ลมหนาวปลายปีมาเมื่อไหร่ กลายเป็นสัญญาณว่า Jim Thompson Farm เปิดแล้ว

ได้เวลาไปถ่ายรูปสวยๆ กลางทุ่งผักผลไม้และดอกไม้ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา แม้ที่นี่จะเปิดให้เข้าชมเพียงปีละ 37 วัน แต่จากการสำรวจครั้งล่าสุด นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม มีจำนวนมากถึง 2 แสนคนต่อปี มากกว่าการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 18 ปีที่แล้วถึง 100 เท่า

ใน พ.ศ. 2542 พื้นที่กว่า 600 ไร่บนเชิงเขาพญาปราบเปิดฉากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวครั้งแรก ฟักทองลูกโต พืชผักปลอดสารพิษ ดอกไม้หลากสีสัน และการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสำหรับทอผ้า ทำให้ผู้คนประทับใจธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

แต่ธรรมชาติอย่างเดียวไม่เพียงพอให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางคู่แข่งที่เกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด โจทย์ของจิม ทอมป์สัน คือทำให้คนได้สัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมอีสานอย่างเข้าใจ อุดหนุนสินค้าท้องถิ่น และมีช่วงเวลาดีๆ จนอยากกลับมาใหม่ทุกปี

พ.ศ. 2550 จิม ทอมป์สัน เริ่มรวบรวมบ้านไม้แบบอีสานมารวมไว้บนพื้นที่ 10 ไร่ ทั้งบ้านโคราช บ้านภูไท และเรือนเหย้า แล้วจำลองวิถีชีวิตอีสานโดยเชิญพ่อใหญ่แม่ใหญ่จากหมู่บ้านต่างๆ มาสาธิตวิธีปั้นหม้อ สานไม้ไผ่ สานแห ทำแคน ย้อมคราม ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ไปจนถึงเทศน์มหาชาติ และการแสดงท้องถิ่น และ 2 ปีต่อมาก็เริ่มโครงการ Art on Farm เชิญศิลปินมาทำงานจัดแสดงที่ฟาร์ม โดยเน้นเรื่องการเกษตรและท้องถิ่น

ฟาร์มกลายเป็นสวน มิวเซียม และอาร์ตแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ที่จะเปลี่ยนธีมหลักไปทุกปี สลับระหว่างผ้า วัฒนธรรม และการเกษตร โดยธีมสนุกๆ ที่ผ่านมา ได้แก่ หมอลำ ผ้าขาวม้า และปีนี้ เกษตรกรรมเป็นโจทย์หลัก

“เราคิดว่าจะทำยังไงให้เกษตรเป็นสิ่งที่สนุกสนานน่าสนใจ เราเลยย้อนกลับไปคิดว่าจุดเริ่มต้นของการเกษตรคือน้ำ ถ้าไม่มีน้ำ การเกษตรก็ลำบาก และถ้าลงลึกไปอีก น้ำไม่ได้ใช้สำหรับแค่การเกษตรเท่านั้น แต่น้ำคือทุกอย่าง เราเลยเอารายละเอียดพวกนี้มาตีความและเล่าในงานนี้ จนได้มาเป็น ‘เต๋อเต๋อเวินวัง-พลังแห่งน้ำ’

เราอยากให้คนได้เห็นความสำคัญของน้ำที่เป็นพลังมหาศาลของชีวิต น้ำเป็นทรัพยากรตั้งต้นของทุกสรรพสิ่ง ตัวเรามีน้ำ 80% โลกมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 3 ใน 4 แต่เรากลับมองน้ำเป็นแค่ทรัพยากรที่เราจะฉกฉวย เราเลยคิดกันว่าจะทำอย่างไรดี ทำให้คนที่ได้เข้ามาร่วมงานสัก 1% รู้สึกว่าจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัด มันมีคุณค่ามหาศาล และเป็นชีวิตของเรา”

ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ

ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ อาจารย์ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมอีสานของฟาร์ม อธิบายแก่นของงานปีนี้ ‘เต๋อเต๋อเวินวัง’ เป็นภาษาอีสานโบราณ หมายถึงพลังของน้ำที่ดังสะเทือนกึกก้อง ก่อนตำนานเรื่องพญานาคสร้างแม่น้ำจะโด่งดังทั่วภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีตำนานเรื่องยักษ์จมูกแดงชื่อ สะลึคึ ซึ่งตัวใหญ่มากจนเด็กๆ เข้าไปเล่นสะบ้าในรูจมูกได้เมื่ออสูรนอนหลับ เมื่อเดินเปลือยโทงเทงไปทั่วอีสาน ของของยักษ์ตนนี้ก็ลากแผ่นดินทะลุทะลวงไปตามทางจนเกิดเป็นแม่น้ำโขง และยังมีนายพรานจึ่งขึ่งดังแดง พรานยักษ์จมูกแดงที่ตามล่าควายเงินจนตัวตายที่แก่งคุดคู้ จุดหักโค้งบริเวณสะดือแม่น้ำโขง

ตัวละครที่มีสีสันเหล่านี้ถูกนำมาตีความใหม่เป็นมาสคอตยักษ์จมูกแดงประจำปี และตามมาด้วยดีไซน์เส้นทางการเยี่ยมชมฟาร์มตามการเรียนรู้เรื่องน้ำ

“เราคุยกันเองแล้วก็เชิญหลายๆ คนมาคิดงานด้วยกัน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ชาวบ้าน และพระ เพราะบางทีมีเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเชื่อด้วย เราเล่าให้ฟังว่าเราทำอะไร มันมีอะไรขาดไปบ้าง เสริมอะไรได้อีก เราก็จะเติมให้มันเต็ม เสร็จแล้วค่อยมาออกแบบลำดับว่าการเข้ามาควรจะเจออะไรบ้าง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีที่เราคิดกันไว้”

พหลไชย เปรมใจ

พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกที่ปรึกษา จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ผู้ออกแบบพื้นที่นี้มาตลอดสิบกว่าปี อธิบายว่า หลังจากสังเกตพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมาตลอด เขาค้นพบว่าผู้คนให้ความสำคัญกับการถ่ายรูปเป็นอันดับหนึ่ง และชอบกิจกรรมที่มีส่วนร่วมได้ เข้าไปจับต้อง ลองเล่น ได้เต็มที่ ไม่ต้องอ่านข้อมูลยืดยาว การดีไซน์เพื่อตอบโจทย์นี้จึงต้องเน้นความแข็งแรง ทนทานต่อนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาตลอด 37 วัน และสื่อสารง่าย เข้าใจทันที

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ดอกไม้

ท่ามกลางลมหนาวในช่วงปลายปี เส้นทางทำความรู้จักน้ำเริ่มต้นตั้งแต่ซุ้มทางเข้าไม้ไผ่ที่พลิ้วไหวเหมือนสายน้ำโขง ผ่านทุ่งดอกคอสมอสบานสะพรั่งและแปลงผักปลอดสาร เข้าสู่ลานฟักทองและทุ่งดอกไม้หลายสี โครงสร้างรูปจมูกยักษ์สีแดงเปิดโอกาสให้คนเข้าไปเล่นสัมผัสได้เต็มที่ เช่นเดียวกับฝูงควายเงิน ไหดักน้ำค้างยักษ์ที่ปีนขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้ และลานยกยอที่กลายเป็นเครื่องเล่นของเด็กๆ

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม สวนสนุก จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

“น้ำไม่ได้มาจากแม่น้ำอย่างเดียว มาได้จากหลายทาง เช่น การดึงเอาน้ำจากอากาศมาใช้ เป็นโครงการที่รัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้ ไหดักน้ำค้างจะดักน้ำจากอากาศตอนเช้าๆ สักประมาณ ตี 3 ถึงตี 4 ที่น้ำค้างเริ่มลง เราดักให้มันเป็นน้ำและเก็บมาใช้รดน้ำในส่วนที่อยู่รอบๆ และยอก็เป็นเครื่องมือหาปลาที่เห็นเยอะในอีสานสมัยก่อน ถ้าแม่น้ำไหนอุดมสมบูรณ์แล้วมียอเยอะ จะเป็นดัชนีชี้วัดว่าแม่น้ำนี้อุดมสมบูรณ์มาก มันน่าสนใจแต่ว่ามันหายไปเรื่อย ๆ เด็กสมัยนี้อาจจะไม่เคยเห็นยอเลยก็ได้”

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม สวนสนุก

ยุทธพงศ์อธิบายแนวคิดเบื้องหลังงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่กระจายตัวในฟาร์ม เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ จะเจอปราสาทน้ำ ผลงานของนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินที่สร้างที่นี่เป็นปราสาทผ้าขาวม้าลายทุ่งข้าวสีทองในปีที่แล้ว โดยปรับเปลี่ยนงานศิลปะให้เข้ากับปีนี้ พหลไชยเล่าว่า สิ่งก่อสร้างที่ทนทานและสวยงามของแต่ละปีจะนำมา reuse ใหม่ ย้ายที่ หรือปรับเปลี่ยนให้กลมกลืนกับธีมใหม่

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

“เราทำงานร่วมกับศิลปินเพื่อให้มีมิติงานศิลปะในฟาร์ม ปีนี้หลักๆ มีงานของคุณอินทนงศ์ ชิณวงศ์ ที่แสดงวิถีชีวิตอย่าง ‘สุดเหวี่ยง’ เป็นการหว่านแห และ ‘ลวงปลา’ สืบเนื่องจากการเอาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่หว่านแหและจับปลาต่างๆ ก็ทำเป็นเครื่องมือหาปลาประเภทต่างๆ มารวมกัน ถ้าคนเข้าไปก็จะรู้สึกเหมือนเป็นปลา เดินมุดได้ เข้าไปหลงทางได้ ส่วนของอาจารย์ดนุพล เอนอ่อน จะเป็นบั้งไฟพญานาค ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดสองมิติในสิม โบสถ์ของอีสาน และเดินต่อไปอีกจะเจอภาพถ่ายวิถีชีวิตริมน้ำจากการล่องเรือ”

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

สถาปนิกขยายความว่า จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เลือกศิลปินที่ทำงานร่วมกับชุมชนและถ่ายทอดความสนุกสนาน สื่อสารกับคนจำนวนมากได้ดีในเวลาจำกัด เมื่อผ่านโซนศิลปะนี้ไปจะพบหมู่บ้านอีสานที่เพิ่งเปิดท่าน้ำให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือจากท่าน้ำหมู่บ้าน ผ่านหอไตรไม้แสนสวยไปตลาดจิมได้เป็นปีแรก

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

จากนั้นเส้นทางท่องเที่ยวจะนำไปสู่หมู่บ้านจิมที่สอนกระบวนการทอผ้าไหมทุกขั้นตอน และตบท้ายที่ตลาดขายผักผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปและผลิตภัณฑ์ผ้าต่างๆ เติมประสบการณ์เที่ยวฟาร์มที่ปลูกการเกษตร วัฒนธรรม และศิลปะ ให้งอกงามให้ครบถ้วนบริบูรณ์

ทอผ้า ตลาดจิม Jim Thompson Farm ผ้าทอ

การเที่ยวที่นี่ให้ทั่วอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อเติมรสชาติให้ตา หู จมูก ปาก และผิว ได้สัมผัสความรื่นรมย์อย่างเต็มอิ่ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เป็นตัวอย่างการลงมือหยิบวัฒนธรรมอีสานมาเล่าในรูปแบบร่วมสมัยได้ลงตัวไม่เคอะเขิน เพื่อให้คนที่ไปลองใช้ชีวิตช้าๆ ซึมซับธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมในคราวเดียว

ประสบการณ์แปลกใหม่ทุกปีที่ตั้งใจมอบให้นักท่องเที่ยว ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่ฟาร์ม แต่เป็นเหมือนสวนสนุกไทยที่จริงใจและสนุกจนอยากกลับไปเยี่ยมทุกปี

 

ภาพ: Jim Thompson Farm

จิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ 2560 : เต๋อเติน เวินวัง-พลังแห่งน้ำ

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2560 – วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2561 (37 วัน)
09.00 – 17.00 น.
โทรศัพท์: 027622566, 044373116
www.jimthompsonfarm.com

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load