(ขออนุญาตใช้เลขไทยตามแบบนักเรียนทอสี)

ย้อนไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ฉันมีโอกาสได้นั่งฟรอนต์โรว์ชมละครหุ่นเงาของเด็กอนุบาล ๓ ที่โรงเรียนทอสี โรงเรียนทางเลือกที่เป็นหนึ่งเรื่องพุทธปัญญา นำพุทธศาสนามาพัฒนาการศึกษา และเชื่อว่าการศึกษาที่ถูกต้องและแท้จริงต้องเริ่มจากการพัฒนาตนเองเสียก่อน

นับเป็นครั้งแรกของฉันที่ได้มาดูการแสดงหุ่นเงาโดยเด็กชาย-เด็กหญิงว่าที่นักเรียน ป.๑ (ไม่นับการปูเสื่อนั่งตบยุง ขณะดูหนังตะลุงกับคุณยายในวัยเด็ก) แต่ไม่ใช่ครั้งแรกของละครหุ่นเงา เพราะปีนี้จัดเป็นครั้งที่ ๑๒ มีชื่อเรื่องน่ารักน่าชังว่า ‘Wonderland : รักแค่ไหน…ถามใจเธอดู’ แค่ชื่อเรื่องก็โก้ กินขาด แต่ความน่าทึ่งของการแสดงละครหุ่นเงาคือฉาก ตัวละคร เนื้อเรื่อง การแสดงหน้าม่าน และเครื่องแต่งกาย ที่เด็กอนุบาล ๓ ร่วมออกแบบและขะมักเขม้นลงมือทำกันอย่างตั้งใจ ขอชื่นชมจากใจเลยว่า เก่งจริงๆ เลยนะ ตัวแค่เนี้ย

หุ่นเงา

หุ่นเงา

เรื่องย่อ

“เพราะต้องการให้ใครบางคนกลับมา ทำให้เด็กน้อยเข้าใจว่า…พลังแห่งรัก…มหัศจรรย์เพียงใด”

เมื่อเด็กทั้ง ๔ ได้รับคนเลือกเป็นตัวแทนออกตามหา ‘คุณครู’ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ แม้ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่พลังบริสุทธิ์ที่เปี่ยมด้วยรักทำให้เด็กน้อยกล้าที่จะก้าวไปและฝ่าฝันอุปสรรคเพื่อตามครูกลับคืนมา

พวกเขาจะใช้วิธีใด ยากลำบากแค่ไหน สำเร็จหรือไม่

ฉันจะไปนั่งแถวหน้าหาคำตอบให้ทุกคนเอง

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ฉันขึ้นไปยังโรงละครที่ประยุกต์จากห้องประชุมขนาดย่อม เก้าอี้เล็กขนาดเด็กอนุบาลวางเรียงรายรอให้ผู้ชมเข้าประจำที่ มีที่นั่งสำหรับบุคคล VIP ด้วยนะ เป็นพื้นกระเบื้อง ชิดติดขอบเวที รับรองว่ามองเห็นแทบจะ 180 องศา รอบห้องถูกติดด้วยผ้าดำเพนต์สีสะท้อนแสงฝีมือเด็กๆ ความพิเศษคือ เมื่อไล่อ่านจากภาพแรกไปจนภาพสุดท้ายจะเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมด แต่อาจจะต้องพิจารณากันนานเสียหน่อย เพราะลายเส้นค่อนข้างจะขะยึกขะยือ แต่งดงามเป็นธรรมชาติ

ไฟดับลงพร้อมกับนักแสดงวัยสดใสส่งเสียง พร้อมแล้วครับ! พร้อมแล้วค่ะ! ดังออกมาจากด้านหลังเวที ฉันตั้งหน้าตั้งตารอชม

การแสดง

การแสดง

เรื่องราวดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ชวนติดตาม เด็กทั้ง ๔ เจอปีศาจหลากรูปแบบไม่ว่าจะเป็นปีศาจทราย แห่งเกาะอักษร แม่มดแขนหัก โจรสลัดผ้าขาวม้าและปีศาจหมอกพิษ ล้วนเป็นเหล่าตัวร้ายที่จับคุณครูแสนรักของเด็กๆ ไป แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ และความรักที่มีต่อคุณครู ทำให้เด็กทั้ง ๔ สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น จนสามารถช่วยคุณครูกลับโรงเรียนทอสีได้สำเร็จ

หุ่นเงา

หุ่นเงา

นอกจากจะเล่าเรื่องป็นคำกลอนพร้อมเชิดหุ่นเงาไปด้วยแล้ว ยังมีการแสดงหน้าม่านสลับไปมา ทำเอาเหล่าคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย คุณปู่ คุณย่า ที่นั่งเป็นกำลังใจ ต่างส่งเสียงเชียร์เมื่อลูกหลานตัวน้อยออกมาโชว์ลวดลาย

เสียงปรบมือ เสียงโห่ยินดี ดังเกรียวกราวเมื่อการแสดงจบลง นักแสดงเกือบ ๕๐ คน พร้อมทีมงานคุณครูออกมาขอบคุณ ก่อนที่บรรดาคุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าจะจูงมือ ส่งเสียงเรียกเด็กๆ ไปถ่ายรูปแสดงความยินดีและดีใจ

เด็ก

เมื่อหน้าม่านจบลงด้วยรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า แน่นอนว่าทุกคน รวมถึงฉันด้วยคงอยากรู้เหลือเกินว่าเบื้องหลังแนวคิดของการแสดงหุ่นละครเงา เด็กๆ ทำงานกันอย่างไรทั้งฉาก เนื้อเรื่อง การแสดง ตัวละคร ฯลฯ สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้คืออะไร และคำถามมากมายพรั่งพรูในหัว

ไม่รอรีและรีรอ ฉันเดินตรงดิ่งไปยังหลังฉากเพื่อตามหา ครูต้น-ทัศน์เนตรดาว โสรัต ควบตำแหน่งผู้กำกับและผู้ให้กำเนิดหุ่นละครเงาของเด็กอนุบาล ๓ ปัจจุบันมีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ถ้าเป็นเด็ก ก็ถือว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กประถมสดใส สู่พี่มัธยมต้นวัยกระเตาะ

ครูต้น ชวน ครูไก่-รัชนี บุญยมาลิก ครูกิ๊ก-ชุติภาดา อาจศิริ และฉัน ล้อมวงคุยกันอย่างเป็นกันเองที่ด้านหลังฉาก หุ่นเงากระดาษตกแต่งกระดาษแก้วสีสวยพร้อมเชิดวางกระจัดกระจายเต็มไปหมด หุ่นบางตัวเคยใช้ตั้งแต่ปีแรกก็มี ทำขึ้นใหม่เองโดยเด็กอนุบาล ๓ ก็มี

ครู

ครู

ด้วยความสงสัย ฉันถามครูต้น ทำไมการแสดงจบการศึกษาของอนุบาล ๓ ถึงเป็นการแสดงหุ่นละครเงา

“เริ่มแรกประมาณตอนปี ๒๕๔๘ เด็กๆ ได้ออกทริปไปดูละครหุ่น เป็นหุ่นเงาดำธรรมดา ไม่ได้มีสีสันอะไร เด็กๆ ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ เพราะวัยนี้เขาสนใจเรื่องหุ่นอยู่แล้ว พอเรากลับมาเราก็มาคุยกันว่างานปลายภาคนอกจากจะแสดงบนเวทีแล้ว เราอยากทำอะไรเซอร์ไพรส์ผู้ปกครองบ้าง พอระดมสมองกันก็เลยตกลงว่าจะทำหุ่นเงา” ครูต้นคลายความสงสัย

เริ่มจากคุณครูให้การบ้านไปทำระหว่างปิดภาคเรียนที่ ๑ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ ๒ ก็นำเรื่องที่สนใจมาพูดคุยกันกับเพื่อนๆ ระหว่างนั้นคุณครูก็จะนำเทปบันทึกการแสดงของรุ่นพี่ตั้งแต่ปีที่ ๑ จนถึงปีที่ ๑๑ มาเปิดให้ดู เพื่อจุดประกาย ‘ความอยากทำ’ ของเด็กๆ

เบื้องหลัง

ละครหุ่นเงา

ฉันรู้มาว่าเด็กอนุบาล ๓ โรงเรียนทอสี ไม่เรียนแบบวิชาการ แต่เน้นการบูรณาการ การแสดงหุ่นละครเงาครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการหลากหลายวิชาเข้าด้วยกัน สั่งสมความรู้กันตั้งแต่เนอร์สเซอรี่ แล้วปล่อยของสุดพลังตอนอนุบาล ๓

การทำละครหุ่นเงาเป็นวิธีการเรียนรูปแบบหนึ่งที่บูรณาการวิชาหลากหลายเข้าด้วยกัน ตั้งแต่วิชาพื้นฐานอย่างเขียน อ่าน คิดเลข ไปจนถึงวิชาที่รับรองว่าได้ใช้จริงคือ ‘วิชาชีวิต’

หุ่นเงา

วิชาพุทธศาสนา

เงื่อนไขการแสดงละครหุ่นเงามีอยู่ว่า ‘เรื่องราวทั้งหมดต้องเก็บเป็นความลับ’

ห้ามให้คุณพ่อคุณแม่รู้ทันเสียก่อน เดี๋ยวจะหมดสนุกเอา ‘การเก็บเป็นความลับ’ เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกการยับยั้งชั่งใจของเด็กๆ ทั้งยังเป็นการรักษาศีล ไม่พูดปด

“ครูคุยกับเด็กว่าถ้าผู้ใหญ่มาถามว่าแสดงอะไร แล้วเด็กๆ บอกว่าไม่บอก แบบนี้คือไม่สุภาพ หรือเด็กๆ จะตอบว่าไม่รู้ จริงๆ แล้วเด็กๆ รู้นะ ถ้าเราบอกไม่รู้แสดงว่าเราผิดศีลนะ จนครูต้องบอกว่า ‘ไม่บอก ไม่บอก เป็นความลับ’ ถ้าผู้ปกครองถามว่าเป็นเพราะอะไรถึงเป็นความลับ เด็กก็จะตอบได้ว่าอยากให้ผู้ปกครองเซอร์ไพรส์ ไม่อยากให้รู้เรื่องก่อน”

ครูต้นเฉลยหลักธรรมในศีล ๕ ที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่มทำละคร

วิชาวิทยาศาสตร์

แสง-เงา ตัวการสำคัญของการเกิดภาพ เด็กๆ ได้เรียนเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เนอร์สเซอรี่จากตัวเอง อาคารและต้นไม้ ใช่แล้ว! ต้นไม้ อาคารและตัวเอง ฝึกการสังเกตเงาที่ทอดลงบนพื้น โตขึ้นหน่อยก็เรียนลึกขึ้นหน่อย เรียนรู้แสง-เงาจากธรรมชาติ แสง-เงาที่มนุษย์สร้างขึ้น

หุ่นเงา

ถึงเวลาดูงานจริง คุณครูพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษาที่โรงละครหุ่นสายเสมา เพื่อเรียนรู้การชักเชิดหุ่น ลงมือทำหุ่นสายด้วยตนเอง รวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่จะประยุกต์ใช้กับการแสดงละครหุ่นเงาของพวกเขาได้

เริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อเด็กๆ ตื่นเต้นอดใจรอให้ถึงวันจริงไม่ไหว

แต่เดี๋ยวก่อน เด็กๆ ยังมีอีกหลากอย่างที่ต้องทำ เรื่องเอย ฉากเอย ตัวละครเอย ตั้งแถวเรียงคิวรอเด็กๆ อยู่ตรงหน้า

วิชาภาษาไทย

  กว่าจะมาเป็นเนื้อเรื่องความยาว ๑ ชั่วโมง สำหรับเด็กอนุบาล ๓ ไม่ใช่เรื่องง่าย ครูกิ๊กเล่าให้ฉันฟังว่า “ก่อนจะแต่งเรื่อง ต้องให้เด็กๆ เข้าใจเนื้อหาการแสดงละครหุ่นเงาตั้งปี ๑ ถึงปีที่ ๑๑ ก่อน แล้วจึงระดมความคิด โดยนำเรื่องปัจจัย ๔ ที่เรียนตอนต้นเทอม ผนวกกับเรื่องนมที่เป็น Project Approach แล้วนำมามารวมกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีนี้ว่ามีอะไรบ้าง”

หลังจากได้บทสรุปว่าเด็กสนใจเรื่องอะไร เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับคุณครู คุณครูจึงมีสิทธิ์ออกเสียงแสดงความคิดเห็น จึงเสนอเด็กๆ ไปว่าเรื่องเกี่ยวกับคุณครูหายดีไหม เมื่อทุกฝ่ายเห็นด้วย ทั้งเด็กและคุณครูช่วยกันเกลาจนออกมาเป็นเนื้อเรื่องโดยสมบูรณ์

เนื้อเรื่องนอกจากจะมีบทบรรยายแล้ว บทพูดหลักกลับเป็นคำกลอนที่ครูต้นย่อยจากเรื่องราวทั้งหมด ประการสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ทำบทเป็นกลอนก็เพราะว่า เวลาแสดงจริงเด็กจะไม่ได้พากย์สด แต่เป็นการอัดเสียงเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ยิ่งเป็นบทกลอนเด็กทุกคนก็จะมีส่วนร่วมด้วยการได้อัดเสียงพูดของทุกคนลงไป

วิชาออกแบบตัวละคร-ศิลปะศิลเปอะ

ส่วนตัวละครหุ่นเงา คุณครูใจดีแจกจ่ายกระดาษแบ่ง ๔ ช่อง ให้เด็กๆ วาดรูปตัวละครสำคัญจากจินตนาการ เติมความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ แล้วคุณครูจะคัดเลือกภาพที่เหมาะกับตัวละครนั้น ให้ออกมาโลดแล่นบนจอผ้า ด้วยการวาดจริงอีกรอบจากต้นแบบลงในกระดาษแผ่นยักษ์ คุณพ่อคุณแม่ก็คอยช่วยตัดกระดาษและเพิ่มสีสันด้วยกระดาษแก้วสีสวย

งานศิลปะ

มีเด็กๆ หลายคนส่องประกายแวววาว นักวาดมือทองจากการออกแบบตัวละคร แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เด็กๆ ได้คือความกล้าคิด รวมกับความกล้าทำ ถ่ายทอดจินตนาการอย่างไม่มีสิ้นสุดผ่านตัวละครที่พวกเขาคิดกันขึ้นมาเอง ใครจะไปรู้ว่าปีศาจทรายหน้าตาเป็นเป็นอย่างไร ครูต้นเองก็ไม่สามารถบอกฉันได้ มีแต่เด็กๆ เท่านั้นที่รู้

วิชาคณิตศาสตร์-สติและสมาธิ

เครื่องแต่งกายนักแสดงคือกางเกงผ้าขาวม้า คุณครูจะให้เด็กนำผ้าขาวม้ามาจากบ้าน เพื่อเรียนรู้ประโยชน์ของผ้าขาวม้า เรียนวัดขนาดผ้าขาวม้าด้วยมือและเท้าของเราเอง จากนั้นจึงสอนวัดแบบแม่นยำด้วยสายวัด

ถึงขั้นตอนสนุก คุณครูแจกแพตเทิร์นกางเกงให้เด็กๆ ตัดตาม จากนั้นก็เย็บริมทั้งสองข้าง คุณแม่ใจดีช่วยโพ้งให้ จากนั้นก็เย็บต่อด้วยตนเอง แต่ไม่ต้องห่วงว่าเข็มจะตำมือ เพราะเด็กๆ เรียนเย็บผ้ามาตั้งแต่อนุบาล ๒ บอกแล้วว่าเตรียมการมาดี!

“ครูอยากให้เขาได้ทำชุดนักแสดง ด้วยตัวเอง จะได้รู้ว่าทำได้ อีกอย่างการฝึกเย็บผ้าเป็นการฝึกสมาธิ ฝึกสติ ครูอยากจะฝึกเรื่องนี้ เลยเอามาเชื่อมโยงกับละคร” ครูไก่เล่าวิธีสอดแทรกสติและสมาธิผ่านผืนผ้าขาวม้าและฝีเข็มอันแหลมคม

วิชาชีวิต

การคัดเลือกนักแสดง ไม่ใช้ว่าทุกคนจะสมหวังจากออกลีลาลวดลายหน้าห้องเรียน ที่มีเด็กชาย-เด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นผู้ยกมือตัดสิน

แน่นอน มีคนเสียน้ำตาจากความผิดหวัง

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ พวกเขาจะรับมือกับความผิดหวังอย่างไร

การเตรียมงานตลอดระยะเวลาเกือบ ๓ เดือน ทั้งวาด ทั้งคิด และทั้งซ้อมการแสดง

แน่นอน มีเสียงบ่นเหนื่อย ใจสู้ แต่กายเริ่มไม่สู้

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ ความอดทนและความพยายาม

การทำงานร่วมกันย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้างตามประสาเด็ก

โรงเรียนทอสี

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ ไม่มีใครเก่งหรือเหนือกว่าใคร ทุกส่วนและทุกฝ่ายของทุกการแสดงสำคัญหมด ถ้าขาดใครไปการแสดงก็ไม่สมบูรณ์

Writer & Photographer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load