(ขออนุญาตใช้เลขไทยตามแบบนักเรียนทอสี)

ย้อนไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ฉันมีโอกาสได้นั่งฟรอนต์โรว์ชมละครหุ่นเงาของเด็กอนุบาล ๓ ที่โรงเรียนทอสี โรงเรียนทางเลือกที่เป็นหนึ่งเรื่องพุทธปัญญา นำพุทธศาสนามาพัฒนาการศึกษา และเชื่อว่าการศึกษาที่ถูกต้องและแท้จริงต้องเริ่มจากการพัฒนาตนเองเสียก่อน

นับเป็นครั้งแรกของฉันที่ได้มาดูการแสดงหุ่นเงาโดยเด็กชาย-เด็กหญิงว่าที่นักเรียน ป.๑ (ไม่นับการปูเสื่อนั่งตบยุง ขณะดูหนังตะลุงกับคุณยายในวัยเด็ก) แต่ไม่ใช่ครั้งแรกของละครหุ่นเงา เพราะปีนี้จัดเป็นครั้งที่ ๑๒ มีชื่อเรื่องน่ารักน่าชังว่า ‘Wonderland : รักแค่ไหน…ถามใจเธอดู’ แค่ชื่อเรื่องก็โก้ กินขาด แต่ความน่าทึ่งของการแสดงละครหุ่นเงาคือฉาก ตัวละคร เนื้อเรื่อง การแสดงหน้าม่าน และเครื่องแต่งกาย ที่เด็กอนุบาล ๓ ร่วมออกแบบและขะมักเขม้นลงมือทำกันอย่างตั้งใจ ขอชื่นชมจากใจเลยว่า เก่งจริงๆ เลยนะ ตัวแค่เนี้ย

หุ่นเงา

หุ่นเงา

เรื่องย่อ

“เพราะต้องการให้ใครบางคนกลับมา ทำให้เด็กน้อยเข้าใจว่า…พลังแห่งรัก…มหัศจรรย์เพียงใด”

เมื่อเด็กทั้ง ๔ ได้รับคนเลือกเป็นตัวแทนออกตามหา ‘คุณครู’ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ แม้ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่พลังบริสุทธิ์ที่เปี่ยมด้วยรักทำให้เด็กน้อยกล้าที่จะก้าวไปและฝ่าฝันอุปสรรคเพื่อตามครูกลับคืนมา

พวกเขาจะใช้วิธีใด ยากลำบากแค่ไหน สำเร็จหรือไม่

ฉันจะไปนั่งแถวหน้าหาคำตอบให้ทุกคนเอง

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ฉันขึ้นไปยังโรงละครที่ประยุกต์จากห้องประชุมขนาดย่อม เก้าอี้เล็กขนาดเด็กอนุบาลวางเรียงรายรอให้ผู้ชมเข้าประจำที่ มีที่นั่งสำหรับบุคคล VIP ด้วยนะ เป็นพื้นกระเบื้อง ชิดติดขอบเวที รับรองว่ามองเห็นแทบจะ 180 องศา รอบห้องถูกติดด้วยผ้าดำเพนต์สีสะท้อนแสงฝีมือเด็กๆ ความพิเศษคือ เมื่อไล่อ่านจากภาพแรกไปจนภาพสุดท้ายจะเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมด แต่อาจจะต้องพิจารณากันนานเสียหน่อย เพราะลายเส้นค่อนข้างจะขะยึกขะยือ แต่งดงามเป็นธรรมชาติ

ไฟดับลงพร้อมกับนักแสดงวัยสดใสส่งเสียง พร้อมแล้วครับ! พร้อมแล้วค่ะ! ดังออกมาจากด้านหลังเวที ฉันตั้งหน้าตั้งตารอชม

การแสดง

การแสดง

เรื่องราวดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ชวนติดตาม เด็กทั้ง ๔ เจอปีศาจหลากรูปแบบไม่ว่าจะเป็นปีศาจทราย แห่งเกาะอักษร แม่มดแขนหัก โจรสลัดผ้าขาวม้าและปีศาจหมอกพิษ ล้วนเป็นเหล่าตัวร้ายที่จับคุณครูแสนรักของเด็กๆ ไป แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ และความรักที่มีต่อคุณครู ทำให้เด็กทั้ง ๔ สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น จนสามารถช่วยคุณครูกลับโรงเรียนทอสีได้สำเร็จ

หุ่นเงา

หุ่นเงา

นอกจากจะเล่าเรื่องป็นคำกลอนพร้อมเชิดหุ่นเงาไปด้วยแล้ว ยังมีการแสดงหน้าม่านสลับไปมา ทำเอาเหล่าคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย คุณปู่ คุณย่า ที่นั่งเป็นกำลังใจ ต่างส่งเสียงเชียร์เมื่อลูกหลานตัวน้อยออกมาโชว์ลวดลาย

เสียงปรบมือ เสียงโห่ยินดี ดังเกรียวกราวเมื่อการแสดงจบลง นักแสดงเกือบ ๕๐ คน พร้อมทีมงานคุณครูออกมาขอบคุณ ก่อนที่บรรดาคุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าจะจูงมือ ส่งเสียงเรียกเด็กๆ ไปถ่ายรูปแสดงความยินดีและดีใจ

เด็ก

เมื่อหน้าม่านจบลงด้วยรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า แน่นอนว่าทุกคน รวมถึงฉันด้วยคงอยากรู้เหลือเกินว่าเบื้องหลังแนวคิดของการแสดงหุ่นละครเงา เด็กๆ ทำงานกันอย่างไรทั้งฉาก เนื้อเรื่อง การแสดง ตัวละคร ฯลฯ สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้คืออะไร และคำถามมากมายพรั่งพรูในหัว

ไม่รอรีและรีรอ ฉันเดินตรงดิ่งไปยังหลังฉากเพื่อตามหา ครูต้น-ทัศน์เนตรดาว โสรัต ควบตำแหน่งผู้กำกับและผู้ให้กำเนิดหุ่นละครเงาของเด็กอนุบาล ๓ ปัจจุบันมีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ถ้าเป็นเด็ก ก็ถือว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กประถมสดใส สู่พี่มัธยมต้นวัยกระเตาะ

ครูต้น ชวน ครูไก่-รัชนี บุญยมาลิก ครูกิ๊ก-ชุติภาดา อาจศิริ และฉัน ล้อมวงคุยกันอย่างเป็นกันเองที่ด้านหลังฉาก หุ่นเงากระดาษตกแต่งกระดาษแก้วสีสวยพร้อมเชิดวางกระจัดกระจายเต็มไปหมด หุ่นบางตัวเคยใช้ตั้งแต่ปีแรกก็มี ทำขึ้นใหม่เองโดยเด็กอนุบาล ๓ ก็มี

ครู

ครู

ด้วยความสงสัย ฉันถามครูต้น ทำไมการแสดงจบการศึกษาของอนุบาล ๓ ถึงเป็นการแสดงหุ่นละครเงา

“เริ่มแรกประมาณตอนปี ๒๕๔๘ เด็กๆ ได้ออกทริปไปดูละครหุ่น เป็นหุ่นเงาดำธรรมดา ไม่ได้มีสีสันอะไร เด็กๆ ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ เพราะวัยนี้เขาสนใจเรื่องหุ่นอยู่แล้ว พอเรากลับมาเราก็มาคุยกันว่างานปลายภาคนอกจากจะแสดงบนเวทีแล้ว เราอยากทำอะไรเซอร์ไพรส์ผู้ปกครองบ้าง พอระดมสมองกันก็เลยตกลงว่าจะทำหุ่นเงา” ครูต้นคลายความสงสัย

เริ่มจากคุณครูให้การบ้านไปทำระหว่างปิดภาคเรียนที่ ๑ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ ๒ ก็นำเรื่องที่สนใจมาพูดคุยกันกับเพื่อนๆ ระหว่างนั้นคุณครูก็จะนำเทปบันทึกการแสดงของรุ่นพี่ตั้งแต่ปีที่ ๑ จนถึงปีที่ ๑๑ มาเปิดให้ดู เพื่อจุดประกาย ‘ความอยากทำ’ ของเด็กๆ

เบื้องหลัง

ละครหุ่นเงา

ฉันรู้มาว่าเด็กอนุบาล ๓ โรงเรียนทอสี ไม่เรียนแบบวิชาการ แต่เน้นการบูรณาการ การแสดงหุ่นละครเงาครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการหลากหลายวิชาเข้าด้วยกัน สั่งสมความรู้กันตั้งแต่เนอร์สเซอรี่ แล้วปล่อยของสุดพลังตอนอนุบาล ๓

การทำละครหุ่นเงาเป็นวิธีการเรียนรูปแบบหนึ่งที่บูรณาการวิชาหลากหลายเข้าด้วยกัน ตั้งแต่วิชาพื้นฐานอย่างเขียน อ่าน คิดเลข ไปจนถึงวิชาที่รับรองว่าได้ใช้จริงคือ ‘วิชาชีวิต’

หุ่นเงา

วิชาพุทธศาสนา

เงื่อนไขการแสดงละครหุ่นเงามีอยู่ว่า ‘เรื่องราวทั้งหมดต้องเก็บเป็นความลับ’

ห้ามให้คุณพ่อคุณแม่รู้ทันเสียก่อน เดี๋ยวจะหมดสนุกเอา ‘การเก็บเป็นความลับ’ เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกการยับยั้งชั่งใจของเด็กๆ ทั้งยังเป็นการรักษาศีล ไม่พูดปด

“ครูคุยกับเด็กว่าถ้าผู้ใหญ่มาถามว่าแสดงอะไร แล้วเด็กๆ บอกว่าไม่บอก แบบนี้คือไม่สุภาพ หรือเด็กๆ จะตอบว่าไม่รู้ จริงๆ แล้วเด็กๆ รู้นะ ถ้าเราบอกไม่รู้แสดงว่าเราผิดศีลนะ จนครูต้องบอกว่า ‘ไม่บอก ไม่บอก เป็นความลับ’ ถ้าผู้ปกครองถามว่าเป็นเพราะอะไรถึงเป็นความลับ เด็กก็จะตอบได้ว่าอยากให้ผู้ปกครองเซอร์ไพรส์ ไม่อยากให้รู้เรื่องก่อน”

ครูต้นเฉลยหลักธรรมในศีล ๕ ที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่มทำละคร

วิชาวิทยาศาสตร์

แสง-เงา ตัวการสำคัญของการเกิดภาพ เด็กๆ ได้เรียนเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เนอร์สเซอรี่จากตัวเอง อาคารและต้นไม้ ใช่แล้ว! ต้นไม้ อาคารและตัวเอง ฝึกการสังเกตเงาที่ทอดลงบนพื้น โตขึ้นหน่อยก็เรียนลึกขึ้นหน่อย เรียนรู้แสง-เงาจากธรรมชาติ แสง-เงาที่มนุษย์สร้างขึ้น

หุ่นเงา

ถึงเวลาดูงานจริง คุณครูพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษาที่โรงละครหุ่นสายเสมา เพื่อเรียนรู้การชักเชิดหุ่น ลงมือทำหุ่นสายด้วยตนเอง รวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่จะประยุกต์ใช้กับการแสดงละครหุ่นเงาของพวกเขาได้

เริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อเด็กๆ ตื่นเต้นอดใจรอให้ถึงวันจริงไม่ไหว

แต่เดี๋ยวก่อน เด็กๆ ยังมีอีกหลากอย่างที่ต้องทำ เรื่องเอย ฉากเอย ตัวละครเอย ตั้งแถวเรียงคิวรอเด็กๆ อยู่ตรงหน้า

วิชาภาษาไทย

  กว่าจะมาเป็นเนื้อเรื่องความยาว ๑ ชั่วโมง สำหรับเด็กอนุบาล ๓ ไม่ใช่เรื่องง่าย ครูกิ๊กเล่าให้ฉันฟังว่า “ก่อนจะแต่งเรื่อง ต้องให้เด็กๆ เข้าใจเนื้อหาการแสดงละครหุ่นเงาตั้งปี ๑ ถึงปีที่ ๑๑ ก่อน แล้วจึงระดมความคิด โดยนำเรื่องปัจจัย ๔ ที่เรียนตอนต้นเทอม ผนวกกับเรื่องนมที่เป็น Project Approach แล้วนำมามารวมกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีนี้ว่ามีอะไรบ้าง”

หลังจากได้บทสรุปว่าเด็กสนใจเรื่องอะไร เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับคุณครู คุณครูจึงมีสิทธิ์ออกเสียงแสดงความคิดเห็น จึงเสนอเด็กๆ ไปว่าเรื่องเกี่ยวกับคุณครูหายดีไหม เมื่อทุกฝ่ายเห็นด้วย ทั้งเด็กและคุณครูช่วยกันเกลาจนออกมาเป็นเนื้อเรื่องโดยสมบูรณ์

เนื้อเรื่องนอกจากจะมีบทบรรยายแล้ว บทพูดหลักกลับเป็นคำกลอนที่ครูต้นย่อยจากเรื่องราวทั้งหมด ประการสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ทำบทเป็นกลอนก็เพราะว่า เวลาแสดงจริงเด็กจะไม่ได้พากย์สด แต่เป็นการอัดเสียงเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ยิ่งเป็นบทกลอนเด็กทุกคนก็จะมีส่วนร่วมด้วยการได้อัดเสียงพูดของทุกคนลงไป

วิชาออกแบบตัวละคร-ศิลปะศิลเปอะ

ส่วนตัวละครหุ่นเงา คุณครูใจดีแจกจ่ายกระดาษแบ่ง ๔ ช่อง ให้เด็กๆ วาดรูปตัวละครสำคัญจากจินตนาการ เติมความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ แล้วคุณครูจะคัดเลือกภาพที่เหมาะกับตัวละครนั้น ให้ออกมาโลดแล่นบนจอผ้า ด้วยการวาดจริงอีกรอบจากต้นแบบลงในกระดาษแผ่นยักษ์ คุณพ่อคุณแม่ก็คอยช่วยตัดกระดาษและเพิ่มสีสันด้วยกระดาษแก้วสีสวย

งานศิลปะ

มีเด็กๆ หลายคนส่องประกายแวววาว นักวาดมือทองจากการออกแบบตัวละคร แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เด็กๆ ได้คือความกล้าคิด รวมกับความกล้าทำ ถ่ายทอดจินตนาการอย่างไม่มีสิ้นสุดผ่านตัวละครที่พวกเขาคิดกันขึ้นมาเอง ใครจะไปรู้ว่าปีศาจทรายหน้าตาเป็นเป็นอย่างไร ครูต้นเองก็ไม่สามารถบอกฉันได้ มีแต่เด็กๆ เท่านั้นที่รู้

วิชาคณิตศาสตร์-สติและสมาธิ

เครื่องแต่งกายนักแสดงคือกางเกงผ้าขาวม้า คุณครูจะให้เด็กนำผ้าขาวม้ามาจากบ้าน เพื่อเรียนรู้ประโยชน์ของผ้าขาวม้า เรียนวัดขนาดผ้าขาวม้าด้วยมือและเท้าของเราเอง จากนั้นจึงสอนวัดแบบแม่นยำด้วยสายวัด

ถึงขั้นตอนสนุก คุณครูแจกแพตเทิร์นกางเกงให้เด็กๆ ตัดตาม จากนั้นก็เย็บริมทั้งสองข้าง คุณแม่ใจดีช่วยโพ้งให้ จากนั้นก็เย็บต่อด้วยตนเอง แต่ไม่ต้องห่วงว่าเข็มจะตำมือ เพราะเด็กๆ เรียนเย็บผ้ามาตั้งแต่อนุบาล ๒ บอกแล้วว่าเตรียมการมาดี!

“ครูอยากให้เขาได้ทำชุดนักแสดง ด้วยตัวเอง จะได้รู้ว่าทำได้ อีกอย่างการฝึกเย็บผ้าเป็นการฝึกสมาธิ ฝึกสติ ครูอยากจะฝึกเรื่องนี้ เลยเอามาเชื่อมโยงกับละคร” ครูไก่เล่าวิธีสอดแทรกสติและสมาธิผ่านผืนผ้าขาวม้าและฝีเข็มอันแหลมคม

วิชาชีวิต

การคัดเลือกนักแสดง ไม่ใช้ว่าทุกคนจะสมหวังจากออกลีลาลวดลายหน้าห้องเรียน ที่มีเด็กชาย-เด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นผู้ยกมือตัดสิน

แน่นอน มีคนเสียน้ำตาจากความผิดหวัง

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ พวกเขาจะรับมือกับความผิดหวังอย่างไร

การเตรียมงานตลอดระยะเวลาเกือบ ๓ เดือน ทั้งวาด ทั้งคิด และทั้งซ้อมการแสดง

แน่นอน มีเสียงบ่นเหนื่อย ใจสู้ แต่กายเริ่มไม่สู้

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ ความอดทนและความพยายาม

การทำงานร่วมกันย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้างตามประสาเด็ก

โรงเรียนทอสี

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ ไม่มีใครเก่งหรือเหนือกว่าใคร ทุกส่วนและทุกฝ่ายของทุกการแสดงสำคัญหมด ถ้าขาดใครไปการแสดงก็ไม่สมบูรณ์

Writer & Photographer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จากบันทึกของลูกชายในตอนที่แล้ว ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม ที่ต้องเรียนและเล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน 

ตอนนี้คุณแม่จะขอเล่าภาคต่อว่า ชีวิตของนักเรียนญี่ปุ่นหลังจากเปิดเทอมแล้ว นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครอง ต้องปรับตัวให้อยู่ร่วมกับโควิด-19 ยังไงบ้าง

บ้านเราอยู่ในอำเภอเล็กๆ นอกตัวเมือง เมื่อถึงเวลาที่โรงเรียนเปิดอีกครั้ง คุณครูก็แจ้งมาตรการที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องช่วยกันปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เช็ดแอลกอฮอล์ วัดไข้ก่อนไปเรียนทุกเช้า ถ้านักเรียนหรือคนในครอบครัวมีไข้ ขอให้หยุดอยู่บ้าน

นอกจากนั้น มีการขออาสาสมัครผู้ปกครองไปช่วยทำความสะอาดห้องเรียนหลังเลิกเรียน โดยปกติแล้วการดูแลทำความสะอาดห้องเรียนประจำวันเป็นหน้าที่ของนักเรียนและครู (โรงเรียนที่ญี่ปุ่น ไม่มีนักการภารโรงนะคะ คุณครู นักเรียน และอาจจะมีเจ้าหน้าที่ทั่วไปสัก 1 คน ช่วยกันดูแลความสะอาดเรียบร้อยโดยรวมในทุกวัน ในหนึ่งภาคเรียนอาจจะมี 1 หรือ 2 ครั้งที่ต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองอาสาสมัครมาช่วยทำความสะอาดใหญ่) 

แต่ในช่วงโควิด-19 ทางโรงเรียนต้องเพิ่มการเช็ดโต๊ะเก้าอี้นักเรียนและอุปกรณ์ในห้องเรียนด้วยแอลกอฮอล์ คุณครูคงทำทั้งหมดไม่ไหว จึงขอความช่วยเหลือจากพ่อๆ แม่ๆ ที่พอมีเวลา

เมื่อช่วงเวลาโควิด-19 ผ่านไป สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนที่งดไปก็เริ่มกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง แต่ต้องลดทอนให้สั้นลงและมีผู้ร่วมงานน้อยลง เช่น งานกีฬาสีของโรงเรียน จากเดิมจัดเต็มวันก็ลดเหลือแค่ 3 ชั่วโมง ผู้ปกครองมาดูเฉพาะช่วงเวลาที่ลูกของตัวเองทำกิจกรรม เมื่อจบแล้วให้กลับเลย หรือวันดูการเรียนการสอนและประชุมผู้ปกครอง ผู้ปกครองจะมาเข้าชมแค่ครั้งละครึ่งห้อง และจบในเวลา 1 ชั่วโมงจากเดิมที่ใช้เวลาครึ่งวัน

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง
รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

แม่มีโอกาสไปช่วยงานกิจกรรมของโรงเรียนอนุบาลแถวบ้านในช่วงโควิด ตอนนั้นสถานศึกษามีมาตรการว่า ไม่อยากให้นักเรียนส่งเสียงดังหรือตะโกน เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อ ปกติทุกปีจะมีกิจกรรมร้องเพลงและมีเต้นประกอบ แต่พอเสียงดังไม่ได้ สิ่งที่ครูอนุบาลหาทางเลือกคือ เปิดเทปแล้วให้เด็กๆ ร้องเพลงเป็นภาษามือแทน ดูแล้วก็อมยิ้มกับการแสดงของเด็กตัวน้อย และยิ่งประทับใจในความพยายามของเหล่าคุณครูที่พยายามทำให้ชีวิตของเด็กๆ เป็นปกติในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเอาเสียเลย

เมื่อผ่านชีวิตกับเจ้าไวรัสไปจนเกือบสิ้น ค.ศ. 2020 ทางโรงเรียนมีจดหมายมาแจ้งว่า จะแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนทุกคนภายในเทอมนี้ โดยทางอำเภอเป็นผู้จัดหาและมอบกับเด็กนักเรียนทุกคนในเมือง โครงการแจกแท็บเล็ตนี้อยู่ในแผนมาก่อนหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้บทสรุปเพื่อดำเนินการ การมาถึงของโควิด-19 ทำให้โครงการนี้ได้รับการอนุมัติเร็วยิ่งขึ้น

ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนะคะ ที่ญี่ปุ่นอำนาจการปกครองของประเทศ จังหวัด และอำเภอ ค่อนข้างจะมีอิสระจากกัน การนำคำสั่งหรือนโยบายต่างๆ ไปบังคับใช้จึงไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ (นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าเมือง และนายอำเภอ ทุกตำแหน่งมาจากการเลือกตั้ง การปฏิบัติ นโยบายท้องถิ่นต่างๆ จึงต้องฟังความเห็นของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย) 

ถ้ารัฐบาลบอกว่า ในอีก 3 ปีอยากให้เด็กเรียนเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านแท็บเล็ต ทางจังหวัดก็รับนโยบายแล้วส่งต่อมาที่อำเภอ อำเภอจะเก็บข้อมูล วางแผน และเตรียมงบประมาณ โดยจะทำเมื่อไหร่ อย่างไร เป็นเรื่องความพร้อมของแต่ละอำเภอ หรืออาจจะไม่ทำ ถ้าคนในท้องถิ่นไม่เห็นด้วย บางที่อาจติดเรื่องงบ บางที่อาจจะไม่ผ่านที่กลุ่มผู้ปกครอง เช่น เมื่อทำแบบสอบถาม พ่อแม่บางคนอาจจะบอกว่า เด็กชั้น ป.1 หรือ ป.2 ยังเล็กเกินไปที่จะมีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้น เด็กชั้นไหนถึงควรจะมี ถ้าเป็นชั้นเด็กเล็กจะให้ใช้ร่วมกันเป็นของส่วนกลางหรืออะไรยังไง ต้องมาปรึกษาหาข้อตกลง เพราะฉะนั้น ความช้าเร็วในแต่ละที่จะไม่เท่ากัน หรือบางพื้นที่อาจจะมีมติว่าไม่จำเป็นต้องจัดหาให้ก็ได้

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

ตอนปิดโรงเรียนคราวก่อน ทางโรงเรียนได้ถามความคิดเห็นเรื่องการเรียนออนไลน์ แต่ติดปัญหาหลักคือ หลายบ้านมีอุปกรณ์ไม่พร้อม รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากกับเรื่องสิทธิความเสมอภาคขั้นพื้นฐาน ถ้าในอนาคตสถานการณ์โควิดรุนแรงจนถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนอีกครั้ง การเรียนออนไลน์คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำให้นักเรียนทุกคนมีอุปกรณ์ในการเรียนจากบ้านคงเป็นอาวุธที่ดีที่สุด อำเภอเรามีมติเช่นนั้น แท็บเล็ตจึงถูกแจกให้เด็กๆ ทุกคน โรงเรียนก็เริ่มสอนการใช้งานต่างๆ แก่นักเรียน สอนเด็กแล้วยังเชิญพ่อแม่ไปสอนด้วย เพื่อกันความผิดพลาด รอบคอบสมเป็นญี่ปุ่น

เรียนกันไปจนจบ ป.1 แล้วต่อ ป.2 จนปิดเทอมแรกที่มาพร้อมกันกับกีฬาโอลิมปิกและไวรัสเดลต้าที่น่าสะพรึง คาดกันว่าจากนี้ต่อไปคลื่นไวรัสลูกที่ 4 ต้องมาแน่นอน แล้วก็เป็นตามนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเพิ่มจากเดิมเป็น 3 – 4 เท่า แต่เมื่อมันเป็นเวฟที่ 4 แล้ว ผู้คนก็เริ่มเคยชิน ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนตอนไวรัสมาแรกๆ รัฐก็ใช้มาตรการต่างๆ แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ คาดว่าประเทศคงต้องอยู่กับไวรัสนี้ไปอีกนาน ถ้าอย่างนั้นจะอยู่ร่วมกับมันยังไงดี ทางที่ดีที่สุดให้ญี่ปุ่นรอดไปได้อย่างยืนยาว คือการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด

ถึงจะออกนโยบายฉีดให้เร็วให้เยอะ แต่ก็ยังเจอข้อจำกัดคือ บุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ คนป่วยก็ต้องดู วัคซีนก็ต้องฉีด แรกๆ ก็ถือว่าออกตัวช้าไปหน่อย ในการจัดสรรวัคซีนจะทำตามลำดับ แรกสุดคือบุคลากรทางการแพทย์ ต่อมาเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งมีจำนวนอยู่เยอะเลยใช้เวลานานหน่อย แล้วค่อยๆ ไล่อายุลงมา อาจจะมีขอแทรกคิวตามความจำเป็นต่างๆ หรืออย่างปัจจุบันที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อบ่งบอกว่าสัดส่วนใหญ่คือวัยรุ่น 10 กว่า 20 – 30 ปี ทางการก็จัดศูนย์ฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ มาฉีดเพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือบริษัทขนาดใหญ่สามารถเหมาวัคซีนไปดำเนินการฉีดให้พนักงานเองโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง

กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2021 เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งทะยาน จนมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดของเราด้วย สิ่งที่คนเป็นแม่กังวลเยอะนิดหนึ่ง เพราะใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ก็คือโรงเรียนจะปิดไหม โรงเรียนในเมืองใหญ่หรือพื้นที่สีแดงก็แจ้งเลื่อนเปิดเทอมไป 1 อาทิตย์ แต่ของอำเภอเรายังไม่มีประกาศอะไร ทางโรงเรียนก็ดี คอยแจ้งข่าวคราว แผนการปฏิบัติ มาตรการมาให้เราได้อัปเดตอยู่ตลอด สิ่งสำคัญคือ ก่อนเปิดเรียน 7 วัน ขอให้นักเรียนทุกคน (และครอบครัว) วัดไข้และบันทึกข้อมูลทุกวันในแอปพลิเคชันบนมือถือ และทำยาวมาถึงตอนเปิดเรียนเลย (โรงเรียนในเขตนี้ใช้แอปพลิเคชันเดียวกันทั้งหมด)

ในอีเมลฉบับหนึ่งจากโรงเรียนบอกว่า ภายใต้จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นและการประกาศภาวะฉุกเฉิน ทางอำเภอและโรงเรียนได้วางมาตรการป้องกันเพิ่มเติมคือ ให้คุณครูและบุคลากรได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน รวมถึงจัดหาชุดตรวจโควิดให้บุคลากรเพื่อทดสอบเป็นประจำ ในสถานการณ์อันลำบากนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทในการให้หลักประกันว่าเด็กๆ จะต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยทั่วถึง พร้อมทั้งให้ความมั่นใจในการดูแลสุขภาพกายและใจ จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกัน แต่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับครอบครัวที่อาจวิตกกังวลเรื่องการแพร่กระจายของไวรัส และยังไม่อยากมาเข้าเรียนในห้องเรียน เด็กๆ เลือกเรียนออนไลน์ที่บ้านได้ แต่การเรียนออนไลน์อาจจะทำไม่ได้ครบถ้วนในทุกวิชา แต่โรงเรียนจะพยายามที่สุดให้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น 

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

เห็นอีเมลนี้ แม่ก็มั่นใจแล้วว่าโรงเรียนคงจะเปิดตามกำหนดเดิม ได้ความดังนั้น แม่ก็เลยถามความสมัครใจลูกชายว่าจะเลือกแบบไหน (แต่แม่ก็รู้คำตอบอยู่แล้วนะ) เด็กชายบอกว่า ไปโรงเรียนสิฮะแม่ ไม่ได้เจอเพื่อนตั้งนานแล้ว ค่ะ ตามนั้น ลูกชายอยากไปโรงเรียนเพื่อไปเล่นกับเพื่อน ไม่ได้อยากไปเรียนแต่อย่างใด

เริ่มไปโรงเรียน สัปดาห์แรกคุณครูจะใช้เวลาให้นักเรียนทดลองเรียนออนไลน์เสมือนในห้องเรียน ฝึกการใช้แท็บเล็ตมากขึ้น เผื่อว่าวันไหนเกิดภาวะปิดโรงเรียนกะทันหัน เด็กๆ จะได้พร้อมเรียนออนไลน์จากบ้านได้เลย

ในแต่ละพื้นที่หรือแม้แต่อำเภอเดียวกัน แต่คนละโรงเรียน มีแผนการรับมือภาวะโควิดแตกต่างกัน ตามแต่ละโรงเรียนจะเห็นสมควร โรงเรียนของลูกชายทุกอย่างค่อนข้างดำเนินตามปกติ แต่เคร่งครัดในหลักปฏิบัติการป้องกัน ยังมีช่วงพัก มีให้วิ่งเล่น มีเรียนพละ แต่อย่างโรงเรียนข้างๆ ที่มีจำนวนนักเรียนเยอะกว่า ช่วงพักไม่ให้นักเรียนวิ่งเล่นข้างนอก ไม่มีชั่วโมงพละ เริ่มเวลาเข้าเรียนช้าลง กลับบ้านเร็วขึ้น รวมๆ คือ ย่นระยะเวลาที่อยู่ในโรงเรียนให้สั้นลง แม่ของเด็กโรงเรียนข้างก็บ่นว่าเด็กๆ เครียด ไม่ได้เล่นกันเลย แต่ก็ยังดีที่ได้ไปโรงเรียนแหละค่ะ

ตามที่เห็น ส่วนใหญ่ถ้าเป็นโรงเรียนประถมชั้นเล็ก ป.1 – 4 จะพยายามคงสภาพการไปโรงเรียน โดยเลือกเรียนออนไลน์ได้ตามความสมัครใจ (โดยบางจังหวัดจัดหาอุปกรณ์หรือแท็บเล็ตให้เลย แต่บางจังหวัดก็ไม่ได้ให้นะคะ) ป.5 – 6 มีทั้งเปิดเรียนเลย หรือเปิดเรียนแต่แบ่งมาครั้งละครึ่งห้องสลับเช้าบ่ายหรือสลับวัน หรือบางที่ใช้เรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงระบาดหนักเลย เพราะถือว่าเป็นเด็กโตหน่อยแล้ว สามารถดูแลการเรียนเองได้

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

การตัดสินใจอนุญาตให้เปิดโรงเรียนได้นั้น นายอำเภอและคณะทำงานไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน แม่ว่าเขาน่าจะดูจากตัวเลขสถิติทั้งหลายที่รายงานอยู่แบบวันต่อวัน สิ่งที่ต้องขอชื่นชมญี่ปุ่นคือ การเก็บตัวเลขค่าสถิติต่างๆ ถูกต้อง น่าเชื่อถือและนำไปใช้ได้จริง ตัวเลขเหล่านี้สำคัญอย่างไร  

อันนี้ขอยกตัวอย่างในจังหวัดเราเองนะคะ ทุกวันในรายการข่าวภาคค่ำ ของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นประจำจังหวัด นอกเหนือจากข้อมูลภาพรวมประเทศ รวมทั้งข้อมูลเชิงวิเคราะห์อัปเดตตามข่าวสารเว็บไซต์ต่างๆ แล้ว จะมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อของจังหวัดประจำวัน แยกตามอำเภอ ผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน ผู้เสียชีวิตและตัวเลขจำนวนเตียงโควิดที่ถูกใช้อยู่ (เปอร์เซ็นต์)

ทุกวันคนในชุมชนจะทราบว่า ในพื้นที่เราสภาวะโควิด-19 อยู่ในระดับไหน เหลือเตียงอีกเท่าไหร่ และในเว็บไซต์ศูนย์โควิด-19 ญี่ปุ่นเรายังเช็กตัวเลขผู้ติดเชื้อ (เปอร์เซ็นต์) แบ่งตามเพศ แบ่งตามสัดส่วนอายุ แบ่งตามสภาพการติด เช่น ติดในครัวเรือน ติดในที่ทำงาน ติดจากการทานอาหารสังสรรค์ หรืออย่างในแอปพลิเคชันที่ใช้บันทึกข้อมูลการวัดไข้ของเด็กทุกวัน เมื่อเขตของเราใช้แอปพลิเคชันเดียวกัน ข้อมูลของเด็กในโรงเรียนทุกคนในเขตนี้จะรวมอยู่ที่เดียว บนมือถือเราสามารถมองแนวโน้มช่วงความเสี่ยงในการมีไข้ (เสี่ยงติดไวรัส) ของนักเรียนในเขตนี้ได้ตลอดเวลา

เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียด วิเคราะห์ต่อได้ เช่น ช่วงโควิดแพร่เชื้อแรกๆ ผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ จึงทำให้ช่วงนั้นโรงพยาบาลต้องทำงานหนักมาก เพราะผู้สูงอายุเมื่อป่วย อาการจะหนักต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ต่อมาเมื่อเริ่มการฉีดวัคซีน โดยให้ผู้สูงอายุได้รับไปจนมีภูมิป้องกันแล้ว สัดส่วนผู้ติดเชื้อส่วนมากจะกลายมาเป็นคนทำงานวัยรุ่นและเด็ก ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีมากกว่าครึ่งที่รักษาโดยรับประทานยาดูแลตัวเองอยู่ที่บ้านได้ หรือหายเอง โรงพยาบาลจึงยังเหลือที่พอให้ได้ใช้งาน

กลับมาเรื่องโรงเรียนที่เมืองเรานะคะ คณะทำงานดูข้อมูลทุกสิ่ง ประมวลผลว่าในพื้นที่ ถึงเปิดเรียนแล้วจะมีการติดเชื้อ สาธารณสุขยังรับมือได้ เพราะการติดเชื้อในเด็กมีผลต่อสุขภาพน้อย และถ้าเด็กติดแล้วกลัวจะไปแพร่ให้คนในบ้าน เมื่อปู่ย่าตายายได้รับวัคซีนแล้ว วัยพ่อแม่ก็กำลังได้รับครบเสร็จในต้นเดือนตุลาคม (ค.ศ. 2021) เพราะฉะนั้น สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรง

ที่สำคัญมากๆ คือ บทเรียนจากการปิดโรงเรียนปิดเมืองไป 2 เดือนเมื่อตอนโควิด-19 มาครั้งแรก มีผลกระทบในด้านลบเยอะมากๆ ทั้งทางครอบครัว ทางสภาพจิตใจ ทางร่างกาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลนี่ก็มาจากการเก็บสถิติตัวเลขแบบสอบถามทั้งคนทำงาน ผู้ปกครอง ครูและเด็กในช่วงนั้นๆ) ทำให้ อันนี้แม่คิดเองนะคะว่า หลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นปักธงที่ความสำคัญของสังคมและเศรษฐกิจมาก่อน ทำให้นโยบายโควิดหลังจากนั้นค่อนข้างผ่อนปรนขึ้น ไม่มีล็อกดาวน์เบ็ดเสร็จแบบครั้งแรก

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

เมื่อโรงเรียนพร้อมใจกันเปิดด้วยวิธีการเรียนแบบต่างๆ ที่จะหาทำได้ สิ่งที่ตามมาคือ จะเกิดการรวมหมู่ของเยาวชน ดังนั้น ทางคณะการศึกษาญี่ปุ่นก็ปล่อยคู่มือการรับมือโควิด-19 ในโรงเรียนให้มาเป็นแนวทาง สิ่งหนึ่งที่อยู่ในนั้นคือ ถ้ามีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียนต้องทำยังไง ง่ายๆ เลยค่ะ

ข้อ 1 หากเจอคน (หรือมีสัญญาณอาการ) ในห้อง ปิดห้องเรียนนั้น

ข้อ 2 เจอการติดในหลายห้องของชั้นเรียนเดียวกัน ปิดชั้นเรียนนั้น

ข้อ 3 เจอการติดกระจายในหลายชั้นเรียนให้ปิดทั้งโรงเรียน ระยะเวลาปิด 5 – 7 วัน ส่วนการนำไปใช้จริงก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หน้างานที่จะตัดสินใจได้เอง

สภาพที่ออกมาหลังเปิดเรียนไปแล้วก็คือ มีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียน แต่จำนวนไม่ได้ถึงกับเยอะมากจนน่าเป็นห่วง ยังรับได้ ก็ทำตามไกด์ไลน์ไป ปิดแล้วก็เปิดเรียนใหม่ ดังนั้น ชีวิตนักเรียนก็คงดำเนินต่อไป

ขอเพิ่มเติมในส่วนมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เรียนออนไลน์ปีที่แล้วทั้งปี ในปีที่ 2 เริ่มผ่อนปรนให้เข้าเรียนในวิชาที่จำเป็นหรือวิชาภาคปฏิบัติ แต่ต้องจำกัดจำนวนคนในแต่ละคาบ และมาตรการต่างๆ จะเข้มงวดมากกว่าโรงเรียน และในเดือนพฤศจิกายน (ค.ศ. 2021) นี้ คาดว่าจะเปิดห้องเรียนเต็มรูปแบบ แต่ต้องมีสำรองออนไลน์ไว้ด้วยให้นักศึกษาเลือกได้ 

สาเหตุที่มาตรการเข้มข้น ก็เพราะในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนักศึกษาและอาจารย์มีการข้ามพื้นที่ ข้ามจังหวัดมาเรียนมาสอน จึงง่ายในการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในขณะที่โรงเรียน นักเรียน (และคุณครู) เกือบทั้งหมด คือบ้านอยู่ในพื้นที่ (จัดโรงเรียนใกล้ที่อยู่อาศัย) จึงควบคุมการเดินทางของเชื้อโรคได้ดีกว่า

อ่านกันมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามว่า ทำกันเท่านี้พอเหรอ แล้วไม่กลัวกันเหรอ ตอบยากนะคะ แต่ในเมื่อเรายังกำจัดมันไปไม่ได้ ถ้าจะต้องตีกรอบขีดเส้นไปเสียทุกสิ่ง เราคงกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อพวกเราก็ดูแลตัวเองและครอบครัวอยู่บนวินัยเคร่งครัดแล้ว ที่เหลือบางอย่างมันก็ต้องเสี่ยงกัน แต่อย่างที่อธิบายว่า เราเสี่ยงอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ มันควรจะทำให้เราดำเนินชีวิตประจำวันไปได้ ถึงแม้จะเป็นแบบไม่ปกติจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไปจนกว่าจะถึงวันที่เราจะร่ำลาแบบถาวรกับเจ้าไวรัสวายร้ายตัวนี้ และโลกกลับมาเป็น Old Normal เหมือนเดิม 

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load