สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

Great and Good Friends คือนิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปี แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 30 มิถุนายน 2561 ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง

สิ่งของที่นำมาจัดแสดงคือของขวัญที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 9 และที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระมหากษัตริย์ไทย

ของขวัญเหล่านี้เก็บรักษาอยู่ที่สถาบันสมิธโซเนียน องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา หอสมุดประธานาธิบดีหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา และสถาบันในประเทศไทยหลายแห่ง เช่น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธิสวนหลวง ร.๙

การนำสิ่งของเหล่านี้กลับมาจัดแสดงในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่พิเศษมาก โดยของส่วนใหญ่ถูกนำมาจัดแสดงที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก

ในแง่หนึ่ง เราได้เห็นประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศผ่านของทั้ง 79 ชิ้น

อีกแง่หนึ่ง กระบวนการจัดเก็บและจัดการโบราณวัตถุเหล่านี้โดยผู้มีประสบการณ์เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้มาก

เราได้พูดคุยกับวิลเลียม แบรดฟอร์ด สมิธ (William Bradford Smith) หนึ่งในสองภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้ เขายินดีเล่าเรื่องเบื้องหลังการเตรียมงานทั้งหมดทุกขั้นตอน

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังยินดีพาผู้อ่าน The Cloud ไปเดินชมนิทรรศการชุดนี้แบบสุดพิเศษในวันที่ 2 ที่เปิดแสดงด้วย (ใครสนใจสมัครได้ที่นี่)

เรื่องเล่าของเขาถูกใจคนรักพิพิธภัณฑ์และประวัติศาสตร์แน่นอน

William Bradford Smith

 

คุณมารับบทบาทภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้ได้อย่างไร

ถือเป็นเกียรติแห่งชีวิตของผมเลยที่ได้ทำงานนี้ เราทำงานนี้กันมาประมาณสองปีครึ่ง ตอนนั้นผมอยู่ที่สถาบันสมิธโซเนียน กำลังเขียนบทความเกี่ยวกับของขวัญที่พระมหากษัตริย์ไทยพระราชทานแก่สหรัฐอเมริกา ผมเป็นนักมานุษยดนตรีวิทยา เลยสนใจของขวัญที่เป็นเครื่องดนตรีเป็นพิเศษ เครื่องดนตรีเหล่านั้นวิเศษมาก ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นเครื่องดนตรีที่มาจากในพระราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่จากทางการมาขอพบ เขาบอกว่าเรากำลังจะเริ่มทำงานนี้ เราช่วยกันสำรวจของขวัญพระราชทานที่สถาบันเก็บรักษาอยู่ และพบว่าของเหล่านั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก

หลังจากนั้นเราเริ่มสำรวจของสะสมของหน่วยงานอื่นๆ อย่างหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Library of Congress) องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ (National Archives and Records Administration) เมื่อรวมกับสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) ก็เท่ากับเป็น 3 หน่วยงานใหญ่ของโลกที่ทำงานด้านนี้ ทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดีเพื่อผลักดันให้งานนี้เกิดขึ้น

จดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี

จดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร พ.ศ. 2361 ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกเอกสารโบราณ หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา; James Monroe Papers Series I. เอกสารเลขที่ 4784-4785

หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกามีหน้าที่ดูแลหอสมุดประธานาธิบดี (Presidential Library) ทั่วประเทศ และเป็นที่เก็บรักษาของขวัญพระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ได้มอบจดหมายเมื่อ ค.ศ.1818 ของพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ที่เป็นต้นกำเนิดของการฉลองความสัมพันธ์ 200 ปี และเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมดมาให้

ของขวัญเหล่านี้พิเศษมากๆ โดยเฉพาะกับสถาบันสมิธโซเนียน เพราะเป็นของที่เราได้รับตั้งแต่ช่วงแรกของการก่อตั้งสถาบัน เป็นของหมายเลขทะเบียน 23 ถึง 86 ของเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งสถาบันสมิธโซเนียนด้วย

 

ความยากของงานนี้คืออะไร

ผมอยากให้ชาวไทยรับรู้ว่าของขวัญพระราชทานเหล่านี้มีค่าและความหมายต่อชาวอเมริกันเพียงใด อยากเล่าเรื่องผ่านของที่ดีที่สุด แต่ของบางชิ้นเราเสี่ยงนำมาไม่ได้จริงๆ เพราะความบอบบาง เช่น เรือพระที่นั่งจำลอง ที่มีชิ้นส่วนไม้ขนาดเล็กมาก มีสิ่งทอบางชิ้นที่เราเชื่อว่าหากนำมาอาจเกิดความเสียหาย เราต้องแน่ใจว่าของทุกช้ินจะกลับไปถึงสหรัฐฯ ในสภาพดี

 

ขั้นตอนการขอยืมของมาจัดแสดงต้องทำอย่างไรบ้าง

ที่สถาบันสมิธโซเนียน ผมต้องยื่นเอกสารเล่าเรื่องราวทั้งหมดของนิทรรศการ และระบุว่าจะขอยืมของชิ้นใดบ้าง จากนั้นนักอนุรักษ์ (conservator) จะเข้าไปตรวจสภาพของและบันทึกไว้ เขาจะบอกว่าของชิ้นไหนบอบบางเกินกว่าจะขนส่ง ส่วนนายทะเบียน (registrar) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าของชิ้นนั้นจะถูกส่งมาที่นี่ไหม ถ้าส่ง นักอนุรักษ์จะนำไปทำความสะอาดอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้มันมั่นคงแข็งแรงที่สุดสำหรับการเดินทาง แล้วก็ต้องมีเงินทุนจำนวนหนึ่งสำหรับการจัดส่ง ต้องใช้เครื่องมือและพาหนะที่ดีที่สุด เพื่อให้ของเหล่านี้มาถึงในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

นักอนุรักษ์ไม่อยากให้แตะต้องหรือทำความสะอาดของบางส่วนจากยุคศตวรรษที่ 19 เพราะขั้นตอนการทำความสะอาดอาจสร้างความเสียหายได้ ดังนั้นในนิทรรศการคุณจะเห็นว่าของจากยุคศตวรรษที่ 20 ดูสวยงามแวววาว แต่ของจากยุคปี 1856 ถึง 1876 ดูค่อนข้างเก่า ซึ่งมันก็เก่าจริงๆ เพราะอายุร้อยกว่าปีแล้ว ของขวัญเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเทิดทูนและหวงแหนมาก

Julia Brennan

Julia Brennan นักอนุรักษ์สิ่งทอกำลังอธิบายกระบวนการอนุรักษ์ฉลองพระองค์ครุย ของขวัญประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ แก่สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อ พ.ศ.  2490 ที่ Smithsonian Institution Museum Support Center, Suitland, MD

Cathy Valentour

Cathy Valentour นักอนุรักษ์ กำลังอธิบายเรื่องการอนุรักษ์ขันถมเงิน ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแก่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ พ.ศ. 2474 ที่ National Archives Building, Washington, DC

เรามีขันถมเงินที่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 1932 เป็นขันเงินที่ค่อนข้างใหญ่ ของเหล่านี้ต้องได้รับการบูรณะเพื่อให้แข็งแรงเพียงพอ

ของแต่จะชิ้นมีอุปกรณ์ช่วยติดยึดที่เรียกว่า Mount ซึ่งออกแบบมาเฉพาะชิ้นนั้นๆ เรามีทีมออกแบบที่จะหาวิธีที่มั่นคงแข็งแรงที่สุดสำหรับจัดแสดงของชิ้นนั้น เราทำ Mount เล็กๆ เหล่านี้หลายร้อยชิ้นในวอชิงตัน ดี.ซี. แล้วส่งมาที่นี่

 

มีของชิ้นที่คุณอยากได้ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาแสดงไหม

มี มันคือภาพถ่ายโบราณที่เรียกว่า ดาแกโรไทป์ (Daguerreotype) เป็นภาพถ่ายยุคแรกๆ ที่ต้องนั่งนิ่งหลายนาทีขณะที่ช่างถ่าย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ฉายด้วยเทคนิคแผ่นเงิน (Daguerreotype) ของพระองค์ที่ฉายร่วมกับพระราชธิดาแด่ประธานาธิบดีเจมส์ บูคาแนน แต่เมื่อของขวัญเดินทางมาถึง เป็นยุคของประธานาธิบดีลินคอล์น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสนอมาในพระราชสาส์นว่าจะพระราชทานช้างเป็นของขวัญแก่สหรัฐอเมริกา และพระราชทานงาช้างมาให้พร้อมกันด้วย

พระบรมฉายาลักษณ์ใบนั้นอ่อนไหวต่อแสงมากๆ เราพยายามหาวิธีจัดแสดงให้ปลอดภัยที่สุด มีวิธีสมัยใหม่ที่เพิ่งทำได้เมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา คือใช้อุปกรณ์จับสัญญาณ ผู้ชมจะมองเห็นภาพก็ต่อเมื่ออยู่ด้านหน้าภาพเท่านั้น เมื่อเดินผ่านไป ภาพก็จะมืดลง

การใช้แสงในพิพิธภัณฑ์เรานับกันเป็นแรงเทียน โดยทั่วไปอยู่ที่ 5 – 7 แรงเทียน ของบางชิ้น เช่น พัดรองที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องใช้แสงเพียง 2 – 3 แรงเทียน ซึ่งก็มืดมากๆ แล้ว แต่พระบรมฉายาลักษณ์โบราณใบนี้ต้องใช้ 1 แรงเทียนเท่านั้น พอผู้ชมเดินผ่านก็อาจจะ เอ่อ นั่นรูปอะไรน่ะ เราคงต้องติดภาพจำลองขนาดค่อนข้างใหญ่ไว้ด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของจริงด้วย ค่าประกันความเสียหายก็สูงมากๆ เพราะระดับแสงที่มากเกินไปจะทำให้พระบรมฉายาลักษณ์นี้เสียหาย ในที่สุดเราตัดสินใจไม่นำพระบรมฉายาลักษณ์นี้มาจัดแสดง

ผมได้เห็นต้นฉบับคำประกาศเลิกทาส (Emancipation Proclamation) ที่เขียนโดยประธานาธิบดีลินคอล์น บรรดาเอกสารเก่าจะมีการบันทึกไว้ว่า ตั้งแต่เราได้รับของชิ้นนี้มา มันถูกแสงมาแล้วกี่วัน แต่เอกสารอย่างต้นฉบับคำประกาศเลิกทาสและภาพถ่ายโบราณ อย่างพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องวัดกันเป็นชั่วโมง ถูกแสงมาแล้วกี่ชั่วโมง แล้วถ้าเราฝืนนำมาจัดแสดงเป็นเวลา 3 เดือน พระบรมฉายาลักษณ์ต้องเสียหายจากแสงแน่นอน เราก็เลยเลือกรักษาของชิ้นนี้ให้ชนรุ่นหลังได้มีโอกาสเห็นในสภาพดีที่สุดเท่าที่เราจะรักษาไว้ได้ ในการทำงานพิพิธภัณฑ์ เราต้องคำนึงถึงเรื่องการรักษาของไว้ให้คนรุ่นหลังเสมอ

 

มีของที่ห้ามนำออกนอกประเทศไหม

ก็มีนะ ข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศกำหนดว่า เรานำของอย่างไม้พยุง (Siamese Rosewood) หรืองาช้าง ออกนอกประเทศไม่ได้ ของขวัญพระราชทานบางชิ้นมีส่วนประกอบที่ทำด้วยงาช้าง อย่างที่เล่าไปว่าประธานาธิบดีลินคอล์นได้รับพระราชทานงาช้างคู่หนึ่ง เราตัดสินใจไม่นำมา เพราะจะยุ่งยากมาก ของบางอย่างที่มีงาช้าง เช่น พัดรองที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นของชิ้นหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุด ด้ามจับทำจากงาช้าง เรามีซออู้ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตัวปรับระดับเสียงทำจากงาช้าง ของชิ้นนี้มีเรื่องราวที่ทรงคุณค่า เราจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ ให้ของชิ้นนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการในครั้งนี้ งานนิทรรศการนี้จะนำเครื่องดนตรี 3 ชิ้น และพัดรอง 1 เล่ม ที่ต่างทำมาจากงาช้างเพียงบางส่วน มาจัดแสดง  เราได้นำเข้าสิ่งของเหล่านี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ที่อนุญาตให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากงาช้างบางประเภทที่ได้มาอย่างถูกกฎหมาย และไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อมาจัดแสดงในนิทรรศการหมุนเวียน สถานทูตฯ มีหนังสือรับรองตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หรือ CITES (ไซเตส) สำหรับสิ่งของที่เข้าข่ายและนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการครั้งนี้ ไซเตสมีการควบคุมตัวอย่างสัตว์ป่าและพืชป่าบางสายพันธุ์ที่ค้าขายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า

พัดรอง

พัดรองทำจากงาช้าง ผ้าไหม และด้ายทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2419 99 x 39.5 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E27267-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต

ซออู้

ซออู้ ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่หอสมุดรัฐสภา พ.ศ. 2503 ความยาว 78.7 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดรัฐสภา; 5137-L

 

ขั้นตอนการขนส่งเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นนักอนุรักษ์จะทำรายงานระบุสภาพและรายละเอียดทุกอย่างของของชิ้นนั้นเพื่อให้นายทะเบียนเปรียบเทียบกับตอนที่ของชิ้นนั้นกลับมา แล้วก็ต้องวางแผนการขนส่ง ของบางชิ้นต้องอยู่ในสภาพที่ควบคุมระดับความชื้นอย่างเข้มงวด ซึ่งแต่ละชิ้นต้องการระดับความชื้นต่างกัน เช่น พวกเครื่องถมทอง ค่อนข้างแข็งแรงกว่าของที่เป็นไม้ซึ่งอาจมีความชื้นหรือทนต่อแรงกดดันขณะเดินทางโดยเครื่องบินได้น้อยกว่า

คณะทำงานจะช่วยกันหาวิธีขนย้ายที่มีประสิทธิภาพที่สุด ลังไม้ที่ใช้ขนส่งบุด้วยโฟมชนิดพิเศษ ใช้มีดที่คมมากๆ ตัดโฟมเป็นร่องที่พอดีเป๊ะกับของชิ้นนั้น ภายในกล่องบุกระดาษพิเศษกันกระแทก ควบคุมอุณหภูมิกับระดับความชื้น แล้วปิดผนึก เราไม่อยากให้ศุลกากรเปิดกล่องก่อนถึงที่หมาย เพราะระดับความชื้นและอุณหภูมิจะเปลี่ยนและของอาจเสียหาย

เราส่งคนไปรับของที่ศุลกากร ของแต่ละอย่างมีวิธีขนมาแตกต่างกัน เราโชคดีมากที่มีจำนวนนักอนุรักษ์เพียงพอที่จะมาพร้อมของได้ เพราะนักอนุรักษ์ย่อมรู้ดีที่สุดว่าปัจจัยใดอาจก่อความเสียหายแก่ของชิ้นนั้นได้ เขาต้องเซ็นใบรับรองว่าเห็นลังไม้ที่บรรจุของชิ้นนั้นโหลดเข้าไปใต้ท้องเครื่อง แล้วก็เซ็นอีกครั้งว่าเห็นลังไม้ใบเดิมออกมาจากใต้ท้องเครื่อง

พอขนลังไปถึงที่จัดแสดง เราต้องปล่อยให้มันปรับสภาพเข้ากับอากาศรอบตัว (Climatise) ก่อน คือวางกล่องนั้นไว้ในห้องควบคุมระดับความชื้นสัก 1 – 2 วัน แล้วจึงเปิดเพื่อนำของข้างในออกมา

ต่อไปเป็นขั้นตอนการตรวจสภาพสิ่งของว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่ของชิ้นนั้นถูกบรรจุลงลังจนถึงนำออกจากลัง

ตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ของเหลวเป็นตัวบอกว่าลังไม้นั้นถูกจับกลับหัวกลับหางขณะเดินทางหรือเปล่า คือเครื่องวัดแรงโน้มถ่วง หากของชิ้นนั้นถูกเขย่าหรือทำหล่นในระดับมากกว่า 25 G เครื่องนี้จะส่งสัญญาณสีแดง โชคดีที่การขนย้ายคราวนี้ไม่มีเหตุอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น

ของขวัญเหล่านี้เคยถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปที่สหรัฐอเมริกามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เรามีหน้าที่รักษาของเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น จึงต้องหาวิธีที่ดีที่สุด ประวัติศาสตร์การขนย้ายสิ่งของอาจจะฟังดูน่ากลัวอยู่สักนิด สมัยก่อนใช้วิธีขนใส่เรือ เอาฟางปู แต่ปัจจุบันเราโชคดีที่มีเทคโนโลยีต่างๆ มากมายที่ช่วยเรื่องการขนส่งให้ปลอดภัยมากที่สุด

 

ตลอดเวลา 200 ปีมานี้ ของขวัญพระราชทานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ของขวัญจากยุค ค.ศ. 1856 – 1876 เช่น เครื่องถมทอง เรามองเห็นว่ามันบอกเรื่องราวเกี่ยวกับฐานานุศักดิ์ของคนในวังหลวง สหรัฐอเมริกาไม่มีสถาบันกษัตริย์ปกครอง ดังนั้น เราจึงได้รับพระราชทานของขวัญสำหรับขุนนางชั้นสูง คือเครื่องถมทอง ซึ่งแต่ละอย่างมีการใช้งานต่างๆ กัน

กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง

กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. 2399 ความยาว 35.3 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E66-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต และลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน

ราวแขวนผ้าเช็ดหน้าถมตะทอง

ราวแขวนผ้าเช็ดหน้าถมตะทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2419 51 x 41 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 13.8 ซม. (ฐาน) ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E27151-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต

พอมาถึงเครื่องถมทองพระราชทานจากยุคศตวรรษที่ 20 เช่นที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เห็นได้ชัดว่ามีการสร้างสรรค์งานเครื่องถมทองแบบใหม่ๆ บางชิ้นเป็นเครื่องถมทองรูปพริกหวาน ผมคิดว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีบทบาทสำคัญมากในการธำรงรักษางานฝีมือของไทยเหล่านี้ ของเหล่านี้เปลี่ยนรูปแบบไปจากยุคศตวรรษที่ 19 และงามมาก หากคุณมีโอกาสได้ไปชมที่นิทรรศการก็น่าจะเห็นด้วย

ตลับพริกหวานถมทองประดับเพชร
ตลับพริกหวานถมทองประดับเพชร พร้อมกี๋ไม้แกะสลักฉลุโปร่งลายบัว ของขวัญพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แก่นางลอรา บุช สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง พ.ศ. 2541 13 x 9.3 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช; FO.333268.1.a-c

เรามีเครื่องถมทองทำเป็นรูปเต่า ที่เป็นของขวัญพระราชทานแก่หลานของประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน (Lindon B. Johnson) มีการประยุกต์ใช้รูปแบบใหม่ๆ เป็นเรื่องราวที่สวยงามมากได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในงานศิลป์ของไทย มีการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และความเหมาะสมที่จะใช้เป็นของขวัญทางการทูต

เต่าและพานถมทอง
เต่าและพานถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่แพทริค ลินดอน นูเจ็นท์ หลานชายประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน พ.ศ. 2510 6.35 x 6.53 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน; 1967.38.4 A-C

มีชุดเครื่องเขียนถมทองที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 คนได้รับพระราชทาน คือประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ และ ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน ซึ่งมาเยือนประเทศไทยในปี 1966 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดี ณ พระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2510 พระองค์พระราชทานพระราชดำรัส ณ ทำเนียบขาว ด้วยการรับสั่งถึงประธานาธิบดีจอห์นสันและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในช่วงหนึ่งของพระราชดำรัสว่า “เรามาพบท่านทั้งสองไม่ใช่เพียงในฐานะประมุขของประเทศเท่านั้น แต่ในฐานะเพื่อนเก่าด้วยเช่นกัน” และนั่นก็คือหัวใจสำคัญของงานในครั้งนี้ เพราะทั้งสองประเทศคือ Great and Good Friends ของกันและกัน

ชุดเครื่องเขียนเหล่านี้เป็นความแปลกใหม่ ส่วนเต่าถมทองก็แสดงให้เห็นว่าทรงคำนึงถึงว่าใครเป็นผู้รับพระราชทาน ซึ่งทำให้เราชื่นชมมาก

ชุดเครื่องเขียนถมทอง

ชุดเครื่องเขียนถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่ประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ พ.ศ. 2503 35.8 x  45.7 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์; 63-378. 1-12

 

ชุดเครื่องเขียนถมทองและเต่าถมทองคงไม่ได้ถูกนำไปใช้หรือเล่นจริงๆ ใช่ไหม

ผมไม่คิดว่าของเหล่านี้จะถูกใช้งานจริงๆ รัฐธรรมนูญอเมริกันระบุว่า ของขวัญใดก็ตามที่ประธานาธิบดีของเราได้รับมา ถือเป็นสมบัติของชาติ จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่หอสมุดประธานาธิบดี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถมาก และทรงใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยม เห็นได้จากพระราชสาส์นฉบับหนึ่งที่พระราชทานไป พระองค์ทรงทราบว่าการพระราชทานของขวัญแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่ากับพระราชทานแก่ชาวอเมริกันทั้งประเทศ และเราเชื่อว่านั่นเป็นเหตุผลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสของพระองค์ พระราชทานของขวัญชุดใหญ่ไปให้เรา เพื่อจัดแสดงในงาน World Fair ในยุคศตวรรษที่ 19

ในยุคนั้นคนทั่วไปยังไม่รู้จักหรือไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศ งานเวิลด์แฟร์เป็นหนทางที่อเมริกันชนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอื่นๆ ในโลก ราชอาณาจักรสยามเข้าร่วมงานในปี 1876 ที่จัดเพื่อฉลองวาระครบรอบร้อยปีของประเทศเรา ศาลานิทรรศการของสยามเต็มไปด้วยของจากราชสำนักสยาม และของเชิงมานุษยวิทยาต่างๆ จากหลายพื้นที่ในสยาม ประชาชนอเมริกันจะขึ้นรถไฟเป็นวันๆ เพื่อมาชมงานนี้ มาชมประเทศที่อยู่ส่วนอื่นของโลก

นิทรรศการ

การจัดแสดงสินค้าจากสยาม พร้อมด้วยพระบรมรูปครึ่งพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเกล้าอยู่หัวในการแสดงนิทรรศการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2419 เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย

นิทรรศการ

นิทรรศการภายในอาคารจัดแสดง Forestry Building ในงาน World’s Columbian Exposition พ.ศ. 2436 ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์

นิทรรศการ

พิธีเปิดอาคารจัดแสดงสินค้า Siam Pavilion ในงาน Panama-Pacific International Exposition พ.ศ. 2458 เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

คุณชอบของชิ้นใดในนิทรรศการนี้มากที่สุด

ถ้าจะต้องเลือกเพียงหนึ่งอย่าง คงเป็นกล่องบุหรี่ประดับอักษรพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เรื่องราวเบื้องหลังกล่องบุหรี่กล่องนี้เป็นความลับของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งมาเปิดเผยเมื่อปี 1973

ค.ศ. 1945 ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นรุกเข้าดินแดนไทย รัฐบาลไทยถูกบีบให้ประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา แต่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ไม่ยอมส่งคำประกาศสงครามดังกล่าวให้รัฐบาลสหรัฐฯ เขาไม่เชื่อว่าชาวไทยจะต้องการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา และจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น

ตอนนั้นยังไม่มี CIA แต่มีหน่วยงานชื่อว่า สำนักบริการด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา The U.S. Office of Strategic Services (OSS) หน่วยงานนี้ส่งเจ้าหน้าที่ 2 คนแทรกซึมเข้ามาในไทยเพื่อนัดพบกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในฐานะผู้แทนพระองค์ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้ฝากของขวัญกลับไปให้ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ คือกล่องบุหรี่ทองพระราชทานชิ้นนี้ เพื่อสื่อถึงความปรารถนาดีของประเทศไทยในการมุ่งให้เกิดสันติภาพ

นี่เป็นปฏิบัติการลับสุดยอด แค่ของขวัญชิ้นเล็กๆ เพียงชิ้นเดียวยังมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นของขวัญที่สำคัญอย่างยิ่ง และอันตรายมากที่จะส่งข้อความถึงกันในภาวะสงคราม แต่พวกเขาทำสำเร็จ เราโชคดีที่ได้นำของชิ้นนี้กลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง เป็นเรื่องที่สวยงาม และเป็นของขวัญที่สวยงามมากด้วย ผมชอบประวัติศาสตร์ ดังนั้น ของชิ้นเล็กๆ อย่างกล่องบุหรี่ทองนี้จึงเป็นหนึ่งในของที่ผมชอบที่สุด

กล่องบุหรี่

กล่องบุหรี่ประดับอักษรพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ของขวัญจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล แก่ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ พ.ศ. 2488 8.26 x 7.62 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีแฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์; MO 1946.29.1

 

มีของชิ้นไหนอีกบ้างที่ไม่ควรพลาด

บาตรพระ และพัดรองพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เรารู้ว่าของเหล่านี้มักจะพระราชทานแก่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เราจึงรู้สึกเป็นเกียรติมาก ด้ามพัดรองทำจากงาช้าง บาตร ฝาบาตรและเชิงบาตรประดับมุกที่สวยงามมาก

บาตร

บาตรพระ ฝาบาตร และเชิงบาตรประดับมุก ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2419 เส้นผ่านศูนย์กลาง 26.7 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน ;E27266-0, E413401; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต, ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน และเฟร็ด โคชาร์ด

เรายังมีฉลองพระองค์ครุย คือเสื้อคลุมปักทองที่แต่เดิมเป็นพระราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตกทอดกันมาในราชตระกูล จนกระทั่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ประทานเครื่องราชอิสริยยศนี้แก่สถาบันสมิธโซเนียนในปี 1947 ขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เป็นเสื้อคลุมปักทองชิ้นเดียวที่เรามี เราคิดว่าแม้แต่ผู้คนที่อาจไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยมากนักก็คงจะตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เห็นของชิ้นนี้

ฉลองพระองค์ครุย

ฉลองพระองค์ครุย ของขวัญประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2490 98 x 79 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน ; E-385867-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต

เราได้รับพระราชทานเครื่องดนตรีจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังได้รับพระราชทานอีกชุดหนึ่งจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงเป็นนักดนตรีที่ทรงพระปรีชาสามารถทีเดียว ทรงมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และทรงเป็นนักแต่งเพลงที่เก่งมากด้วย ทรงเคยบรรเลงร่วมกับนักดนตรีดังๆ หลายคน อย่าง Benny Goodman และ Stan Getz และทรงเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

เครื่องดนตรีที่พระราชทานแก่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องดนตรีไทยดั้งเดิม มีทั้งฉิ่งหนึ่งคู่ กลองตีมือขนาดเล็กสองลูก (โทนและรำมะนาอย่างละลูก) ขลุ่ยอู้สองเลา จะเข้หนึ่งตัว และซอสี่คัน (ซอด้วงและซออู้อย่างละสองคัน) สิ่งที่พิเศษก็คือเครื่องดนตรีเหล่านี้คล้ายกับที่เราได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 และ 5 ผมคิดว่าทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานของขวัญซึ่งมีคุณค่าทางการศึกษาด้านวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงพระราชทานแซกโซโฟนที่ผลิตในประเทศไทยหรือเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เราคิดว่านี่น่าสนใจมาก

สำหรับซออู้และจะเข้ พระองค์พระราชทานสายสำรองมาให้ด้วย เพราะทรงทราบว่าหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกามีเวทีแสดงดนตรี และบางครั้งหอสมุดให้ยืมเครื่องดนตรีสำหรับแสดงในวาระพิเศษ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อาจมีพระราชดำริว่าสักวันหนึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้อาจได้ใช้บรรเลงจริงๆ ก็เลยพระราชทานสายสำรองมาด้วย เครื่องดนตรีเหล่านั้นอยู่ในสภาพดีทีเดียว บรรเลงได้ เป็นที่ประจักษ์ว่าทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรี และทรงทราบบทบาทหน้าที่ของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานเครื่องดนตรีไทยแก่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ พ.ศ. 2503 กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ   
www.greatandgoodfriends.com

ของพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ จดหมายปี 1818 ของพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ซึ่งเป็นการติดต่อครั้งแรกระหว่างรัฐบาลสยามกับสหรัฐอเมริกา เขียนเป็นภาษาโปรตุเกส เพราะเป็นภาษาทางการทูตที่ใช้ในขณะนั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

ผมคิดว่าน่าตื่นเต้นมากที่ได้เห็นลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเอกสารโบราณต่างๆ เนื้อความที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้แสดงให้เห็นว่าทรงใส่พระราชหฤทัยและทรงอ่านรัฐธรรมนูญของเรา ทรงเข้าพระราชหฤทัยดีว่าของขวัญมีความหมาย ความสำคัญ อย่างไรแก่ประเทศเราและใครเป็นผู้รับ

บัตรพระปรมาภิไธย บัตรพระปรมาภิไธย

บัตรพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. 2402 ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923541

พระราชสาส์น

พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดียูลิสซีส เอส. แกรนต์ (ตัดมาบางส่วน) พ.ศ. 2412 ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923534

งานนี้เราจัดแสดงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri) ประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเพียงคนเดียวที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ข้างๆ เราจัดแสดงภาพถ่ายจากงานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์สวมสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชิ้นนี้ เรารู้ว่ามีวิธีเฉพาะเจาะจงในการสวมเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบต่างๆ บางอย่างต้องแขวน หรือติดเสื้อ เราจัดวางของชิ้นนี้ให้เหมือนกับวันที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์สวมในค่ำคืนนั้น

เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่ประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ พ.ศ. 2503 ดวงตราขนาด 10.16 x 3.81 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์; 63-575

ในงานนิทรรศการ นอกจากของขวัญพระราชทานต่างๆ แล้ว เรายังมีวิดีโอให้ชม วิดีโอหนึ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการบูรณะสิ่งของต่างๆ อีกวิดีโอหนึ่งเป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ เยือนรัฐสภาอเมริกัน และได้พระราชทานพระราชดำรัสอย่างน่าประทับใจยิ่ง วิดีโออีกชิ้นคือช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา ในวิดีโอจะเห็นพระองค์เสด็จฯ ไปยังยอดตึกเอ็มไพร์สเตท ผมคิดว่าตึกนั้นเพิ่งก่อสร้างเสร็จแค่ 2 เดือนเองมั้ง และเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น วิวนครแมนฮัตตันในสมัยนั้นก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนนี้เลย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้คนที่มารอรับเสด็จ พ.ศ. 2474 เมืองสการ์โบโร รัฐนิวยอร์ก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำรัส ณ ที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ พ.ศ. 2503
www.greatandgoodfriends.com

 

 

สิ่งที่คุณอยากบอกผ่านนิทรรศการนี้คืออะไร

นิทรรศการนี้เป็นเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ในฐานะภัณฑารักษ์ ผมพยายามเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านของขวัญพระราชทานที่ทั้งสวยงามเลอค่าและมีความหมายเหล่านี้ ความสำคัญก็คือไมตรีจิตที่เรามีให้แก่กัน อยากให้ชาวไทยได้รับรู้ผ่านของขวัญประวัติศาสตร์เหล่านี้ว่ามิตรภาพของเราที่ดำเนินมากว่า 200 ปีนั้นวิเศษเพียงใด

ภาพ: ภาพประกอบสิ่งของที่จัดแสดงในนิทรรศการจากสถานทูตสหรัฐฯ   และ www.greatandgoodfriends.com
www.greatandgoodfriends.com

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load