“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร”

คำถามยอดฮิตตั้งแต่สมัยยังเด็กที่ตามมาหลอกหลอนคนวัยเข้าใกล้เบญจเพสอย่างเราๆ คงไม่พ้นคำถามที่ว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เพียงแต่มันอาจจะเปลี่ยนมาเป็นคำถามในรูปแบบที่ว่า “ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่” ซะมากกว่า

ฉันเองเป็นคนที่เคยคิดเล่นๆ กับตัวเองว่า ถ้าเราเลือกเส้นทางสายอื่นในอดีต สายที่จะนำพาเราไปสู่การงานอาชีพอื่น (โปรดอย่าเอาไปสลับสับสนกับวิชาเรียนสมัยประถม) ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน

ถ้าตอนนั้น เราเลือกเรียนต่อด้านดนตรี หรือไปเอาดีทางดาราศาสตร์ ชีวิตเราตอนนี้จะเป็นยังไง จะได้ไปนั่งอยู่ตรงไหน ทำอะไรอยู่ในตอนนี้

สิ่งที่ว่ามานี้ เด็กเกาหลีอาจไม่ต้องมานั่งจินตนาการแบบพวกเรา

เพราะพวกเขาเลือกได้

สายวันหนึ่งระหว่างที่เรานั่งเรียนภาษาเกาหลีอยู่ในห้องตามปกติ อาจารย์สอนภาษาเกาหลีอีกคนหนึ่งเดินมาเคาะประตูห้อง พร้อมกับแนะนำเด็กหญิงวัยประถมตอนปลาย 2 คนที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าประตูห้อง หลังบอกชื่อเสียงเรียงนามของตัวเองอย่างเขินๆ สาวน้อยทั้งสองก็บอกเหตุผลถึงการมาเยี่ยมเยือนพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

พวกเธอมาขอสังเกตการณ์อาชีพครูสอนภาษาเกาหลีให้นักเรียนต่างชาติ

ฟังแวบแรกแล้วยอมรับว่างง พออาจารย์อธิบายให้ฟังเพิ่มเติมเราจึงถึงบางอ้อ

แม้เราจะเห็นปัญหาสังคมมากมายจากความบ้าคลั่งเรื่องการศึกษา [หรือที่คนเกาหลีเขาบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเองเลยว่า ‘교육열’ (กโย ยู กยอล)-Education Fever] ผ่านสถิติการฆ่าตัวตายของเด็กมัธยมปลายที่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศอย่าง SKY (Seoul National University, Korea University และ Yonsei University) รวมไปถึงหนังภาพยนตร์สารคดีต่างๆ นานา รัฐบาลเกาหลีเองก็พยายามที่จะให้การส่งเสริมและช่วยเหลือเยาวชนของชาติที่กำหลังหลงทางชีวิตในแบบของเขา สิ่งนั้นเรียกว่า ‘직업체험’ (ชี  กอบ เซ ฮอม) ถ้าจะให้เราแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบดีๆ นั่นก็คือ Occupation Experience

เด็กน้อยในวัยประถมปลายถึงมัธยมต้นจะได้โอกาสไปศึกษาเข้าสังเกตการณ์อาชีพที่ตนเองสนใจ ตั้งแต่อาชีพสามัญธรรมดาที่สามารถมานั่งดูได้อย่างอาชีพครู ไปจนถึงบางอาชีพที่เด็กๆ จะได้ทดลองใช้ชีวิตตามอย่างคนในสายอาชีพนั้นจริงๆ เช่น เชฟ พนักงานดับเพลิง ผู้ประกาศข่าว โดยเด็กๆ เข้าไปลองนั่งที่โต๊ะประกาศข่าวต่อหน้ากล้องได้จริง หรือสัตวแพทย์ที่เด็กๆ จะได้มีโอกาสลองสัมผัสสัตว์จริงๆ (แม้เขาคงไม่จะไว้ใจเด็กๆ ขนาดให้ลองรักษาสัตว์เองก็ตาม) หรือถ้าเป็นกรณีที่ทดลองทำจริงไม่ได้ เด็กๆ สามารถสอบถาม พูดคุยแลกเปลี่ยน กับผู้ที่ประกอบอาชีพนั้นได้ เช่น เข้าไปศึกษาการทำงานในสถานีโทรทัศน์และสอบถามประสบการณ์ตรง

เด็กเกาหลี

ภาพ   bokji21.com

นักเรียน

ภาพ: www.warak.or.kr

ผู้ประกาศข่าว

ภาพ: news.joins.com

ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานท้องถิ่น อาทิ เทศบาลเมือง ยังส่งเสริมประสบการณ์ทางอาชีพของเด็กๆ อย่างจริงจัง ถึงขั้นที่ว่ามีการเปิดศูนย์หรือหน่วยงานที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ในแต่ละท้องถิ่น คอยให้คำปรึกษากับเด็กๆ ที่กำลังสับสน หลงทาง และไม่แน่ใจในเส้นทางชีวิตของตนเอง

วิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลเกาหลีอาจได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง เพราะหากเป็นเรื่องของความฝัน เราคงไม่สามารถรับรองกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไร ฉันก็อดนับถือความพยายามของพวกเขาในการสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้เด็กๆ ค้นพบหนทางที่ใช่สำหรับตัวเองไม่ได้ เพราะอาชีพบนโลกนี้มีอยู่ล้านแปดอย่าง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอาชีพไหนเป็นอย่างไร เราจะชอบสิ่งนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสลองไปสัมผัสชีวิตของผู้คนในแวดวงนั้นอย่างแท้จริง

แม้จะไม่ใช่ประสบการณ์ตรงที่ตัวเองได้จากการฝึกงานก็เถอะ แต่บางครั้ง การได้พูดคุยกับผู้มีประสบการณ์ก็อาจสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้เด็กคนหนึ่งได้ไม่ใช่เหรอ

ขนาดฉันเอง ผู้ร่ำเรียนมานานจนถึงขั้นที่มาเรียนปริญญาโท ทุกวันนี้ยังตอบคำถามข้อนี้ได้ยาก และยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังสับสนกับเส้นทางของตัวเองในอนาคตอยู่ไม่น้อย พอเห็นโครงการนี้เลยอดอิจฉาน้องๆ ชาวเกาหลีไม่ได้

ขอให้น้องๆ ไม่หลงทางกับการใช้ชีวิตนะ

“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร”

คำถามยอดฮิตตั้งแต่สมัยยังเด็กที่ตามมาหลอกหลอนคนวัยเข้าใกล้เบญจเพสอย่างเราๆ คงไม่พ้นคำถามที่ว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เพียงแต่มันอาจจะเปลี่ยนมาเป็นคำถามในรูปแบบที่ว่า “ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่” ซะมากกว่า

ฉันเองเป็นคนที่เคยคิดเล่นๆ กับตัวเองว่า ถ้าเราเลือกเส้นทางสายอื่นในอดีต สายที่จะนำพาเราไปสู่การงานอาชีพอื่น (โปรดอย่าเอาไปสลับสับสนกับวิชาเรียนสมัยประถม) ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน

ถ้าตอนนั้น เราเลือกเรียนต่อด้านดนตรี หรือไปเอาดีทางดาราศาสตร์ ชีวิตเราตอนนี้จะเป็นยังไง จะได้ไปนั่งอยู่ตรงไหน ทำอะไรอยู่ในตอนนี้

สิ่งที่ว่ามานี้ เด็กเกาหลีอาจไม่ต้องมานั่งจินตนาการแบบพวกเรา

เพราะพวกเขาเลือกได้

สายวันหนึ่งระหว่างที่เรานั่งเรียนภาษาเกาหลีอยู่ในห้องตามปกติ อาจารย์สอนภาษาเกาหลีอีกคนหนึ่งเดินมาเคาะประตูห้อง พร้อมกับแนะนำเด็กหญิงวัยประถมตอนปลาย 2 คนที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าประตูห้อง หลังบอกชื่อเสียงเรียงนามของตัวเองอย่างเขินๆ สาวน้อยทั้งสองก็บอกเหตุผลถึงการมาเยี่ยมเยือนพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

พวกเธอมาขอสังเกตการณ์อาชีพครูสอนภาษาเกาหลีให้นักเรียนต่างชาติ

ฟังแวบแรกแล้วยอมรับว่างง พออาจารย์อธิบายให้ฟังเพิ่มเติมเราจึงถึงบางอ้อ

แม้เราจะเห็นปัญหาสังคมมากมายจากความบ้าคลั่งเรื่องการศึกษา [หรือที่คนเกาหลีเขาบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเองเลยว่า ‘교육열’ (กโย ยู กยอล)-Education Fever] ผ่านสถิติการฆ่าตัวตายของเด็กมัธยมปลายที่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศอย่าง SKY (Seoul National University, Korea University และ Yonsei University) รวมไปถึงหนังภาพยนตร์สารคดีต่างๆ นานา รัฐบาลเกาหลีเองก็พยายามที่จะให้การส่งเสริมและช่วยเหลือเยาวชนของชาติที่กำหลังหลงทางชีวิตในแบบของเขา สิ่งนั้นเรียกว่า ‘직업체험’ (ชี  กอบ เซ ฮอม) ถ้าจะให้เราแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบดีๆ นั่นก็คือ Occupation Experience

เด็กน้อยในวัยประถมปลายถึงมัธยมต้นจะได้โอกาสไปศึกษาเข้าสังเกตการณ์อาชีพที่ตนเองสนใจ ตั้งแต่อาชีพสามัญธรรมดาที่สามารถมานั่งดูได้อย่างอาชีพครู ไปจนถึงบางอาชีพที่เด็กๆ จะได้ทดลองใช้ชีวิตตามอย่างคนในสายอาชีพนั้นจริงๆ เช่น เชฟ พนักงานดับเพลิง ผู้ประกาศข่าว โดยเด็กๆ เข้าไปลองนั่งที่โต๊ะประกาศข่าวต่อหน้ากล้องได้จริง หรือสัตวแพทย์ที่เด็กๆ จะได้มีโอกาสลองสัมผัสสัตว์จริงๆ (แม้เขาคงไม่จะไว้ใจเด็กๆ ขนาดให้ลองรักษาสัตว์เองก็ตาม) หรือถ้าเป็นกรณีที่ทดลองทำจริงไม่ได้ เด็กๆ สามารถสอบถาม พูดคุยแลกเปลี่ยน กับผู้ที่ประกอบอาชีพนั้นได้ เช่น เข้าไปศึกษาการทำงานในสถานีโทรทัศน์และสอบถามประสบการณ์ตรง

เด็กเกาหลี

ภาพ   bokji21.com

นักเรียน

ภาพ: www.warak.or.kr

ผู้ประกาศข่าว

ภาพ: news.joins.com

ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานท้องถิ่น อาทิ เทศบาลเมือง ยังส่งเสริมประสบการณ์ทางอาชีพของเด็กๆ อย่างจริงจัง ถึงขั้นที่ว่ามีการเปิดศูนย์หรือหน่วยงานที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ในแต่ละท้องถิ่น คอยให้คำปรึกษากับเด็กๆ ที่กำลังสับสน หลงทาง และไม่แน่ใจในเส้นทางชีวิตของตนเอง

วิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลเกาหลีอาจได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง เพราะหากเป็นเรื่องของความฝัน เราคงไม่สามารถรับรองกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไร ฉันก็อดนับถือความพยายามของพวกเขาในการสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้เด็กๆ ค้นพบหนทางที่ใช่สำหรับตัวเองไม่ได้ เพราะอาชีพบนโลกนี้มีอยู่ล้านแปดอย่าง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอาชีพไหนเป็นอย่างไร เราจะชอบสิ่งนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสลองไปสัมผัสชีวิตของผู้คนในแวดวงนั้นอย่างแท้จริง

แม้จะไม่ใช่ประสบการณ์ตรงที่ตัวเองได้จากการฝึกงานก็เถอะ แต่บางครั้ง การได้พูดคุยกับผู้มีประสบการณ์ก็อาจสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้เด็กคนหนึ่งได้ไม่ใช่เหรอ

ขนาดฉันเอง ผู้ร่ำเรียนมานานจนถึงขั้นที่มาเรียนปริญญาโท ทุกวันนี้ยังตอบคำถามข้อนี้ได้ยาก และยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังสับสนกับเส้นทางของตัวเองในอนาคตอยู่ไม่น้อย พอเห็นโครงการนี้เลยอดอิจฉาน้องๆ ชาวเกาหลีไม่ได้

ขอให้น้องๆ ไม่หลงทางกับการใช้ชีวิตนะ

Writer & Photographer

ณัฐมน เกตุแก้ว

ตอนนี้เรียนปริญญาโทสาขาสังคมวิทยาอยู่ในมหาวิทยาลัยบนเขาที่เกาหลี

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัจฉราพรรณ พาลี

หญิงสาวอายุยี่สิบปลาย อาศัยอยู่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชอบอยู่ใกล้เด็กและธรรมชาติ ชอบเที่ยวป่าและกำลังตัดสินใจซื้อรถคาราวาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load