สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาวังบางขุนพรหมคึกคักขึ้นมาเป็นพิเศษ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดให้ประชาชนเข้าชมในส่วนตำหนักใหญ่ก่อนที่จะปิดปรับปรุงในเดือนกรกฎาคม ภาพความสวยงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามากว่า 100 ปีแห่งนี้ อาจชวนให้ผู้มาเยี่ยมชมจินตนาการไปถึงชีวิตหรูหราโรแมนติกอย่างเจ้าหญิงเจ้าชายในละคร แต่หากมองเข้าไปดีๆ คุณอาจพบว่าหน้าต่างทุกบาน บันไดทุกขั้นของวังแห่งนี้ แฝงเรื่องราวชะตากรรมอันแสนบอบช้ำไม่แพ้ผู้เป็นเจ้าของบ้าน

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง


เจ้า ของ บ้าน

วังบางขุนพรหม คือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือ ‘ทูลกระหม่อมบริพัตร’ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ตำหนักใหญ่เป็นตึกฝรั่งสองชั้นสไตล์บาโรก ฝีมือการสร้างสรรค์ของ มารีโอ ตามัญโญ สถาปนิกชาวอิตาลี ผสมผสานการตกแต่งลายปูนปั้นแบบโรโกโกอย่างสมพระเกียรติจนได้ชื่อว่า เป็นวังที่มีความวิจิตรงดงามที่สุดในบรรดาวังของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

พระอัจฉริยภาพของทูลกระหม่อมบริพัตรทั้งในบทบาทของนักการทหาร นักบริหาร และศิลปิน ทำให้วังบางขุนพรหมถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมและต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองมาหลายสมัย ว่ากันว่าวังแห่งนี้ไม่เคยว่างเว้นเสียงดนตรี ด้วยโปรดให้มีการประชันปี่พาทย์อยู่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีการเชิญครูต่างประเทศมาสอนวิชาการต่างๆ แก่พระธิดาและเจ้านายฝ่ายในของวังอื่นๆ จนเรียกขานว่าเป็น ‘บางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้’

จนมาถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ควบคุมองค์ทูลกระหม่อมบริพัตรไว้เป็นองค์ประกันสำคัญสูงสุด เนื่องด้วยทรงเป็นผู้รักษาพระนคร ทั้งยังทรงควบคุมหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ของประเทศ เพื่อตัดเหตุจลาจลที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงทรงตัดสินพระทัยสละวังบางขุนพรหมที่เป็นบ้านมานานกว่า 30 ปีไว้เบื้องหลัง แล้วเสด็จลี้ภัยไปยังเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ตามข้อเรียกร้องของคณะราษฏร และประทับอยู่ที่นั่นจนสิ้นพระชนม์โดยไม่ทรงมีโอกาสได้เสด็จกลับมายังประเทศไทยอีกเลย

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

ตัวเปล่าเล่าเปลือย

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชะตากรรมวังบางขุนพรหมก็ถูกเปลี่ยนมือมาโดยตลอด มีส่วนราชการผลัดกันมาใช้ตำหนักทั้งสองเป็นที่ทำการไม่ต่ำกว่า 5 หน่วยงาน จับพลัดจับผลูมาจนถึงการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2488 ซึ่งแบงก์ชาติก็ได้ใช้ตำหนักใหญ่เป็นสำนักงานเรื่อยมา จนถึงช่วงที่มีแผนบูรณะใหญ่ จึงได้ย้ายสำนักงานไปยังอาคารใหม่และมีการสำรวจสภาพอาคารอย่างจริงจังในปี 2531

การใช้งานอย่างสมบุกสมบันมาตลอด 50 กว่าปี ทำให้วังบางขุนพรหมอยู่ในสภาพเหมือนกับผู้ป่วยอาการโคม่า ความงดงามหรูหราอย่างในอดีตหายไปจนหมดสิ้น เหลือแต่โครงสร้างอาคารที่บอบช้ำยับเยิน หลังคากลายสภาพเป็นกระเบื้องลอนคู่ที่มีน้ำรั่วซึม ลายปูนปั้นตามผนังหลุดลอกไปตามอายุ สิ่งของตกแต่งดั้งเดิมภายในวังทั้งโคมไฟ พรมเปอร์เซีย เครื่องกระเบื้อง เครื่องเรือนนำเข้าจากต่างประเทศสูญหายไปหมด เหลือเพียงแต่โต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์สำนักงาน เพดานที่เคยประดับประดาด้วยโคมไฟแก้วก้านทองเหลืองและลายปูนปั้นอ่อนช้อยสไตล์โรโกโก ถูกแทนที่ด้วยแผงไฟนีออนคู่และพัดลมแขวนเพดาน สไตล์เดียวกันกับโรงเรียนประถมในสังกัดกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ บริเวณที่ว่างระหว่างตำหนักใหญ่และตำหนักสมเด็จยังมีการต่อเติมอาคารเพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้เป็นห้องมั่นคงหรือตู้เซฟ สำหรับเก็บธนบัตรและเอกสารสำคัญของแบงก์ชาติ ทำให้ภาพรวมของวังบางขุนพรหมยิ่งดูแออัด หมดความสง่างามอย่างเช่นในอดีต

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง  วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

 วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง


ฟื้นคืนชีพ

งบประมาณการซ่อมแซมบูรณะประเมินไว้สูงถึง 46 ล้านบาท

น่าสนใจว่าแบงก์ชาติจะดีดลูกคิดความคุ้มค่าออกมาอย่างไร

คุณบุญเลิศ ตระกูลขจรศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารอาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังถึงความท้าทายในครั้งนั้นว่า “มีผู้ใหญ่ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์คิดจะรื้อทิ้งเลย ถ้าตอนนั้นตัดสินใจแบบนั้นก็ไปเลย พอคิดถึงความคุ้มค่าในแง่เศรษฐกิจแล้วมันไม่ใช่ ก็ยังดีที่มีคนพยายามให้ความสำคัญว่า ต่อไปนี่คือสมบัติของชาติ

แบงก์ชาติได้เชิญกรมศิลปากรและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้การบูรณะถูกต้องตามประวัติศาสตร์มากที่สุด ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา อาคารถูกทาสีทับไม่รู้กี่ชั้น ทีมบูรณะต้องหาสีดั้งเดิมด้วยการใช้ความร้อนจากไดร์เป่าผมค่อยๆ ลอกสีออกทีละชั้นจนเห็นสีจริง จากนั้นจึงผสมสีใหม่แล้วนำไปทาเทียบกันให้ใกล้เคียงของจริงมากที่สุด

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

สำหรับวังที่แทบไม่เหลืออะไรที่เป็นของเดิมเหลืออยู่เลย เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในต่างๆ ทั้งผ้าม่านและพรม ต้องจำลองขึ้นมาใหม่จากการเทียบเคียงกับรูปภาพและตำหนักที่สร้างในยุคเดียวกัน เช่นเดียวกับลายปูนปั้นที่ต้องแกะลายขึ้นมาใหม่โดยเทียบเคียงกับศิลปะในยุคสมัยนั้น

โจทย์สำคัญของการบูรณะใหญ่ในครั้งนั้น คือการฟื้นคืนความสง่างามของวังเดิมให้กลับมาอย่างสมพระเกียรติ เพื่อรับกับบทบาทใหม่ในการเป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ การบูรณะจึงไม่ใช่การมุ่งไปหาวัสดุเดิม แต่มีการผสมผสานวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่เข้ามาเพื่อช่วยให้แข็งแรงคงทน อย่างเช่นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใหม่ที่เข้ามาทดแทนของเดิมซึ่งหาไม่ได้แล้ว หรือการเสริมคานเหล็กรับน้ำหนักเข้าไปในส่วนที่มีการทรุด  

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

เมื่อถามถึงสิ่งที่ยากที่สุด คุณบุญเลิศเล่าให้ฟังว่า ในการปรับปรุงอาคารโบราณให้ตอบสนองต่อการใช้สอยแบบใหม่ สิ่งที่ยากที่สุดคือการวางระบบต่างๆ ที่จำเป็น ทั้งระบบปรับอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบดับเพลิง  จะต้องทำโดยรบกวนโครงสร้างให้น้อยที่สุด ซึ่งทีมบูรณะก็ได้อาศัยช่องใต้หลังคาทรงสูงเป็นทางเดินระบบต่างๆ แม้แต่ปลั๊กไฟเล็กๆ ก็ถูกซ่อนไว้ด้วยฝาครอบไม้ เพื่อเก็บร่องรอยไม่ให้ทำลายความงดงามทางสถาปัตยกรรม

ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือความชื้น เนื่องจากวังบางขุนพรหมเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนที่ใช้กำแพงรับน้ำหนัก ลักษณะการก่อสร้างคือการใช้ท่อนซุงวางเป็นฐานแล้วก่ออิฐบนซุงขึ้นมาอีกที ไม่มีการตอกเสาเข็มอย่างเช่นสมัยนี้ ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ความชื้นในดินถูกดูดขึ้นมาผ่านกำแพงได้ตลอดเวลา ในการบูรณะขั้นแรก ช่างได้เลือกสีที่ดีสุดมาใช้ จึงทำให้ผนังเกิดอาการที่เรียกว่า ‘หายใจไม่ออก’  กลายเป็นสีโป่งน้ำ ทีมบูรณะจึงต้องแก้ด้วยการถอดปูนฉาบตรงฐานอาคารออกเพื่อให้ผนังสามารถระบายความชื้นออกได้

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

เผยโฉม 6 ดรุณีแห่งตำหนักสมเด็จ

อาคารด้านหลังติดกับตำหนักใหญ่คือ ตำหนักสมเด็จ ที่สร้างเพิ่มเติมเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ผู้เป็นพระมารดาของทูลกระหม่อมบริพัตร บริเวณชั้นสองเหนือห้องบรรทมมีผลงานภาพวาดของนายคาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาลี เจ้าของผลงานจิตรกรรมในพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นภาพนักบวชหญิงแบบยุคพรี-ราฟาเอล วาดด้วยเทคนิคเฟรสโกหรือการเขียนสีปูนเปียก ซึ่งเป็นการเขียนสีลงไประหว่างที่ปูนฉาบยังหมาดๆ เมื่อสีแห้งไปพร้อมกับปูนจึงทำให้ผลงานภาพวาดติดคงทน

เมื่อเทียบกับความยับเยินในส่วนอื่นๆ ของวังก่อนการบูรณะ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ภาพจิตรกรรมนี้จะสามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงปัจจุบัน ในสภาพที่สีสันและรายละเอียดต่างๆ อยู่ครบถ้วนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ตลอดระยะเวลาที่แบงก์ชาติได้เข้ามาใช้ตำหนักเป็นที่ทำการ ไม่มีใครทราบเลยว่าผนังโดมเหนือห้องบรรทมนี้มีภาพเขียนสีอยู่ เนื่องจากถูกปิดด้วยไม้อัดและฉาบปูนทับไว้ สันนิษฐานว่าเพื่อป้องกันการโดนทำลายเมื่อครั้งที่วังถูกเปลี่ยนมือในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนภายหลังมีการสำรวจสภาพอาคาร ทีมบูรณะได้บังเอิญไปเคาะผนังส่วนนี้เข้าและพบว่ามีความโปร่งไม่เหมือนผนังทึบ จึงสกัดปูนและแผ่นไม้อัดออกมา จนได้พบกับหญิงงามทั้ง 6 ที่แอบซ่อนอยู่ภายใน หลังจากเวลาล่วงเลยไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง


บางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้

นับตั้งแต่การปรับปรุงใหญ่ในครั้งนั้นมาจนถึงวันนี้ แบงก์ชาติได้ดูแลรักษาตำหนักใหญ่และตำหนักสมเด็จให้คงความสมบูรณ์งดงามมาอย่างต่อเนื่อง รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของทั้งสองตำหนักที่ผสมผสานกันหลายยุคหลายสมัย กลายเป็นจุดเด่นที่ ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ที่นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ แวะเวียนมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

“ที่นี่เล่าเรื่องได้ครบ ถ้าไปที่อื่นที่สร้างแล้วจบก็จะเห็นแค่ยุคนั้น แต่ตรงนี้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ต้องขอบคุณแบงก์ว่าเค้าพร้อมจริงๆ ทั้งสถานที่ มีวิทยากรช่วยด้วย เด็กคณะมาเกือบ 200 คน ทางนี้ก็มีความพร้อมที่จะรองรับได้”  

เจ้าหน้าที่ที่คอยให้ความรู้ระหว่างเดินชม ล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานแบงก์ชาติ ที่เดิมทีมีความเชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารมากกว่าวิชาประวัติศาสตร์ แต่ทุกคนต่างศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวของวังบางขุนพรหมอย่างจริงจัง จนสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและเกร็ดความรู้ให้กับประชาชนได้อย่างละเอียดครบถ้วน เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ราวกับว่าจิตวิญญาณของบางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้ได้ฟื้นกลับมาอีกครั้ง

เรื่องราวของวังบางขุนพรหมยังมีให้ค้นหาอีกมากมาย หมดจากเดือนมิถุนายนนี้ไป หากใครอยากเข้ามาเยี่ยมชมวังบางขุนพรหมคงต้องอดใจรอกันอีกสักพัก เพราะแบงก์ชาติปิดปรับปรุงใหญ่อีกครั้งเพื่อซ่อมแซมระบบปรับอากาศที่เริ่มทรุดโทรมลงหลังจากทำหน้าที่มานานเกือบ 30  ปี โดยคาดว่าจะเปิดให้เข้าชมได้อีกครั้งในต้นปีหน้า

วังบางขุนพรหม, แบงก์ชาติ, ปิดปรับปรุง

Writer

แก้วขวัญ เรืองเดชา

โปรดิวเซอร์สารคดีโทรทัศน์ นักเขียน และนักออกแบบนิทรรศการ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load