ครอบครัวคือสถาบันพื้นฐานที่แสนสำคัญของสังคม แต่ในสหรัฐอเมริกามีครอบครัวมากมายที่ไม่สมบูรณ์เพราะสมาชิกติดอยู่ในเรือนจำ ประเทศนี้มีนักโทษอยู่มากถึง 2.3 ล้านคน ซึ่งนับเป็น 1 ใน 4 ของประชากรนักโทษทั่วโลก ส่งผลให้เฉพาะในเมืองนิวยอร์กมีเด็ก 105,000 คนที่มีผู้ปกครองอยู่ในเรือนจำ ที่น่าสนใจคือ ในอเมริกามีระบบการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำผ่านวิดีโอคอล (Televisiting) ซึ่งทำให้ในบางครั้งผู้ต้องหาและญาติได้เจอกันผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ทั้งที่ทั้งคู่ห่างกันเพียงแค่กำแพงกั้น

ถ้าจะพูดกันตามจริงโปรแกรม Televisiting นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้เท่าไหร่นัก เนื่องจากมีข้อจำกัดมาก อาทิ ต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าโดยใช้เวลานาน (งานระบบราชการก็อย่างที่รู้กันน่ะนะ) นัดได้เพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง นอกจากนั้น การเดินทางยังลำบากต่อญาติและมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากทัณฑสถานมักอยู่ไกล และไม่มีระบบขนส่งสาธารณะไปถึง (ซึ่งส่วนมากครอบครัวของผู้ต้องหามักมีฐานะไม่ดี) อีกทั้งบรรยากาศไม่เหมาะสำหรับเด็ก และที่สำคัญคือ มีการตรวจ ID ซึ่งนับเป็นกำแพงกั้นสูงที่สุด เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าในอเมริกามีคนจำนวนมากที่ undocumented ทำให้มีญาติของผู้ต้องหาจำนวนมากไม่กล้าไปเยี่ยมพ่อแม่หรือลูกเพราะกลัวถูกจับไปด้วย

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว Nick Higgins (นิค ฮิกกินส์) ชายผู้หลงรักในพลังของการอ่านและงานบริการห้องสมุดเพื่อสาธารณะ ซึ่งทำงานให้กับห้องสมุดเมืองนิวยอร์ก เขามองเห็นโอกาสในการนำระบบ Televisiting มาให้บริการที่ห้องสมุด เพื่อส่งเสริมให้ห้องสมุดสาธารณะกลายเป็นพื้นที่ให้พ่อ แม่ ลูก ได้ใช้เวลาอ่านหนังสือร่วมกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกกั้นด้วยลูกกรงก็ตามที

ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน

นิคเสนอไอเดียนี้ให้ห้องสมุดเมืองนิวยอร์กเป็นที่แรก แต่กลับได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากห้องสมุดไม่อยากมีส่วนร่วมกับระบบยุติธรรมที่ยุ่งยากและซับซ้อน แต่การปฏิเสธครั้งนั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นให้นิคเอาจริงกับการผลักดันไอเดียนี้ เขาตัดสินใจลาออกเพื่อไปเริ่มงานที่ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน ห้องสมุดที่อ้าแขนรับไอเดียของเขา นิกเล่าให้ฟังว่า มีเจ้าหน้าที่ห้องสมุดเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องสมุด เพื่อขอให้ช่วยตามหาลูกชาย ตอนแรกเจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ไปแจ้งความกับตำรวจเรื่องคนหาย แต่เมื่อได้คุยรายละเอียด จึงพบว่าที่จริงแล้วลูกชายติดคุก เธออยากจะเขียนจดหมายถึงลูกชาย แต่ไม่รู้ว่าจะส่งให้ลูกชายได้ยังไง เหตุการณ์นี้ทำให้เขาประทับใจว่าห้องสมุดได้กลายเป็นพื้นที่ของทุกคน เป็นที่แรกที่ทุกคนจะกล้าเดินเข้ามาหาเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างที่เขาตั้งใจ และเมื่อได้รับความไว้ใจขนาดนี้แล้วนั้น มันจึงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้นิคมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ห้องสมุดที่เขารักได้เข้ามามีบทบาทในระบบยุติธรรมมากขึ้น

ในปี 2014 โครงการ Daddy & Me, Mommy & Me ได้เริ่มต้นขึ้นที่ Rikers Island (ไรเคอร์ส ไอส์แลนด์)

มันคือโปรแกรมเทรนนิ่งสำหรับพ่อแม่ที่อยู่ในเรือนจำ เปิดโอกาสให้พวกเขาร่วมพัฒนาการเรียนรู้ของลูก โดยห้องสมุดเมืองบรู๊กลินจะจัดสรรหนังสือเด็กไปให้ในเรือนจำและให้พวกเขาอัดวิดีโออ่านหนังสือ หลังจากนั้นลูกของพวกเขาจะได้มาดูวิดีโอนี้ที่ห้องสมุดเมืองบรู๊กลิน

หลังจากนั้น โครงการก็ได้พัฒนาสู่ TeleStory โปรแกรมที่เปิดให้ครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่ในเรือนจำได้มาใช้งานระบบ Televisiting ที่ห้องสมุด โปรแกรมนี้เปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ในเรือนจำได้มีเวลาอ่านหนังสือ พูดคุย ร้องเพลงกับลูกๆ โดยเมื่อเด็กมาถึงห้องสมุดจะได้เข้าห้องที่เป็นกึ่งส่วนตัว มีหนังสือเป็นเซ็ตเดียวกันกับที่ทางห้องสมุดจัดไว้ที่เรือนจำ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านหนังสือไปพร้อมๆ กับลูก มีของเล่น มีโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อกับห้องที่ไรเคอร์ส ไอส์แลนด์ รวมถึงมีพี่เลี้ยงคอยดูแลในกรณีผู้ปกครองที่มาด้วยไม่ต้องการเข้าร่วม ห้องที่จัดให้มีผนังเป็นกระจก เพื่อให้คนอื่นมองเห็นกิจกรรมในห้องและกิจกรรมอื่นๆ ในห้องสมุดได้ นิคให้เหตุผลการออกแบบห้องไว้อย่างน่ารักว่า “ไม่สำคัญเลยว่าผู้ปกครองของคุณจะอยู่ที่ไหน คุณมาห้องสมุดเพื่อจะได้อ่านหนังสือร่วมกับคนอื่น” นอกจากนั้น ห้องสมุดยังเปิดให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในเรือนจำได้เจอลูกผ่านระบบ video conference เช่นกัน

TeleStory TeleStory TeleStory

 

ปัจจุบัน นิคดำรงตำแหน่ง Director of Outreach Services ที่ Brooklyn Public Library และเป็นแรงผลักดันสำคัญของโครงการ TeleStory เขากล่าวว่าตั้งใจออกแบบให้ TeleStory เป็นโปรแกรมสำหรับครอบครัว ส่งเสริมให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของห้องสมุดอยู่แล้ว เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครืองมือใหม่ และมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ เด็กทุกคนต้องรับรู้ว่าผู้ปกครองของเขานั้นอยู่ในเรือนจำ ไม่มีการโกหกเด็ก โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการมาลงทะเบียนและขอนัดใช้บริการได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพียงแค่แจ้งล่วงหน้าภายใน 24 ชม. (เขาต้องการให้มันรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้ถ้าแจ้งก่อนบ่าย 3 โมงจะเข้าพบวันรุ่งขึ้นได้เลย) และเป็นบริการฟรี นิคกล่าวเสริมว่า เวลาที่ดีที่สุดคือช่วงบ่าย เนื่องจากเป็นช่วงที่ระบบ Televisiting ไม่ค่อยมีคนใช้งาน (ในกรณีเพื่อติดต่อเรื่องกฎหมาย) ซึ่งตรงกับเวลาหลังเลิกเรียนของเด็กๆ พอดี ทำให้เด็กๆ ได้มีเวลาอยู่กับพ่อแม่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปทำกิจกรรมอื่นต่อ และได้เจอผู้ปกครองหลังเลิกเรียนเหมือนเด็กทั่วไปอีกด้วย

ด้วยความที่ห้องสมุดเป็นพื้นที่สาธารณะ จึงยินดีต้อนรับทุกเชื้อชาติ ทุกสีผิว ทุกภาษา ไม่ว่าจะมีเอกสารหรือไม่ ทำให้โปรแกรมนี้เข้าถึงทุกคนได้อย่างแท้จริง โดยในปีนี้มีผู้ขอเข้าใช้บริการกว่า 600 ราย และภายในระยะเวลา 5 ปี โครงการ TeleStory ได้ขยายไปสู่ห้องสมุดทั้ง 12 สาขาทั่วเมืองบรู๊กลิน และเริ่มมี video booth ในห้องสมุดเมืองควีนส์ และห้องสมุดเมืองนิวยอร์ก (ห้องสมุดที่เคยปฏิเสธโปรเจกต์นี้) ในเขตแมนฮัตตัน บรองซ์ และสแตเทน ไอส์แลนด์ แล้ว  ก้าวต่อไปคือ การขยายไปสู่รัฐอื่นในอเมริกา และมากกว่านั้นคือ การต่อสู้ไม่ให้สัมปทานระบบวิดีโอนี้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน เพื่อปกป้องให้สิ่งที่ควรเป็นของทุกคนยังเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

TeleStory TeleStory

เป็นอีกครั้งที่ทำให้เราเชื่อว่า ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ หากคุณเชื่อมั่นและลงมือทำ โครงการนี้เปลี่ยนมุมมองของเราต่อนิยามคำว่าพื้นที่สาธารณะไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยมองว่าพื้นที่สาธาณะคือ สวน ทางเดิน พื้นที่เปิดให้ทุกคนได้มาใช้พื้นที่ร่วมกัน โครงการนี้ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า ในคำว่า “ทุกคน” น้ันมีใครรวมอยู่บ้าง และเมื่อพูดถึงห้องสมุดสำหรับทุกคน ใครบ้างที่มาห้องสมุดและมาทำอะไร ห้องสมุดบรู๊กลินเป็นโมเดลของการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมโดยการคิดผ่านปัญหา เปลี่ยนคำถามจาก “ห้องสมุดควรจะเป็นอะไร” มาเป็น “ห้องสมุดจะทำอะไรได้บ้าง” โดยการเริ่มฟังความต้องการจากคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

 

ห้องสมุดเมืองบรู๊กลินยังมีโปรแกรมอื่นอีกมากมาย จนการอ่านหนังสือแทบจะกลายเป็นเรื่องรองไปเลย อาทิ โปรแกรมคาราโอเกะสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับชาวต่างชาติ โปรแกรมโยนโบว์ลิงสำหรับผู้สูงอายุ โปรแกรมสอนการทำเอกสารราชการและการทำภาษี เป็นต้น สนใจติดตามต่อได้ที่ www.bklynlibrary.org

อ้างอิง: ocfs.ny.gov

Writer & Photographer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เสียงสนทนาระหว่างคนหลายช่วงวัยที่เป็นไปอย่างครื้นเครงบนเรือนลาวเวียงหลังใหญ่ กลางหมู่บ้านดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ชวนให้นึกถึงความแน่นแฟ้นของครอบครัวที่เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกอย่างเหนียวแน่น เรื่องราวการพูดคุยสารพันต่างแสดงถึงความห่วงใยและความรักที่มีต่อลูกหลาน หลังได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงเทศกาลสำคัญของชุมชน และหนึ่งในบทสนทนาที่สร้างความประทับใจกลับมิใช่เรื่องอื่นใด หากแต่เป็นการถ่ายทอดถึงความสุขที่ได้ลิ้มรสชาติของชุมชนผ่านขนมก้นกระทะจากฝีมือของย่ายายที่ตั้งใจปรุงขึ้นไว้รอท่า

แรกลิ้มชิมรสชาติ วัฒนธรรมลาวเวียง 

เสียงกลองยาวดังแว่วมาแต่ไกล ชักนำให้ต้องมองตามพร้อมสาวเท้าเข้าไปใกล้ จนพบกับพระภิกษุที่เดินนำด้วยความสุขุม ตามด้วยเหล่าหญิงชายหลากช่วงวัยต่างแต่งกายด้วยซิ่นตีนแดง ตีนจก ตามประเพณีนิยมของชาวลาวเวียง ร่วมเดินขบวนแห่ดอกไม้ไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดโภคาราม ฉันสังเกตเห็นผู้คนส่วนใหญ่ถือดอกไม้ ธูป และน้ำอบไทย ฟ้อนรำกันอยู่อย่างสนุกสนาน 

ฟอร์ด-ธนกิจ หงส์เวียงจันทร์ เดินเข้ามากระซิบให้ฟังว่า “เย็นนี้พวกเราจะไปใต้พระทรายกันที่วัด” ตามประเพณีสงกรานต์ของชาวลาวเวียง ซึ่งปกติเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนของทุกปี จวบจนกระทั่งถึงวันที่ 19 ในเดือนเดียวกัน จึงจะถือว่าสิ้นสุดการเฉลิมฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวดอนคาที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ

ดังนั้น เมื่อวันที่ 13 เมษายนของทุกปีเดินทางมาถึง ชาวลาวเวียงแห่งบ้านดอนคาจะร่วมด้วยช่วยกันเชิญพระพุทธรูปลงประดิษฐานที่หอสรงเพื่อสรงน้ำขอพร จากนั้นจึงค่อยแยกย้ายกันกลับเรือนจัดการปัดกวาดหิ้งพระประจำบ้านพร้อมสรงน้ำและเตรียมชุดที่สวยที่สุด ซึ่งส่วนมากเป็นผ้าที่ทอขึ้นเอง หรือบางบ้านอาจเป็นผ้าที่แม่ทอไว้ให้กับลูก ๆ สำหรับใส่ไปทำบุญที่วัด เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมดังกล่าว จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นเทศกาลสงกรานต์ของชุมชนอย่างแท้จริง

อย่างนั้นแล้ววันที่ 14 – 19 เมษายน ชาวลาวเวียง ณ หมู่บ้านดอนคาแห่งนี้เฉลิมฉลองหรือทำกิจกรรมใด ๆ กัน คำถามจากความสงสัยที่ฉันได้เอื้อนเอ่ยออกไป และแทบจะทันที เอ็ม-ภูชิชย์ นิลทมร หนึ่งในลูกหลานบ้านดอนคาก็ไขข้อข้องใจให้กระจ่างว่า 

สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี
สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี

“วันที่ 14 – 16 เมษายน ถือเป็น ‘วันเนาว์’ หรือ ‘วันเน่าวันเหม็น’ โดยทุกเช้าชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรและละเว้นการงาน เพราะมีความเชื่อว่าใครทำงานจะมีหนังหมาเน่ามาคลุมหัว ชาวบ้านจึงต่างนำหนามมาคลุมอุปกรณ์ทำงาน เพื่อแสดงออกถึงการพักผ่อนอยู่กับครอบครัว และรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่เป็นการขอพร ตลอดจนสรงน้ำอัฐิบรรพบุรุษที่ล่วงลับ และวันที่ 17 – 19 เมษายน หรือที่เรียกว่า หวิดเน่าหวิดเหม็น จึงจะเป็นวันที่ผู้คนออกเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน”

กระทั่ง บุ้ค-พลวัตน์ แก้วพงษ์ศา เดินมาสมทบพร้อมจูงมือฉันเข้าร่วมขบวนแห่ดอกไม้ ซึ่งจะจัดขึ้นหลังจากเล่นน้ำสงกรานต์ในช่วงเช้า โดยเล่าให้ฟังว่า 

“ในช่วงเย็นเช่นนี้ชาวบ้านจะพากันจัดเตรียมดอกไม้และธูปจำนวน 2 ชุด สำหรับถวายพระสงฆ์และร่วมขบวนแห่ พร้อมฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน นอกจากแห่ดอกไม้ในหมู่บ้านแล้วยังเดินไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อสรงน้ำพระและทำกิจกรรมร่วมกัน”

บรรยากาศยามค่ำคืนของวัดโภคารามเต็มไปด้วยแสงสี เสียงเพลง ผู้คน และขนมในงานวัดที่คุ้นตาตามประสาเด็กชนบท ประกอบด้วยลูกชิ้นทอด น้ำอัดลม ข้าวเกรียบกุ้ง รถขายก๋วยเตี๋ยว และอีกสารพัดที่เข้ามาย้ำเตือนคืนและวันอันเคยคุ้น อย่างไรก็ตาม จุดรวมผู้คนกลับอยู่ที่เจดีย์ทรายซึ่งมีทั้งสิ้น 9 กอง และหนึ่งในจำนวนนั้นก่อเป็นรูปหงส์ สัญลักษณ์สำคัญของชุมชน ดังที่บุ้คเล่าให้ฟัง

“ชาวดอนคาเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนมีชื่อว่า ‘พ่อคุณหงส์’ ท่านเป็นผู้ที่นำพาลูกหลานมาก่อตั้งชุมชน ณ บ้านดอนคา ดังนั้น ลูกหลานในรุ่นต่อมาจึงก่อกองทรายเป็นรูปหงส์เพื่อระลึกถึงบุญคุณของท่าน” 

หลังจากบูชาพระทรายโดยนำธูปไปปักไว้จนรอบหรือที่เรียกว่า ‘ไต้พระทราย’ เรียบร้อยแล้ว จึงมายังลานวัดร่วมกิจกรรมการละเล่นต่าง ๆ เช่น ผีนางด้ง ลูกช่วง ข้าวหลามตัด มอญซ่อนผ้า ความสนุกสนานและการได้เป็นส่วนหนึ่งในประเพณีสำคัญของชุมชนร่วมกับวัยรุ่นหนุ่มสาว ทำให้ฉันหลงรักบ้านดอนคา ชุมชนที่คนรุ่นใหม่รักและหวงแหนวัฒนธรรมของตนเองอย่างเหนียวแน่น

จบกิจกรรมแสนอิ่มใจ เจ้าของพื้นที่ทั้ง 3 คน พร้อมใจกันเชื้อเชิญให้ฉันไปนอนยังเรือนของย่ามั่น ซึ่งเป็นเรือนลาวเวียงโบราณอายุกว่า 100 ปี มุ้งที่นำมากางยังระเบียงกับความงดงามของแสงจันทร์พร้อมลมพัดเย็นสบาย ทำให้นอนหลับไหลอย่างเป็นสุขจนหลงลืมไปว่านี่คือเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี     

สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี
เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ก่อร่างสร้างรูปชุมชน

เสียงไก่ขันและแสงตะวันสีส้มทองยามเช้าที่เยี่ยมหน้าเข้ามาทักทายถึงชายมุ้งช่วยปลุกให้ตื่น เพื่อเตรียมตัวท่องโลกของอาหารตามที่นัดหมายไว้กับเหล่าเยาวรุ่นแห่งบ้านดอนคา 

บุ้คผู้ขึ้นมายังเรือนชานเป็นคนแรกกล่าวถามถึงความสบายจากการพักผ่อน พร้อมเล่าถึงลักษณะการก่อตั้งชุมชนลาวเวียงให้ฟัง

“ชาวลาวเวียงนิยมตั้งบ้านเรือนรวมกันเป็นกลุ่มในสายตระกูล โดยที่เรือนแต่ละหลังเชื่อมต่อกันอย่างเป็นอิสระ มีการแบ่งอาณาเขตจากแนวต้นไม้ นอกจากนี้มักปลูกเรือนให้ตรงกันและไม่เอามุมบ้านหันเข้าหากัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการทิ่มแทงกันในหมู่ญาติ ทางสัญจรภายในหมู่บ้านประกอบด้วยทางหลักและทางรองที่คดอ้อมลัดเลาะไปตามกลุ่มบ้านต่าง ๆ คล้ายใยแมงมุมแบบหลวม ๆ ดังนั้น หากใครไม่คุ้นทางผ่านเข้ามา อาจหลงเป็นวงกลมในเขาวงกตแห่งนี้ได้” 

หลังกล่าวจบก็ชักชวนกันขี่จักรยานวกวนจนมาพบเรือนลาวเวียงหลังใหญ่ เมื่อลูกหลานพร้อมหน้า เหล่าย่ายายก็เริ่มบรรเลงการทำขนมก้นกระทะ โดยมีเนื้อร้องเป็นวัตถุดิบและท่วงทำนองเป็นเครื่องครัวและกระบวนการขณะทำขนม 

อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ขนมก้นกระทะ อาหารหวานโบราณคู่ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา มีที่มาตามที่เอ็มเล่าให้ฟังว่า ในอดีตชุมชนดอนคามีลักษณะเป็นครอบครัวขยายขนาดใหญ่ ดังนั้น การทำขนมให้ลูกหลานหลายคนกินอย่างอิ่มหนำ จึงต้องเป็นขนมที่ทำได้โดยง่ายและให้ปริมาณมาก รวมทั้งใช้เพียงวัตถุดิบที่อยู่ติดครัวเท่านั้น ขนมก้นกระทะได้ทำหน้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ และกลายเป็นขนมที่ลูกหลานชาวลาวเวียงหลายคนเมื่อได้กินแล้วต้องหวนคิดถึงสมัยที่ตนเองเป็นเด็กในวันนั้นอย่างแน่นอน

“นี่คือขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านดอนคา และที่ได้ชื่อเช่นนี้เป็นเพราะต้องใช้กระทะในการทำนั่นเอง” ฟอร์ดกล่าวเสริม

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ส่วนประกอบสำคัญแบบฉบับดั้งเดิม

  1. ข้าวเจ้า 500 กรัม 
  2. ข้าวสุก 
  3. กะทิ 500 กรัม
  4. เกลือปริมาณเล็กน้อย
  5. น้ำมะพร้าวอ่อน 
  6. เนื้อมะพร้าวอ่อน
เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

สูตรปรับใหม่ทันสมัยวิถีบริโภค

  1. แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม 
  2. กะทิ 500 กรัม
  3. เกลือปริมาณเล็กน้อย
  4. น้ำมะพร้าวอ่อน 
  5. เนื้อมะพร้าวอ่อน

ท่วงทำนองแห่งความอร่อย 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

1. หมักแป้งข้าวเจ้ากับหัวกะทิและเนื้อมะพร้าว ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง

2. นำน้ำหางกะทิมาเคล้าให้เข้ากันกับแป้งที่นวดไว้ ผสมเกลือลงไปเล็กน้อย 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

3. เติมน้ำหางกะทิลงไปเพื่อไม่ให้แป้งข้น เพราะหากแป้งข้นจะทำให้ขนมไม่กรอบอร่อยตามสูตรโบราณ 

4. นำกระทะมาตั้งไฟบนเตาถ่านจนร้อน แนะนำให้ใช้น้ำมันหมูทาลงไปที่กระทะเพื่อป้องกันแป้งติด

5. ตักเอาส่วนผสมเทลงไปในกระทะ ใช้มือหมุนกระทะให้ส่วนผสมกระจายไปทั่วจนเป็นแผ่นบาง ๆ 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

6. ใช้ฝาหม้อปิดกระทะเอาไว้รอจนขนมสุกกรอบ 

7.ใช้ตะหลิวตักขนมออกมา ได้ขนมหน้าตาคล้ายขนมครก กินได้ทันที แต่หากใครต้องการความหวาน โรยน้ำตาลลงไปเล็กน้อยจะได้รสหวาน มัน เค็ม กลมกล่อมยิ่งขึ้น

น้าแมว-กาญจนา ศรีสุราษฎร์ แม่ครัวฝีมือเด็ดประจำชุมชน เล่าเสริมให้ฟังว่า “แต่ก่อนจะต้องนำข้าวเจ้ามาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อข้าวพองขึ้นจึงนำมาผสมข้าวสุกในอัตราส่วนข้าวเจ้า 1 ถ้วยต่อข้าวสุก 1 ช้อนโต๊ะ แล้วจึงนำมาโม่ให้เกิดเป็นแป้ง สาเหตุที่ต้องผสมข้าวสุกลงไปเพราะจะทำให้แป้งเหนียวนุ่ม” 

น้าแมวเผยถึงอีกหนึ่งเคล็ดลับความอร่อยของขนมก้นกระทะไว้ว่า “ระหว่างนวดแป้งต้องค่อย ๆ หยอดหัวกะทิและน้ำมะพร้าว แล้วค่อย ๆ นวด เพื่อให้แป้ง น้ำกะทิ และมะพร้าว เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน โดยน้ำมะพร้าวจะช่วยให้ขนมมีความเหลืองกรอบน่ากินมากยิ่งขึ้น” 

ขนมก้นกระทะร้อน ๆ กลิ่นหอมกรุ่นถูกยกออกมาตั้ง ท่ามกลางวงล้อมของลูกหลานที่ส่งเสียงพูดคุยถึงคืนวันแต่ก่อนเก่า เรื่องราวสารพันจากวัยเยาว์ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า คล้ายได้หลบเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยในนามของครอบครัว โดยมีขนมก้นกระทะแสนอร่อยจากวัยเด็กเข้ามาสร้างพลังแห่งชีวิตเมื่อก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ให้ได้อิ่มใจและอิ่มท้องในทุกครั้งที่กลับบ้าน

Writer & Photographer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load