20 กุมภาพันธ์ 2561
813

วันนี้ ในผืนน้ำขั้วโลกใต้อันไกลโพ้นไร้ผู้คน อนุภาคพลาสติกถูกพบลอยอยู่ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก

ทุกวัน เราสั่งกาแฟจากร้านโปรดที่คนชงใจดีเขียนชื่อพร้อมรูปยิ้มรู้ใจให้เราเริ่มต้นวันแบบสดใสเหมือนลายเส้นง่ายๆ ชวนอารมณ์ดี

365 วัน เราใช้แก้วพลาสติก 365 ใบ หลอดดูด 365 หลอด

เพียงกิจกรรมเดียวที่เราทำในแต่ละวัน เราได้สะสมขยะพลาสติกไปแล้วนับไม่ถ้วน มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Science ชี้ว่า ปริมาณขยะพลาสติกที่เล็ดลอดออกสู่มหาสมุทรในแต่ละปีมีมากถึง 8 ล้านตัน แถมยังมีรายงานจาก World Economic Forum อีกชิ้นทำนายว่า ถ้าเราทุกคนต่างนิ่งดูดาย ภายในปี 2050 โลกจะมีพลาสติกมากกว่าปลาในมหาสมุทรทั้งหมดรวมกันเสียอีก

พลาสติกบุกขั้วโลกใต้

ไม่แปลก ที่ล่าสุดพบว่ามีอนุภาคพลาสติกลอยอยู่ในมหาสมุทรแอนตาร์กติกแล้ว

ขั้วโลกใต้ ดินแดนร้างที่ไร้มนุษย์ตั้งรกราก จะมีก็แต่สถานีวิจัย เพนกวิน แมวน้ำ และสาหร่าย นั่นแหละ

การค้นพบดังกล่าวเป็นข้อมูลใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกค้นพบระหว่างการแข่งขัน Volvo Ocean Race การแข่งขันเรือยอชต์ในตำนานที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1973 ‘การตรวจสุขภาพน้ำ’ เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว จากตัวอย่างน้ำในมหาสมุทรระหว่าง 2 ช่วงการแข่งขัน จากลิสบอนไปเคปทาวน์ และจากเคปทาวน์มาถึงเมลเบิร์น

นั่นหมายความว่า ปัญหาขยะพลาสติกไปไกลและไปเร็วกว่าที่เราคิด

 

ตรวจสุขภาพน้ำในมหาสมุทร

Volvo Ocean Race

นับเป็นการริเริ่มที่ดี เพราะไหนๆ การแข่งขันเรือยอชต์รอบโลกสุดทรหดที่เดินทางกว่า 45,000 ไมล์ทะเล หรือกว่า 83,000 กิโลเมตรก็ต้องผ่าน 4 มหาสมุทรใน 6 ทวีปอยู่แล้ว แน่นอนว่า การล่องเรือบนเส้นทางอันยาวนานต้องผ่านน่านน้ำที่ไม่เคยมีผู้ใดแตะต้องมาก่อน ในปีนี้ Volvo Ocean Race จึงริเริ่มโครงการเพื่อความยั่งยืน โดยร่วมมือกับแคมเปญ Cleanseas ของ UN Environment ในการส่งต่อสัญญานอันตรายของยุคพลาสติกสู่ผู้คนทั่วโลก

Turn the Tide on Plastic คือหนึ่งในเรือที่เข้าร่วมการแข่งขัน ชื่อเรือที่ปรากฏชัดเจนอยู่บนใบเรือขนาดมหึมาพื้นที่กว่า 296 ตารางเมตร ปรากฏข้อความ ‘It’s Time to Turn the Tide’ เพื่อกระตุ้นเตือนว่า กลับลำเสีย เลิกใช้พลาสติกกันเถอะ นอกจากเรือลำนี้มีพันธกิจในการรณรงค์เรื่องการลดการใช้พลาสติก ให้ผู้คนตระหนักถึงวิกฤตการณ์ทางทะเลแล้ว ยังติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสภาพน้ำ วัดความเค็ม ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และสาหร่ายในน้ำทะเล รวมถึงเซนเซอร์จับปริมาณอนุภาคพลาสติก เพื่อส่งข้อมูลที่บันทึกได้ในแต่ละจุดที่ระบุตำแหน่งด้วยจีพีเอส ให้กับ GEOMAR Helmholtz Centre for Ocean Research Kiel สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลในเมืองคีล (Kiel) ประเทศเยอรมนี เพื่อศึกษาต่อในเชิงลึก ไม่นานมานี้ เรือ AkzoNobel อีกลำก็เพิ่งได้รับการติดตั้งเครื่องมือแบบเดียวกันเพื่อช่วยตรวจคุณภาพน้ำทะเลอีกแรง

Volvo Ocean Race Volvo Ocean Race

มากกว่านั้น ตลอดระยะทางที่เริ่มต้นจากอลิกันเต้ (Alicante) เมืองท่าในสเปน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา เรือที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 7 ลำยังมีภารกิจในการปล่อยทุ่นตามที่ต่างๆ ระหว่างทางจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงเฮก (Hague) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเดือนมิถุนายน ทุ่นนี้ทำหน้าที่ตรวจสภาพน้ำและข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ก่อนส่งต่อข้อมูลไปยังดาวเทียม ณ เวลาจริง แล้วรายงานผลให้นักวิทยาศาสตร์ใช้ประกอบการพยากรณ์อากาศและสภาพภูมิอากาศในอนาคต นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นภาพของมลภาวะในทะเลในปัจจุบัน

มีข้อมูลสนุกๆ ที่ทีมงาน Volvo Ocean Race เล่าให้เราฟังว่า มีทุ่นบางอันถูกปล่อยลงในบริเวณร้างอ้างว้างสุดๆ อย่าง Point Nemo จุดที่ห่างไกลผืนดินและเกาะใดๆ ในโลก ถ้าจะหาเพื่อนสักคน มนุษย์ที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นที่สุด คือเจ้าหน้าที่ที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติ

Volvo Ocean Race

Volvo Ocean Race

จากการบันทึกข้อมูลระหว่างการแข่งขัน มหาสมุทรใหญ่ในโลกเราต่างอยู่ในภาวะย่ำแย่ เพราะพบว่ามีอนุภาคพลาสติกเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมจนน่ากังวล 152, 115 และ 89 คือ จำนวนอนุภาคพลาสติกที่พบปะปนในน้ำต่อลูกบาศก์เมตร ในบริเวณตะวันออกของแอฟริกาใต้ น่านน้ำออสเตรเลียใกล้เมลเบิร์น และมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ไม่ไกลจากเคปทาวน์ ตามลำดับ

ส่วนในผืนน้ำกว้างใหญ่สุดขั้วโลกใต้ พบว่ามีอนุภาคพลาสติก 4 อนุภาคในน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร แม้เมื่อเทียบกับมหาสมุทรแห่งอื่นๆ แอนตาร์กติกจะมีจำนวนอนุภาคพลาสติกน้อยกว่า แต่ข้อมูลใหม่สดชิ้นนี้ฟ้องว่าพลาสติกได้เดินทางไปสู่พื้นที่อันไกลโพ้นไร้ผู้คนแล้ว นั่นคือสัญญาณที่เราไม่ควรละเลย

 

 

พฤติกรรมเล็กๆ ที่ส่งผลยิ่งใหญ่

อนุภาคพลาสติกที่ว่าก็มาจากพลาสติกที่เราต่างใช้ในชีวิตประจำวัน ที่แตกย่อยจากชิ้นใหญ่กลายเป็นเศษขนาดเล็กจิ๋วเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น แล้วไหลลงมหาสมุทรในปลายทาง

Volvo Ocean Race

ชีวิตบนเรือตลอด 24 ชั่วโมงกว่านานกว่า 9 เดือนของนักแข่ง 7 ทีม 78 คน ทำให้พวกเขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพน้ำทะเลโดยตรง นอกจากจะต้องใช้ชีวิตสุดทรหด เบียดเสียดกันบนเรือขนาด 65 ฟุต ผลัดเวรกันเดินเรือในทุกสภาพอากาศที่ธรรมชาติจัดสรรให้ พวกเขายังมีวิถีที่ต้องใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

พวกเขาใช้แปรงสีฟันไม้ไผ่ พวกเขาไม่ใช้หลอดดูดหรือพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง พวกเขาดื่มน้ำจากเครื่องทำน้ำจืดเพื่อลดการใช้ขวดน้ำขนาด 1 ลิตรราว 13,500 ขวด พวกเขาเก็บหีบห่ออาหารแช่แข็งที่นำไปบริโภคบนเรือเพื่อกลับมารีไซเคิล พวกเขาจดการใช้ไฟฟ้า น้ำ ขยะ ที่เกิดขึ้นตลอดการแข่งขันเพื่อวัดผลกระทบที่สร้างต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาใส่แว่นกันแดดทำจากตาข่ายจับปลารีไซเคิล พวกเขาทาครีมกันแดดที่ปราศจากส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อแนวปะการังใต้ทะเล

Volvo Ocean Race

Volvo Ocean Race

สำหรับคนเมืองอย่างเรา ปัญหาพลาสติกล้นโลกเป็นประเด็นที่ (ดูเหมือน) ทุกคนจะกังวล แต่ในทางปฏิบัติ เราก็ยังไม่ได้ลด-ละ-เลิกใช้พลาสติกกันอย่างจริงจัง ในระหว่างการแวะพักใน 12 เมืองใหญ่ทั่วโลกตลอดการแข่งขัน Volvo Ocean Race มีการจัดเทศกาลกลางแจ้ง โดยตั้งชื่อพื้นที่จัดงานว่า Race Village ในหมู่บ้านนักแข่งเรือจำลองแห่งนี้มีหลากหลายกิจกรรมให้คนทุกวัยได้มาร่วมสนุก

ที่ Race Village ที่ฮ่องกง เราได้เห็นการรณรงค์เรื่องความยั่งยืนและลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งผ่านทุกรายละเอียดในงานอย่างจริงจัง ตู้กดน้ำกระจายอยู่ทั่วงานเป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่เราชื่นชอบและชื่นชม เพราะนั่นหมายความว่าในงานจะไม่มีน้ำบรรจุขวดพลาสติกขาย เป็นกุศโลบายเชิญชวนให้ทุกคนพกขวดน้ำมาเอง ผู้จัดงานบอกว่าระหว่างการจัดงานที่ผ่านมาใน 3 เมืองสามารถลดการใช้ขวดพลาสติกได้กว่า 80,000 ขวด

ใช่ การพกขวดน้ำติดตัวไปไหนต่อไหนด้วยก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่นา

Volvo Ocean Race

ภาชนะและช้อนส้อมที่ย่อยสลายได้ ถังขยะแยกประเภท โครงสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในการจัดงาน มาจากปีก่อนและจะถูกนำไปใช้ในเมืองต่อๆ ไป สารคดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติให้ความรู้แฝงความบันเทิง ต่างช่วยฝังเมล็ดพันธ์ุแห่งจิตสำนึกไว้ให้ผู้ร่วมงาน

แม้จะดูไม่มากมาย แต่การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยของคนเล็กๆ เมื่อรวมกันก็มีผลยิ่งใหญ่ต่อโลกได้ อาจเรียกว่า Volvo Ocean Race เป็นแบบอย่างของการรณรงค์ที่ไม่เพียงแต่ป่าวประกาศ แต่ทำให้ดู

 

สอนและสื่อสารความยั่งยืน

ในงานเราได้พบกับลูซี่ ฮันท์ (Lucy Hunt) ผู้เป็น Sustainability Education Manager ประจำ Volvo Ocean Race เธอเป็นแกนนำในการส่งต่อแนวคิดเรื่องความยั่งยืนผ่านโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ ควบคู่ไปกับการจัดเวิร์กช็อปตามเมืองต่างๆ ที่การแข่งขันแวะพัก

Wisdom คือมาสคอตประจำการแข่งขันที่เธอมักพาไปไหนต่อไหนด้วย เธอชี้ชวนให้เราเอามือล้วงเข้าไปในท้องของเจ้าตุ๊กตานกทะเลหน้าตาเป็นมิตร ในท้องของมันเต็มไปด้วยพลาสติก ฝาขวด แปรงสีฟัน เศษตาข่าย ท่อพีวีซี

อ๋อ เราเข้าใจผลกระทบที่พลาสติกมีต่อระบบนิเวศได้ทันที

Lucy Hunt

ด้วยปูมหลังการเป็นนักชีววิทยาทางทะเล ลูซี่พัฒนาหลักสูตรสนุกที่เข้าใจและเข้าถึงง่าย การงดหรือลดการใช้พลาสติกเป็นหัวใจของโปรแกรม ตามแนวคิด Turn the Tide on Plastic เช่นเดียวกับการแข่งขันในปีนี้ สื่อการสอนของเธอมุ่งไปยังเด็กอายุ 6 – 12 ปี มีการแปลแล้ว 6 ภาษา ถูกนำไปใช้โดยครูใน 30 ประเทศ เข้าถึงเด็กทั่วโลกแล้วกว่า 35,000 คน แม้เพิ่งเริ่มโครงการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ผลตอบรับดีเกินคาด เพราะ “มีเด็กหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอังกฤษว่าให้แบนพลาสติก” ลูซี่หัวเราะ

“ครูหลายคนมาเล่าให้ฟังว่า เด็กๆ กระตือรือร้นมากในการช่วยลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน พวกเขาเป็นคนบอกพ่อแม่ให้แยกขยะและรีไซเคิล”

Lucy Hunt

บทเรียนสำคัญ มหาสมุทรมีความสำคัญอย่างไร พลาสติกทำร้ายโลกเราอย่างไร เราจะช่วยกันลดขยะพลาสติกได้อย่างไร ทั้งหมดมาในรูปแบบการสอนหลากหลาย พร้อมกิจกรรมให้เด็กๆ ลงมือทำ สอดแทรกไปกับความรู้วิชาต่างสาขา ไม่ว่าจะภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษา ศิลปะ สเต็มศึกษา (STEM: Science, Technology, Engineering, Math) ไปจนถึงวิชาความเป็นพลเมืองโลก

 

หว่านเมล็ดพันธ์ุแห่งความหวัง

การทิ้งมรดกและแนวคิดที่ดีไว้ให้กับคนรุ่นหลังเป็นเป้าหมายของโครงการเพื่อความยั่งยืน หนึ่งในสื่อการสอนที่ลูซี่ใช้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงผลกระทบจากกิจกรรมประจำวันที่มีต่อระบบสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ คือการจดปริมาณการใช้พลาสติกในแต่ละวัน พอเด็กๆ รู้ว่ามีส่วนสร้างขยะพลาสติกในชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด ทำให้พวกเขาอยากลดและงดการใช้พลาสติกไปโดยอัตโนมัติ

Race Village Hong Kong

บทเรียนสุดท้ายในโปรแกรมเรียกว่า พลาสติกฟุตพรินต์เชิงบวก ที่ทำให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ระบบเศรษฐกิจที่ต่อวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เพื่อลดการใช้วัตถุดิบและนำขยะกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด บทนี้ยังรวมไปถึงการสอนให้เด็กๆ ใช้พลาสติกตามหลัก 5 R อันได้แก่ Rethink (คิดก่อนใช้), Refuse (งด), Reduce (ลด), Reuse (นำกลับมาใช้ซ้ำ) และ Recycle (รีไซเคิล) ด้วย

Race Village Hong Kong Race Village Hong Kong

แล้วทำอย่างไรดีถ้าทั้งห่วงโซ่การผลิตยังใช้พลาสติกอย่างบ้าคลั่ง “เราเริ่มได้ที่ตัวเรา” ลูซี่ยิ้ม “โดยส่วนตัว ฉันไม่ใช้หลอด เวลาไปไหนก็จะบอกว่า ‘ไม่เอาหลอดค่ะ’ แต่บางทีก็ลืมพูด ทำให้แอบโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ พอบอกไม่เอาหลอด บางทีก็โดนมองแปลกๆ อีกอย่างคือฉันพกแก้วและขวดน้ำส่วนตัวพกไปด้วยทุกที่ แค่ 2 อย่างง่ายๆ ก็ช่วยลดขยะพลาสติกได้มาก”

Race Village Hong Kong Race Village Hong Kong

พรุ่งนี้ เราสั่งกาแฟจากร้านโปรดที่คนชงใจดีเขียนชื่อพร้อมรูปยิ้มรู้ใจให้เราเริ่มต้นวันแบบสดใสเหมือนลายเส้นง่ายๆ ชวนอารมณ์ดี

อีก 1 ปีผ่านไป เราไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เราใช้แก้วพลาสติกอีก 365 ใบ หลอดดูดอีก 365 หลอด

อีกไม่นาน เราสั่งซุปปลาเลิศรส แต่อาจได้ซด ‘ซุปพลาสติก’ แทน เพราะในวงล้อของวัฏฏะ ทุกสิ่งจะวนกลับมาหาเราเอง

ภาพ: Volvo Ocean Race, Volvo Car Thailand

Writer

Avatar

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

กี่ครั้งแล้วที่ต้องเสียน้ำตาให้กับหนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต

ต่อให้ผ่านบททดสอบความแข็งแกร่งจากบทเรียนชีวิตมาเท่าไร ยอมรับก็ได้ ว่าใจไม่แข็งแรงพอที่จะนั่งดูหนังโฆษณานี้ในที่สาธารณะได้ เหตุผลเดิมๆ อย่างอาการง่วงเหงาหาวนอนจนน้ำออกจากตาก็ไม่เคยปกปิดสีหน้าและจมูกแดงๆ ได้สักนิด

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เราดู #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ หนังโฆษณาขนาดยาวเรื่องใหม่ล่าสุดของไทยประกันชีวิต ก็เกิดความสงสัยว่า นอกจากจะไม่ร้องไห้แบบแต่ก่อนแล้ว หัวใจเรายังแอบเต้นผิดจังหวะ

นั่นเป็นเพราะหนังเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจแก่เราด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ จากเดิมที่คนดูอย่างเรารู้จังหวะปล่อยน้ำตาเมื่อเพลงบรรเลงขึ้นพร้อมฉากเฉลยปมเรื่องราวทั้งหมด มาคราวนี้ไม่เพียงปล่อยหมัดให้จุกอกอย่างไม่รู้ตัว ยังเล่นกับความรู้สึกของคนดูในทุกมิติ เซอร์ไพรส์ตั้งแต่นาทีแรกของเรื่องไปจนจบ พาให้เราอยู่ 9 นาทีนี้อย่างไม่รู้สึกตัว

เราชวน คุณนพดล ศรีเกียรติขจร รองประธานกรรมการ จาก Ogilvy & Mather Advertising Thailand และ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับ 100 ล้านจากภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง และหนังโฆษณาล่าสุด #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ มาพูดคุยถึงกระบวนการทำงานและแนวคิดของโฆษณาที่เราขอเรียกว่าเป็นโฆษณาแนวทดลองที่สนุกที่สุด เราอยากรู้เหลือเกินว่า สูตรใหม่ในการเรียกน้ำตาจากคนดูของพวกเขาคืออะไร

#ถ้ามีโอกาสจะขอให้ลองดูพร้อมกันอีกสักครั้ง

ก่อนที่จะไปฟังแนวคิดการทำงานเบื้องหลังทั้งหมด เราอยากให้คุณรับชมหนังโฆษณาชุดนี้อีกสักครั้ง

#ถ้ามีโอกาสจะสื่อสารใหม่ใจความเดิม

โจทย์ที่ทาง Ogilvy ได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิตซึ่งทำงานร่วมกันมามากว่า 10 ปี  ยังเป็นการสื่อสารประเด็นเดิม คือการเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก ซึ่งลงลึกในความรู้สึกของชีวิตและการมีชีวิต ถ่ายทอดผ่านโครงเรื่องที่สร้างการจดจำของคนทั่วไป ความท้าทายของทีมงานก็คือทำยังไงถึงจะนำเสนอแนวคิดเดิมด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หากสงสัยว่า ทำไมแบรนด์ถึงเลือกพูดเนื้อหาเดิมๆ มากกว่า 10 ปี คุณนพดลอธิบายว่า “เมื่อมันเป็นมากกว่าการขายของ เรื่องเหล่านี้จึงไม่เคยล้าสมัย” และสารที่อยู่ในโฆษณาของไทยประกันก็ยังเป็นความรู้สึกสากลที่เข้าถึงคนทุกชาติได้ นักโฆษณาและนักการตลาดระดับโลก รวมถึงฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดอันดับต้นๆ ของโลก ต่างพร้อมใจกันยกเคสหนังโฆษณาของไทยประกันให้เป็น Sadvertising หรือโฆษณาสะเทือนอารมณ์

#ถ้ามีโอกาสจะตีโจทย์นี้ยังไง

คุณนพดลบอกว่า ลูกค้าอยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิต ลุกขึ้นมาให้โอกาส รักษาโอกาสที่ผ่านมาในชีวิต เพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นและให้โอกาสคนอื่นเพื่อให้สังคมดีขึ้น ทางทีมครีเอทีฟจึงตีโจทย์ออกมาว่า อยากทำหนังสารคดีที่พูดถึงแง่มุมที่ดีงามของการมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องของ 3 ครอบครัวซึ่งพบได้ทั่วไปในสังคมยุคปัจจุบัน ได้แก่ เรื่องของพ่อที่เข้มงวดและตั้งความหวังในตัวลูกชาย แต่รับไม่ได้ที่ลูกเป็นเกย์จึงทะเลาะกันจนลูกชายหนีออกจากบ้าน เรื่องราวของสาววัยทำงานที่ใช้เวลาทั้งหมดไปกับงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จนวันหนึ่งพบว่าโอกาสที่ใช้เวลากับครอบครัวไม่มีอีกแล้ว และสุดท้ายเรื่องราวของหนุ่มที่ไม่มีโอกาสใช้เวลากับลูกหลังจากเลิกกับภรรยา และเพื่อให้เล่าเรื่องได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้หนังโฆษณาเรื่องนี้ยาวกว่าเรื่องก่อนๆ

เหตุผลที่ทางทีมครีเอทีฟเลือก บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ มาเป็นผู้กำกับก็เพราะ บาสเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีมุมมองการถ่ายทอดเรื่องราวในแบบตัวเอง เคยกำกับหนังของไทยประกันชีวิตแล้ว เรื่องลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) พ.ศ. 2558 และเรื่องคอนเสิร์ตข้างถนน (Street Concert) พ.ศ. 2557 ทางครีเอทีฟจึงมั่นใจว่าบาสจะช่วยพัฒนาหนังให้มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ของหนังไทยประกันชีวิตไว้ได้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะเล่าเรื่องแบบ documentary drama

โจทย์จากทีมครีเอทีฟที่ส่งมาให้บาสคือทำ documentary drama สัมภาษณ์คนที่มีตัวตนจริง 3 คน หน้าที่ของบาสคือตีโจทย์ออกมาเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่มีมิติขึ้น ซึ่งบาสอธิบายความแตกต่างระหว่างหนังสารคดีที่เล่าอย่างมีอารมณ์กับสารคดีทั่วไปว่า “หนังสารคดีทั่วไปมีความจริงมากกว่านี้ ไม่กระตุ้นอารมณ์คนมากมาย แต่เมื่อมาเจอกับดราม่า เราต้องกำหนดขอบเขตอะไรบางอย่าง กำหนดความคิดของตัวละครเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ทางอารมณ์หรือสารที่ต้องการจะสื่อ

“จากเดิมในยุคที่หนังโฆษณาของไทยประกันชีวิตเป็น fiction เล่าเรื่องและกระตุ้นอารมณ์อย่างมีชั้นเชิงจนเกิดเป็นมาตรฐานการทำหนังโฆษณาในเชิงอารมณ์ มาถึงจุดหนึ่ง เมื่อมองจากสายตาคนนอก เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันไม่ชอบการถูกชักจูงอารมณ์มากเกินไป คือรู้นะว่าเรื่องมันเศร้า แต่อย่ากระตุ้นอารมณ์เศร้าไปมากกว่านี้ ถ้าอยากจะรู้สึกอะไร ขอรู้สึกด้วยตัวเอง พอเป็น documentary ก็อาศัยความจริงของเรื่องเพื่อให้คนรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องจริงนะ ไม่ได้แต่งขึ้นมา ลองดูชีวิตของเขาสิ ค่อยๆ ชักจูงไป”

งานนี้บาสทดลองทำงานด้วยวิธีการใหม่ๆ นั่นก็คือ อะไรที่อยากให้คนดูรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงก็จะบอกเลยว่าไม่จริง เช่น การให้เห็นทีมงานและกองถ่ายอยู่หน้าบ้าน หรือการเอาเทปตอนคัดเลือกตัวแสดงของตัวละครที่เล่นเป็นแม่มาใส่ในหนังเพื่อให้เห็นว่าจัดฉากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านความรู้สึกจริงๆ ของตัวละคร

บาสบอกว่า ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะให้ทุกส่วนเข้าใจและยอมรับการทำงานในแนวทางนี้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะออกตามหานักแสดง

บาสบอกว่า การกำกับหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรยากเลย ยกเว้นคัดเลือกนักแสดง

เรื่องพี่จ๋าที่ไม่เคยพาแม่ไปเที่ยว ตอนฟังบรีฟจากลูกค้าบาสรู้สึกจี๊ดขึ้นมาทันที เพราะตัวเขาเองก็เป็น เลยคิดว่าจะจี๊ดขึ้นไหมถ้าคนนั้นทำงานเป็นผู้นำทัวร์พาคนอื่นไปเที่ยวตลอดเวลา ตัวละครบิ๊กที่เป็นทีมงานฝ่ายคัดเลือกตัวแสดงที่แยกกับลูกหลังเลิกกับภรรยาก็เป็นเพื่อนของบาส ซึ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับโจทย์ที่ได้รับมาก แล้วก็ทำงานในกองถ่ายอยู่แล้วด้วย พอทุกคนรู้ความตั้งใจที่หนังต้องการจะสื่อ ก็ยินดีให้ความร่วมมือเปิดเผยชีวิตตัวเอง

ตัวละครและสถานการณ์ที่หายากที่สุดคือ เรื่องของเดียร์ ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเจอคนที่ทะเลาะกับพ่อแล้วหนีออกจากบ้าน เรื่องของเดียร์มีมิติและความลึกมากกว่านั้น แต่บาสเลือกหยิบมาแค่มุมที่ไม่กระทบกับเจ้าตัวมากจนเกินไป

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะติดตามไปออกกอง

บาสเล่าว่า การถ่ายทำเรื่องนี้ไม่ยากเลย เพราะเขาแทบไม่ต้องออกแบบมุมกล้อง ไม่ต้องถ่ายเผื่อเยอะ ไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้า ไม่ต้องเซ็ตฉากให้ใหญ่โต ทุกอย่างมันจริงมาก เขาแค่ออกแบบการทำงานและความรู้สึกของตัวเองตอนถ่าย เพราะเรื่องสำคัญอยู่ที่การได้รับความรู้สึกแท้จริงที่มีต่อคำว่าโอกาสของตัวละครทั้งสามคน

“เรื่องนี้เราพยายามให้จริงที่สุด ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ในเรื่องนี้ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากตัวละครจริงๆ เราได้ไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ซึ่งเก่งมากเรื่องการทำสารคดีมาช่วย ด้วยบุคลิกของไก่และการจัดเรียงคำถามดึงให้ตัวละครพูดในสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ เราทำงานร่วมกับไก่ก่อนว่าจะใช้วิธีการและคำถามแบบไหนเพื่อพาเรื่องราวไปในทิศทางที่อยากให้เป็น สุดท้ายแล้วเทกเดียวผ่าน ได้คำตอบแบบไหนเราก็ใช้แบบนั้น ทุกอย่างที่ได้ยินในหนังไม่มีสคริปต์ ไม่มีการเขียนก่อนล่วงหน้า เราต้องมีสติกับการถ่ายมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะตอบอย่างไร เราไม่รู้ว่าลูกตัวจริงเปิดประตูมาหาพ่อแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราต้องมีสติรับมือกับเรื่องตรงหน้าให้ได้”

บาสเล่าต่อว่า กระบวนการที่ยากที่สุดคือ การตัดต่อ ซึ่งได้ มานพ บุญวิภาส  ผู้ลำดับภาพมือฉมังที่ตัดต่อหนังโฆษณามากว่า 20 ปีและตัดต่อหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตให้พี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) ทั้งหมด เรื่องนี้ไม่มี shooting board มีแค่สคริปต์คร่าวๆ บทพูดที่ได้มาจริงก็ไม่ตรงกับสคริปต์ บาสกับมานพเลยต้องพยายามหาวิธีตัดต่อที่ลงตัวร่วมกัน

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะหนีออกจาก safe zone

บาสพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายด้วยท่ามาตรฐานในหนังทั่วไปเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น พยายามไม่ถ่ายสัมภาษณ์ระยะครึ่งตัว พยายามจับภาพแคบแค่หน้า เห็นแค่แววตา เพราะบาสรู้สึกว่า หนังสัมภาษณ์คือหนังที่คนพูดกับคน เวลาที่คนปกติคุยกัน ถ้าอยากมองตาตาเราก็โฟกัสอยู่แค่ตรงนี้ เราไม่ได้เห็นอย่างอื่น เราไม่ได้สนใจว่าเขานั่งอยู่ที่ไหน

แล้วเขาก็ยังตั้งใจละลายกล้องให้หายไป เพื่อไม่ให้นักแสดงรู้สึกว่ามีกล้องจับจ้องอยู่ อย่างซีนที่เห็นแค่หน้าตัวละครมุมแคบ กล้องตั้งอยู่ไกลมาก บาสขอให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ พื้นที่ในการทำงานจึงมีแค่ตัวละคร ไก่ และแอ็กติ้งโค้ช กล้องจะซ่อนอยู่หลังตู้ หลังประตู เกือบทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่บาสรู้ว่าเสี่ยงมากแต่ก็ขอลองก็คือ เรื่องของพี่จ๋ากับแม่ปลอม ทีแรกทีมงานคิดกันว่าฉากเที่ยวทะเลน่าจะถ่ายที่บางแสนหรือริมทะเลที่ไหนสักแห่ง แล้วจัดองค์ประกอบให้ดูคล้ายต่างประเทศ แต่ถ่ายไปสักพักบาสรู้สึกว่าถ้าทำแบบนั้นก็ยังผิดจากความตั้งใจที่อยากใช้ความจริงให้มากที่สุด เช้าวันต่อมาบาสเลยบอกโปรดิวเซอร์และลูกค้าว่า ขอลองทางนี้ได้ไหม

“ผมไม่ไปถ่ายที่ทะเลแล้ว แต่ให้พี่จ๋าและแม่ไปเที่ยวทะเลกันจริงๆ ขอซื้อทัวร์ให้เขาไปบาหลีกัน แล้วส่งแค่ไก่และทีมงานอีกคนไปเก็บภาพจากที่ไกลๆ ก่อนไปเราให้พี่จ๋ากับตัวแสดงที่เล่นเป็นแม่มาเวิร์กช็อปสร้างความสัมพันธ์แม่ลูกจริงๆ ให้เขาเชื่อมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วบอกไก่ว่าให้อยู่ห่างๆ พวกเขาเลยนะ ที่บอกว่าเสี่ยงเพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะได้ฟุตเทจแบบไหนมา สุดท้ายคือภาพที่ออกมาจากช่วงที่ถ่ายทำที่บาหลีออกมาดีมาก”

บาสสรุปว่า “เราไม่ได้ feed หนัง แต่หนังต้อง feed เรา” เพราะในงานกำกับหนังปกติ ผู้กำกับทำหน้าที่เป็นเหมือนวาทยากรควบคุมวงออเคสตร้า แต่เรื่องนี้สิ่งที่ควบคุมทุกอย่างในหนังก็คือ ตัวแสดงจริง ผู้กำกับต้องตามตัวละครให้ทัน

เพลงประกอบเรื่องนี้ คือเพลง แค่เพียง ของ Yellow Fang ซึ่งบาสชอบอยู่แล้ว เพราะมีมิติด้านอารมณ์และเนื้อหาลึกมาก ช่วงที่กำลังพัฒนาบท อยู่ดีๆ เพลงนี้ก็ลอยมาในหัวบาสซึ่งมันเข้ากันพอดี แต่ตอนนั้นบาสยังไม่มั่นใจว่าจะใช้เพลงนี้ได้ เพราะกลัวลูกค้าจะมองว่าฮิปสเตอร์ไปสำหรับสินค้า แต่เอาเข้าจริงทุกคนก็ชอบมาก เพราะมันเสริมความรู้สึกลึกๆ ของตัวละคร

พิม มือเบสวง Yellow Fang เคยแสดงรับบทเป็นคุณครูประจำชั้นในโฆษณาไทยประกับชีวิตชุดลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) มาแล้วด้วย

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ารักจริงๆ

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะแบ่งปันเรื่องราว

นอกจากหนังโฆษณาที่เล่าเรื่องด้วยรูปแบบใหม่แล้ว แคมเปญ #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ ยังเปิดโอกาสให้คนร่วมแบ่งปันเรื่องราวซึ่งต่างจากแคมเปญที่ผ่านมาที่จะมีแค่หนังโฆษณาที่พูดเรื่องคุณค่าของชีวิตเท่านั้น

“หนังชุดนี้จะทำให้ผู้ชมจมดิ่งไปกับเรื่องราวของทั้งสามครอบครัวจริงที่เคยมีโอกาสแต่รักษาเอาไว้ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อดูหนังโฆษณานี้จบลง คนจะกลับคิดถึงโอกาสของตัวเอง เรามองว่าการชวนให้คนร่วมแบ่งปันโอกาสที่เขาอยากที่จะรักษามันไว้เป็นเหมือนตัวกระตุ้นที่ทำให้คนลุกขึ้นไปใช้ ‘โอกาส’ ไปแสดงออก นั่นคือการทำให้เขาใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ซึ่งก็กลับมาสู่แก่นของแบรนด์ที่อยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก” คุณนพดลกล่าวทิ้งท้าย

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้

การตัดสินใจทำงานชิ้นนี้ถือเป็นการรักษาโอกาสเหมือนกันหรือเปล่า เราถามบาส

“อาจจะฟังดูหล่อนะ แต่เราขอบคุณลูกค้าทั้งทางเอเจนซี่และไทยประกันชีวิตที่ไว้ใจเรา เพราะแม้กระทั่งตอนที่เราไปขายเรายังไม่ค่อยไว้ใจตัวเองเลย บางคนก็ยังนึกภาพไม่ออกแต่เขาก็ยอมไปกับเราเพราะเขาไว้ใจเรา เป็นโอกาสที่เราได้รับมาแล้วเรารู้สึกว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด โชคดีที่ลูกค้าเชื่อใจ เปิดกว้าง และเข้าใจหนังมากพอ”

แม้เราจะจำโอกาสที่อยากรักษาไว้ไม่ได้ทั้งหมดตอนนี้ แต่นั่นก็พอย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของปัจจุบัน เพราะบ่อยครั้งที่เราปล่อยให้โอกาสที่มีผ่านไป หรือเผลอทำบางสิ่งโดยไม่คิดถึงผลต่อความรู้สึกของใคร

จะว่าไปเราไม่มีทางรู้หรอกว่าโอกาสที่ได้รับจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายหรือไม่

ภาพ : Ogilvy & Mather Advertising Thailand

credit

Agency
Ogilvy & Mather Advertising Thailand

Production
House
SuperUber Film

Creative Team
นพดล ศรีเกียรติขจร
ไกร กิตติกรณ์
ธนชัย ชวิตรานุรักษ์
ณัทฐคง แจ้งเสม
กฤตน์ การ์ฟอร์ด สปินเล่อร์

Client Service Team
จิรวรา วีรยวรรธน
ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์
มรกต เหรียญทอง
ปราณปรียา อรุณจินดาตระกูล
ดลฤทัย นิมิตรปัญญา

Integrated Unit
ธนวัฒน์ จงมหากุล
ณัฏฐวุฒิ สมสุข
ศุภฤกษ์ กุลินทรประเสริฐ
ธนิดา ปรีชาวิภัทร

Strategic Planning Team
วานิช จิระสุวรรณกิจ
ศศิภา มงคลนาวิน

Social Planning Team
วรันย์ ศิริประชัย

Agency Producer
ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์โชค

Film Director
นัฐวุฒิ พูนพิริยะ (SuperUber Film)

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load