บรรยากาศดอยตุงวันนั้นเงียบเหงาและเศร้าสร้อยกว่าทุกครั้งที่ผมเคยไปเยือน

ย้อนกลับไปเมื่อราว 1 ปีที่แล้ว หลังจากวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคตไม่ถึงสัปดาห์ ผมเดินทางไปยังดอยตุงเพื่อติดตามน้องๆ ไปเข้าค่ายเด็กใฝ่ดี ซึ่งจัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 โดยมูลนิธิจะคัดเลือกเด็กอายุ 9 – 12 ปี ไปอยู่อาศัยและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ท่ามกลางธรรมชาติ

ก่อนเดินทางมาสมทบกับน้องๆ ที่ค่าย ผมได้ยินถ้อยคำบอกเล่ามาคร่าวๆ ว่าค่ายนี้เป็นค่ายที่นำเอาแนวคิดในการเลี้ยงพระโอรสพระธิดาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมาออกแบบเป็นกิจกรรมต่างๆ ในค่ายตลอด 5 วัน ซึ่งนั่นทำให้ผมตอบรับแทบจะทันทีเมื่อได้รับการชักชวนให้ไปตามติดชีวิตเด็กๆ ในค่ายนี้

ลึกๆ ผมอยากรู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร อะไรทำให้พระองค์ทรงเจริญวัยมาเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย แม้ในวันที่พระองค์ทรงจากพวกเราไปแล้ว

 

เลี้ยงลูกให้รู้จริง

หมอกลงหนาปกคลุมถนนที่ดอยตุงจนเห็นเส้นทางไม่ชัด ผมเดินทางไปถึงค่ายช่วงหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว แต่ผมก็ทันเห็นกิจกรรมสุดท้ายของวัน

ไฟทุกดวงโดยรอบถูกดับลง เหลือเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟบริเวณผ้าสีขาวผืนใหญ่ที่ขึงไว้ล่อแมลง

น้องๆ ทุกคนนั่งชมภาพตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ทุกครั้งที่มีแมลงบินมาสมทบจะมีเสียงฮือฮาตามมา ก่อนที่พี่เลี้ยงในค่ายจะทยอยให้ข้อมูลความรู้ทีละตัวว่าแมลงที่เห็นตรงหน้าคือแมลงชนิดใด วิถีชีวิตของมันเป็นอย่างไร

เมื่ออธิบายเสร็จ ก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ออกมาสัมผัสแมลงบนผืนผ้ากันตามอัธยาศัย

ใครจะกล้าออกไป-ผมคิดในใจแทนเด็กๆ

แต่ภาพตรงหน้ากลับตรงกันข้าม เด็กน้อยกรูกันเข้าไปหาแมลงที่ตัวเองสนใจ ค่อยๆ สัมผัสมันอย่างนุ่มนวล บ้างประคองมาถือไว้บนมือแล้วส่งต่อให้เพื่อนที่อยู่ข้างๆ ได้ลองสัมผัสบ้าง

“การที่เด็กได้ออกมาอยู่ในพื้นที่แบบนี้ ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ไส้เดือน หนอน แมลง เขาจะรู้ว่าเขาจะต้องทำตัวยังไง ต้องมีท่าทีที่อ่อนโยนนุ่มนวลกับมันยังไง เมื่อเขาใกล้กับธรรมชาติ สนิทกับธรรมชาติ รู้จักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ แล้วในที่สุดมันจะนำไปสู่ความหวงแหน” พี่น้ำหวานของน้องๆ หรือ พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในขณะนั้น ขยายความภาพที่เห็นตรงหน้าให้ผมฟัง

ผมนึกถึงวิชาวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองเคยเรียนในห้องเรียนสมัยประถม แม้รายละเอียดในหนังสือจะละเอียดกว่าสิ่งที่เล่าปากเปล่าแบบเทียบกันไม่ได้ แต่การเรียนรู้ตรงหน้าก็พาผู้เรียนไปไกลชนิดที่หนังสือเล่มใดก็ไม่อาจมอบให้

ประสบการณ์บางชนิดก็ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ตัวอักษรและคำบอกเล่าจะทำให้เราเข้าใจความจริง

“สมเด็จย่าจะทรงทำอะไรต้องรู้จริง” พี่น้ำหวานเริ่มเล่า “ถ้าไม่รู้ต้องไปทรงศึกษาจนรู้ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เองจะทรงทำอะไรก็จะเสด็จลงพื้นที่ ไปถามไปคุยกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกัน

“ค่ายนี้ประสบการณ์ตรงสำคัญมาก วิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่า ท่านทรงให้พระโอรสพระธิดาเล่นไฟด้วยนะ นั่นคือเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรง ประสบการณ์เป็นอะไรที่เราพูดสอนไม่ได้ แต่ละคนต้องค่อยๆ สั่งสม

“แล้วประสบการณ์ตรงที่มันท้าทาย ยาก ลำบาก อย่างที่เขาไม่เคยเจอในชีวิตจะทำให้เขาต้องปรับตัว ให้เขาเกิดความคิด เกิดปัญญา”

เลี้ยงลูกกลางแจ้ง

เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กๆ ยังคงทำกิจกรรมอยู่ท่ามกลางหมู่มวลต้นไม้นานาพันธุ์ มีฉากหลังเป็นทิวเขาอยู่ไม่ไกล

ตลอดระยะเวลา 5 วันเด็กๆ ในค่ายได้ทำกิจกรรมหลากหลายซึ่งในเมืองที่จากมาเขาไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่องกล้องดูนก จับแมลง เดินป่า เดินเล่นเก็บก้อนหินในลำธาร ไปจนกระทั่งนอนเต็นท์ค้างแรมกลางป่าเขา และอาบน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำ ไม่ใช่ก๊อกน้ำ

หากนิยามของโรงเรียนคือสถานที่ศึกษา คล้ายผมและน้องๆ กำลังนั่งอยู่ในโรงเรียนอันใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่

เงยหน้าก็เห็นท้องฟ้า หันซ้ายหันขวาก็เห็นลำธาร เห็นต้นไม้ เห็นภูเขา

“เด็กเมืองที่เราคิดว่ามีทุกอย่าง แต่ความจริงเขาขาดโอกาสที่จะได้อยู่กับโลกธรรมชาติ กับความเป็นจริง ที่ค่ายนี้เขาจะค้นพบความรู้ด้วยตัวเอง ธรรมชาติมันอยู่ของมันอย่างนี้ แต่เขาจะได้เข้าไปค้นพบความจริงในธรรมชาติ” พี่น้ำหวานบอกผมขณะที่เด็กๆ ตรงหน้ายังคงสนุกกับสิ่งที่เขาเพิ่งเคยพบเจอครั้งแรกในชีวิต

“เราหวังว่าการที่เด็กๆ ได้เล่นในธรรมชาติ เขาจะได้ค้นพบกลไกนี้เอง และสิ่งเหล่านี้จะเก็บอยู่ในตัวเขา แล้ววันหนึ่งมันจะระเบิดออกมา ซึ่งอาจเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ก็ได้”

ภาพที่ปรากฏทำให้ผมก็นึกถึงเนื้อหาบางย่อหน้าที่สมเด็จพระพี่นางเธอฯ ได้ทรงเขียนเอาไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์

“ในสมัยนั้นวังสระปทุมยังนับว่าอยู่ชานเมือง อากาศยังบริสุทธิ์ แม่จึงอยากให้ลูกๆ ได้อยู่กลางแจ้งให้มากที่สุด ท่านจัดที่ทาง สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์ให้ทีละเล็กทีละน้อย สิ่งแรกที่สร้างงขึ้นคือที่เล่นทราย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เห็นได้ในสวนสาธารณะต่างประเทศ คือเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมซึ่งมีทรายอยู่ข้างใน…

“ในไม่ช้าการเล่นในกองทรายนั้นจะรู้สึกว่าไม่สนุกนักเพราะเมื่อเอาน้ำเทลงไปในทราย น้ำก็จะซึมลงไปหมด จึงย้ายกันออกมาเล่นข้างนอก ขุดคลองในดิน นำน้ำมาใส่ให้มาไหลในคลองแล้ววิ่งไปเก็บกิ่งไม้ที่พุ่มไม้ วิ่งกลับมา ‘ปลูก’ ไว้ริมคลอง

“นี่คือการสัมผัสครั้งแรกกับงานชลประทานและการปลูกป่า”

ครั้งหนึ่งผมเคยสนทนากับ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ที่ถวายงานรับใช้สมเด็จย่ามาอย่างยาวนาน และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะรองเลขาธิการมูลนิธิฯ

คุณหญิงพวงร้อยเล่าว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างทุกพระองค์กับธรรมชาติ ไม่ใช่แค่จับต้อง แต่เกิดความเข้าใจด้วยในสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ท่านผ่านชีวิตที่มีเสวยไม่มากนัก ท่านผ่านชีวิตที่จับต้องดิน ทราย น้ำ กิ่งไม้ มาแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาที่พระองค์ปกครองประเทศ ช่องว่างว่าเป็นเจ้านายต้องอยู่ในที่สูงแทบไม่มีเลย เพราะท่านเข้าพระราชหฤทัย อันนี้สำคัญมาก”

และเป็นการสัมผัสกับดิน กับน้ำ กับต้นไม้ ท่ามกลางธรรมชาตินั่นเอง ที่หล่อหลอมในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยที่ไม่มีใครในวันนั้นรู้เลยว่าวันหนึ่งจะทำให้เกิดโครงการในพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ

ซึ่งเปลี่ยนชีวิตคนไทยไปตลอดกาล

 

 

 

เลี้ยงลูกให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

เรื่องบางเรื่อง เราก็มารู้เอาเมื่อสายเกินไป

ผมรู้สึกเช่นนั้นตอนที่เดินอยู่ใน ‘หอแห่งแรงบันดาลใจ’ ซึ่งภายในจัดแสดงนิทรรศการว่าด้วยเรื่องราวของราชสกุลมหิดล

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของผมก็พบกับข้อความข้อความหนึ่งซึ่งเป็นคล้ายคำจำกัดความของนิทรรศการที่จัดแสดง เขียนไว้ว่า

‘เรื่องราวของสมาชิกในครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันจนส่งผลถึงคนทั้งแผ่นดิน’

หนึ่งในกิจกรรมของค่ายเด็กใฝ่ดีคือการพาน้องๆ มาเดินชมหอแห่งนี้ ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าด้วยวันและวัยในปัจจุบัน พวกเขาจะรู้สึกสิ่งใดจากถ้อยคำต่างๆ ที่นิทรรศการกำลังสื่อสารหรือไม่ แต่สำหรับผม สถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดที่เราจะทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นกษัตริย์อันเป็นที่รัก เป็นกษัตริย์ที่ทำให้คนทั้งประเทศสูญเสียน้ำตาปริมาณมหาศาลเมื่อพระองค์จากไป

ระหว่างเดินไล่อ่านข้อความที่ละข้อความ มีหลายข้อความที่ทำให้ผมหยุดยืนแล้วรู้สึกรื้นข้างใน

 

“ฉันอบรมบุตร ให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ มีทั้งการศึกษาและสุขภาพดี มีจิตใจดีด้วย นี่คือหลักในการเลี้ยงดูบุตรของฉัน” พระราชดำรัส สมเด็จพระบรมราชชนนี ณ กรุงโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์  

“ในครอบครัวเรา ความรับผิดชอบ เป็นของที่ไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สอนอันแรก คือ เราจะทำอะไรให้เมืองไทย ถ้าไม่มีความรับผิดชอบจะไปช่วยเมืองไทยได้อย่างไร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

“…แม่ไม่เคยชมเราว่าฉลาดหรืองาม จะชมก็เมื่อประพฤติตนดี ทำอะไรที่น่าสรรเสริญ เราจึงไม่ได้เหลิง อาจขาดความมั่นใจในตัวเองบ้าง แต่ก็ทราบอยู่เสมอว่าเราเป็นใคร ด้วยการพูดกันให้เข้าใจนี้ ทำให้เราเป็นผู้ที่นับถือความจริง มีสัจจะ ไม่หลอกใคร และไม่หลอกตัวเอง” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่าความรักมักไม่มีเหตุผล แต่ตอนที่อยู่ในหอแห่งนั้น ผมเริ่มไม่มั่นใจในประโยคนี้

ผมรู้สึกว่าความรักปริมาณมหาศาลนั้นมีที่มาที่ไป และอย่างที่รู้กันว่าความรักไม่อาจเกิดจากการบังคับขืนใจ หลอกลวง หรือต่อให้ทำได้วันหนึ่งสิ่งต่างๆ ย่อมเปิดเผย

แต่กับกษัตริย์พระองค์นี้ ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ที่เปิดเผยหลังจากพระองค์ทรงจากพวกเราไปกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้นให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าเดิม จากที่เราไม่เคยรู้เหตุผล วันหนึ่งเราก็รู้เหตุผล

เรื่องบางเรื่อง เราก็มารู้เอาเมื่อสายเกินไป แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีประโยชน์

อย่างน้อยสิ่งที่เคยพร่าเลือนเหมือนหมอกที่ดอยตุงก็กระจ่างแจ้งในหัวใจ

บรรยากาศดอยตุงวันนั้นเงียบเหงาและเศร้าสร้อยกว่าทุกครั้งที่ผมเคยไปเยือน

ย้อนกลับไปเมื่อราว 1 ปีที่แล้ว หลังจากวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคตไม่ถึงสัปดาห์ ผมเดินทางไปยังดอยตุงเพื่อติดตามน้องๆ ไปเข้าค่ายเด็กใฝ่ดี ซึ่งจัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 โดยมูลนิธิจะคัดเลือกเด็กอายุ 9 – 12 ปี ไปอยู่อาศัยและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ท่ามกลางธรรมชาติ

ก่อนเดินทางมาสมทบกับน้องๆ ที่ค่าย ผมได้ยินถ้อยคำบอกเล่ามาคร่าวๆ ว่าค่ายนี้เป็นค่ายที่นำเอาแนวคิดในการเลี้ยงพระโอรสพระธิดาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมาออกแบบเป็นกิจกรรมต่างๆ ในค่ายตลอด 5 วัน ซึ่งนั่นทำให้ผมตอบรับแทบจะทันทีเมื่อได้รับการชักชวนให้ไปตามติดชีวิตเด็กๆ ในค่ายนี้

ลึกๆ ผมอยากรู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร อะไรทำให้พระองค์ทรงเจริญวัยมาเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย แม้ในวันที่พระองค์ทรงจากพวกเราไปแล้ว

 

เลี้ยงลูกให้รู้จริง

หมอกลงหนาปกคลุมถนนที่ดอยตุงจนเห็นเส้นทางไม่ชัด ผมเดินทางไปถึงค่ายช่วงหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว แต่ผมก็ทันเห็นกิจกรรมสุดท้ายของวัน

ไฟทุกดวงโดยรอบถูกดับลง เหลือเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟบริเวณผ้าสีขาวผืนใหญ่ที่ขึงไว้ล่อแมลง

น้องๆ ทุกคนนั่งชมภาพตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ทุกครั้งที่มีแมลงบินมาสมทบจะมีเสียงฮือฮาตามมา ก่อนที่พี่เลี้ยงในค่ายจะทยอยให้ข้อมูลความรู้ทีละตัวว่าแมลงที่เห็นตรงหน้าคือแมลงชนิดใด วิถีชีวิตของมันเป็นอย่างไร

เมื่ออธิบายเสร็จ ก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ออกมาสัมผัสแมลงบนผืนผ้ากันตามอัธยาศัย

ใครจะกล้าออกไป-ผมคิดในใจแทนเด็กๆ

แต่ภาพตรงหน้ากลับตรงกันข้าม เด็กน้อยกรูกันเข้าไปหาแมลงที่ตัวเองสนใจ ค่อยๆ สัมผัสมันอย่างนุ่มนวล บ้างประคองมาถือไว้บนมือแล้วส่งต่อให้เพื่อนที่อยู่ข้างๆ ได้ลองสัมผัสบ้าง

“การที่เด็กได้ออกมาอยู่ในพื้นที่แบบนี้ ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ไส้เดือน หนอน แมลง เขาจะรู้ว่าเขาจะต้องทำตัวยังไง ต้องมีท่าทีที่อ่อนโยนนุ่มนวลกับมันยังไง เมื่อเขาใกล้กับธรรมชาติ สนิทกับธรรมชาติ รู้จักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ แล้วในที่สุดมันจะนำไปสู่ความหวงแหน” พี่น้ำหวานของน้องๆ หรือ พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในขณะนั้น ขยายความภาพที่เห็นตรงหน้าให้ผมฟัง

ผมนึกถึงวิชาวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองเคยเรียนในห้องเรียนสมัยประถม แม้รายละเอียดในหนังสือจะละเอียดกว่าสิ่งที่เล่าปากเปล่าแบบเทียบกันไม่ได้ แต่การเรียนรู้ตรงหน้าก็พาผู้เรียนไปไกลชนิดที่หนังสือเล่มใดก็ไม่อาจมอบให้

ประสบการณ์บางชนิดก็ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ตัวอักษรและคำบอกเล่าจะทำให้เราเข้าใจความจริง

“สมเด็จย่าจะทรงทำอะไรต้องรู้จริง” พี่น้ำหวานเริ่มเล่า “ถ้าไม่รู้ต้องไปทรงศึกษาจนรู้ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เองจะทรงทำอะไรก็จะเสด็จลงพื้นที่ ไปถามไปคุยกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกัน

“ค่ายนี้ประสบการณ์ตรงสำคัญมาก วิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่า ท่านทรงให้พระโอรสพระธิดาเล่นไฟด้วยนะ นั่นคือเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรง ประสบการณ์เป็นอะไรที่เราพูดสอนไม่ได้ แต่ละคนต้องค่อยๆ สั่งสม

“แล้วประสบการณ์ตรงที่มันท้าทาย ยาก ลำบาก อย่างที่เขาไม่เคยเจอในชีวิตจะทำให้เขาต้องปรับตัว ให้เขาเกิดความคิด เกิดปัญญา”

เลี้ยงลูกกลางแจ้ง

เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กๆ ยังคงทำกิจกรรมอยู่ท่ามกลางหมู่มวลต้นไม้นานาพันธุ์ มีฉากหลังเป็นทิวเขาอยู่ไม่ไกล

ตลอดระยะเวลา 5 วันเด็กๆ ในค่ายได้ทำกิจกรรมหลากหลายซึ่งในเมืองที่จากมาเขาไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่องกล้องดูนก จับแมลง เดินป่า เดินเล่นเก็บก้อนหินในลำธาร ไปจนกระทั่งนอนเต็นท์ค้างแรมกลางป่าเขา และอาบน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำ ไม่ใช่ก๊อกน้ำ

หากนิยามของโรงเรียนคือสถานที่ศึกษา คล้ายผมและน้องๆ กำลังนั่งอยู่ในโรงเรียนอันใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่

เงยหน้าก็เห็นท้องฟ้า หันซ้ายหันขวาก็เห็นลำธาร เห็นต้นไม้ เห็นภูเขา

“เด็กเมืองที่เราคิดว่ามีทุกอย่าง แต่ความจริงเขาขาดโอกาสที่จะได้อยู่กับโลกธรรมชาติ กับความเป็นจริง ที่ค่ายนี้เขาจะค้นพบความรู้ด้วยตัวเอง ธรรมชาติมันอยู่ของมันอย่างนี้ แต่เขาจะได้เข้าไปค้นพบความจริงในธรรมชาติ” พี่น้ำหวานบอกผมขณะที่เด็กๆ ตรงหน้ายังคงสนุกกับสิ่งที่เขาเพิ่งเคยพบเจอครั้งแรกในชีวิต

“เราหวังว่าการที่เด็กๆ ได้เล่นในธรรมชาติ เขาจะได้ค้นพบกลไกนี้เอง และสิ่งเหล่านี้จะเก็บอยู่ในตัวเขา แล้ววันหนึ่งมันจะระเบิดออกมา ซึ่งอาจเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ก็ได้”

ภาพที่ปรากฏทำให้ผมก็นึกถึงเนื้อหาบางย่อหน้าที่สมเด็จพระพี่นางเธอฯ ได้ทรงเขียนเอาไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์

“ในสมัยนั้นวังสระปทุมยังนับว่าอยู่ชานเมือง อากาศยังบริสุทธิ์ แม่จึงอยากให้ลูกๆ ได้อยู่กลางแจ้งให้มากที่สุด ท่านจัดที่ทาง สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์ให้ทีละเล็กทีละน้อย สิ่งแรกที่สร้างงขึ้นคือที่เล่นทราย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เห็นได้ในสวนสาธารณะต่างประเทศ คือเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมซึ่งมีทรายอยู่ข้างใน…

“ในไม่ช้าการเล่นในกองทรายนั้นจะรู้สึกว่าไม่สนุกนักเพราะเมื่อเอาน้ำเทลงไปในทราย น้ำก็จะซึมลงไปหมด จึงย้ายกันออกมาเล่นข้างนอก ขุดคลองในดิน นำน้ำมาใส่ให้มาไหลในคลองแล้ววิ่งไปเก็บกิ่งไม้ที่พุ่มไม้ วิ่งกลับมา ‘ปลูก’ ไว้ริมคลอง

“นี่คือการสัมผัสครั้งแรกกับงานชลประทานและการปลูกป่า”

ครั้งหนึ่งผมเคยสนทนากับ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ที่ถวายงานรับใช้สมเด็จย่ามาอย่างยาวนาน และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะรองเลขาธิการมูลนิธิฯ

คุณหญิงพวงร้อยเล่าว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างทุกพระองค์กับธรรมชาติ ไม่ใช่แค่จับต้อง แต่เกิดความเข้าใจด้วยในสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ท่านผ่านชีวิตที่มีเสวยไม่มากนัก ท่านผ่านชีวิตที่จับต้องดิน ทราย น้ำ กิ่งไม้ มาแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาที่พระองค์ปกครองประเทศ ช่องว่างว่าเป็นเจ้านายต้องอยู่ในที่สูงแทบไม่มีเลย เพราะท่านเข้าพระราชหฤทัย อันนี้สำคัญมาก”

และเป็นการสัมผัสกับดิน กับน้ำ กับต้นไม้ ท่ามกลางธรรมชาตินั่นเอง ที่หล่อหลอมในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยที่ไม่มีใครในวันนั้นรู้เลยว่าวันหนึ่งจะทำให้เกิดโครงการในพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ

ซึ่งเปลี่ยนชีวิตคนไทยไปตลอดกาล

 

 

 

เลี้ยงลูกให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

เรื่องบางเรื่อง เราก็มารู้เอาเมื่อสายเกินไป

ผมรู้สึกเช่นนั้นตอนที่เดินอยู่ใน ‘หอแห่งแรงบันดาลใจ’ ซึ่งภายในจัดแสดงนิทรรศการว่าด้วยเรื่องราวของราชสกุลมหิดล

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของผมก็พบกับข้อความข้อความหนึ่งซึ่งเป็นคล้ายคำจำกัดความของนิทรรศการที่จัดแสดง เขียนไว้ว่า

‘เรื่องราวของสมาชิกในครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันจนส่งผลถึงคนทั้งแผ่นดิน’

หนึ่งในกิจกรรมของค่ายเด็กใฝ่ดีคือการพาน้องๆ มาเดินชมหอแห่งนี้ ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าด้วยวันและวัยในปัจจุบัน พวกเขาจะรู้สึกสิ่งใดจากถ้อยคำต่างๆ ที่นิทรรศการกำลังสื่อสารหรือไม่ แต่สำหรับผม สถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดที่เราจะทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นกษัตริย์อันเป็นที่รัก เป็นกษัตริย์ที่ทำให้คนทั้งประเทศสูญเสียน้ำตาปริมาณมหาศาลเมื่อพระองค์จากไป

ระหว่างเดินไล่อ่านข้อความที่ละข้อความ มีหลายข้อความที่ทำให้ผมหยุดยืนแล้วรู้สึกรื้นข้างใน

 

“ฉันอบรมบุตร ให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ มีทั้งการศึกษาและสุขภาพดี มีจิตใจดีด้วย นี่คือหลักในการเลี้ยงดูบุตรของฉัน” พระราชดำรัส สมเด็จพระบรมราชชนนี ณ กรุงโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์  

“ในครอบครัวเรา ความรับผิดชอบ เป็นของที่ไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สอนอันแรก คือ เราจะทำอะไรให้เมืองไทย ถ้าไม่มีความรับผิดชอบจะไปช่วยเมืองไทยได้อย่างไร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

“…แม่ไม่เคยชมเราว่าฉลาดหรืองาม จะชมก็เมื่อประพฤติตนดี ทำอะไรที่น่าสรรเสริญ เราจึงไม่ได้เหลิง อาจขาดความมั่นใจในตัวเองบ้าง แต่ก็ทราบอยู่เสมอว่าเราเป็นใคร ด้วยการพูดกันให้เข้าใจนี้ ทำให้เราเป็นผู้ที่นับถือความจริง มีสัจจะ ไม่หลอกใคร และไม่หลอกตัวเอง” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่าความรักมักไม่มีเหตุผล แต่ตอนที่อยู่ในหอแห่งนั้น ผมเริ่มไม่มั่นใจในประโยคนี้

ผมรู้สึกว่าความรักปริมาณมหาศาลนั้นมีที่มาที่ไป และอย่างที่รู้กันว่าความรักไม่อาจเกิดจากการบังคับขืนใจ หลอกลวง หรือต่อให้ทำได้วันหนึ่งสิ่งต่างๆ ย่อมเปิดเผย

แต่กับกษัตริย์พระองค์นี้ ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ที่เปิดเผยหลังจากพระองค์ทรงจากพวกเราไปกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้นให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าเดิม จากที่เราไม่เคยรู้เหตุผล วันหนึ่งเราก็รู้เหตุผล

เรื่องบางเรื่อง เราก็มารู้เอาเมื่อสายเกินไป แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีประโยชน์

อย่างน้อยสิ่งที่เคยพร่าเลือนเหมือนหมอกที่ดอยตุงก็กระจ่างแจ้งในหัวใจ

Writer & Photographer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัจฉราพรรณ พาลี

หญิงสาวอายุยี่สิบปลาย อาศัยอยู่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชอบอยู่ใกล้เด็กและธรรมชาติ ชอบเที่ยวป่าและกำลังตัดสินใจซื้อรถคาราวาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load