โชคดีจัง ที่วันนี้ฝนไม่ตก

หลังจากพยายามเดาทิศเดาทางเมฆฝนบนฟ้าในระยะนี้ มองบนไปไกล ดูฟ้าว่าเมฆฝนจะสื่อสารบอกอะไรเราก่อนออกจากบ้าน

มองบนไปไกล ถึงใครที่อยู่ห่างออกไปจากตรงนี้ว่าเขามีวันที่ดีหรือเปล่า

และมองบนไปไกลถึงใครบนนั้นว่า ไม่ต้องเป็นห่วง

เช่นเดียวกับที่เราอยากจะชวนคุณมองบน บนอีก บนอีก บนไปถึงยอดตึกของอาคารห้างร้านต่างๆ

ใครหลายคนคงเคยเห็นตราครุฑที่อยู่บนยอดตึกสูงบนชื่ออาคารห้างร้านดัง ดูไม่เข้ากันสักเท่าไหร่กับรูปแบบอาคารทันสมัย สืบค้นจึงพบว่าเป็นเครื่องหมายที่บอกถึงการเป็นกิจการที่ดีแบบโบราณ ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ที่น่าสนใจคือ นอกจากเรื่องการส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งกิจการที่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศแล้ว ตราตั้งห้างยังทำให้เรานึกถึงหลักการของธรรมภิบาล (Good Governance) หรือหลักการบริหารกิจการที่ดีระดับสากล ในแบบที่มาก่อนกาลร่วมร้อยปี

จากตัวอย่างห้างร้านที่ได้รับตราตั้งห้างอันรุ่งเรืองทั้งในอดีตและปัจจุบันจำนวนมาก ทำให้เราเห็นว่าภายใต้เครื่องหมายทางการอันน่าเกรงขามนั้นเต็มไปด้วยเกียรติยศและความตั้งใจของคนที่ประกอบกิจการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งต่อให้กิจการห้างร้านนั้นๆ อาจและไม่อาจฝืนทนต่อสายธารของยุคสมัยที่เชี่ยวกราก เราก็จะจดจำได้อยู่ดี

 

ตั้งตา

ตราครุฑที่เราเห็นประดับอยู่บนอาคารหรือสถานที่ที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการ ในตำแหน่งเหนือป้ายชื่ออาคาร บริษัท หรือห้างร้านเหล่านี้คือเป็นเครื่องหมายของการพระราชทาน ‘ตราตั้งห้าง’ มีความหมายว่า กิจการห้างร้านแห่งนั้นได้รับพระราชทานเกียรติยกย่องให้เป็นบริษัทห้างร้านที่ประกอบการค้ากับพระราชสำนักมาเป็นเวลานาน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและไว้วางใจของประชาชน

เป็นธรรมเนียมที่เริ่มใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว และยังคงถือปฏิบัติมาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยได้รับอิทธิพลมาจากตราตั้งห้างของชาวตะวันตกที่เรียกว่า Royal Warrant of Appointment โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ซึ่งพระมหากษัตริย์จะพระราชทานตราพระจำพระองค์หรือตราราชวงศ์สำหรับพ่อค้าและกิจการที่จัดหาสินค้าหรือบริการแก่ราชสำนักด้วยความเรียบร้อยและมีความสัมพันธ์อันมั่นคงมายาวนาน

ก่อตั้ง

สำหรับการพระราชทานตราตั้งห้างในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราแผ่นดินแบบอาร์ม (Coat of Arms) ซึ่งมีใช้เฉพาะในรัชกาลที่ 5 มีลักษณะการผูกตราแบบยุโรป เบื้องล่างระบุข้อความ “ตั้งโดยพระบรมราชานุญาต” พระราชทานแก่ผู้ประกอบกิจการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาใช้สอยให้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณ เช่น ช่างทองหลวง ช่างถ่ายรูปหลวง เพื่อเป็นเกียรติยศและพระราชทานไว้เพื่อเป็นตราเพื่อการค้า

นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังมีการแบ่งแยกตราตั้งพระราชทานที่เป็นของพระมหากษัตริย์ ของสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ตามราชสำนักของอังกฤษ

เช่น หากห้างร้านติดต่อกิจการค้าโดยเฉพาะกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ห้างนั้นจะได้รับพระราชทานเครื่องหมายตราพระราชเสาวนีย​์ หรือหากเป็นห้างร้านที่ติดต่อดำเนินกิจการการค้าโดยเฉพาะกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ห้างนั้นจะได้รับพระราชทานพระราชลัญจกรประจำพระองค์

ตั้งชื่อ

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนตราแผ่นดินใหม่เป็นรูปพระครุฑพ่าห์ ตราตั้งห้างที่พระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยจึงเปลี่ยนมาเป็นรูปครุฑพ่าห์ หน้าอัดทรงเชิดตามแบบตัวอย่างของกระทรวงวัง มีข้อความประกอบเบื้องล่างว่า “โดยได้รับพระบรมราชานุญาต” หรือเป็นอักษรภาษาต่างประเทศว่า “By Appointment to His Majesty the King of Siam” แทนภาษาไทย

ตั้งตัว

ในรัชสมัยต่อๆ มา ได้ขยายขอบเขตการพระราชทานตราตั้งห้างแก่บริษัทห้างร้านและผู้ประกอบกิจการที่กว้างขวางมากขึ้น โดยจะพระราชทานตราตั้งห้างตามพระราชอัธยาศัยเป็นสำคัญ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบการในรูปแบบต่างๆ และส่งเสริมให้เกิดการประกอบกิจการภายในประเทศ ประหนึ่งเป็นการรับรองห้างร้านที่ประกอบกิจการดี เป็นที่ยอมรับนับถือและฐานะมั่นคง

ทำให้คิดถึงหลักของการทำธรรมภิบาล (Good Governance) หลักการและแนวคิดที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ระบบที่สะท้อนประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ คำนึงถึงหน้าที่และความร่วมมือของผู้ส่วนร่วม เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญ คือความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นวิถีสำคัญที่จะสร้างความยั่งยืนในองค์กรห้างร้านใดๆ

 

ตั้งใจ

การดำเนินการขอพระราชทานตราตั้งห้างนั้น ตามระเบียบซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2482 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายครุฑพ่าห์ พ.ศ. 2534 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 กำหนดคุณสมบัติของบุคคลหรือห้างร้านบริษัทที่จะขอพระราชทานตราตั้งห้างกล่าวโดยสรุป ดังนี้

เป็นผู้มีฐานะเป็นนิติบุคคลหรือจดทะเบียนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้ทำการติดต่อกับกรมกองต่างๆ ในพระราชสำนักมาก่อน มีฐานะการเงินดี เป็นที่เชื่อถือของประชาชนมานาน ประกอบการค้าโดยสุจริต ตั้งอยู่ในศีลธรรมและไม่เคยมีความผิดฐานทุจริตเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้สึกของมหาชน และไม่มีหนี้สินรุงรัง เว้นแต่หนี้อันเป็นปกติวิสัยธรรมดาเฉพาะกิจการค้าตามประเภท

การยื่นหนังสือขอพระราชทานต่อสำนักพระราชวัง ผู้ขอต้องแสดงชื่อ นามสกุล ที่อยู่อันเป็นหลักแหล่ง รวมถึงมีหน้าที่ใดในห้างร้านแห่งนี้ ระบุประเภทของประเภทการค้า ยื่นใบสำคัญแสดงหลักฐานการเงินและค้าขายของห้างร้านประกอบการวินิจฉัย และลงลายมือชื่อรับรองว่าจะปฏิบัติตามข้อบังคับของตราตั้งห้าง

 

ตั้งค่า

เมื่อสำนักพระราชวังตรวจสอบและพิจารณาแล้วเห็นว่า บุคคลหรือห้างร้านบริษัทมีคุณสมบัติสมควรได้รับพระราชทานตราตั้ง จะทำความขึ้นกราบบังคมทูลของพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากนั้นให้นายกรัฐมนตรีในฐานะบังคับบัญชาสำนักพระราชวังออกตราตั้งให้และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

จากนั้นบริษัทห้างร้านจะทำเครื่องหมายตราตั้งขึ้นเอง โดยจัดทำให้ถูกต้องตามแบบกระทรวงวัง และจะใช้เครื่องหมายตราตั้งประดับ ณ ที่ทำการค้าขาย พิมพ์รูปจำลองเครื่องตราตั้งลงในกระดาษ ซอง ใบเก็บเงิน ใบเสร็จ ฉลากของ พาณิชยบัตร แผงยานพาหนะส่งของได้ ที่สำคัญ บริษัทห้างร้านนั้นๆ ต้องบำเพ็ญตนให้อยู่ในฐานะอันดีหรือดีขึ้นไป

ตั้ง…แต่

สำหรับข้อบังคับใช้ตราตั้งห้างนั้น สำนักพระราชวังระบุไว้ตามระเบียบดังนี้

ห้ามไม่ให้ใช้เครื่องหมายตราตั้งเป็นยี่ห้อสินค้าของห้าง ห้ามไม่ให้ใช้ธงอันมีรูปเครื่องหมายตราตั้ง ห้ามไม่ให้ใช้คำว่า ‘หลวง’ เช่น ช่างทองหลวง เป็นต้น ห้ามไม่ให้ใช้ตราตั้งหรือรูปจำลองเครื่องหมายตราตั้งในการอันไม่เกี่ยวกับการค้าขาย ห้ามประกาศหรือแจ้งความโฆษณาว่าตนเป็นผู้ทำการติดต่อกับราชการในพระราชสำนัก และห้ามไม่ให้ทำรูปจำลองหรือสำเนาตราตั้งแม้ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ตัวตั้ง

บริษัท โอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) จากร้านขายของเบ็ดเตล็ดเล็กๆ ย่านสำเพ็ง ก่อตั้งใน พ.ศ. 2434 โดยนายแป๊ะ โอสถานุเคราะห์ ที่ได้นำสูตรยาจีนโบราณที่ชื่อว่า ยากฤษณากลั่น มีสรรพคุณบรรเทาโรคปวดท้องเป็นอย่างดี ก่อนจะทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ในการซ้อมรบของกิจการเสือป่าที่นครปฐม ด้วยประสิทธิผลของยาต้นตำรับ รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระราชทานเข็มเสือป่าและประทานนามสกุลแก่นายแป๊ะ ใน พ.ศ. 2456 นำความภาคภูมิใจสู่ร้านเต๊กเฮงหยู ก่อนจะย้ายไปยังถนนเจริญกรุงและเปลี่ยนชื่อร้านเป็นโอสถสถานเต๊กเฮงหยู ผลิตและจำหน่ายยาสามัญประจำบ้าน รุ่งเรืองตามลำดับมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 126 ปี และได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2502 

ที่มา: osotspa.com

ห้องทองตั้งโต๊ะกัง ร้านทองเก่าแก่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อตั้งโดยนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ต่อมาดำเนินการสืบทอดโดยทายาทรุ่นที่สองก่อนจะจดทะเบียนการค้าใน พ.ศ. 2457 และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2464 หรือในสมัยรัชกาลที่ 6 ปัจจุบัน อาคารห้างร้านทองตั้งโต๊ะกังที่สูงกว่า 7 ชั้นได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร โดยทายาทครอบครัวตันติกาญจน์เห็นชอบให้จัดทำพื้นที่ชั้น 3 และ 6 เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติห้างและให้ความรู้เรื่องการทำทอง

สยามกลการ ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2495 ดำเนินธุรกิจค้ารถยนต์ใหม่และเก่า และเป็นผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศเจ้าแรกของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาใน พ.ศ. 2505 ก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แห่งแรกในประเทศไทยด้วยกำลังผลิตเพียงวันละ 4 คัน และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2515 ปัจจุบันยังคงดำเนินธุรกิจหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์และเป็นสินค้าชั้นนำในตลาดโลก

ที่มา: www.siammotors.com

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีจุดเริ่มต้นจากความสำเร็จของกิจการขายหนังสือของคุณสัมฤทธิ์ คุณเตียงผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจร่วมทุนกับลูกชาย เปิดร้านค้านามบริษัทเซ็นทรัลเทรดดิ้งใน พ.ศ. 2490 จำหน่ายหนังสือนานาชนิดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบุกเบิกการนำเข้าสินค้าหลากหลายจากต่างประเทศ เป็นแหล่งรวมนักเรียนนอกในสังคมไทย ก่อกำเนิดห้างสรรพสินค้าสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งยุค ก่อนจะเรียนรู้ผ่านเส้นทางทั้งขรุขระและราบรื่น เป็นธุรกิจห้างร้านที่ผูกพันมาตลอด 70 ปี โดยได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2549 

ร้านยูไลย เทเลอร์ ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2484 โดยนุ้ย แซ่หลุ่ย ยูไลย มาจากภาษาจีนแปลว่า ความประณีตและพิถีพิถัน ด้วยชื่อเสียงของร้านที่เป็นไปตามชื่อ จึงเป็นที่รู้จักในวงการว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตัดเย็บเสื้อสูท  เสื้อราชประแตน ที่ทั้งประณีต พิถีพิถัน และตรงต่อเวลา ทั้งเป็นที่ได้รับความไว้วางใจจากพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง นักการเมือง นักธุรกิจ และลูกค้าจากต่างประเทศ และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2550

วิวิธภูษาคาร ร้านตัดเย็บเครื่องแบบเสือป่าและลูกเสือในสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะขยายกิจการเป็นร้านเครื่องแบบข้าราชการและเครื่องแบบนักเรียนใน พ.ศ. 2455 เป็นห้างร้านเดียวในประเทศที่ได้รับตราตั้งห้างแบบพิเศษ เป็นตราที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมข้อความเบื้องล่างตราสัญลักษณ์ว่า “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษ” (ไม่ทราบปีที่ได้รับตราตั้งห้าง) ปัจจุบันร้านวิวิธภูษาคารเปลี่ยนเป็นโรงแรมชื่อ Vivit Hostel โดยที่มุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโรงแรมยังรับตัดเสื้อด้วยช่างฝีมือรุ่นสุดท้าย และจัดโชว์ข้าวของเครื่องแบบสมัยก่อน

ที่มา: www.vivithostel.com

โรงงานวิเศษนิยม โรงงานผลิตและจำหน่ายยาสีฟันตำรับโบราณรายแรกของประเทศไทย จากตำรับวิชายาสีฟันที่นางผิน แจ่มวิชาสอน ผู้ก่อตั้งได้รับมาจากท่านจมื่นสิทธิแสนยารักษ์ แพทย์แผนโบราณประจำโรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนทำยาสีฟันแจกลูกเสือในงามชุมนุมลูกเสื้อทั่วประเทศสมัยรัชกาลที่ 7 จนมีผู้คนเรียกร้องให้ผลิตออกจำหน่าย กลายเป็นยาสีฟันที่แพร่หลายเรื่อยมาจนถึงในปัจจุบัน ก่อนจะได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2509

ที่มา: visetniyom.com

ห้าง ต.เง๊กชวน ก่อตั้งโดย นายชวน ธันวารชน อดีตผู้จัดการโรงภาพยนตร์บางลำพู ผู้บุกเบิกหนังสือและสื่อเกี่ยวกับภาพยนตร์ ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นเสียงตรากระต่าย แผ่นเสียงบันทึกเพลงยุคแรกๆ และสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวกับแผ่นเสียงใน พ.ศ.2468 เป็นห้างร้านที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะดนตรีนาฏศิลป์ไทยและเพลงพื้นบ้านไทย ได้รับพระราชทานตราตั้งห้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบัน ห้าง ต.เง๊กชวน ยังคงเปิดกิจการอยู่เพียงแต่เปลี่ยนจากแผ่นเสียงมาเป็นขนมเบื้องแม่ประภาเจ้าอร่อยแห่งย่านบางลำพู ด้วยความเชื่อของตระกูลว่าให้ดำเนินกิจการใดๆ ก็ตามที่มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมแล้วจะเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเมื่อเห็นจำนวนลูกค้าที่รอคอยขนมเบื้องหอมๆ ที่หน้าร้านเราก็ไม่ขอปฏิเสธความเชื่อนี้แต่อย่างไร

ที่มา: อะหนึ่ง OKnation

ที่มา

ชนาภา ดิษฐปัญญา. (2559). ห้างทองตั้งโต๊ะกัง. สืบค้นจาก http://asaconservationaward.com/index.php/2016-06-13-15-23-31/commercial2543/347-governor-tangtohkanggoldshop-bkk-province (23 ตุลาคม 2560)

ชัชพล ไชยพร. (ไม่ทราบปี). ตราตั้งห้าง. สืบค้นจาก http://digi.library.tu.ac.th/index/0167/28-1-Jan-2552/12PAGE96-PAGE100.pdf (24 ตุลาคม 2560)

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการพระราชทานตราตั้งห้าง. (6 พฤษภาคม 2482). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 หน้า 422 วันที่ 15พฤษภาคม 2482. สืบค้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2482/D/418.PDF (24 ตุลาคม 2560)

Writer & Photographer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในโลกของธุรกิจ ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจะเป็นวิธีหนึ่งในการเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการเรียนรู้ผ่านชั้นเรียนจากคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้ที่ดีย่อมไม่หยุดแค่เพียงการนั่งจดเลคเชอร์และฟังอาจารย์สอนในห้องเรียน และการที่สถาบันหนึ่ง จะสามารถผลิตนักธุรกิจชั้นนำได้อย่างต่อเนื่องย่อมมีอะไรมากกว่านั้น

‘สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ หรือ Sasin School of Management คือหนึ่งในสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจระดับแนวหน้า ซึ่งอยู่เบื้องหลังนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น คุณอาทิตย์ นันทวิทยา CEO ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ คุณ Aung Kyaw Moe ผู้ก่อตั้งบริษัทให้บริการด้าน Payment Gateway อย่าง 2C2P 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแห่งแรกในประเทศที่ได้รับการประกันคุณภาพการศึกษา AACSB และ EQUIS โดยเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาหลักสูตรนานาชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ Kellogg School of Management at Northwestern University และ The Wharton School of the University of Pennsylvania

40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดหมายพิเศษกับ ศาสตราจารย์ ดร.เอียน เฟนวิค (Professor Ian Fenwick, Ph.D) ผู้อำนวยการ Sasin School of Management เพื่อค้นหาเคล็ดลับเบื้องหลัง 40 ปี ในการพัฒนาคนของศศินทร์

ไม่แน่ หากคุณอ่านบทความนี้จบแล้ว คุณอาจจะอยากสมัครเป็นนิสิตที่นี่เลยก็ได้

กำเนิดศศินทร์

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ศศินทร์เกิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจและนักวิชาการคนไทย ที่มองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของประเทศ ว่าจะมีความต้องการในการศึกษาต่อทางบริหารธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การสร้าง business school ในหลักสูตรนานาชาติที่มีคุณภาพขึ้นมาจากศูนย์นั้นย่อมใช้เวลานาน การหาพาร์ตเนอร์มหาวิทยาลัยในต่างประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีชื่อเสียงในด้านนี้อยู่แล้ว จะช่วยให้ก่อตั้งสถาบันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า โดยมี Kellogg School of Management at Northwestern University และ The Wharton School of the University of Pennsylvania  ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการก่อตั้งศศินทร์ขึ้นมา

“ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  Kellogg และ Wharton มองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของทวีปเอเชีย และศักยภาพของประเทศไทยที่เปรียบเสมือนประตูสู่เอเชีย ผมรู้จักผู้คนมากมายที่ทำงานในอินเดีย สิงคโปร์ หรือจีน แต่อาศัยในประเทศไทย บางครั้งเราอาจลืมไปเพราะเราอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าใช้ชีวิตอยู่ และนี่คือหนึ่งในจุดแข็งของเรา” ดร.เอียน เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้ง

ต่อมาใน พ.ศ. 2530 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานนาม ‘ศศินทร์’ เป็นชื่อสถาบัน จาก มีความหมายว่า หัวหน้าของเหล่ากระต่าย โดยมีที่มาจากคำในภาษาสันสกฤต 2 คำ ได้แก่ ‘ศศ’ หมายถึง กระต่าย ซึ่งเป็นปีนักษัตรที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชสมภพ และ ‘อินทร์’ ซึ่งหมายถึงหัวหน้าหรือผู้เป็นใหญ่

40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ

ในช่วงเริ่มต้น หลักสูตรของศศินทร์ถือว่าเป็นหลักสูตรแรก ๆ ของโลกที่ใช้อาจารย์รับเชิญ (Visiting Faculty) 100 เปอร์เซ็นต์ในการสอน โดยหลังจากนั้นก็ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยการเริ่มสรรหาคณาจารย์ประจำเพื่อให้การสนับสนุนนิสิตได้อย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันก็ยังคงใช้อาจารย์รับเชิญในการสอนวิชาต่าง ๆ กว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อคงคุณภาพและความหลากหลายขององค์ความรู้

“หลังจากนั้นศศินทร์ก็เริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง โดยการให้ความสำคัญกับความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และความยั่งยืน (Sustainability) และวางเป้าหมายของตัวเองในการสร้างแรงบันดาลใจ (inspire) เชื่อมต่อ (connect) และเปลี่ยนแปลง (transform) เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนขึ้น (for a better, smarter, sustainable world)

“ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเราต้องการสร้างชีวิตที่ดีให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป และการสร้างความยั่งยืนก็เกิดขึ้นได้ โดยการใช้ ‘ความเป็นผู้ประกอบการ’ เพื่อหาวิธีการใหม่ ๆ  หรือวิธีใหม่ในการใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วเพื่อแก้ปัญหา โดยครอบคลุมทั้งในเรื่องความยั่งยืนทางการเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม”

สอนจริง ใช้จริง

“หัวใจหลักของการเรียนรู้ของที่นี่คือ Action Learning” ดร.เอียน กล่าว

“เราต้องก้าวออกไปจากรูปแบบการเรียนแบบเก่าที่มีอาจารย์มายืนอยู่หน้าห้อง และมีนักเรียนมานั่งฟังเหมือนกับตลอด 100 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น เราจึงเปลี่ยนรูปแบบสถานที่ในการเรียนการสอนให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นแบบไม่เป็นทางการมากขึ้น ใช้ได้จริงมากขึ้น ได้ลงมือทำมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ทำให้นิสิตแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงได้มากขึ้น”

เมื่อปีที่ผ่านมา ศศินทร์ได้มีการปรับปรุงอาคารศศปาฐศาลาครั้งใหญ่ โดยปรับรูปแบบสถานที่เอื้อต่อการเรียนการสอน ที่อาจารย์และนิสิตมีการแลกเปลี่ยนโต้ตอบระหว่างกันและกันมากขึ้น มี Studio ใหม่เพื่อสนับสนุนการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ของทั้งอาจารย์และนักเรียน มี Research Center ให้ผู้ทำงานวิจัยมีสถานที่ที่เหมาะสมในการค้นคว้า แลกเปลี่ยนความรู้ ไปจนถึงการเพิ่มห้อง Meditation Room เพื่อเสริมสร้าง ‘สติ’ หรือ ‘Mindfulness’ ซึ่งเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารยุคใหม่ควรมี

40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ
40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ

“ภารกิจของเราไม่ใช่การหาเงิน ภารกิจของเราคือการสร้างผู้บริหาร เราอาจจะขาดทุนไม่ได้ แต่เราก็ไม่ได้จำเป็นต้องทำกำไรด้วยเช่นกัน”

ในอนาคต ศศินทร์ก็ยังมองไปถึงการจัดเรียนการสอนแบบผสมสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์อย่างกลมกลืนไร้รอยต่อ โดยใช้ข้อดีของการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ผนวกกับการใช้การเรียนการสอนแบบออฟไลน์สร้างปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยน ทั้งระหว่างนิสิตและอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้นิสิตถามได้ทุกเมื่อ โดยมีไมโครโฟนให้นิสิตในทุก ๆ ที่นั่ง หรือเน้นการแบ่งกลุ่มย่อย

“ความไม่เป็นทางการและความใกล้ชิด เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้นิสิตและอาจารย์สามารถถาม-ตอบ และแลกเปลี่ยนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคณาจารย์ของเราจะส่งเสริมให้นิสิตมีการถามคำถามและโต้ตอบตลอดเวลา แต่ก็หวังว่าจะไม่มีใครที่หยิบไมโครโฟนขึ้นมาแล้วพูดอยู่คนเดียวเกิน 15 นาที” ดร.เอียน กล่าวพลางหัวเราะไปด้วย

“ณ ปัจจุบัน เราอยู่ในจุดที่หลักสูตรสำหรับผู้บริหารที่ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรกับหลักสูตรปริญญาบัณฑิตเริ่มจะผสานกันเป็นสิ่งเดียว ในอนาคต ผู้คนคงไม่อยากจะต้องใช้เวลา 2 – 3 ปีในการเรียนอย่างเดียวเพื่อเผื่อไว้สำหรับอนาคต แต่ในทางกลับกัน เขาจะเรียนทีละเล็ก ทีละน้อย ตามความจำเป็นในช่วงเวลานั้น ๆ”

เข้มแข็งแต่ยืดหยุ่น

ไม่ใช่แค่ตัวศศินทร์เองที่พยายามปรับตัวให้เกิดความยืดหยุ่นกับความต้องการของคนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เป้าหมายของสิ่งที่ศศินทร์พยายามสร้างในตัวนิสิตที่เข้ามาเรียน ก็คือความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

“เราไม่ได้อยากสร้างนิสิตที่รู้คำตอบทุกอย่าง เพราะคำตอบและโจทย์จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอยู่เสมอ แต่เราอยากสร้างคนที่สามารถปรับตัวและสร้างผลงานได้ในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม นั่นคือ Resilience”

นอกจากการเรียนการสอนแล้ว ศศินทร์ยังร่วมกับ SCG Chemicals จัดการแข่งขันแผนธุรกิจ SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin ขึ้นทุกปี เพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมนักศึกษาจากทั่วโลกที่มีไอเดียแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ในปีนี้การแข่งขัน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin จะครบรอบ 20 ปี ซึ่งการแข่งขันเวทีนี้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปี 2002 ถือเป็นการบุกเบิกในการจัดการแข่งขันสตาร์ทอัพภาคภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษา ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

“ผมคิดว่าโลกของเรายังต้องการนักธุรกิจที่มีความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น (Empathy) ซึ่งคือความสามารถในการเข้าไปสวมบทบาทและตัวตนของคนอื่น เพื่อเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา และสิ่งนี้คือหัวใจของผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของความยั่งยืน ซึ่งสื่อถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น เราต้องการผู้บริหารที่สามารถปรับตัวได้ (Flexible) และเปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการยอมรับทุกไอเดีย แต่หมายถึงการรับฟังทุกอย่างเพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจ”

ถ้าหากผู้บริหารมีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์แล้ว ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรขึ้นก็ตาม ในวิกฤตเหล่านั้นก็จะมีโอกาสเสมอ ยกตัวอย่างเช่นในรายวิชาของศศินทร์เอง ก็จะมีรายวิชา Crisis Leadership คือวิชาที่สอนวิธีการนำวิกฤตมาเปลี่ยนให้เป็นโอกาส เป็นต้น

การใช้อาจารย์รับเชิญจากหลากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ประกอบกับวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เปิดกว้าง เกิดเป็นสังคมที่สร้างแรงบันดาลใจ เชื่อมผู้คนที่มีความคิดคล้ายกันเข้าด้วยกัน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดโลกที่ดีขึ้นได้ จึงเป็นจุดเด่นของศศินทร์ที่ยังถูกคงไว้ตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา

“ณ ตอนนี้ประเทศไทยเปรียบเสมือนจุดหมายของโลกในด้านการท่องเที่ยว แต่ยังไม่ใช่ในด้านการศึกษา แต่เราเชื่อว่าสิ่งนั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเราจะเป็นแนวหน้าในการเปลี่ยนแปลงนั้น โดยหวังว่าผู้คนจะเห็นศศินทร์เป็นเสมือนประตูสู่เอเชียในการศึกษาด้านธุรกิจ”

เครือข่ายศศินทร์

นอกจากการเรียนการสอนต่าง ๆ อีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งและยากจะหาใครเทียบได้ก็คือเครือข่ายนิสิตเก่า โดยศศินทร์จะมีการจัดอีเวนต์สำหรับนิสิตเก่าทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการเชิญนิสิตเก่าเข้ามาบรรยายในชั้นเรียน การให้รางวัลนิสิตเก่าที่มีผลงานยอดเยี่ยมในแต่ละปี Mentorship Program ไปจนถึงการสนับสนุนธุรกิจของนิสิตเก่า

“นิสิตเก่าถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับศศินทร์ เป้าหมายของเราคือการดึงนิสิตเก่าเข้ามาในชั้นเรียน เพื่อที่พวกเขาจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมและสอนนิสิตปัจจุบัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน”

จากนี้ ศศินทร์ก็ยังคงที่จะก้าวต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง (ตามสโลแกนครบรอบ 40 ปี ‘Sasin 40forward’) เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้านบริหารธุรกิจที่ดีที่สุด สร้างผู้บริหารที่จะสร้างอิมแพคเชิงบวกให้กับโลกนี้ได้อย่างยั่งยืน 

Sasin School of Management : www.sasin.edu 

SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin : bbc.sasin.edu/2022

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load