ครอบครัวคือสถาบันพื้นฐานที่แสนสำคัญของสังคม แต่ในสหรัฐอเมริกามีครอบครัวมากมายที่ไม่สมบูรณ์เพราะสมาชิกติดอยู่ในเรือนจำ ประเทศนี้มีนักโทษอยู่มากถึง 2.3 ล้านคน ซึ่งนับเป็น 1 ใน 4 ของประชากรนักโทษทั่วโลก ส่งผลให้เฉพาะในเมืองนิวยอร์กมีเด็ก 105,000 คนที่มีผู้ปกครองอยู่ในเรือนจำ ที่น่าสนใจคือ ในอเมริกามีระบบการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำผ่านวิดีโอคอล (Televisiting) ซึ่งทำให้ในบางครั้งผู้ต้องหาและญาติได้เจอกันผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ทั้งที่ทั้งคู่ห่างกันเพียงแค่กำแพงกั้น

ถ้าจะพูดกันตามจริงโปรแกรม Televisiting นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้เท่าไหร่นัก เนื่องจากมีข้อจำกัดมาก อาทิ ต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าโดยใช้เวลานาน (งานระบบราชการก็อย่างที่รู้กันน่ะนะ) นัดได้เพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง นอกจากนั้น การเดินทางยังลำบากต่อญาติและมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากทัณฑสถานมักอยู่ไกล และไม่มีระบบขนส่งสาธารณะไปถึง (ซึ่งส่วนมากครอบครัวของผู้ต้องหามักมีฐานะไม่ดี) อีกทั้งบรรยากาศไม่เหมาะสำหรับเด็ก และที่สำคัญคือ มีการตรวจ ID ซึ่งนับเป็นกำแพงกั้นสูงที่สุด เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าในอเมริกามีคนจำนวนมากที่ undocumented ทำให้มีญาติของผู้ต้องหาจำนวนมากไม่กล้าไปเยี่ยมพ่อแม่หรือลูกเพราะกลัวถูกจับไปด้วย

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว Nick Higgins (นิค ฮิกกินส์) ชายผู้หลงรักในพลังของการอ่านและงานบริการห้องสมุดเพื่อสาธารณะ ซึ่งทำงานให้กับห้องสมุดเมืองนิวยอร์ก เขามองเห็นโอกาสในการนำระบบ Televisiting มาให้บริการที่ห้องสมุด เพื่อส่งเสริมให้ห้องสมุดสาธารณะกลายเป็นพื้นที่ให้พ่อ แม่ ลูก ได้ใช้เวลาอ่านหนังสือร่วมกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกกั้นด้วยลูกกรงก็ตามที

ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน

นิคเสนอไอเดียนี้ให้ห้องสมุดเมืองนิวยอร์กเป็นที่แรก แต่กลับได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากห้องสมุดไม่อยากมีส่วนร่วมกับระบบยุติธรรมที่ยุ่งยากและซับซ้อน แต่การปฏิเสธครั้งนั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นให้นิคเอาจริงกับการผลักดันไอเดียนี้ เขาตัดสินใจลาออกเพื่อไปเริ่มงานที่ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน ห้องสมุดที่อ้าแขนรับไอเดียของเขา นิกเล่าให้ฟังว่า มีเจ้าหน้าที่ห้องสมุดเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องสมุด เพื่อขอให้ช่วยตามหาลูกชาย ตอนแรกเจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ไปแจ้งความกับตำรวจเรื่องคนหาย แต่เมื่อได้คุยรายละเอียด จึงพบว่าที่จริงแล้วลูกชายติดคุก เธออยากจะเขียนจดหมายถึงลูกชาย แต่ไม่รู้ว่าจะส่งให้ลูกชายได้ยังไง เหตุการณ์นี้ทำให้เขาประทับใจว่าห้องสมุดได้กลายเป็นพื้นที่ของทุกคน เป็นที่แรกที่ทุกคนจะกล้าเดินเข้ามาหาเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างที่เขาตั้งใจ และเมื่อได้รับความไว้ใจขนาดนี้แล้วนั้น มันจึงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้นิคมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ห้องสมุดที่เขารักได้เข้ามามีบทบาทในระบบยุติธรรมมากขึ้น

ในปี 2014 โครงการ Daddy & Me, Mommy & Me ได้เริ่มต้นขึ้นที่ Rikers Island (ไรเคอร์ส ไอส์แลนด์)

มันคือโปรแกรมเทรนนิ่งสำหรับพ่อแม่ที่อยู่ในเรือนจำ เปิดโอกาสให้พวกเขาร่วมพัฒนาการเรียนรู้ของลูก โดยห้องสมุดเมืองบรู๊กลินจะจัดสรรหนังสือเด็กไปให้ในเรือนจำและให้พวกเขาอัดวิดีโออ่านหนังสือ หลังจากนั้นลูกของพวกเขาจะได้มาดูวิดีโอนี้ที่ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน

หลังจากนั้น โครงการก็ได้พัฒนาสู่ TeleStory โปรแกรมที่เปิดให้ครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่ในเรือนจำได้มาใช้งานระบบ Televisiting ที่ห้องสมุด โปรแกรมนี้เปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ในเรือนจำได้มีเวลาอ่านหนังสือ พูดคุย ร้องเพลงกับลูกๆ โดยเมื่อเด็กมาถึงห้องสมุดจะได้เข้าห้องที่เป็นกึ่งส่วนตัว มีหนังสือเป็นเซ็ตเดียวกันกับที่ทางห้องสมุดจัดไว้ที่เรือนจำ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านหนังสือไปพร้อมๆ กับลูก มีของเล่น มีโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อกับห้องที่ไรเคอร์ส ไอส์แลนด์ รวมถึงมีพี่เลี้ยงคอยดูแลในกรณีผู้ปกครองที่มาด้วยไม่ต้องการเข้าร่วม ห้องที่จัดให้มีผนังเป็นกระจก เพื่อให้คนอื่นมองเห็นกิจกรรมในห้องและกิจกรรมอื่นๆ ในห้องสมุดได้ นิคให้เหตุผลการออกแบบห้องไว้อย่างน่ารักว่า “ไม่สำคัญเลยว่าผู้ปกครองของคุณจะอยู่ที่ไหน คุณมาห้องสมุดเพื่อจะได้อ่านหนังสือร่วมกับคนอื่น” นอกจากนั้น ห้องสมุดยังเปิดให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในเรือนจำได้เจอลูกผ่านระบบ video conference เช่นกัน

TeleStory TeleStory TeleStory

 

ปัจจุบัน นิคดำรงตำแหน่ง Director of Outreach Services ที่ Brooklyn Public Library และเป็นแรงผลักดันสำคัญของโครงการ TeleStory เขากล่าวว่าตั้งใจออกแบบให้ TeleStory เป็นโปรแกรมสำหรับครอบครัว ส่งเสริมให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของห้องสมุดอยู่แล้ว เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครืองมือใหม่ และมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ เด็กทุกคนต้องรับรู้ว่าผู้ปกครองของเขานั้นอยู่ในเรือนจำ ไม่มีการโกหกเด็ก โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการมาลงทะเบียนและขอนัดใช้บริการได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพียงแค่แจ้งล่วงหน้าภายใน 24 ชม. (เขาต้องการให้มันรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้ถ้าแจ้งก่อนบ่าย 3 โมงจะเข้าพบวันรุ่งขึ้นได้เลย) และเป็นบริการฟรี นิคกล่าวเสริมว่า เวลาที่ดีที่สุดคือช่วงบ่าย เนื่องจากเป็นช่วงที่ระบบ Televisiting ไม่ค่อยมีคนใช้งาน (ในกรณีเพื่อติดต่อเรื่องกฎหมาย) ซึ่งตรงกับเวลาหลังเลิกเรียนของเด็กๆ พอดี ทำให้เด็กๆ ได้มีเวลาอยู่กับพ่อแม่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปทำกิจกรรมอื่นต่อ และได้เจอผู้ปกครองหลังเลิกเรียนเหมือนเด็กทั่วไปอีกด้วย

ด้วยความที่ห้องสมุดเป็นพื้นที่สาธารณะ จึงยินดีต้อนรับทุกเชื้อชาติ ทุกสีผิว ทุกภาษา ไม่ว่าจะมีเอกสารหรือไม่ ทำให้โปรแกรมนี้เข้าถึงทุกคนได้อย่างแท้จริง โดยในปีนี้มีผู้ขอเข้าใช้บริการกว่า 600 ราย และภายในระยะเวลา 5 ปี โครงการ TeleStory ได้ขยายไปสู่ห้องสมุดทั้ง 12 สาขาทั่วเมืองบรู๊กลิน และเริ่มมี video booth ในห้องสมุดเมืองควีนส์ และห้องสมุดเมืองนิวยอร์ก (ห้องสมุดที่เคยปฏิเสธโปรเจกต์นี้) ในเขตแมนฮัตตัน บรองซ์ และสแตเทน ไอส์แลนด์ แล้ว  ก้าวต่อไปคือ การขยายไปสู่รัฐอื่นในอเมริกา และมากกว่านั้นคือ การต่อสู้ไม่ให้สัมปทานระบบวิดีโอนี้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน เพื่อปกป้องให้สิ่งที่ควรเป็นของทุกคนยังเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

TeleStory TeleStory

เป็นอีกครั้งที่ทำให้เราเชื่อว่า ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ หากคุณเชื่อมั่นและลงมือทำ โครงการนี้เปลี่ยนมุมมองของเราต่อนิยามคำว่าพื้นที่สาธารณะไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยมองว่าพื้นที่สาธาณะคือ สวน ทางเดิน พื้นที่เปิดให้ทุกคนได้มาใช้พื้นที่ร่วมกัน โครงการนี้ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า ในคำว่า “ทุกคน” น้ันมีใครรวมอยู่บ้าง และเมื่อพูดถึงห้องสมุดสำหรับทุกคน ใครบ้างที่มาห้องสมุดและมาทำอะไร ห้องสมุดบรู๊กลินเป็นโมเดลของการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมโดยการคิดผ่านปัญหา เปลี่ยนคำถามจาก “ห้องสมุดควรจะเป็นอะไร” มาเป็น “ห้องสมุดจะทำอะไรได้บ้าง” โดยการเริ่มฟังความต้องการจากคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

 

ห้องสมุดเมืองบรู๊กลินยังมีโปรแกรมอื่นอีกมากมาย จนการอ่านหนังสือแทบจะกลายเป็นเรื่องรองไปเลย อาทิ โปรแกรมคาราโอเกะสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับชาวต่างชาติ โปรแกรมโยนโบว์ลิงสำหรับผู้สูงอายุ โปรแกรมสอนการทำเอกสารราชการและการทำภาษี เป็นต้น สนใจติดตามต่อได้ที่ www.bklynlibrary.org

อ้างอิง: ocfs.ny.gov

Writer & Photographer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

การแข่งขันกีฬาของคนพิการ หรือแม้กระทั่งมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาอย่างพาราลิมปิก ไม่เคยได้รับความนิยมในประเทศไทย นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก และมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งการมาถึงของ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี หรือที่น้อง ๆ ในวงการกีฬาคนพิการเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘นาย’ พร้อมด้วยทีมงานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับตั้งภารกิจที่เรียกได้ว่าเรียกร้องต่อตัวนักกีฬา ผู้ชมอย่างเรา ๆ รวมไปถึงคณะผู้บริหารอย่างตัวเขาเองอย่างมาก ด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ทรงพลังและสร้างความคาดหวัง

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“เราจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

น่าสนใจว่าพวกเขาและประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยอย่าง จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ฝันอะไร และคาดหวังแค่ไหนกับวงการนี้

“การแข่งขันครั้งที่ผ่านมา ถ้ามองในเรื่องจำนวนเหรียญ เราได้สิบแปดเหรียญ ซึ่งเท่ากับพาราลิมปิกครั้งที่แล้ว ที่ Rio ปี 2016”

เขาเริ่มด้วยสถิติที่ทัพนักกีฬาไทยทำได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลงานของนักกีฬาเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจอย่างจริงจัง 

“ถ้ามองจำนวนเหรียญทอง เหรียญเงิน เราลดลงหนึ่งเหรียญ แต่ถ้ามองในอันดับ ผมเห็นว่าเราทำได้ดี ครั้งนี้เราอยู่ที่อันดับยี่สิบห้า ใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมา

ถึงแม้จำนวนเหรียญจะลดลง แต่อันดับที่ทำได้ รวมถึงผลงานนักกีฬาโดยรวม แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างชัดเจน เพราะหลายชนิดกีฬามีการปรับเปลี่ยน หลายประเทศพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ใกล้กับหัวแถวได้ แม้จีนจะยังครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง แต่เหรียญที่ทำได้ก็ลดลง แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งทำให้เหรียญรางวัลกระจายกันมากขึ้น และก็อาจทำให้คณะกรรมการพาราลิมปิกตั้งเป้าหมายได้ง่ายขึ้นด้วย

“พูดได้ว่าเรายังคงเป็นที่หนึ่งในอาเซียนและเป็นแถวหน้าของเอเชีย ผมถือว่าเราทำได้ดี” เขากล่าวอย่างมั่นใจ ซึ่งไม่ได้ลอยมาจากอากาศ แต่มาจากการที่เขามีประสบการณ์การเป็นผู้จัดการทีมนักกีฬาไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ก่อนจะรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2552 ซึ่งผ่านมากว่า 10 ปี จากทีมที่เคยต้องรอนักกีฬาปกติซ้อมเสร็จก่อนถึงจะได้ใช้สนามซ้อม ทีมที่เคยได้เก็บตัวแค่เดือนเดียว เทียบกับนักกีฬาปกติ 6 เดือน คุณจุตินันท์ผลักดันให้ทัพนักกีฬาคนพิการไทยขึ้นมาเป็นแถวหน้าของเอเชียอย่างภาคภูมิ

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“ครั้งแรกที่ได้รู้จักกีฬาคนพิการ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ยังไม่รู้ถึงความเป็นกีฬา พอได้คลุกคลีอยู่สองถึงสามปี ไปดูการซ้อม การเก็บตัว ไปดูการแข่งขัน อยู่ข้างสนาม กินนอนด้วยกัน ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น กว่าที่นักกีฬาพาราลิมปิกจะเดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ตรงนี้ ต้องเสียสละอะไรมาบ้าง ผ่านอะไรมาบ้าง ต้องฝึกฝนตัวเองมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ฝึกด้านร่างกาย แต่ต้องฝึกจิตใจด้วย ไม่ต่างจากนักกีฬาปกติเลย” 

การเป็นผู้บริหารไม่ใช่การทำหน้าที่ในการจัดการปัจจัยภายนอก เช่น การจัดหาการแข่งขันให้นักกีฬาหน้าใหม่ได้มีสนามลับฝีมือ หรืออำนวยความสะดวกยิบย่อยเช่น ที่ซ้อม ที่พัก เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขา เข้าใจความหวัง ความฝัน ความกลัว อารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนปกติ ที่ไม่เข้าใจความยากลำบากที่คนพิการกำลังเผชิญได้เลย

“ยกตัวอย่างนะ สนามกีฬาของนักกีฬาปกติไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คอยช่วยเหลือคนพิการ เช่น ทางลาดสำหรับรถเข็น ห้องน้ำคนพิการ ผมเลยเข้ามาช่วยเขาทุกเรื่อง ทั้งเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ เรื่องหมอ เรื่องกฎหมาย เรื่องทนาย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เราดูแลชีวิตกันและกัน เลยมีความผูกพันกัน” เขาย้ำประเด็น “ผมก็เป็นนักกีฬา ผมมีประสบการณ์ทั้งเคยเป็นนักกีฬา เป็นโค้ช เป็นผู้บริการสมาคมกีฬา ผมถึงเข้าไปช่วยเขา ตั้งแต่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญเลย ผมเข้าใจเขา จึงต้องทำให้เกิดความรู้สึกว่า เราพวกเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่ต้องช่วย ผมจะช่วยอย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะประธานฯ และฐานะคนกีฬาเหมือนกัน”

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

สำหรับเป้าหมายของพาราลิมปิกปารีส ปี 2024 เขาให้ความสำคัญเรื่องการแข่งขันน้อยกว่าการวางแผน ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ทุกความฝันและความคาดหวังเป็นจริงได้

“วันนี้พาราลิมปิกเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในโลกมากขึ้น ทำให้มีกีฬาใหม่ ๆ เกิดขึ้น กฎกติกาก็พัฒนาไป นักกีฬาหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ความสำเร็จจะแพร่กระจายสู่ประเทศต่าง ๆ เยอะขึ้น ซึ่งมันเป็นพัฒนาการของกีฬา การแข่งขันในระดับอาเซียนและเอเชียจะดุเดือดมากขึ้น เพราะทุกประเทศหันมาให้ความสำคัญกับกีฬาคนพิการมากขึ้น ทุ่มงบประมาณมากขึ้น การวางแผนการสร้างทีมและการใช้งบประมาณต้องสอดคล้องกัน และใช้ให้ถูกวิธี”

เป้าหมายของแต่ละสมาคมแตกต่างกันออกไป แต่หลักใหญ่ที่ทุกสมาคมมีร่วมกัน คือความเชื่อที่ว่า “เราจะต้องดีขึ้น” ซึ่งคุณจุตินันท์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลอดเวลา ทั้งในแง่การจัดการและการแข่งขัน 

“สำหรับพาราลิมปิกครั้งหน้าที่ฝรั่งเศส ถ้าเราให้ความสำคัญเรื่องเหรียญอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก ด้วยเหตุผลสองประการ คือ รายการการแข่งขันของกีฬาคนพิการจะมีการปรับลด-เพิ่มตลอดเวลา ทำให้โอกาสในการการทำเหรียญเปลี่ยนไปตามรายการ การแข่งขันที่ถูกตัดออก หรือ เพิ่มเข้ามาตลอด อีกประการหนึ่งคือ หลัก ๆ ของการแข่งขันพาราลิมปิก เน้นที่การมีส่วนร่วม ไม่ใช่การสร้างสถิติ ทำให้ทุกการแข่งขันต้องพยายามปรับ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักกีฬามีส่วนร่วมในเกมมากขึ้น”

หลาย ๆ ชนิดกีฬา เริ่มมีนักกีฬาหน้าใหม่ที่เติบโตมาช่วยรุ่นพี่สร้างผลงานแล้ว เช่น ยกน้ำหนัก ว่ายน้ำ และฟันดาบ รวมไปถึงเทเบิลเทนนิสและยิงปืน แต่ไฮไลต์สำคัญคือ ทัพนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ผมยังเชื่อว่าทีมวีลแชร์เรซซิ่งจะทำผลงานได้ดี พัฒนามาตลอด ตั้งแต่ได้เหรียญทองในปี 2000 เป็นต้นมา จนถึงตอนนี้กว่ายี่สิบเอ็ดปี พวกเขาทำได้ยังไง มีการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเสริมทีมตลอด ตั้งแต่ เรวัตร์ ต๋านะ, ประวัติ วะโฮรัมย์, สายชล คนเจน เรื่อยมาจนถึง พงศกร แปยอ อธิวัฒน์ แพงเหนือ ซึ่ง โค้ชสุพรต เพ็งพุ่ม เป็นคนเก่ง สร้างทีม สร้างความเป็นครอบครัวในทีมให้เกิดขึ้นได้” 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พงศกร แปยอ หรือ ‘เจ้ากร’ เจ้าของ 3 เหรียญทองและสถิติโลกคนล่าสุด คนที่ติดตามการแข่งขัน T53 800 เมตร จะเห็นว่าเจ้ากรปล่อยให้ เบรนท์ ลาคาทอส คู่แข่งชาวแคนาดา เจ้าของสถิติโลก ณ ตอนนั้นแซงไปก่อนในรอบแรก ก็เพราะเขารู้ว่าร่างกายที่ฝึกฝนมาจะทำหน้าที่ของมันโดยไม่ต้องคิดมาก โดยเขาแซงหน้าคว้าเหรียญทองและทำลายสถิติโลกได้ในท้ายที่สุด โดยเจ้ากรเปิดเผยว่า เขาได้ข้อมูลเรื่องสนามแข่งและตารางการฝึกซ้อมที่เข้มข้น ทำให้ฝึกซ้อมได้อย่างตรงเป้าและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นผลงานและแรงสนับสนุนที่คณะกรรมการพาราลิมปิกทำมาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี

สำหรับคุณจุตินันท์ ผลการแข่งขันเป็นน่าภาคภูมิใจ แต่ความสำคัญอยู่ที่การสนับสนุนที่คงเส้นคงวา และเป้าหมายที่มีร่วมกันอย่างชัดเจน 

“สำคัญคือสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสำคัญกับการมีอยู่ของคนพิการ ความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการจะเป็นตัวอย่างทั้งกับคนพิการและคนปกติทั่วไป สำหรับพาราลิมปิกเกมส์ที่ฝรั่งเศส ผมยังเชื่อว่าเราจะยังทำได้ดี อันดับคงอยู่ใกล้เคียงเดิม ไม่น่าจะต่ำกว่าอันดับที่สามสิบ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าจะนับความสำเร็จที่จำนวนเหรียญทอง อาจจะไม่แน่นอน เพราะรายการการแข่งขันจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด รวมทั้งการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ตื่นตัวกับกีฬาคนพิการ”

เรื่องจิตใจที่จะทุ่มเทให้ทีมนักกีฬาคนพิการ และความรักในกีฬาที่ทำให้ดำรงตำแหน่งมายาวนานมากกว่า 10 ปี คงไม่มีใครตั้งคำถาม แต่ในความเป็นจริง ทุกการแข่งขันต้องมีการวัดผลเพื่อรางวัล คุณจุตินันท์ได้วางเป้าหมายสำคัญ เพื่อเป็นหลักชัยให้ทั้งกับตัวเองและทีมนักกีฬาคนพิการไทยทุกคน เพื่อให้มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อเราทำเพื่อส่วนรวมโดยมีการสนับสนุนที่ถูกต้อง เราจะไปได้ไกลกว่าเดิม และอาจจะไกลกว่าที่เคยฝันไว้

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ขั้นต้นคือความสำเร็จด้านผลงาน ตัวนักกีฬาเองต้องการการสนับสนุนหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้พวกเขาสร้างผลงานได้ดีขึ้นเทียบเคียงกับต่างประเทศ ซึ่งเราก็ทำมาโดยตลอด และมันเริ่มออกดอกผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันพาราลิมปิก ในปัจจุบันเราทำได้แล้ว เราเป็นที่หนึ่งของอาเซียน เป็นหัวแถวของเอเชีย และมีหลายชนิดกีฬาที่เราเป็นแชมป์โลก เจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิก มากไปกว่านี้ คือการสานต่อความสำเร็จต่อเนื่องไปยังนักกีฬาคลื่นลูกใหม่ ให้ก้าวขึ้นมาสานต่อความสำเร็จจากนักกีฬารุ่นพี่ที่ทำไว้ นักกีฬารุ่นพี่ก็นำประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดสู่การเป็นโค้ช ดูแลนักกีฬารุ่นต่อไป มีพื้นที่ให้เขาได้แสดงฝีมือ” 

แผนการขั้นต้นของเขาแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการให้นักกีฬาคนพิการมีเส้นทางไปต่อหลังเลิกเล่น หลายครั้งที่เราพบเห็นตามข่าวว่า นักกีฬาที่เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไม่ได้รับการเหลียวแล เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก

“ส่วนต่อไปก็คือ ผมสัมผัสนักกีฬามา ผมทราบดีว่าเขาใช้ความพยายามมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คนพิการจะประสบความสำเร็จในด้านกีฬา เมื่อพวกเขาทำได้ ย่อมต้องการคนในสังคมร่วมชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของเขา ความสำเร็จของเขาเป็นมากกว่าความภูมิใจในตัวเอง แต่แสดงออกถึงการยอมรับจากสังคม เป็นที่รู้จัก และเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับคนปกติ ซึ่งมีความหมายกับพวกเขามาก และความสำเร็จของพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนพิการอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งคนปกติด้วย ให้ลุกขึ้นมาสู้กับการดำเนินชีวิต หรือแม้กระทั่งการจะลุกขึ้นมาเล่นกีฬาก็ตาม” คุณจุตินันท์ไม่ได้มองแค่ในแง่ความสำเร็จด้านอาชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าที่ยืนในสังคมสำหรับคนพิการโดยทั่วไปยังมีอยู่ไม่มากนัก ถึงแม้ผู้พิการทุกคนจะไม่ใช่นักกีฬา แต่เขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานที่พวกเขาทำได้ จะจุดประกายให้เกิดการแรงกระเพื่อมในสังคม

สิ่งสุดท้ายที่เขาฝัน คือความสำเร็จในด้านการดูแลและตอบแทนจากภาครัฐ 

“ผมคิดว่าความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการไม่แตกต่างจากนักกีฬาปกติ และการเดินบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ก็ต้องการการสนับสนุนดูแลจากภาครัฐไม่ด้อยกว่านักกีฬาทั่งไป วันนี้ผมสู้เพื่อนักกีฬาผู้พิการ และได้ทำให้หลายอย่างดีขึ้น เงินอัดฉีดต่อเหรียญรางวัลจากรัฐบาลดีขึ้นกว่าเดิมมาก อยู่ในระดับประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ของนักกีฬาปกติ แต่ผมก็ยังอยากผลักดันให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับนักกีฬาปกติมากกว่านี้ ยิ่งถ้าอยู่ในระดับเดียวกันได้ยิ่งดี เพราะผมรู้ว่าพวกเขาพยายามอย่างมากกว่าจะมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ไม่น้อยไปกว่านักกีฬาปกติเลย ต้องใช้ความพยายามมากกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย” 

เป้าหมายของคุณจุตินันท์ทำไม่ได้ง่าย แต่หากได้มองย้อนจากการลงแรง ความทุ่มเท การทำเพื่อส่วนรวม และผลงานที่ปรากฏตลอดกว่า 10 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนี้ พูดได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน สำหรับทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยและคนไทยทุกคน

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load