บรรยากาศดอยตุงวันนั้นเงียบเหงาและเศร้าสร้อยกว่าทุกครั้งที่ผมเคยไปเยือน

ย้อนกลับไปเมื่อราว 1 ปีที่แล้ว หลังจากวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคตไม่ถึงสัปดาห์ ผมเดินทางไปยังดอยตุงเพื่อติดตามน้องๆ ไปเข้าค่ายเด็กใฝ่ดี ซึ่งจัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 โดยมูลนิธิจะคัดเลือกเด็กอายุ 9 – 12 ปี ไปอยู่อาศัยและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ท่ามกลางธรรมชาติ

ก่อนเดินทางมาสมทบกับน้องๆ ที่ค่าย ผมได้ยินถ้อยคำบอกเล่ามาคร่าวๆ ว่าค่ายนี้เป็นค่ายที่นำเอาแนวคิดในการเลี้ยงพระโอรสพระธิดาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมาออกแบบเป็นกิจกรรมต่างๆ ในค่ายตลอด 5 วัน ซึ่งนั่นทำให้ผมตอบรับแทบจะทันทีเมื่อได้รับการชักชวนให้ไปตามติดชีวิตเด็กๆ ในค่ายนี้

ลึกๆ ผมอยากรู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร อะไรทำให้พระองค์ทรงเจริญวัยมาเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย แม้ในวันที่พระองค์ทรงจากพวกเราไปแล้ว

 

เลี้ยงลูกให้รู้จริง

หมอกลงหนาปกคลุมถนนที่ดอยตุงจนเห็นเส้นทางไม่ชัด ผมเดินทางไปถึงค่ายช่วงหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว แต่ผมก็ทันเห็นกิจกรรมสุดท้ายของวัน

ไฟทุกดวงโดยรอบถูกดับลง เหลือเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟบริเวณผ้าสีขาวผืนใหญ่ที่ขึงไว้ล่อแมลง

น้องๆ ทุกคนนั่งชมภาพตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ทุกครั้งที่มีแมลงบินมาสมทบจะมีเสียงฮือฮาตามมา ก่อนที่พี่เลี้ยงในค่ายจะทยอยให้ข้อมูลความรู้ทีละตัวว่าแมลงที่เห็นตรงหน้าคือแมลงชนิดใด วิถีชีวิตของมันเป็นอย่างไร

เมื่ออธิบายเสร็จ ก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ออกมาสัมผัสแมลงบนผืนผ้ากันตามอัธยาศัย

ใครจะกล้าออกไป-ผมคิดในใจแทนเด็กๆ

แต่ภาพตรงหน้ากลับตรงกันข้าม เด็กน้อยกรูกันเข้าไปหาแมลงที่ตัวเองสนใจ ค่อยๆ สัมผัสมันอย่างนุ่มนวล บ้างประคองมาถือไว้บนมือแล้วส่งต่อให้เพื่อนที่อยู่ข้างๆ ได้ลองสัมผัสบ้าง

“การที่เด็กได้ออกมาอยู่ในพื้นที่แบบนี้ ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ไส้เดือน หนอน แมลง เขาจะรู้ว่าเขาจะต้องทำตัวยังไง ต้องมีท่าทีที่อ่อนโยนนุ่มนวลกับมันยังไง เมื่อเขาใกล้กับธรรมชาติ สนิทกับธรรมชาติ รู้จักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ แล้วในที่สุดมันจะนำไปสู่ความหวงแหน” พี่น้ำหวานของน้องๆ หรือ พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในขณะนั้น ขยายความภาพที่เห็นตรงหน้าให้ผมฟัง

ผมนึกถึงวิชาวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองเคยเรียนในห้องเรียนสมัยประถม แม้รายละเอียดในหนังสือจะละเอียดกว่าสิ่งที่เล่าปากเปล่าแบบเทียบกันไม่ได้ แต่การเรียนรู้ตรงหน้าก็พาผู้เรียนไปไกลชนิดที่หนังสือเล่มใดก็ไม่อาจมอบให้

ประสบการณ์บางชนิดก็ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ตัวอักษรและคำบอกเล่าจะทำให้เราเข้าใจความจริง

“สมเด็จย่าจะทรงทำอะไรต้องรู้จริง” พี่น้ำหวานเริ่มเล่า “ถ้าไม่รู้ต้องไปทรงศึกษาจนรู้ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เองจะทรงทำอะไรก็จะเสด็จลงพื้นที่ ไปถามไปคุยกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกัน

“ค่ายนี้ประสบการณ์ตรงสำคัญมาก วิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่า ท่านทรงให้พระโอรสพระธิดาเล่นไฟด้วยนะ นั่นคือเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรง ประสบการณ์เป็นอะไรที่เราพูดสอนไม่ได้ แต่ละคนต้องค่อยๆ สั่งสม

“แล้วประสบการณ์ตรงที่มันท้าทาย ยาก ลำบาก อย่างที่เขาไม่เคยเจอในชีวิตจะทำให้เขาต้องปรับตัว ให้เขาเกิดความคิด เกิดปัญญา”

เลี้ยงลูกกลางแจ้ง

เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กๆ ยังคงทำกิจกรรมอยู่ท่ามกลางหมู่มวลต้นไม้นานาพันธุ์ มีฉากหลังเป็นทิวเขาอยู่ไม่ไกล

ตลอดระยะเวลา 5 วันเด็กๆ ในค่ายได้ทำกิจกรรมหลากหลายซึ่งในเมืองที่จากมาเขาไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่องกล้องดูนก จับแมลง เดินป่า เดินเล่นเก็บก้อนหินในลำธาร ไปจนกระทั่งนอนเต็นท์ค้างแรมกลางป่าเขา และอาบน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำ ไม่ใช่ก๊อกน้ำ

หากนิยามของโรงเรียนคือสถานที่ศึกษา คล้ายผมและน้องๆ กำลังนั่งอยู่ในโรงเรียนอันใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่

เงยหน้าก็เห็นท้องฟ้า หันซ้ายหันขวาก็เห็นลำธาร เห็นต้นไม้ เห็นภูเขา

“เด็กเมืองที่เราคิดว่ามีทุกอย่าง แต่ความจริงเขาขาดโอกาสที่จะได้อยู่กับโลกธรรมชาติ กับความเป็นจริง ที่ค่ายนี้เขาจะค้นพบความรู้ด้วยตัวเอง ธรรมชาติมันอยู่ของมันอย่างนี้ แต่เขาจะได้เข้าไปค้นพบความจริงในธรรมชาติ” พี่น้ำหวานบอกผมขณะที่เด็กๆ ตรงหน้ายังคงสนุกกับสิ่งที่เขาเพิ่งเคยพบเจอครั้งแรกในชีวิต

“เราหวังว่าการที่เด็กๆ ได้เล่นในธรรมชาติ เขาจะได้ค้นพบกลไกนี้เอง และสิ่งเหล่านี้จะเก็บอยู่ในตัวเขา แล้ววันหนึ่งมันจะระเบิดออกมา ซึ่งอาจเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ก็ได้”

ภาพที่ปรากฏทำให้ผมก็นึกถึงเนื้อหาบางย่อหน้าที่สมเด็จพระพี่นางเธอฯ ได้ทรงเขียนเอาไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆยุวกษัตริย์

“ในสมัยนั้นวังสระปทุมยังนับว่าอยู่ชานเมือง อากาศยังบริสุทธิ์ แม่จึงอยากให้ลูกๆ ได้อยู่กลางแจ้งให้มากที่สุด ท่านจัดที่ทาง สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์ให้ทีละเล็กทีละน้อย สิ่งแรกที่สร้างงขึ้นคือที่เล่นทราย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เห็นได้ในสวนสาธารณะต่างประเทศ คือเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมซึ่งมีทรายอยู่ข้างใน…

“ในไม่ช้าการเล่นในกองทรายนั้นจะรู้สึกว่าไม่สนุกนักเพราะเมื่อเอาน้ำเทลงไปในทราย น้ำก็จะซึมลงไปหมด จึงย้ายกันออกมาเล่นข้างนอก ขุดคลองในดิน นำน้ำมาใส่ให้มาไหลในคลองแล้ววิ่งไปเก็บกิ่งไม้ที่พุ่มไม้ วิ่งกลับมา ‘ปลูก’ ไว้ริมคลอง

“นี่คือการสัมผัสครั้งแรกกับงานชลประทานและการปลูกป่า”

ครั้งหนึ่งผมเคยสนทนากับ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ที่ถวายงานรับใช้สมเด็จย่ามาอย่างยาวนาน และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะรองเลขาธิการมูลนิธิฯ

คุณหญิงพวงร้อยเล่าว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างทุกพระองค์กับธรรมชาติ ไม่ใช่แค่จับต้อง แต่เกิดความเข้าใจด้วยในสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ท่านผ่านชีวิตที่มีเสวยไม่มากนัก ท่านผ่านชีวิตที่จับต้องดิน ทราย น้ำ กิ่งไม้ มาแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาที่พระองค์ปกครองประเทศ ช่องว่างว่าเป็นเจ้านายต้องอยู่ในที่สูงแทบไม่มีเลย เพราะท่านเข้าพระราชหฤทัย อันนี้สำคัญมาก”

และเป็นการสัมผัสกับดิน กับน้ำ กับต้นไม้ ท่ามกลางธรรมชาตินั่นเอง ที่หล่อหลอมในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยที่ไม่มีใครในวันนั้นรู้เลยว่าวันหนึ่งจะทำให้เกิดโครงการในพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ

ซึ่งเปลี่ยนชีวิตคนไทยไปตลอดกาล

 

 

 

เลี้ยงลูกให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

เรื่องบางเรื่อง เราก็มารู้เอาเมื่อสายเกินไป

ผมรู้สึกเช่นนั้นตอนที่เดินอยู่ใน ‘หอแห่งแรงบันดาลใจ’ ซึ่งภายในจัดแสดงนิทรรศการว่าด้วยเรื่องราวของราชสกุลมหิดล

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของผมก็พบกับข้อความข้อความหนึ่งซึ่งเป็นคล้ายคำจำกัดความของนิทรรศการที่จัดแสดง เขียนไว้ว่า

‘เรื่องราวของสมาชิกในครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันจนส่งผลถึงคนทั้งแผ่นดิน’

หนึ่งในกิจกรรมของค่ายเด็กใฝ่ดีคือการพาน้องๆ มาเดินชมหอแห่งนี้ ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าด้วยวันและวัยในปัจจุบัน พวกเขาจะรู้สึกสิ่งใดจากถ้อยคำต่างๆ ที่นิทรรศการกำลังสื่อสารหรือไม่ แต่สำหรับผม สถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดที่เราจะทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นกษัตริย์อันเป็นที่รัก เป็นกษัตริย์ที่ทำให้คนทั้งประเทศสูญเสียน้ำตาปริมาณมหาศาลเมื่อพระองค์จากไป

ระหว่างเดินไล่อ่านข้อความที่ละข้อความ มีหลายข้อความที่ทำให้ผมหยุดยืนแล้วรู้สึกรื้นข้างใน

 

“ฉันอบรมบุตร ให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ มีทั้งการศึกษาและสุขภาพดี มีจิตใจดีด้วย นี่คือหลักในการเลี้ยงดูบุตรของฉัน” พระราชดำรัส สมเด็จพระบรมราชชนนี ณ กรุงโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์  

“ในครอบครัวเรา ความรับผิดชอบ เป็นของที่ไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สอนอันแรก คือ เราจะทำอะไรให้เมืองไทย ถ้าไม่มีความรับผิดชอบจะไปช่วยเมืองไทยได้อย่างไร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

“…แม่ไม่เคยชมเราว่าฉลาดหรืองาม จะชมก็เมื่อประพฤติตนดี ทำอะไรที่น่าสรรเสริญ เราจึงไม่ได้เหลิง อาจขาดความมั่นใจในตัวเองบ้าง แต่ก็ทราบอยู่เสมอว่าเราเป็นใคร ด้วยการพูดกันให้เข้าใจนี้ ทำให้เราเป็นผู้ที่นับถือความจริง มีสัจจะ ไม่หลอกใคร และไม่หลอกตัวเอง” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่าความรักมักไม่มีเหตุผล แต่ตอนที่อยู่ในหอแห่งนั้น ผมเริ่มไม่มั่นใจในประโยคนี้

ผมรู้สึกว่าความรักปริมาณมหาศาลนั้นมีที่มาที่ไป และอย่างที่รู้กันว่าความรักไม่อาจเกิดจากการบังคับขืนใจ หลอกลวง หรือต่อให้ทำได้วันหนึ่งสิ่งต่างๆ ย่อมเปิดเผย

แต่กับกษัตริย์พระองค์นี้ ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ที่เปิดเผยหลังจากพระองค์ทรงจากพวกเราไปกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนั้นให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าเดิม จากที่เราไม่เคยรู้เหตุผล วันหนึ่งเราก็รู้เหตุผล

เรื่องบางเรื่อง เราก็มารู้เอาเมื่อสายเกินไป แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีประโยชน์

อย่างน้อยสิ่งที่เคยพร่าเลือนเหมือนหมอกที่ดอยตุงก็กระจ่างแจ้งในหัวใจ

Writer & Photographer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

นับถอยหลังไปเมื่อ พ.ศ. 2548 โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย มีโอกาสเข้าร่วมศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจาก โรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้เราได้แนวคิดดี ๆ และเอาความรู้ต่าง ๆ มาปรับใช้กับความเป็นท้องถิ่นของเราเอง เพราะโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนวิถีชุมชนท้องถิ่น การเรียนรู้จึงยึดหลักการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่ชีวิต มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนให้ใช้ความรู้เป็นและเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และสังคม (Knowledge-based Society) 

เรานำโจทย์ปัญหาจริงในสังคมหรือประเด็นวิกฤตปัญหาโลกมาเป็นแกนหลักของการเรียนรู้ ผ่านการลงมือทำบนบริบทจริงของโรงเรียน สภาพของปัญหาของสังคม และผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อเป้าหมายการพัฒนานักเรียนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม (Active Citizen) และพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง เน้นกิจกรรมแบบบูรณาการ การเรียนรู้จากฐานปัญหา (Problem Based Learning) การเรียนรู้แบบสร้างและพัฒนานวัตกรรม หรือเรียกว่า การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based Learning) ตามแนวทางพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบ Active Learning 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

เราตั้งชื่อวิชาว่า ‘วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา’ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบูรณาการระหว่างวิชา เป็นการเชื่อมโยงหรือร่วมศาสตร์ต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไป ภายในหัวเรื่องเดียวกัน เป็นการเรียนรู้โดยใช้ความรู้ความเข้าใจและทักษะในศาสตร์ หรือความรู้ในวิชาต่าง ๆ มากกว่า 1 วิชาขึ้นไป เพื่อแก้ปัญหาหรือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเชื่อมโยงความรู้และทักษะระหว่างวิชาต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง 

เราไม่ได้สอนเพียงผิวเผิน แต่จัดกระบวนวิชาให้ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น เพื่อให้เขาใช้ได้จริงในชีวิต

มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกทักษะผู้เรียน เตรียมความพร้อม เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของโรงเรียน คือ กิน-อยู่-เป็น หมายถึง กินอย่างรู้คุณค่า อยู่อย่างมีความหมาย และเป็นพลเมืองที่เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยผู้เรียนวิชานี้ก็คือ นักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

และด้วยภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาทาง โรงเรียนของเราเปิดเรียนตามปกติไม่ได้ และเพื่อเป็นการสร้างการเรียนรู้ ไม่ให้นักเรียนเกิดสภาวะถดถอยและหลุดจากระบบ จึงเป็นที่มาของการเรียนรู้เรื่องข้าวหลากสี บทเรียนกินได้ และการทำ Eco Printing ลงบนผ้า โดยสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียนและผู้ปกครอง 

แน่นอนว่าจากสถานการณ์ โควิด-19 ที่รุมเร้ามาเกือบ 3 ปี ทำให้ชีวิตใครหลายคนล้มลง แต่ทว่าเรายังมีแรงสู้ต่อจากคนที่รักและครอบครัว แม้แต่เราเองที่เป็นครูก็อยากสานฝันให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ อยากพาไปตะลุยเรียนรู้ที่ต่าง ๆ เหมือนเคยทำมา เพื่อต่อยอดให้เขารู้จักตัวเองและเลือกเรียนสาขาที่ถนัด หรือสิ่งที่เขาต้องการต่อยอดในอนาคตได้ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนหยุดไป แต่การเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม.3 หยุดไม่ได้ เพราะการเรียนรู้ของเด็กต้องไปต่อ เราจึงมองวิกฤตเป็นโอกาส เพราะเด็กที่โนนชัยพื้นฐานครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย

เราเลยชวนเด็ก ๆ หันกลับมามองตัวเองว่า ถ้าเราจะกินข้าวในหนึ่งมื้อ เพื่อลดภาระ ลดค่าใช้จ่าย เราจะทำอย่างไร โดยอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ประหยัดและมีคุณค่า เราควรหันมาใส่ใจครอบครัว เพราะเราเห็นว่า พ่อแม่ของเด็กหลายคนโดนเลิกจ้างงาน ไม่มีรายได้ แต่ในชีวิตประจำวันของเด็กยังมีรายจ่าย ก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดีให้เด็กต่อยอดได้ในภาวะนี้ เลยนึกถึงเรื่องการทำอาหาร กลายมาเป็นการบูรณาการเรื่องอาชีพสร้างสรรค์ บทเรียนกินได้ บทเรียนติดปีก บทเรียนชีวิต และโภชนาการบนถาดหลุม การบูรณาการของเราไม่หยุดเดิน เพราะทุกคนต้องลุยกันต่อ

การจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site เรามีการประสานผู้ปกครองเพื่อขออนุญาตนักเรียนก่อนออกจากบ้าน เพราะกระบวนการเรียนรู้ต้องมีการสืบค้นข้อมูลด้วย อย่าง ‘โภชนาการบนถาดหลุม’ เราชวนเด็ก ๆ เลือกอาหารในแบบที่เขาอยากกิน แต่ต้องคำนึงถึงความพอเพียง พอดี พอประมาณ โดยนักเรียนมีสิทธิ์เลือก และเราให้เขาคิดหาเมนูที่ชอบ ครบหลักโภชนาการ คาว หวาน มาหมด จากนั้นวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการ เพื่อให้เด็ก ๆ รู้จักคุณค่าทางโภชนาการของเมนูอาหารที่ตนเองเลือก พร้อมทั้งให้นักเรียนประกอบอาหารที่นักเรียนเลือก อย่างเมนูกะเพราหมูกรอบ เมนูธรรมดา แต่จะทำอย่างไรให้ไม่ธรรมดา เห็นแล้วว้าว มีคุณค่าทั้งเบื้องหน้าและภายในใจ จึงเกิดไอเดียข้าวหลากสีขึ้นมา

เราเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่มีในบ้าน ท้องถิ่น ชุมชน ในความโชคร้ายกับภัยร้ายแบบนี้ เรามีความโชคดีคือ นักเรียนปลูกมะลิไร้สารเคมี จึงคิดเป็นเมนูข้าวกลิ่นมะลิ (หอมมากกก) นักเรียนอีกคน หนูมีอัญชัน เราก็สร้างสรรค์ข้าวสีม่วง นักเรียนคนนู้นเห็นมีดอกเฟื่องฟ้าอยู่ในโรงเรียน ส่วนอีกคนก็ยกมือบอกครู บ้านผมมีใบเตย ให้สีเขียว ทานอร่อย หอมหวานชื่นใจ เมนูอาหารจากข้าวหลากสี เด็ก ๆ ได้เรียนรู้พันธุ์ข้าวและสีธรรมชาติจากเรื่องราวรอบรั้ว

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

จากการเรียนการสอนที่เน้นสอนทาง On-line, On-demand, On-hand อยู่ต่อเนื่อง เนื่องจากนักเรียน ม.3 ต้องเตรียมตัวหลายอย่างในการต่อยอดและเลือกเรียนสาขาต่าง ๆ หรือสายอาชีพอีกมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกลับมาอยู่กับครอบครัว ทำให้นึกได้ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ครูอย่างเราไม่ควรลืม คือ การพบปะนักเรียนกลุ่มย่อย ซึ่งเราสอน On-Site เป็นกลุ่มย่อยอยู่แล้ว แต่รอบนี้ต้องขอชวนผู้ปกครองคุยด้วย เพื่อถามข่าวคราวกัน ทั้งเรื่องปากท้องและเรื่องวินัยความเป็นอยู่ จะทำยังไงให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่เบื่อ เพราะเราเองก็เป็นครูประจำชั้น ม.3/1 อยากให้รู้ว่าครูยังห่วงใย 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

ระหว่างนั่ง ๆ มองๆ คิด ๆ เราเห็นใบสักที่เติบโตและร่วงหล่น จึงเกิดไอเดียที่น่าเรียนรู้ร่วมกัน นอกจากเมนูข้าวหลากสีที่เล่าให้ฟัง ถ้ามีผ้าหลากสีบ้างคงจะดี เรามองหาวัสดุรอบตัวทันที และ ‘ใบสัก’ ก็เป็นนางเอกของเรื่องนี้

เราปิ๊งไอเดีย ‘สักศรี (สี)’ ชวนเด็ก ๆ มาทำผ้าพันคอ Eco Printing ด้วยกัน ระหว่างรอนึ่งผ้า ครู เด็ก ๆ และผู้ปกครองก็สรรหาเมนูอาหารง่าย ๆ กินกัน ขอขอบพระคุณแม่น้องเม ที่ทำขนมหวานหลากสีจากธรรมชาติล้วน ๆ และคุณแม่น้องขวัญที่ทำกะเพราหมูไข่ดาวและส้มตำสุดแซ่บ วันนี้เหมือนไม่ได้มาเรียน แต่เหมือนมาทานข้าวนอกบ้าน ได้ทั้งผ้าหลากสีกับข้าวหลากสี รอบหน้าจะมีดนตรีเพื่อสร้างสีสัน มีผลิตภัณฑ์จากสักศรี (สี) โปรดติดตามตอนต่อไป 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

เทอม 2 นี้ การเรียนการสอนก็ต้องดำเนินต่อไปเช่นกันในรูปแบบออนไลน์ แต่จะดีกว่านี้ถ้าพวกเราได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อยอดอาชีพ ต่อยอดการบริโภค ต่อยอดชีวิตในครัวเรือน เราซึ่งเป็นครูตัวเล็ก ๆ ก็คิดไอเดีย ‘ต่อยอดแบบวิถีพอเพียง หล่อเลี้ยงชีวี กินดีอยู่ดี แบบมีเงินออม’ ใบไม้แห้งที่โรงเรียนมีเยอะมาก ซึ่งเป็นปัญหาในการทำความสะอาด เราก็คิดช่วยกันจัดการใบไม้เหล่านี้ แต่ใครจะรู้ว่า ไอ้เจ้าปัญหานี่แหละ คือขุมทรัพย์ของเรา เพราะทำปุ๋ยหมักได้ แปลงเกษตรที่โรงเรียนก็มี ถ้าเราปลูกผักกินเอง ปุ๋ยก็ไม่ต้องซื้อ ผักก็ไม่ต้องซื้อ ที่สำคัญปลอดสารพิษ เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็เอาผักส่งโรงอาหาร เหลือก็แบ่งกลับบ้าน ขายเก็บออมก็ยังไหว 

ก็เลยคิดไอเดีย ‘ปลูกเอง กินเอง นักเลงพอ ปุ๋ยก็ไม่ต้องขอ เรามีเพียงพอ ต่อยอดชีวี’ ฮิ้ว ๆ ๆ ว่าแล้วก็ชวนเด็ก ๆ มาสร้างพื้นที่เรียนรู้ ทำกิจกรรมภาคปฏิบัติกลุ่มย่อย กลุ่มละ 6 คน (ป.ล. ฉีดวัคซีนครบนะคะ) ช่วยกันทำปุ๋ยหมักเพื่อเตรียมปุ๋ยบำรุงดิน ก่อนที่เราจะไปเตรียมแปลงปลูกกัน นักเรียนที่มาเรียนก็ตั้งใจดี และที่สำคัญ การเรียนรู้ต้องลงมือทำถึงจะมีความหมาย เพราะต้อง Learning by Doing แบบ Active Learning และเรียนรู้แบบร่วมมือและมีส่วนร่วม เมื่อพร้อมแล้วเราก็ลุยทันที นัดหมายประชุมนักเรียน ผู้ปกครอง และ ครูชาญณรงค์ ที่เป็นเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยเหลือกันมาตลอด พร้อมลุย

จากการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ นักเรียนร่วมสะท้อนแง่คิดดี ๆ ให้ครูได้รับรู้ว่าที่ผ่านมานักเรียนได้เรียนรู้แบบไหน ทั้งยังทบทวนและวางแผนต่อยอด ขอบใจลูก ๆ ทำให้ครูรู้ว่านักเรียนมีความสุขดี อดทน น่ารัก 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ
วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา ทำให้เรารู้ว่าการเรียนรู้นั้นมีอยู่รอบตัว รอบบ้าน และชุมชน การทำให้นักเรียนหันกลับมาใส่ใจสิ่งรอบตัวในชุมชนและท้องถิ่นของตนเองได้ จะทำให้เขาเห็นประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ พร้อมพัฒนา ประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้สื่อเทคโนโลยี ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ การพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะทำให้เราอยู่รอด อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ข้อดีอีกอย่างของวิชาบูรณาการ คือ เป็นวิชาที่ดึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้โดยไม่ต้องมีกรอบบังคับ สะท้อนผ่านการลงมือทำของเด็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน ทำให้นักเรียนฝึกอยู่กับปัจจุบัน รู้จักใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย

ส่วนเราในฐานะครูผู้ออกแบบกระบวนวิชาก็เรียนรู้ว่าการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเห็นศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน ทำให้ครูได้เข้าใจชีวิตที่หลากหลายของนักเรียน และเราเชื่อว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หลาย ๆ โรงเรียนคงทำกันอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญ คือ การเห็นคุณค่าในสิ่งที่ท้องถิ่นของตนเองมี และประยุกต์ใช้ พัฒนา ต่อยอด สร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่เรามีอยู่ นั่นคือการสร้างนวัตกรรมที่ดีที่สุด 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เราต้องลงมือทำ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นันทนา ลีโคตร

ครูผู้จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ที่เชื่อว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้ หากได้ลงมือทำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load