โชคดีจัง ที่วันนี้ฝนไม่ตก

หลังจากพยายามเดาทิศเดาทางเมฆฝนบนฟ้าในระยะนี้ มองบนไปไกล ดูฟ้าว่าเมฆฝนจะสื่อสารบอกอะไรเราก่อนออกจากบ้าน

มองบนไปไกล ถึงใครที่อยู่ห่างออกไปจากตรงนี้ว่าเขามีวันที่ดีหรือเปล่า

และมองบนไปไกลถึงใครบนนั้นว่า ไม่ต้องเป็นห่วง

เช่นเดียวกับที่เราอยากจะชวนคุณมองบน บนอีก บนอีก บนไปถึงยอดตึกของอาคารห้างร้านต่างๆ

ใครหลายคนคงเคยเห็นตราครุฑที่อยู่บนยอดตึกสูงบนชื่ออาคารห้างร้านดัง ดูไม่เข้ากันสักเท่าไหร่กับรูปแบบอาคารทันสมัย สืบค้นจึงพบว่าเป็นเครื่องหมายที่บอกถึงการเป็นกิจการที่ดีแบบโบราณ ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ที่น่าสนใจคือ นอกจากเรื่องการส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งกิจการที่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศแล้ว ตราตั้งห้างยังทำให้เรานึกถึงหลักการของธรรมภิบาล (Good Governance) หรือหลักการบริหารกิจการที่ดีระดับสากล ในแบบที่มาก่อนกาลร่วมร้อยปี

จากตัวอย่างห้างร้านที่ได้รับตราตั้งห้างอันรุ่งเรืองทั้งในอดีตและปัจจุบันจำนวนมาก ทำให้เราเห็นว่าภายใต้เครื่องหมายทางการอันน่าเกรงขามนั้นเต็มไปด้วยเกียรติยศและความตั้งใจของคนที่ประกอบกิจการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งต่อให้กิจการห้างร้านนั้นๆ อาจและไม่อาจฝืนทนต่อสายธารของยุคสมัยที่เชี่ยวกราก เราก็จะจดจำได้อยู่ดี

 

ตั้งตา

ตราครุฑที่เราเห็นประดับอยู่บนอาคารหรือสถานที่ที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการ ในตำแหน่งเหนือป้ายชื่ออาคาร บริษัท หรือห้างร้านเหล่านี้คือเป็นเครื่องหมายของการพระราชทาน ‘ตราตั้งห้าง’ มีความหมายว่า กิจการห้างร้านแห่งนั้นได้รับพระราชทานเกียรติยกย่องให้เป็นบริษัทห้างร้านที่ประกอบการค้ากับพระราชสำนักมาเป็นเวลานาน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและไว้วางใจของประชาชน

เป็นธรรมเนียมที่เริ่มใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว และยังคงถือปฏิบัติมาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยได้รับอิทธิพลมาจากตราตั้งห้างของชาวตะวันตกที่เรียกว่า Royal Warrant of Appointment โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ซึ่งพระมหากษัตริย์จะพระราชทานตราพระจำพระองค์หรือตราราชวงศ์สำหรับพ่อค้าและกิจการที่จัดหาสินค้าหรือบริการแก่ราชสำนักด้วยความเรียบร้อยและมีความสัมพันธ์อันมั่นคงมายาวนาน

ก่อตั้ง

สำหรับการพระราชทานตราตั้งห้างในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราแผ่นดินแบบอาร์ม (Coat of Arms) ซึ่งมีใช้เฉพาะในรัชกาลที่ 5 มีลักษณะการผูกตราแบบยุโรป เบื้องล่างระบุข้อความ “ตั้งโดยพระบรมราชานุญาต” พระราชทานแก่ผู้ประกอบกิจการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาใช้สอยให้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณ เช่น ช่างทองหลวง ช่างถ่ายรูปหลวง เพื่อเป็นเกียรติยศและพระราชทานไว้เพื่อเป็นตราเพื่อการค้า

นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังมีการแบ่งแยกตราตั้งพระราชทานที่เป็นของพระมหากษัตริย์ ของสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ตามราชสำนักของอังกฤษ

เช่น หากห้างร้านติดต่อกิจการค้าโดยเฉพาะกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ห้างนั้นจะได้รับพระราชทานเครื่องหมายตราพระราชเสาวนีย​์ หรือหากเป็นห้างร้านที่ติดต่อดำเนินกิจการการค้าโดยเฉพาะกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ห้างนั้นจะได้รับพระราชทานพระราชลัญจกรประจำพระองค์

ตั้งชื่อ

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนตราแผ่นดินใหม่เป็นรูปพระครุฑพ่าห์ ตราตั้งห้างที่พระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยจึงเปลี่ยนมาเป็นรูปครุฑพ่าห์ หน้าอัดทรงเชิดตามแบบตัวอย่างของกระทรวงวัง มีข้อความประกอบเบื้องล่างว่า “โดยได้รับพระบรมราชานุญาต” หรือเป็นอักษรภาษาต่างประเทศว่า “By Appointment to His Majesty the King of Siam” แทนภาษาไทย

ตั้งตัว

ในรัชสมัยต่อๆ มา ได้ขยายขอบเขตการพระราชทานตราตั้งห้างแก่บริษัทห้างร้านและผู้ประกอบกิจการที่กว้างขวางมากขึ้น โดยจะพระราชทานตราตั้งห้างตามพระราชอัธยาศัยเป็นสำคัญ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบการในรูปแบบต่างๆ และส่งเสริมให้เกิดการประกอบกิจการภายในประเทศ ประหนึ่งเป็นการรับรองห้างร้านที่ประกอบกิจการดี เป็นที่ยอมรับนับถือและฐานะมั่นคง

ทำให้คิดถึงหลักของการทำธรรมภิบาล (Good Governance) หลักการและแนวคิดที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ระบบที่สะท้อนประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ คำนึงถึงหน้าที่และความร่วมมือของผู้ส่วนร่วม เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญ คือความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นวิถีสำคัญที่จะสร้างความยั่งยืนในองค์กรห้างร้านใดๆ

 

ตั้งใจ

การดำเนินการขอพระราชทานตราตั้งห้างนั้น ตามระเบียบซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2482 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายครุฑพ่าห์ พ.ศ. 2534 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 กำหนดคุณสมบัติของบุคคลหรือห้างร้านบริษัทที่จะขอพระราชทานตราตั้งห้างกล่าวโดยสรุป ดังนี้

เป็นผู้มีฐานะเป็นนิติบุคคลหรือจดทะเบียนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้ทำการติดต่อกับกรมกองต่างๆ ในพระราชสำนักมาก่อน มีฐานะการเงินดี เป็นที่เชื่อถือของประชาชนมานาน ประกอบการค้าโดยสุจริต ตั้งอยู่ในศีลธรรมและไม่เคยมีความผิดฐานทุจริตเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้สึกของมหาชน และไม่มีหนี้สินรุงรัง เว้นแต่หนี้อันเป็นปกติวิสัยธรรมดาเฉพาะกิจการค้าตามประเภท

การยื่นหนังสือขอพระราชทานต่อสำนักพระราชวัง ผู้ขอต้องแสดงชื่อ นามสกุล ที่อยู่อันเป็นหลักแหล่ง รวมถึงมีหน้าที่ใดในห้างร้านแห่งนี้ ระบุประเภทของประเภทการค้า ยื่นใบสำคัญแสดงหลักฐานการเงินและค้าขายของห้างร้านประกอบการวินิจฉัย และลงลายมือชื่อรับรองว่าจะปฏิบัติตามข้อบังคับของตราตั้งห้าง

 

ตั้งค่า

เมื่อสำนักพระราชวังตรวจสอบและพิจารณาแล้วเห็นว่า บุคคลหรือห้างร้านบริษัทมีคุณสมบัติสมควรได้รับพระราชทานตราตั้ง จะทำความขึ้นกราบบังคมทูลของพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากนั้นให้นายกรัฐมนตรีในฐานะบังคับบัญชาสำนักพระราชวังออกตราตั้งให้และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

จากนั้นบริษัทห้างร้านจะทำเครื่องหมายตราตั้งขึ้นเอง โดยจัดทำให้ถูกต้องตามแบบกระทรวงวัง และจะใช้เครื่องหมายตราตั้งประดับ ณ ที่ทำการค้าขาย พิมพ์รูปจำลองเครื่องตราตั้งลงในกระดาษ ซอง ใบเก็บเงิน ใบเสร็จ ฉลากของ พาณิชยบัตร แผงยานพาหนะส่งของได้ ที่สำคัญ บริษัทห้างร้านนั้นๆ ต้องบำเพ็ญตนให้อยู่ในฐานะอันดีหรือดีขึ้นไป

ตั้ง…แต่

สำหรับข้อบังคับใช้ตราตั้งห้างนั้น สำนักพระราชวังระบุไว้ตามระเบียบดังนี้

ห้ามไม่ให้ใช้เครื่องหมายตราตั้งเป็นยี่ห้อสินค้าของห้าง ห้ามไม่ให้ใช้ธงอันมีรูปเครื่องหมายตราตั้ง ห้ามไม่ให้ใช้คำว่า ‘หลวง’ เช่น ช่างทองหลวง เป็นต้น ห้ามไม่ให้ใช้ตราตั้งหรือรูปจำลองเครื่องหมายตราตั้งในการอันไม่เกี่ยวกับการค้าขาย ห้ามประกาศหรือแจ้งความโฆษณาว่าตนเป็นผู้ทำการติดต่อกับราชการในพระราชสำนัก และห้ามไม่ให้ทำรูปจำลองหรือสำเนาตราตั้งแม้ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ตัวตั้ง

บริษัท โอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) จากร้านขายของเบ็ดเตล็ดเล็กๆ ย่านสำเพ็ง ก่อตั้งใน พ.ศ. 2434 โดยนายแป๊ะ โอสถานุเคราะห์ ที่ได้นำสูตรยาจีนโบราณที่ชื่อว่า ยากฤษณากลั่น มีสรรพคุณบรรเทาโรคปวดท้องเป็นอย่างดี ก่อนจะทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ในการซ้อมรบของกิจการเสือป่าที่นครปฐม ด้วยประสิทธิผลของยาต้นตำรับ รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระราชทานเข็มเสือป่าและประทานนามสกุลแก่นายแป๊ะ ใน พ.ศ. 2456 นำความภาคภูมิใจสู่ร้านเต๊กเฮงหยู ก่อนจะย้ายไปยังถนนเจริญกรุงและเปลี่ยนชื่อร้านเป็นโอสถสถานเต๊กเฮงหยู ผลิตและจำหน่ายยาสามัญประจำบ้าน รุ่งเรืองตามลำดับมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 126 ปี และได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2502 

ที่มา: osotspa.com

ห้องทองตั้งโต๊ะกัง ร้านทองเก่าแก่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อตั้งโดยนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ต่อมาดำเนินการสืบทอดโดยทายาทรุ่นที่สองก่อนจะจดทะเบียนการค้าใน พ.ศ. 2457 และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2464 หรือในสมัยรัชกาลที่ 6 ปัจจุบัน อาคารห้างร้านทองตั้งโต๊ะกังที่สูงกว่า 7 ชั้นได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร โดยทายาทครอบครัวตันติกาญจน์เห็นชอบให้จัดทำพื้นที่ชั้น 3 และ 6 เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติห้างและให้ความรู้เรื่องการทำทอง

สยามกลการ ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2495 ดำเนินธุรกิจค้ารถยนต์ใหม่และเก่า และเป็นผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศเจ้าแรกของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาใน พ.ศ. 2505 ก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แห่งแรกในประเทศไทยด้วยกำลังผลิตเพียงวันละ 4 คัน และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2515 ปัจจุบันยังคงดำเนินธุรกิจหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์และเป็นสินค้าชั้นนำในตลาดโลก

ที่มา: www.siammotors.com

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีจุดเริ่มต้นจากความสำเร็จของกิจการขายหนังสือของคุณสัมฤทธิ์ คุณเตียงผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจร่วมทุนกับลูกชาย เปิดร้านค้านามบริษัทเซ็นทรัลเทรดดิ้งใน พ.ศ. 2490 จำหน่ายหนังสือนานาชนิดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบุกเบิกการนำเข้าสินค้าหลากหลายจากต่างประเทศ เป็นแหล่งรวมนักเรียนนอกในสังคมไทย ก่อกำเนิดห้างสรรพสินค้าสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งยุค ก่อนจะเรียนรู้ผ่านเส้นทางทั้งขรุขระและราบรื่น เป็นธุรกิจห้างร้านที่ผูกพันมาตลอด 70 ปี โดยได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2549 

ร้านยูไลย เทเลอร์ ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2484 โดยนุ้ย แซ่หลุ่ย ยูไลย มาจากภาษาจีนแปลว่า ความประณีตและพิถีพิถัน ด้วยชื่อเสียงของร้านที่เป็นไปตามชื่อ จึงเป็นที่รู้จักในวงการว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตัดเย็บเสื้อสูท  เสื้อราชประแตน ที่ทั้งประณีต พิถีพิถัน และตรงต่อเวลา ทั้งเป็นที่ได้รับความไว้วางใจจากพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง นักการเมือง นักธุรกิจ และลูกค้าจากต่างประเทศ และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2550

วิวิธภูษาคาร ร้านตัดเย็บเครื่องแบบเสือป่าและลูกเสือในสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะขยายกิจการเป็นร้านเครื่องแบบข้าราชการและเครื่องแบบนักเรียนใน พ.ศ. 2455 เป็นห้างร้านเดียวในประเทศที่ได้รับตราตั้งห้างแบบพิเศษ เป็นตราที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมข้อความเบื้องล่างตราสัญลักษณ์ว่า “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษ” (ไม่ทราบปีที่ได้รับตราตั้งห้าง) ปัจจุบันร้านวิวิธภูษาคารเปลี่ยนเป็นโรงแรมชื่อ Vivit Hostel โดยที่มุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโรงแรมยังรับตัดเสื้อด้วยช่างฝีมือรุ่นสุดท้าย และจัดโชว์ข้าวของเครื่องแบบสมัยก่อน

ที่มา: www.vivithostel.com

โรงงานวิเศษนิยม โรงงานผลิตและจำหน่ายยาสีฟันตำรับโบราณรายแรกของประเทศไทย จากตำรับวิชายาสีฟันที่นางผิน แจ่มวิชาสอน ผู้ก่อตั้งได้รับมาจากท่านจมื่นสิทธิแสนยารักษ์ แพทย์แผนโบราณประจำโรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนทำยาสีฟันแจกลูกเสือในงามชุมนุมลูกเสื้อทั่วประเทศสมัยรัชกาลที่ 7 จนมีผู้คนเรียกร้องให้ผลิตออกจำหน่าย กลายเป็นยาสีฟันที่แพร่หลายเรื่อยมาจนถึงในปัจจุบัน ก่อนจะได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2509

ที่มา: visetniyom.com

ห้าง ต.เง๊กชวน ก่อตั้งโดย นายชวน ธันวารชน อดีตผู้จัดการโรงภาพยนตร์บางลำพู ผู้บุกเบิกหนังสือและสื่อเกี่ยวกับภาพยนตร์ ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นเสียงตรากระต่าย แผ่นเสียงบันทึกเพลงยุคแรกๆ และสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวกับแผ่นเสียงใน พ.ศ.2468 เป็นห้างร้านที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะดนตรีนาฏศิลป์ไทยและเพลงพื้นบ้านไทย ได้รับพระราชทานตราตั้งห้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบัน ห้าง ต.เง๊กชวน ยังคงเปิดกิจการอยู่เพียงแต่เปลี่ยนจากแผ่นเสียงมาเป็นขนมเบื้องแม่ประภาเจ้าอร่อยแห่งย่านบางลำพู ด้วยความเชื่อของตระกูลว่าให้ดำเนินกิจการใดๆ ก็ตามที่มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมแล้วจะเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเมื่อเห็นจำนวนลูกค้าที่รอคอยขนมเบื้องหอมๆ ที่หน้าร้านเราก็ไม่ขอปฏิเสธความเชื่อนี้แต่อย่างไร

ที่มา: อะหนึ่ง OKnation

ที่มา

ชนาภา ดิษฐปัญญา. (2559). ห้างทองตั้งโต๊ะกัง. สืบค้นจาก http://asaconservationaward.com/index.php/2016-06-13-15-23-31/commercial2543/347-governor-tangtohkanggoldshop-bkk-province (23 ตุลาคม 2560)

ชัชพล ไชยพร. (ไม่ทราบปี). ตราตั้งห้าง. สืบค้นจาก http://digi.library.tu.ac.th/index/0167/28-1-Jan-2552/12PAGE96-PAGE100.pdf (24 ตุลาคม 2560)

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการพระราชทานตราตั้งห้าง. (6 พฤษภาคม 2482). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 หน้า 422 วันที่ 15พฤษภาคม 2482. สืบค้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2482/D/418.PDF (24 ตุลาคม 2560)

Writer & Photographer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

The Cloud x The Coca–Cola Foundation x TerraCycle Thai Foundation

ทุกวันนี้ การรักษ์โลกไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยมตามยุคสมัยอีกต่อไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนต่างหันมาตื่นตัวโดยนำแนวทางดังกล่าวมาใช้ในการทำงานและใช้ชีวิตกันอย่างกว้างขวาง ทำให้ไม่กี่ปีมานี้ กระบวนการดังกล่าวได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันขององค์กรและผู้คนจำนวนมากไปเรียบร้อยแล้ว เราดีใจที่ได้เห็นพัฒนาการนี้และอยากให้ทุกองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมกับการลงมือทำโครงการที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นสำหรับเราทุกคน

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

หนึ่งในโครงการที่จริงจังด้านการดูแลแม่น้ำลำคลอง คือความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโคคา-โคล่า องค์กรสาธารณกุศลภายใต้ เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี กับโครงการ Benioff Ocean Initiative ของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา ซึ่งสนับสนุนเงินทุนในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำ 9 แห่งทั่วโลก โดยคลองลาดพร้าวของไทยเราได้รับเลือกด้วย เนื่องจากขึ้นชื่อว่าประสบปัญหาขยะและมลพิษเป็นจำนวนมาก จึงสนับสนุนการดำเนินงานผ่านมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย องค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะขยะล้นเกินโดยไม่ได้รับการดูแล ด้วยการติดตั้งเครื่องดักขยะจำนวน 2 เครื่องในคลองลาดพร้าว พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะของคนในชุมชนริมคลองให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ในปีนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินงาน พร้อมขยายเป้าหมายต่อไปหลังจากที่เคยคุยกับ The Cloud มาก่อนหน้านี้ใน Care For Canal และเรื่องราวต่อไปนี้คือสิ่งที่เราชวนพวกเขามาเล่าถึงสิ่งที่ได้ลงมือทำ สิ่งที่พวกเขาอยากจะเห็น และสิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ตอนเราเริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 เราไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร หมายถึงทุกอย่างเลยนะ การทำงานของอุปกรณ์จะใช้ได้กับที่คลองลาดพร้าวไหม กระบวนการทำงานจะต้องผ่านอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ชุมชนจะร่วมมือมากน้อยแค่ไหน” เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย เอ่ยเมื่อเราถามว่าการทำงานเข้าปีที่ 2 กับปีแรก มีอะไรที่แตกต่างออกไปหรือไม่

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เข้าปีที่สองแล้ว เราก็เข้าใจการทำงานมากขึ้น อยู่กับสถานที่จริงมาปีกว่า เรารู้แล้วว่าต้องปรับปรุงตรงไหน เราก็กำลังจะปล่อยเครื่องดักขยะเพิ่มอีกสองเครื่องในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ต้องมีการปรับแก้และพัฒนากันไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีพื้นที่ไหนหรอกที่เหมือนกัน ต้องปรับตลอดเวลา เช่น เพิ่มพื้นที่ให้คนขึ้นไปเดินสำรวจรอบเครื่องได้ เพื่อที่เวลามีปัญหาอาจจะแก้ไขในน้ำได้เลย ไม่ต้องยกขึ้นมา เพิ่มผิวสัมผัสที่แขนดัก เพื่อให้จับขยะชิ้นเล็ก ๆ ได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราปรับ เช่น ทำให้แขนยาวขึ้น ทำให้มันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ไม่สะดุดตาจนเกินไปนัก” เจมส์เล่ากระบวนการพัฒนาอุปกรณ์ของพวกเขา ซึ่งแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นและการลงทุนลงแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

“สิ่งสำคัญคือตอนนี้เราได้สร้างชุมชนที่มีจิตสำนึกด้านการรีไซเคิลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทิ้งขยะลงคลองอีกแล้ว พวกเขารู้ว่าขยะแบบไหนรีไซเคิลได้และต้องเก็บไว้ ขยะแบบไหนที่ไม่ได้และจัดการกับมันอย่างไร ขยะบางชนิดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป้าหมายคือการลดจำนวนที่ต้องเก็บ พร้อมกับเพิ่มจำนวนที่รีไซเคิลได้ให้มากยิ่งขึ้น”

เป้าหมายฟังดูเรียบง่าย แต่การลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับชุมชน การติดต่อเพื่อทำความเข้าใจกับระบบระเบียบทางการ การปรับแก้เครื่องมือครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้เข้ากับพื้นที่คลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาเลือกในการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งต้องคำนึงถึงความลึก ขนาดของตลิ่ง ความแรงของน้ำ และสิ่งละอันพันละน้อยอีกนานัปการเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า เป้าหมายโครงการนี้ไม่มีอะไรเรียบง่ายแม้แต่น้อย

นวัตกรรมที่นำมาใช้เป็นการพัฒนาเครื่องมือจักรกลพื้นฐาน เรียกว่าเครื่องดักขยะ (River Waste Trap) ซึ่งเป็นทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งกลไกดักจับขยะอย่างง่าย ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มใช้งานครั้งแรก

“ชื่อไม่เท่เลยใช่ไหม” เจมส์หัวเราะก่อนจะเล่าต่อ “มีเครื่องมืออันหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ ชื่อว่า Mr.Trashwheel ซึ่งเป็นเครื่องดักขยะอย่างง่าย ๆ แต่แค่ติดตั้งชิ้นส่วนบางชิ้นกับใส่ตาตัวการ์ตูนเข้าไป มันก็ดูเหมือนสัตว์ประหลาดกำลังกินขยะ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เตะตาผู้คนแล้วดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียว บางทีคนก็ไม่ได้รู้หรอกว่าเราเก็บขยะกันได้วันละกี่กิโลกรัม แต่ถ้ามันมีเรื่องราวหรือชื่อเล่นติดหูเข้ามาช่วย การทำประชาสัมพันธ์หรือการทำตลาดก็ทำได้ง่ายขึ้น” เจมส์อธิบายให้เราเข้าใจความสำคัญของการตั้งชื่อ นั่นเพราะเขาตั้งใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

“ตอนนี้เราตั้งชื่อตามจุดที่เอาไปตั้งไว้ อย่างเช่น เครื่องซิกซ์ตี้วัน เพราะอยู่ที่ลาดพร้าวซอย 61 หรือเครื่องเอทตี้ก็อยู่ที่ลาดพร้าวซอย 80 แต่อันล่าสุด เราชอบชื่อมาก มันชื่อ อาร์มี่อีเลฟเว่น คุณอยากลองทายไหมว่ามันตั้งอยู่ตรงไหน” ถึงตรงนี้เราต้องหยุดคิดกันนิดหนึ่ง เพราะเราไม่แน่ใจว่ากระแสโคเรียนเวฟจะมาถึงเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าวแล้วหรือเปล่า แต่พอเชื่อมโยงได้ เราก็ยิ้มกว้าง

กรมทหารราบที่ 11

ดูเหมือนลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ที่เคยไปเยี่ยมชม และเจมส์รู้ดีว่าเขาต้องการลูกเล่นแบบนี้เพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือชุมชน

“แม้เราจะไม่โดนชุมชนขัดขวาง แต่สิ่งเจอในตอนแรกก็คือไม่มีใครยอมปล่อยที่ให้เราเช่าเพื่อเก็บของเสียและขยะที่เก็บได้ ต้องลงพื้นที่เพื่อเดินถามทุกบ้าน จนกระทั่งเข้าไปคุยกับเจ้าอาวาสวัดลาดพร้าว ท่านจึงบอกว่าญาติท่านมีที่ดินติดคลองผืนเล็ก ๆ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรา เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับไปหาท่านอีกครั้งพร้อมกับผลงาน ไปให้ท่านดูว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และที่ดินผืนเล็กที่ท่านช่วยหาเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเราอย่างไร

“ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าเราเป็นองค์กรจากต่างชาติ ได้รับคำชมและรางวัลมากมาย แต่ผมจะบอกให้ว่าจุดที่เราภูมิใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในโครงการนี้ และเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราทำงานได้ต่อไป ก็คือการที่ท่านเจ้าอาวาสนั่งดูผลงานและฟังการรายงานจากทีมงานของเราอย่างตั้งใจ พร้อมกับบอกพวกเราว่า ท่านขอบคุณและภูมิใจในตัวพวกเรา บอกว่าพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และกำลังทำให้พื้นที่รอบ ๆ นี้ดีขึ้น เป็นกำลังใจที่ดีมาก”

“ก่อนจะลงพื้นที่ปีที่แล้ว เราได้รับคำเตือนว่าชาวบ้านอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่รัฐอาจจะไม่ยอมช่วย แต่กลายเป็นว่าไม่เจออะไรแบบนั้นเลย อาจจะมีบ้างที่คนสงสัยว่าเราเข้ามาทำอะไร แต่พอเราสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าหาคนทำงานแบบเดียวกับเราในชุมชน เราก็ทำงานง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้ เรายังหวังที่ทำให้ชุมชนรู้สึกว่านี่เป็นภารกิจของพวกเขาด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่การช่วยกันเก็บขยะ แต่ยังหมายถึงการไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำตั้งแต่แรก และการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ”

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน
ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

เจมส์ยังเล่าให้เราฟังต่อไปว่า พวกเขาไม่เพียงแค่เก็บขยะและปล่อยให้มันไปกองรวมกันอยู่ภูเขาขยะเท่านั้น แต่พวกเขาต้องหาวิธีจัดการพวกมันอย่างเป็นขั้นตอน มีการวางแผนจัดการขยะอย่างต่อเนื่อง ขยะที่รีไซเคิลได้ พวกเขานำเอาไปผลิตเป็นสิ่งของที่เป็นประโยชน์คืนกลับมาให้ชุมชน รวมถึงทำเป็นสินค้าสำหรับคนที่อยากสนับสนุนโครงการ

นอกจากนี้ หากในประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยีสูงพอที่จะจัดการกับขยะบางชนิด พวกเขาร่วมมือกับเครือข่ายในสหรัฐฯ เพื่อส่งขยะไปแปรรูปในต่างประเทศ ทำให้วงจรของขยะสมบูรณ์ เกิดเป็นกระบวนการรีไซเคิลอย่างแท้จริง ส่วนขยะที่ปนเปื้อนและไม่สามารถรีไซเคิลได้ ก็จะถูกส่งไปโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยในทุกกระบวนการจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางน้ำและอากาศ และมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ถึงการนำขี้เถ้าและสิ่งที่เหลือจากกระบวนการมาใช้ประโยชน์ต่อไปอีกด้วย

เจมส์รู้ว่าเขาบอกชุมชนไม่ได้ว่าต้องทำงานอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เขาเห็นว่าดีที่สุด สิ่งที่ทำได้คือการทำให้เห็นว่ากระบวนการนี้จะทำให้ชุมชนและเมืองของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร

“เราควบคุมหรือเปลี่ยนแนวคิดชาวบ้านไม่ได้อยู่แล้ว ทำได้แค่สร้างพื้นที่และวางระบบเอาไว้ แล้วดูว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสิ่งที่เราทำ เราจ้างคนในชุมชนเพื่อให้เขามีความเข้าใจ ตอนนี้การแยกขยะรีไซเคิลกับขยะทั่วไปเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในชุมชนแล้ว และทุกคนพร้อมเข้ามาช่วย คนที่ทำงานกับเรากลายเป็นเหมือนฮีโร่ในชุมชน ได้รับความเคารพ งานเก็บขยะไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป เป็นเรื่องน่าภูมิใจสำหรับคนในครอบครัวและชุมชน ทุกวันนี้คนที่ทำงานก็เข้าไปทำงานเองบ้างหลังเวลางานหรือในวันหยุด เพราะพวกเขารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่”

แน่นอนว่าการได้ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองเห็นผลลัพธ์ก่อรูปขึ้นทีละนิด แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ขึ้น ต้องการแรงสนับสนุนพร้อมกับความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ในเชิงปฏิบัติ แต่หมายถึงในระดับแนวคิด

“จนถึงตอนนี้เราเก็บขยะมาแล้วทั้งหมดสามร้อยแปดสิบตัน ตัวเลขขนาดนี้แค่ให้อุปกรณ์หรือเงินทุนคงไม่พอ ในตอนแรกเรามีแต่แนวคิด ผู้ให้ทุนต้องเชื่อใจอย่างมากในการมอบหมายโครงการนี้ให้เราทำ เพราะตอนแรกยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์จะประสบผลความสำเร็จขนาดนี้ไหม หรือแม้แต่จะทำได้หรือเปล่า แต่หลังจากการช่วยเหลือ แลกเปลี่ยน และทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เราสามารถแยกขยะประเภทต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดการกับพวกมันได้อย่างสมบูรณ์ ขยะรีไซเคิลสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงสร้างรายได้ได้ด้วย”

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

นันทิวัต ธรรมหทัย เลขานุการมูลนิธิโคคา-โคล่า ประเทศไทย กล่าวในฐานะผู้ประสานงานในประเทศว่าการทำงานร่วมกัน หมายถึงต้องมีการสนับสนุนกันและกันอย่างชัดเจน “ตอนเราเห็นปัญหา เราก็อยากลงมือแก้ แต่คงไม่ใช่เพียงการตักขยะไปเรื่อย ๆ  ต้องช่วยกันหาทางด้วยว่าจะจัดการกับขยะที่ตักขึ้นมาอย่างไร วัสดุหลายอย่างที่เราเก็บขึ้นมาสามารถนำมารีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ได้ เราจึงช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรกับมัน มีการเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่อจัดการขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชน เพราะนั่นจะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลง พวกเขาทั้งสองให้ความสำคัญกับคนรุ่นต่อไปอย่างมาก ทั้งทีมเห็นพ้องว่าอีกภารกิจสำคัญสำหรับปีหน้า ซึ่งพวกเขาวางแผนจะเริ่มให้เร็วที่สุดถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย ก็คือการเข้าไปในโรงเรียน ให้ความรู้กับเด็ก ๆ เรื่องการจัดการขยะและการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจปัญหาและอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไข จากนั้นความรู้ก็จะไปถึงพ่อแม่และส่งต่อไปเรื่อย ๆ

การเก็บขยะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เจมส์และนันทิวัตเห็นตรงกันคือ พวกเขาอยากสร้างแรงกระเพื่อมที่มากยิ่งขึ้น

“การเก็บขยะในคลองควรเป็นปราการด่านสุดท้าย ไม่ควรเป็นงานหลัก ถึงแม้ตอนนี้ปริมาณขยะที่เราเก็บได้จะลดลงเจ็ดถึงแปดเปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น แต่สิ่งสำคัญที่เราอยากเน้นคือมากกว่าคือขยะทุกชิ้นที่เราไม่ได้เก็บ มันหลุดออกไปแม่น้ำเจ้าพระยาและลงมหาสมุทร จากนั้นมันก็วนกลับมาอยู่ในรูปแบบของไมโครพลาสติก กลับมาอยู่ในอาหารของเรา เราอยากให้คนเห็นตรงนี้ ว่าโครงการรักษ์โลกพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่ไกลตัว มันเป็นเรื่องของพวกเราและลูกหลานเราทุกคน” เจมส์เสริมอย่างหนักแน่น

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น
การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมเต็มรูปแบบ จากผู้คนที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ จากนั้นก็เป็นคนที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาอยากให้คนรู้วิธีการจัดการขยะอย่่างเหมาะสม ให้เกิดนิสัยการแยกขยะ ซึ่งจะทำให้งานที่ด่านสุดท้ายอย่างการเก็บขยะง่ายขึ้น และทำให้กระบวนการจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“ตอนนี้ผู้ประกอบการก็กระตือรือร้นในการรักษาโลกมากขึ้น ซึ่งในมุมของคนที่ทำงานดูแลสิ่งแวดล้อม นี่เป็นเรื่องที่ดีและอยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาทำกันมากขึ้น แต่สำหรับเรา การที่ชาวบ้านแยกขยะด้วยตัวเอง คอยเตือนกันในหมู่เพื่อนบ้านไม่ให้ลืมตัวทิ้งขยะลงแม่น้ำ ช่วยดูแลเครื่องดักขยะที่เราเอาไปติดตั้งไว้ อาสาสร้างกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน สำหรับคนในชุมชนและคนนอกที่สนใจ นี่เป็นเรื่องที่เราเห็นว่าสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน”

“พวกเขาจะบอกผมเสมอว่าวันนี้เก็บขยะได้มากน้อยแค่ไหน เขารักในสิ่งที่ทำ รักคลองของพวกเขา นี่แหละคือการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราอยากเห็น ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงตัวจริงไม่ใช่องค์กรของผมหรอก เป็นชาวบ้านที่เขาอยู่กับลำคลองมาตั้งแต่เกิดต่างหาก” เจมส์ทิ้งท้าย

ถึงแม้ภารกิจจะยังไม่ใกล้คำว่าเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อแรงกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทุกคนทำได้คือการขยายวงนั้นให้กว้างที่สุด

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

ภาพ : Terracycle Foundation

ติดตามการทำงานดูแลคลองลาดพร้าวต่อได้ที่

Website : www.terracyclefoundation.org

Facebook : TerraCycle Thai Foundation

Instagram : terracyclethaifoundation

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load