราย มันดูร้อนๆ โล่งๆ” เต้ตอบขณะที่ฝนข้างนอกยังตกอยู่

Afternoon Person

เต้ ภาวิต

14.42 น.
อุบัติเหตที่เกิดเป็นการทดลอง

ในกระบวนการทำงานของเต้ เขาเล่าว่าโดยปกติจะเริ่มจากการจิ้มพู่กันลงไปบนแคนวาสหรือกระดาษเปล่าๆ แล้วก็วาดไป ถ้าพลาดก็วาดทับ

“คำว่า ‘พลาด’ คืออะไร” เราถามสิ่งที่สงสัย

“มันคืออุบัติเหตที่เราไม่คาดคิด หรือบางครั้งอาจเป็นอะไรที่เราไม่ได้ชอบมาก เห็นแล้วไม่พอใจ ถ้าสมมติว่าเราไม่ชอบสีที่ขีดไป เราก็แค่วาดทับมันไปอีกที เป็นการอิมโพรไวส์ แล้วก็พัฒนาต่อไป จากจุดนั้นที่เราทำขึ้นมา พอสิ่งนั้นเกิดขึ้น เราก็มาดูสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรืออย่างเช่นการที่สีหยดตามแคนวาส เราไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ เราก็แค่ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ หรือการเคลื่อนที่ของมือเรา บางทีเราก็ไม่ได้วางแผนว่าจะให้เคลื่อนไปทางไหน เราแค่ปล่อยไปตามนั้น พอเสร็จปุ๊บ เราก็ออกมาดูว่ามันเป็นยังไง เหมือนที่บอกว่าเป็นศิลปิน แล้วก็เป็นคนดูในเวลาเดียวกัน

“เราชอบให้เกิดอุบัติเหตในงานของเรา” เขาย้ำ

“คิดว่าอุบัติเหตสนุกเหรอ” เราถาม

“เราว่าอุบัติเหตมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ แต่มันมีธรรมชาติปนอยู่ อย่างการหยดของสี มันเกิดจากสภาพแวดล้อมด้วย แล้วเรารู้สึกดีกับตรงนั้น”

เต้ตอบพลางมองไปที่ภาพบนจอมอนิเตอร์ภายในนิทรรศการของเขา ตอนนี้เสียงฝนพรำข้างนอกค่อยๆ เบาลง ทำให้รู้ว่าฝนใกล้หยุดแล้ว

เต้ ภาวิต

เต้ ภาวิต

Writer

พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ

เจ้าของเพจ ‘ศิลปะเข้าใจยากจริงหรือ’ อยากให้คนเข้าใจศิลปะ-วัฒนธรรมมากขึ้น แต่ก็อยากกินของอร่อยแล้วก็อยากมีเงินชอปปิ้งด้วย

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

74 ปี สำหรับมนุษย์อาจเป็นเวลายาวนานกว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรบางประเทศ

แต่สำหรับประเทศที่ก่อตั้งมาได้ 74 ปี คงต้องจัดไว้ในหมวดประเทศเกิดใหม่ ซึ่งทยอยถือกำเนิดขึ้นทุกมุมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

ตัวเลขดังกล่าวคืออายุปัจจุบันของ ‘รัฐอิสราเอล’ ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 ตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติซึ่งยินยอมให้ชนชาติยิวจัดตั้งรัฐบนแผ่นดินที่เคยเป็นบ้านของพวกเขาเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ก่อนพวกเขาแตกสานซ่านเซ็นไปยังดินแดนข้างเคียง ไม่ว่ายุโรป เอเชีย หรือแอฟริกา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ที่ตั้งของประเทศใหม่นี้ยังเป็นแผ่นดินในพันธสัญญาที่พระเป็นเจ้าในศาสนายูดาห์ทรงให้คำมั่นว่าจะประทานเป็นที่อยู่อาศัยแก่ยิวทั้งมวล ด้วยสำนึกทางชาติพันธุ์เต็มเปี่ยมในกมล พี่น้องชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในต่างประเทศได้อพยพหลั่งไหลเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในอิสราเอล พร้อมกับวัฒนธรรมที่ติดตัวมาจากดินแดนเดิมของพวกเขา อิสราเอลจึงเป็นชาติเกิดใหม่ที่คลาคล่ำด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ เรื่อง

หนึ่งในนั้นคือเรื่องอาหาร

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เช้าวันศุกร์ที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2022 เรามีนัดพิเศษกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยที่ Helena Greek Restaurant Bangkok ร้านอาหารกรีกน้องใหม่ท้ายซอยสุขุมวิท 51 เพื่อทำความรู้จักกับ ‘อาหารอิสราเอล’ ซึ่งทางสถานทูตภูมิใจนำเสนอ

ในความรับรู้ของชาวไทยทั่วไป อิสราเอลคือประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง แม้ต่างเชื้อชาติศาสนากับปวงประเทศอาหรับที่อยู่รายล้อม ทว่าหน้าตาผิวพรรณของผู้คน ตลอดจนอาหารการกินคงไม่แปลกแยกจากกันนัก กลับกันชาติยุโรปยังน่าจะแตกต่างจากอิสราเอลมากกว่า

มายาคติข้างต้นได้นำความกังขามหาศาลโถมทับใจเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยินว่าสถานที่จัดงานคือร้านอาหารกรีก ซึ่งดูไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับประเทศของชาวยิว และยิ่งงงตึ้บกว่าเก่า เมื่อได้พบเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายท่าน ที่ล้วนแต่มีประพิมพ์ประพายค่อนไปทางชาวตะวันตก ไม่ใช่แขกขาวชาวตะวันออกกลางอย่างที่เราวาดภาพไว้ในใจตอนแรก

คงเป็นบทเรียนแรกที่ ออร์นา ซากิฟ (Orna Sagiv) เอกอัครราชทูตอิสราเอล เตรียมไว้สอนแขกชาวไทยเช่นเรา ก่อนที่งาน ‘Israel’s Diversity: Stories Behind the Dishes’ ในวันนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากที่มา

ครั้นผู้เข้าร่วมงานประจำที่บนโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้า ท่านทูตซากิฟจึงลุกขึ้นกล่าวเบื้องหน้าธงชาติพื้นหลังขาวที่กึ่งกลางมีลายดาวดาวิดหกแฉกสีน้ำเงิน

“อิสราเอลเป็นประเทศอายุน้อย ประชาชนชาวอิสราเอลที่เห็นในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อพยพมาจากต่างประเทศได้ไม่นานค่ะ” เธอเข้าสู่ประเด็นทันทีที่เสร็จสิ้นการอารัมภบท

ผู้แทนประเทศอิสราเอลเล่าว่า ก่อนการก่อตั้งชาติของเธอเมื่อ ค.ศ. 1948 ชาวยิวไม่เคยมีประเทศของตัวเองมานานนับพัน ๆ ปี พวกเขาพลัดพรายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เอเชียตะวันตก ยุโรปใต้ ยุโรปตะวันออก เรื่อยไปถึงแอฟริกาตะวันตกอันไกลลิบอย่างอัลจีเรียและโมร็อกโก เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเหล่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ชาวยิวก็ได้รับเอาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชาตินั้น ๆ มาปนเปในวิถีชีวิตตน จนเกิดเป็นความแตกต่างในหมู่ยิวด้วยกันเอง

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ชาวยิวที่ถือสัญชาติอิสราเอลทุกวันนี้ หากไม่ใช่รุ่นที่อพยพเข้ามาด้วยตัวเอง ก็มักจะเป็นคนที่เกิดในอิสราเอลไม่รุ่นที่ 1 ก็รุ่นที่ 2 ทุกครอบครัวจะทราบกันดีว่าปู่ย่าตาทวดของตนย้ายถิ่นมาจากประเทศใด อีกทั้งหลายคนก็ยังพูดภาษาในดินแดนที่พวกเขาจากมาได้ นอกเหนือจากภาษาฮีบรูของชาวยิวด้วย

“ในอิสราเอล ถ้าคุณจะแต่งงาน ครอบครัวคุณจะถามเลยว่าคนรักของคุณเกิดที่ไหน พ่อแม่ของเขาย้ายมาจากประเทศอะไร ถ้าพ่อแม่ของเขาเกิดในอิสราเอลเหมือนกัน ก็จะถามถึงรุ่นปู่ย่าต่อไป” ทูตสาวยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ ก่อนบอกกับเราทุกคนว่าเธอเป็นคนอิสราเอลเชื้อสายโปแลนด์ ที่ครอบครัวได้ย้ายจากโปแลนด์มาอยู่อิสราเอลหลังการสถาปนารัฐอิสราเอลเมื่อ 74 ปีก่อนนั่นเอง

ยามคนอิสราเอลจะดูกันว่าอีกฝ่ายมาจากที่ใด ถ้าไม่ฟังภาษาที่เขาใช้สื่อสารภายในบ้าน ของกินบนโต๊ะอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชี้ชัดได้เหมือนกัน เพราะครอบครัวที่มีพื้นเพมาจากรัสเซียก็มักจะกินอาหารรัสเซีย ครอบครัวที่ย้ายมาจากโมร็อกโกก็จะนิยมอาหารแบบแอฟริกาเหนือ หรือครอบครัวไหนที่เคยอาศัยอยู่ประเทศกรีซ ก็จะช่ำชองด้านการปรุงอาหารกรีกและเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหลายแหล่ ดังเช่นเจ้าของร้าน Helen Restaurant แห่งนี้ที่เป็นชาวอิสราเอลเหมือนกัน

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากวิธีทำ

ปูพื้นความเข้าใจเรื่องประเทศ เชื้อชาติ และอาหารกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แต่เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ท่านทูตซากิฟพร้อมด้วยรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต อาเรียล ไซด์มัน เลยนำแขกในงานทุกคนออกไปยังบริเวณเฉลียงที่โต๊ะใหญ่ 3 – 4 ตัววางเป็นแถวเป็นแนว โดยมีพืชผักและเครื่องปรุงนานาชนิด ตั้งรอให้เลือกหยิบไปใช้กับเครื่องครัวที่ไม่เหมือนกันบนโต๊ะแต่ละตัว

ท่ามกลางผู้คนที่สวมผ้ากันเปื้อนยืนหน้าสลอน นักการทูตทั้งสองเชื้อเชิญให้แขกผู้มีเกียรติทุกคนได้ทดลองทำอาหารอิสราเอลด้วยน้ำมือตนเองทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่ ชักชูกา (Shakshuka), ฟาลาเฟล (Falafel) และขนมปังคาลา (Challa) โดยมีเชฟประจำร้านคอยสาธิตและช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เริ่มต้นกันที่ ‘ชักชูกา’ ไข่ลวกกะทะร้อนสไตล์แอฟริกาเหนือซึ่งปรุงด้วยมะเขือเทศ พริก กระเทียม ยี่หร่า น้ำมันมะกอก ให้รสจัดจ้านถูกลิ้นคนไทย

เมนูนี้แพร่เข้ามาในอิสราเอลโดยชาวยิวจากอัลจีเรีย ตูนีเซีย และโมร็อกโก ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะรับประทานเป็นอาหารเช้ารับวันใหม่ แต่ด้วยรสชาติอันโอชะ คนอีกไม่น้อยจึงไม่อาจเก็บความอร่อยของชักชูกาไว้ดื่มด่ำเฉพาะมื้อเช้าได้ เราจึงพบชักชูกาได้ทั่วไปในประเทศอิสราเอล ทุกที่ ทุกมื้ออาหาร

ฐานนี้ เชฟใหญ่สอนให้ผู้ร่วมเวิร์กชอปฝานพริกหยวก กระเทียม มะเขือเทศ เป็นชิ้นบาง ส่งเสียงฉับ ๆ ดังกึกก้อง แล้วจึงนำทั้งหมดเทรวมกันลงในกระทะ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

กริ๊ง! นาฬิกาจับเวลาในมือคุณไซด์มันส่งสัญญาณบอกหมดเวลา ถึงคราวต้องย้ายฐานกันแล้ว

เราละสายตาจากกระทะผัดชักชูกาที่เชฟกำลังเร่งมือผัดส่วนผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างขมีขมัน แล้วหันไปให้ความสนใจกับ ‘ฟาลาเฟล’ ของทอดที่สีสันส่วนผสมดูคล้ายกุยช่ายทอด แต่สัณฐานกลมดิก

ทฤษฎีว่าด้วยที่มาของอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่โต้แย้งกันไม่มีวันจบสิ้น บางกระแสว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากอียิปต์เมื่อ 1,000 ปีก่อน บ้างว่ามาจากอินเดียนานกว่านั้น และบ้างก็ว่าเพิ่งมีเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ สมัยที่อังกฤษยึดครองตะวันออกกลางเป็นดินแดนอารักขา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ความจริงจะเป็นเช่นไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ทำการสืบค้นต่อไป เนื่องจากขณะนี้เชฟกำลังเร่งรัดเราให้ปั้นก้อนฟาลาเฟลจากถั่วหัวช้าง ถั่ว และเครื่องเทศ ซึ่งตัวเขาได้คลุกทุกอย่างใส่หม้อรอเราไว้แล้ว หน้าที่ของเราในฐานะผู้ทำเวิร์กชอปคือปั้นพวกมันให้แน่นที่สุด เพื่อที่เวลาลงกระทะจะได้ไม่แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

รอยังไม่ทันจะเบื่อ ก็ได้ฟาลาเฟลกลิ่นหอมฉุย ขนาดเท่าลูกชิ้น มากินแก้หิวกันพลาง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

นาฬิกาลั่นเสียงดังกังวานอีกครั้ง เป็นเหตุให้เราต้องขยับจากฐานฟาลาเฟล มายังฐานสุดท้าย คือฐานทำ ‘คาลา’ ซึ่งมีจุดรวมสายตาอยู่ ณ กะละมังสแตนเลสบรรจุก้อนแป้ง

สำหรับประชาชาติยิวที่มีมากกว่า 14 ล้านคนทั่วโลก คาลาเป็นมากกว่าขนมปังที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เจ้าขนมปังที่มีทรวดทรงเหมือนเปียผม ยังเป็นดั่งพันธะที่ผูกมัดมนุษย์กับพระเจ้า

ทั้งนี้เพราะคัมภีร์โตราห์ของชาวยิวเล่าย้อนไปในสมัยที่บรรพบุรุษของพวกเขาถูกเนรเทศ ต้องใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้น พระเจ้าจึงมีรับสั่งให้พวกเขาแสดงความศรัทธาต่อพระองค์ ด้วยการแยกขนมปังบางส่วนของพวกเขาเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะ หลังจากที่พวกเขาเดินทางเข้าสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์โดยสวัสดิภาพ อนุชนชาวยิวจึงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาว่า ต้องอบและรับประทานขนมปังคาลาทุกวาระสำคัญในศาสนายูดาห์ ยกเว้นเทศกาลปัสคาที่ต้องกินขนมปังไร้เชื้อเท่านั้น

แต่เดิมขนมปังคาลาไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนตายตัว ส่วนรูปแบบที่แพร่หลายในอิสราเอลทุกวันนี้ได้รับมาจากชาวยิวในยุโรป บางครั้งจะโรยงาให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

วิธีทำคาลาก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่แป้งที่หมักยีสต์และน้ำตาลมา ตอกไข่และเติมเนยลงไปเล็กน้อยให้ได้เนื้อแป้งที่นิ่มหยุ่น แล้วทิ้งไว้ในที่อุ่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

จากนั้นนำแป้งที่เตรียมไว้มาแยกเป็นชิ้น ๆ นวดทุกชิ้นเป็นเส้นยาว และนำแป้ง 2 เส้นมาผูกร้อยกันในลักษณะเดียวกับถักเปีย นำไปอบในเตาที่ให้ความร้อนสูง 180 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ราว 25 นาที เท่านี้ก็จะได้คาลาสีน้ำตาลนวลตาสมดั่งใจแล้ว

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

หลากความอร่อย

เวิร์กชอปทั้ง 3 ฐานจบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมด แต่คงเป็นเพราะทุกคนขลุกอยู่กับการครัวทั้งที่ท้องยังว่าง ท้องไส้ของแต่ละคนจึงเริ่มส่งเสียงจ๊อก ๆ ท่านทูตซากิฟและคุณไซด์มันเลยอาสานำแขกทุกคนกลับเข้าห้องอาหาร โดยปล่อยให้ขั้นตอนการปรุงที่เหลือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเชฟตัวจริงต่อไป

กลับมารอบนี้ โต๊ะบุฟเฟต์ตัวยาวที่ก่อนหน้ายังคลุมด้วยผ้าทึบกลับเปิดโล่ง เผยความอุดมสมบูรณ์ของ ‘อาหารอิสราเอล’ สารพัดเมนูซึ่งดูคล้ายอาหารชาติอื่นไปเสียทุกจาน นี่กระมังความหลากหลายของอิสราเอลที่ท่านทูตและคณะตั้งใจจะอวดให้เราเห็น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย
เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

มื้อกลางวันที่ทุกคนตั้งตารอนี้ ทางสถานทูตได้ทยอยเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยและสลัดจานเล็ก ต่อด้วยอาหารจานหลักซึ่งมีเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเลือกตักในถาดบุฟเฟต์ได้ตามอัธยาศัย ก่อนตบท้ายด้วยของหวาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูใด ก็มักจะมีเรื่องราวการนำเข้ามาโดยชาวยิวจากที่นั่นที่นี่เสมอ

บางเมนูมีชื่อที่ฟ้องชัดว่าไม่ใช่อาหารพื้นถิ่นของอิสราเอลเป็นแน่แท้ ยกตัวอย่างเช่นสลัดกรีก (Greek Salad) ซึ่งหาพบได้แทบทุกภัตตาคารในอิสราเอล หรือปลาโมร็อกโก (Moroccan Fish) ที่ชาวอิสราเอลนิยมกินเป็นมื้อเย็นวันศุกร์คู่กับขนมปังคาลา

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

บางเมนูเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในตะวันออกกลาง อย่าง ฮุมมุส (Hummus) อาหารเนื้อเหลวละม้ายครีม ทำจากถั่วหัวช้างผสมซอสงาบด เป็นที่นิยมทั้งในอิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน ตลอดจนภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่เป็นถิ่นทะเลทราย

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

แต่ก็มีอีกหลายเมนูที่ชาวอิสราเอลแสดงความเป็นเจ้าของได้อย่างสมภาคภูมิ อาทิ ขนมปังคาลา และเบเกิลเยรูซาเลม (Jerusalem Bagel)

“อิ่ม” คือคำแรกที่เราบอกกับตัวเองเมื่อแขกเหรื่อทยอยมาอำลาท่านทูต

อิ่มท้อง… ที่ได้กินของอร่อยนานาชาติในมื้อเดียว

อิ่มสมอง… ที่ได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ และสาระน่าสนใจของอาหารแต่ละจานที่กินเข้าไป

อิ่มใจ… ที่ได้รับไมตรีจิตจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทุกคน

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

จบจากมื้อนี้ ถ้ามีใครถามว่าอาหารอิสราเอลมีรสยังไง

“รสหลากหลาย” นี่แหละ ที่จะเป็นคำตอบของเรา

ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load