20 กุมภาพันธ์ 2561
760

วันนี้ ในผืนน้ำขั้วโลกใต้อันไกลโพ้นไร้ผู้คน อนุภาคพลาสติกถูกพบลอยอยู่ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก

ทุกวัน เราสั่งกาแฟจากร้านโปรดที่คนชงใจดีเขียนชื่อพร้อมรูปยิ้มรู้ใจให้เราเริ่มต้นวันแบบสดใสเหมือนลายเส้นง่ายๆ ชวนอารมณ์ดี

365 วัน เราใช้แก้วพลาสติก 365 ใบ หลอดดูด 365 หลอด

เพียงกิจกรรมเดียวที่เราทำในแต่ละวัน เราได้สะสมขยะพลาสติกไปแล้วนับไม่ถ้วน มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Science ชี้ว่า ปริมาณขยะพลาสติกที่เล็ดลอดออกสู่มหาสมุทรในแต่ละปีมีมากถึง 8 ล้านตัน แถมยังมีรายงานจาก World Economic Forum อีกชิ้นทำนายว่า ถ้าเราทุกคนต่างนิ่งดูดาย ภายในปี 2050 โลกจะมีพลาสติกมากกว่าปลาในมหาสมุทรทั้งหมดรวมกันเสียอีก

พลาสติกบุกขั้วโลกใต้

ไม่แปลก ที่ล่าสุดพบว่ามีอนุภาคพลาสติกลอยอยู่ในมหาสมุทรแอนตาร์กติกแล้ว

ขั้วโลกใต้ ดินแดนร้างที่ไร้มนุษย์ตั้งรกราก จะมีก็แต่สถานีวิจัย เพนกวิน แมวน้ำ และสาหร่าย นั่นแหละ

การค้นพบดังกล่าวเป็นข้อมูลใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกค้นพบระหว่างการแข่งขัน Volvo Ocean Race การแข่งขันเรือยอชต์ในตำนานที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1973 ‘การตรวจสุขภาพน้ำ’ เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว จากตัวอย่างน้ำในมหาสมุทรระหว่าง 2 ช่วงการแข่งขัน จากลิสบอนไปเคปทาวน์ และจากเคปทาวน์มาถึงเมลเบิร์น

นั่นหมายความว่า ปัญหาขยะพลาสติกไปไกลและไปเร็วกว่าที่เราคิด

 

ตรวจสุขภาพน้ำในมหาสมุทร

Volvo Ocean Race

นับเป็นการริเริ่มที่ดี เพราะไหนๆ การแข่งขันเรือยอชต์รอบโลกสุดทรหดที่เดินทางกว่า 45,000 ไมล์ทะเล หรือกว่า 83,000 กิโลเมตรก็ต้องผ่าน 4 มหาสมุทรใน 6 ทวีปอยู่แล้ว แน่นอนว่า การล่องเรือบนเส้นทางอันยาวนานต้องผ่านน่านน้ำที่ไม่เคยมีผู้ใดแตะต้องมาก่อน ในปีนี้ Volvo Ocean Race จึงริเริ่มโครงการเพื่อความยั่งยืน โดยร่วมมือกับแคมเปญ Cleanseas ของ UN Environment ในการส่งต่อสัญญานอันตรายของยุคพลาสติกสู่ผู้คนทั่วโลก

Turn the Tide on Plastic คือหนึ่งในเรือที่เข้าร่วมการแข่งขัน ชื่อเรือที่ปรากฏชัดเจนอยู่บนใบเรือขนาดมหึมาพื้นที่กว่า 296 ตารางเมตร ปรากฏข้อความ ‘It’s Time to Turn the Tide’ เพื่อกระตุ้นเตือนว่า กลับลำเสีย เลิกใช้พลาสติกกันเถอะ นอกจากเรือลำนี้มีพันธกิจในการรณรงค์เรื่องการลดการใช้พลาสติก ให้ผู้คนตระหนักถึงวิกฤตการณ์ทางทะเลแล้ว ยังติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสภาพน้ำ วัดความเค็ม ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และสาหร่ายในน้ำทะเล รวมถึงเซนเซอร์จับปริมาณอนุภาคพลาสติก เพื่อส่งข้อมูลที่บันทึกได้ในแต่ละจุดที่ระบุตำแหน่งด้วยจีพีเอส ให้กับ GEOMAR Helmholtz Centre for Ocean Research Kiel สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลในเมืองคีล (Kiel) ประเทศเยอรมนี เพื่อศึกษาต่อในเชิงลึก ไม่นานมานี้ เรือ AkzoNobel อีกลำก็เพิ่งได้รับการติดตั้งเครื่องมือแบบเดียวกันเพื่อช่วยตรวจคุณภาพน้ำทะเลอีกแรง

Volvo Ocean Race Volvo Ocean Race

มากกว่านั้น ตลอดระยะทางที่เริ่มต้นจากอลิกันเต้ (Alicante) เมืองท่าในสเปน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา เรือที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 7 ลำยังมีภารกิจในการปล่อยทุ่นตามที่ต่างๆ ระหว่างทางจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงเฮก (Hague) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเดือนมิถุนายน ทุ่นนี้ทำหน้าที่ตรวจสภาพน้ำและข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ก่อนส่งต่อข้อมูลไปยังดาวเทียม ณ เวลาจริง แล้วรายงานผลให้นักวิทยาศาสตร์ใช้ประกอบการพยากรณ์อากาศและสภาพภูมิอากาศในอนาคต นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นภาพของมลภาวะในทะเลในปัจจุบัน

มีข้อมูลสนุกๆ ที่ทีมงาน Volvo Ocean Race เล่าให้เราฟังว่า มีทุ่นบางอันถูกปล่อยลงในบริเวณร้างอ้างว้างสุดๆ อย่าง Point Nemo จุดที่ห่างไกลผืนดินและเกาะใดๆ ในโลก ถ้าจะหาเพื่อนสักคน มนุษย์ที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นที่สุด คือเจ้าหน้าที่ที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติ

Volvo Ocean Race

Volvo Ocean Race

จากการบันทึกข้อมูลระหว่างการแข่งขัน มหาสมุทรใหญ่ในโลกเราต่างอยู่ในภาวะย่ำแย่ เพราะพบว่ามีอนุภาคพลาสติกเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมจนน่ากังวล 152, 115 และ 89 คือ จำนวนอนุภาคพลาสติกที่พบปะปนในน้ำต่อลูกบาศก์เมตร ในบริเวณตะวันออกของแอฟริกาใต้ น่านน้ำออสเตรเลียใกล้เมลเบิร์น และมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ไม่ไกลจากเคปทาวน์ ตามลำดับ

ส่วนในผืนน้ำกว้างใหญ่สุดขั้วโลกใต้ พบว่ามีอนุภาคพลาสติก 4 อนุภาคในน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร แม้เมื่อเทียบกับมหาสมุทรแห่งอื่นๆ แอนตาร์กติกจะมีจำนวนอนุภาคพลาสติกน้อยกว่า แต่ข้อมูลใหม่สดชิ้นนี้ฟ้องว่าพลาสติกได้เดินทางไปสู่พื้นที่อันไกลโพ้นไร้ผู้คนแล้ว นั่นคือสัญญาณที่เราไม่ควรละเลย

 

 

พฤติกรรมเล็กๆ ที่ส่งผลยิ่งใหญ่

อนุภาคพลาสติกที่ว่าก็มาจากพลาสติกที่เราต่างใช้ในชีวิตประจำวัน ที่แตกย่อยจากชิ้นใหญ่กลายเป็นเศษขนาดเล็กจิ๋วเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น แล้วไหลลงมหาสมุทรในปลายทาง

Volvo Ocean Race

ชีวิตบนเรือตลอด 24 ชั่วโมงกว่านานกว่า 9 เดือนของนักแข่ง 7 ทีม 78 คน ทำให้พวกเขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพน้ำทะเลโดยตรง นอกจากจะต้องใช้ชีวิตสุดทรหด เบียดเสียดกันบนเรือขนาด 65 ฟุต ผลัดเวรกันเดินเรือในทุกสภาพอากาศที่ธรรมชาติจัดสรรให้ พวกเขายังมีวิถีที่ต้องใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

พวกเขาใช้แปรงสีฟันไม้ไผ่ พวกเขาไม่ใช้หลอดดูดหรือพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง พวกเขาดื่มน้ำจากเครื่องทำน้ำจืดเพื่อลดการใช้ขวดน้ำขนาด 1 ลิตรราว 13,500 ขวด พวกเขาเก็บหีบห่ออาหารแช่แข็งที่นำไปบริโภคบนเรือเพื่อกลับมารีไซเคิล พวกเขาจดการใช้ไฟฟ้า น้ำ ขยะ ที่เกิดขึ้นตลอดการแข่งขันเพื่อวัดผลกระทบที่สร้างต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาใส่แว่นกันแดดทำจากตาข่ายจับปลารีไซเคิล พวกเขาทาครีมกันแดดที่ปราศจากส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อแนวปะการังใต้ทะเล

Volvo Ocean Race

Volvo Ocean Race

สำหรับคนเมืองอย่างเรา ปัญหาพลาสติกล้นโลกเป็นประเด็นที่ (ดูเหมือน) ทุกคนจะกังวล แต่ในทางปฏิบัติ เราก็ยังไม่ได้ลด-ละ-เลิกใช้พลาสติกกันอย่างจริงจัง ในระหว่างการแวะพักใน 12 เมืองใหญ่ทั่วโลกตลอดการแข่งขัน Volvo Ocean Race มีการจัดเทศกาลกลางแจ้ง โดยตั้งชื่อพื้นที่จัดงานว่า Race Village ในหมู่บ้านนักแข่งเรือจำลองแห่งนี้มีหลากหลายกิจกรรมให้คนทุกวัยได้มาร่วมสนุก

ที่ Race Village ที่ฮ่องกง เราได้เห็นการรณรงค์เรื่องความยั่งยืนและลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งผ่านทุกรายละเอียดในงานอย่างจริงจัง ตู้กดน้ำกระจายอยู่ทั่วงานเป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่เราชื่นชอบและชื่นชม เพราะนั่นหมายความว่าในงานจะไม่มีน้ำบรรจุขวดพลาสติกขาย เป็นกุศโลบายเชิญชวนให้ทุกคนพกขวดน้ำมาเอง ผู้จัดงานบอกว่าระหว่างการจัดงานที่ผ่านมาใน 3 เมืองสามารถลดการใช้ขวดพลาสติกได้กว่า 80,000 ขวด

ใช่ การพกขวดน้ำติดตัวไปไหนต่อไหนด้วยก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่นา

Volvo Ocean Race

ภาชนะและช้อนส้อมที่ย่อยสลายได้ ถังขยะแยกประเภท โครงสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในการจัดงาน มาจากปีก่อนและจะถูกนำไปใช้ในเมืองต่อๆ ไป สารคดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติให้ความรู้แฝงความบันเทิง ต่างช่วยฝังเมล็ดพันธ์ุแห่งจิตสำนึกไว้ให้ผู้ร่วมงาน

แม้จะดูไม่มากมาย แต่การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยของคนเล็กๆ เมื่อรวมกันก็มีผลยิ่งใหญ่ต่อโลกได้ อาจเรียกว่า Volvo Ocean Race เป็นแบบอย่างของการรณรงค์ที่ไม่เพียงแต่ป่าวประกาศ แต่ทำให้ดู

 

สอนและสื่อสารความยั่งยืน

ในงานเราได้พบกับลูซี่ ฮันท์ (Lucy Hunt) ผู้เป็น Sustainability Education Manager ประจำ Volvo Ocean Race เธอเป็นแกนนำในการส่งต่อแนวคิดเรื่องความยั่งยืนผ่านโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ ควบคู่ไปกับการจัดเวิร์กช็อปตามเมืองต่างๆ ที่การแข่งขันแวะพัก

Wisdom คือมาสคอตประจำการแข่งขันที่เธอมักพาไปไหนต่อไหนด้วย เธอชี้ชวนให้เราเอามือล้วงเข้าไปในท้องของเจ้าตุ๊กตานกทะเลหน้าตาเป็นมิตร ในท้องของมันเต็มไปด้วยพลาสติก ฝาขวด แปรงสีฟัน เศษตาข่าย ท่อพีวีซี

อ๋อ เราเข้าใจผลกระทบที่พลาสติกมีต่อระบบนิเวศได้ทันที

Lucy Hunt

ด้วยปูมหลังการเป็นนักชีววิทยาทางทะเล ลูซี่พัฒนาหลักสูตรสนุกที่เข้าใจและเข้าถึงง่าย การงดหรือลดการใช้พลาสติกเป็นหัวใจของโปรแกรม ตามแนวคิด Turn the Tide on Plastic เช่นเดียวกับการแข่งขันในปีนี้ สื่อการสอนของเธอมุ่งไปยังเด็กอายุ 6 – 12 ปี มีการแปลแล้ว 6 ภาษา ถูกนำไปใช้โดยครูใน 30 ประเทศ เข้าถึงเด็กทั่วโลกแล้วกว่า 35,000 คน แม้เพิ่งเริ่มโครงการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ผลตอบรับดีเกินคาด เพราะ “มีเด็กหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอังกฤษว่าให้แบนพลาสติก” ลูซี่หัวเราะ

“ครูหลายคนมาเล่าให้ฟังว่า เด็กๆ กระตือรือร้นมากในการช่วยลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน พวกเขาเป็นคนบอกพ่อแม่ให้แยกขยะและรีไซเคิล”

Lucy Hunt

บทเรียนสำคัญ มหาสมุทรมีความสำคัญอย่างไร พลาสติกทำร้ายโลกเราอย่างไร เราจะช่วยกันลดขยะพลาสติกได้อย่างไร ทั้งหมดมาในรูปแบบการสอนหลากหลาย พร้อมกิจกรรมให้เด็กๆ ลงมือทำ สอดแทรกไปกับความรู้วิชาต่างสาขา ไม่ว่าจะภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษา ศิลปะ สเต็มศึกษา (STEM: Science, Technology, Engineering, Math) ไปจนถึงวิชาความเป็นพลเมืองโลก

 

หว่านเมล็ดพันธ์ุแห่งความหวัง

การทิ้งมรดกและแนวคิดที่ดีไว้ให้กับคนรุ่นหลังเป็นเป้าหมายของโครงการเพื่อความยั่งยืน หนึ่งในสื่อการสอนที่ลูซี่ใช้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงผลกระทบจากกิจกรรมประจำวันที่มีต่อระบบสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ คือการจดปริมาณการใช้พลาสติกในแต่ละวัน พอเด็กๆ รู้ว่ามีส่วนสร้างขยะพลาสติกในชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด ทำให้พวกเขาอยากลดและงดการใช้พลาสติกไปโดยอัตโนมัติ

Race Village Hong Kong

บทเรียนสุดท้ายในโปรแกรมเรียกว่า พลาสติกฟุตพรินต์เชิงบวก ที่ทำให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ระบบเศรษฐกิจที่ต่อวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เพื่อลดการใช้วัตถุดิบและนำขยะกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด บทนี้ยังรวมไปถึงการสอนให้เด็กๆ ใช้พลาสติกตามหลัก 5 R อันได้แก่ Rethink (คิดก่อนใช้), Refuse (งด), Reduce (ลด), Reuse (นำกลับมาใช้ซ้ำ) และ Recycle (รีไซเคิล) ด้วย

Race Village Hong Kong Race Village Hong Kong

แล้วทำอย่างไรดีถ้าทั้งห่วงโซ่การผลิตยังใช้พลาสติกอย่างบ้าคลั่ง “เราเริ่มได้ที่ตัวเรา” ลูซี่ยิ้ม “โดยส่วนตัว ฉันไม่ใช้หลอด เวลาไปไหนก็จะบอกว่า ‘ไม่เอาหลอดค่ะ’ แต่บางทีก็ลืมพูด ทำให้แอบโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ พอบอกไม่เอาหลอด บางทีก็โดนมองแปลกๆ อีกอย่างคือฉันพกแก้วและขวดน้ำส่วนตัวพกไปด้วยทุกที่ แค่ 2 อย่างง่ายๆ ก็ช่วยลดขยะพลาสติกได้มาก”

Race Village Hong Kong Race Village Hong Kong

พรุ่งนี้ เราสั่งกาแฟจากร้านโปรดที่คนชงใจดีเขียนชื่อพร้อมรูปยิ้มรู้ใจให้เราเริ่มต้นวันแบบสดใสเหมือนลายเส้นง่ายๆ ชวนอารมณ์ดี

อีก 1 ปีผ่านไป เราไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เราใช้แก้วพลาสติกอีก 365 ใบ หลอดดูดอีก 365 หลอด

อีกไม่นาน เราสั่งซุปปลาเลิศรส แต่อาจได้ซด ‘ซุปพลาสติก’ แทน เพราะในวงล้อของวัฏฏะ ทุกสิ่งจะวนกลับมาหาเราเอง

ภาพ: Volvo Ocean Race, Volvo Car Thailand

Writer

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
599

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load