(ขออนุญาตใช้เลขไทยตามแบบนักเรียนทอสี)

ย้อนไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ฉันมีโอกาสได้นั่งฟรอนต์โรว์ชมละครหุ่นเงาของเด็กอนุบาล ๓ ที่โรงเรียนทอสี โรงเรียนทางเลือกที่เป็นหนึ่งเรื่องพุทธปัญญา นำพุทธศาสนามาพัฒนาการศึกษา และเชื่อว่าการศึกษาที่ถูกต้องและแท้จริงต้องเริ่มจากการพัฒนาตนเองเสียก่อน

นับเป็นครั้งแรกของฉันที่ได้มาดูการแสดงหุ่นเงาโดยเด็กชาย-เด็กหญิงว่าที่นักเรียน ป.๑ (ไม่นับการปูเสื่อนั่งตบยุง ขณะดูหนังตะลุงกับคุณยายในวัยเด็ก) แต่ไม่ใช่ครั้งแรกของละครหุ่นเงา เพราะปีนี้จัดเป็นครั้งที่ ๑๒ มีชื่อเรื่องน่ารักน่าชังว่า ‘Wonderland : รักแค่ไหน…ถามใจเธอดู’ แค่ชื่อเรื่องก็โก้ กินขาด แต่ความน่าทึ่งของการแสดงละครหุ่นเงาคือฉาก ตัวละคร เนื้อเรื่อง การแสดงหน้าม่าน และเครื่องแต่งกาย ที่เด็กอนุบาล ๓ ร่วมออกแบบและขะมักเขม้นลงมือทำกันอย่างตั้งใจ ขอชื่นชมจากใจเลยว่า เก่งจริงๆ เลยนะ ตัวแค่เนี้ย

หุ่นเงา

หุ่นเงา

เรื่องย่อ

“เพราะต้องการให้ใครบางคนกลับมา ทำให้เด็กน้อยเข้าใจว่า…พลังแห่งรัก…มหัศจรรย์เพียงใด”

เมื่อเด็กทั้ง ๔ ได้รับคนเลือกเป็นตัวแทนออกตามหา ‘คุณครู’ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ แม้ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่พลังบริสุทธิ์ที่เปี่ยมด้วยรักทำให้เด็กน้อยกล้าที่จะก้าวไปและฝ่าฝันอุปสรรคเพื่อตามครูกลับคืนมา

พวกเขาจะใช้วิธีใด ยากลำบากแค่ไหน สำเร็จหรือไม่

ฉันจะไปนั่งแถวหน้าหาคำตอบให้ทุกคนเอง

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ฉันขึ้นไปยังโรงละครที่ประยุกต์จากห้องประชุมขนาดย่อม เก้าอี้เล็กขนาดเด็กอนุบาลวางเรียงรายรอให้ผู้ชมเข้าประจำที่ มีที่นั่งสำหรับบุคคล VIP ด้วยนะ เป็นพื้นกระเบื้อง ชิดติดขอบเวที รับรองว่ามองเห็นแทบจะ 180 องศา รอบห้องถูกติดด้วยผ้าดำเพนต์สีสะท้อนแสงฝีมือเด็กๆ ความพิเศษคือ เมื่อไล่อ่านจากภาพแรกไปจนภาพสุดท้ายจะเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมด แต่อาจจะต้องพิจารณากันนานเสียหน่อย เพราะลายเส้นค่อนข้างจะขะยึกขะยือ แต่งดงามเป็นธรรมชาติ

ไฟดับลงพร้อมกับนักแสดงวัยสดใสส่งเสียง พร้อมแล้วครับ! พร้อมแล้วค่ะ! ดังออกมาจากด้านหลังเวที ฉันตั้งหน้าตั้งตารอชม

การแสดง

การแสดง

เรื่องราวดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ชวนติดตาม เด็กทั้ง ๔ เจอปีศาจหลากรูปแบบไม่ว่าจะเป็นปีศาจทราย แห่งเกาะอักษร แม่มดแขนหัก โจรสลัดผ้าขาวม้าและปีศาจหมอกพิษ ล้วนเป็นเหล่าตัวร้ายที่จับคุณครูแสนรักของเด็กๆ ไป แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ และความรักที่มีต่อคุณครู ทำให้เด็กทั้ง ๔ สามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น จนสามารถช่วยคุณครูกลับโรงเรียนทอสีได้สำเร็จ

หุ่นเงา

หุ่นเงา

นอกจากจะเล่าเรื่องป็นคำกลอนพร้อมเชิดหุ่นเงาไปด้วยแล้ว ยังมีการแสดงหน้าม่านสลับไปมา ทำเอาเหล่าคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย คุณปู่ คุณย่า ที่นั่งเป็นกำลังใจ ต่างส่งเสียงเชียร์เมื่อลูกหลานตัวน้อยออกมาโชว์ลวดลาย

เสียงปรบมือ เสียงโห่ยินดี ดังเกรียวกราวเมื่อการแสดงจบลง นักแสดงเกือบ ๕๐ คน พร้อมทีมงานคุณครูออกมาขอบคุณ ก่อนที่บรรดาคุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าจะจูงมือ ส่งเสียงเรียกเด็กๆ ไปถ่ายรูปแสดงความยินดีและดีใจ

เด็ก

เมื่อหน้าม่านจบลงด้วยรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า แน่นอนว่าทุกคน รวมถึงฉันด้วยคงอยากรู้เหลือเกินว่าเบื้องหลังแนวคิดของการแสดงหุ่นละครเงา เด็กๆ ทำงานกันอย่างไรทั้งฉาก เนื้อเรื่อง การแสดง ตัวละคร ฯลฯ สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้คืออะไร และคำถามมากมายพรั่งพรูในหัว

ไม่รอรีและรีรอ ฉันเดินตรงดิ่งไปยังหลังฉากเพื่อตามหา ครูต้น-ทัศน์เนตรดาว โสรัต ควบตำแหน่งผู้กำกับและผู้ให้กำเนิดหุ่นละครเงาของเด็กอนุบาล ๓ ปัจจุบันมีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ถ้าเป็นเด็ก ก็ถือว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กประถมสดใส สู่พี่มัธยมต้นวัยกระเตาะ

ครูต้น ชวน ครูไก่-รัชนี บุญยมาลิก ครูกิ๊ก-ชุติภาดา อาจศิริ และฉัน ล้อมวงคุยกันอย่างเป็นกันเองที่ด้านหลังฉาก หุ่นเงากระดาษตกแต่งกระดาษแก้วสีสวยพร้อมเชิดวางกระจัดกระจายเต็มไปหมด หุ่นบางตัวเคยใช้ตั้งแต่ปีแรกก็มี ทำขึ้นใหม่เองโดยเด็กอนุบาล ๓ ก็มี

ครู

ครู

ด้วยความสงสัย ฉันถามครูต้น ทำไมการแสดงจบการศึกษาของอนุบาล ๓ ถึงเป็นการแสดงหุ่นละครเงา

“เริ่มแรกประมาณตอนปี ๒๕๔๘ เด็กๆ ได้ออกทริปไปดูละครหุ่น เป็นหุ่นเงาดำธรรมดา ไม่ได้มีสีสันอะไร เด็กๆ ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ เพราะวัยนี้เขาสนใจเรื่องหุ่นอยู่แล้ว พอเรากลับมาเราก็มาคุยกันว่างานปลายภาคนอกจากจะแสดงบนเวทีแล้ว เราอยากทำอะไรเซอร์ไพรส์ผู้ปกครองบ้าง พอระดมสมองกันก็เลยตกลงว่าจะทำหุ่นเงา” ครูต้นคลายความสงสัย

เริ่มจากคุณครูให้การบ้านไปทำระหว่างปิดภาคเรียนที่ ๑ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ ๒ ก็นำเรื่องที่สนใจมาพูดคุยกันกับเพื่อนๆ ระหว่างนั้นคุณครูก็จะนำเทปบันทึกการแสดงของรุ่นพี่ตั้งแต่ปีที่ ๑ จนถึงปีที่ ๑๑ มาเปิดให้ดู เพื่อจุดประกาย ‘ความอยากทำ’ ของเด็กๆ

เบื้องหลัง

ละครหุ่นเงา

ฉันรู้มาว่าเด็กอนุบาล ๓ โรงเรียนทอสี ไม่เรียนแบบวิชาการ แต่เน้นการบูรณาการ การแสดงหุ่นละครเงาครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการหลากหลายวิชาเข้าด้วยกัน สั่งสมความรู้กันตั้งแต่เนอร์สเซอรี่ แล้วปล่อยของสุดพลังตอนอนุบาล ๓

การทำละครหุ่นเงาเป็นวิธีการเรียนรูปแบบหนึ่งที่บูรณาการวิชาหลากหลายเข้าด้วยกัน ตั้งแต่วิชาพื้นฐานอย่างเขียน อ่าน คิดเลข ไปจนถึงวิชาที่รับรองว่าได้ใช้จริงคือ ‘วิชาชีวิต’

หุ่นเงา

วิชาพุทธศาสนา

เงื่อนไขการแสดงละครหุ่นเงามีอยู่ว่า ‘เรื่องราวทั้งหมดต้องเก็บเป็นความลับ’

ห้ามให้คุณพ่อคุณแม่รู้ทันเสียก่อน เดี๋ยวจะหมดสนุกเอา ‘การเก็บเป็นความลับ’ เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกการยับยั้งชั่งใจของเด็กๆ ทั้งยังเป็นการรักษาศีล ไม่พูดปด

“ครูคุยกับเด็กว่าถ้าผู้ใหญ่มาถามว่าแสดงอะไร แล้วเด็กๆ บอกว่าไม่บอก แบบนี้คือไม่สุภาพ หรือเด็กๆ จะตอบว่าไม่รู้ จริงๆ แล้วเด็กๆ รู้นะ ถ้าเราบอกไม่รู้แสดงว่าเราผิดศีลนะ จนครูต้องบอกว่า ‘ไม่บอก ไม่บอก เป็นความลับ’ ถ้าผู้ปกครองถามว่าเป็นเพราะอะไรถึงเป็นความลับ เด็กก็จะตอบได้ว่าอยากให้ผู้ปกครองเซอร์ไพรส์ ไม่อยากให้รู้เรื่องก่อน”

ครูต้นเฉลยหลักธรรมในศีล ๕ ที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่มทำละคร

วิชาวิทยาศาสตร์

แสง-เงา ตัวการสำคัญของการเกิดภาพ เด็กๆ ได้เรียนเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เนอร์สเซอรี่จากตัวเอง อาคารและต้นไม้ ใช่แล้ว! ต้นไม้ อาคารและตัวเอง ฝึกการสังเกตเงาที่ทอดลงบนพื้น โตขึ้นหน่อยก็เรียนลึกขึ้นหน่อย เรียนรู้แสง-เงาจากธรรมชาติ แสง-เงาที่มนุษย์สร้างขึ้น

หุ่นเงา

ถึงเวลาดูงานจริง คุณครูพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษาที่โรงละครหุ่นสายเสมา เพื่อเรียนรู้การชักเชิดหุ่น ลงมือทำหุ่นสายด้วยตนเอง รวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่จะประยุกต์ใช้กับการแสดงละครหุ่นเงาของพวกเขาได้

เริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อเด็กๆ ตื่นเต้นอดใจรอให้ถึงวันจริงไม่ไหว

แต่เดี๋ยวก่อน เด็กๆ ยังมีอีกหลากอย่างที่ต้องทำ เรื่องเอย ฉากเอย ตัวละครเอย ตั้งแถวเรียงคิวรอเด็กๆ อยู่ตรงหน้า

วิชาภาษาไทย

  กว่าจะมาเป็นเนื้อเรื่องความยาว ๑ ชั่วโมง สำหรับเด็กอนุบาล ๓ ไม่ใช่เรื่องง่าย ครูกิ๊กเล่าให้ฉันฟังว่า “ก่อนจะแต่งเรื่อง ต้องให้เด็กๆ เข้าใจเนื้อหาการแสดงละครหุ่นเงาตั้งปี ๑ ถึงปีที่ ๑๑ ก่อน แล้วจึงระดมความคิด โดยนำเรื่องปัจจัย ๔ ที่เรียนตอนต้นเทอม ผนวกกับเรื่องนมที่เป็น Project Approach แล้วนำมามารวมกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีนี้ว่ามีอะไรบ้าง”

หลังจากได้บทสรุปว่าเด็กสนใจเรื่องอะไร เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับคุณครู คุณครูจึงมีสิทธิ์ออกเสียงแสดงความคิดเห็น จึงเสนอเด็กๆ ไปว่าเรื่องเกี่ยวกับคุณครูหายดีไหม เมื่อทุกฝ่ายเห็นด้วย ทั้งเด็กและคุณครูช่วยกันเกลาจนออกมาเป็นเนื้อเรื่องโดยสมบูรณ์

เนื้อเรื่องนอกจากจะมีบทบรรยายแล้ว บทพูดหลักกลับเป็นคำกลอนที่ครูต้นย่อยจากเรื่องราวทั้งหมด ประการสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ทำบทเป็นกลอนก็เพราะว่า เวลาแสดงจริงเด็กจะไม่ได้พากย์สด แต่เป็นการอัดเสียงเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ยิ่งเป็นบทกลอนเด็กทุกคนก็จะมีส่วนร่วมด้วยการได้อัดเสียงพูดของทุกคนลงไป

วิชาออกแบบตัวละคร-ศิลปะศิลเปอะ

ส่วนตัวละครหุ่นเงา คุณครูใจดีแจกจ่ายกระดาษแบ่ง ๔ ช่อง ให้เด็กๆ วาดรูปตัวละครสำคัญจากจินตนาการ เติมความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ แล้วคุณครูจะคัดเลือกภาพที่เหมาะกับตัวละครนั้น ให้ออกมาโลดแล่นบนจอผ้า ด้วยการวาดจริงอีกรอบจากต้นแบบลงในกระดาษแผ่นยักษ์ คุณพ่อคุณแม่ก็คอยช่วยตัดกระดาษและเพิ่มสีสันด้วยกระดาษแก้วสีสวย

งานศิลปะ

มีเด็กๆ หลายคนส่องประกายแวววาว นักวาดมือทองจากการออกแบบตัวละคร แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เด็กๆ ได้คือความกล้าคิด รวมกับความกล้าทำ ถ่ายทอดจินตนาการอย่างไม่มีสิ้นสุดผ่านตัวละครที่พวกเขาคิดกันขึ้นมาเอง ใครจะไปรู้ว่าปีศาจทรายหน้าตาเป็นเป็นอย่างไร ครูต้นเองก็ไม่สามารถบอกฉันได้ มีแต่เด็กๆ เท่านั้นที่รู้

วิชาคณิตศาสตร์-สติและสมาธิ

เครื่องแต่งกายนักแสดงคือกางเกงผ้าขาวม้า คุณครูจะให้เด็กนำผ้าขาวม้ามาจากบ้าน เพื่อเรียนรู้ประโยชน์ของผ้าขาวม้า เรียนวัดขนาดผ้าขาวม้าด้วยมือและเท้าของเราเอง จากนั้นจึงสอนวัดแบบแม่นยำด้วยสายวัด

ถึงขั้นตอนสนุก คุณครูแจกแพตเทิร์นกางเกงให้เด็กๆ ตัดตาม จากนั้นก็เย็บริมทั้งสองข้าง คุณแม่ใจดีช่วยโพ้งให้ จากนั้นก็เย็บต่อด้วยตนเอง แต่ไม่ต้องห่วงว่าเข็มจะตำมือ เพราะเด็กๆ เรียนเย็บผ้ามาตั้งแต่อนุบาล ๒ บอกแล้วว่าเตรียมการมาดี!

“ครูอยากให้เขาได้ทำชุดนักแสดง ด้วยตัวเอง จะได้รู้ว่าทำได้ อีกอย่างการฝึกเย็บผ้าเป็นการฝึกสมาธิ ฝึกสติ ครูอยากจะฝึกเรื่องนี้ เลยเอามาเชื่อมโยงกับละคร” ครูไก่เล่าวิธีสอดแทรกสติและสมาธิผ่านผืนผ้าขาวม้าและฝีเข็มอันแหลมคม

วิชาชีวิต

การคัดเลือกนักแสดง ไม่ใช้ว่าทุกคนจะสมหวังจากออกลีลาลวดลายหน้าห้องเรียน ที่มีเด็กชาย-เด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นผู้ยกมือตัดสิน

แน่นอน มีคนเสียน้ำตาจากความผิดหวัง

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ พวกเขาจะรับมือกับความผิดหวังอย่างไร

การเตรียมงานตลอดระยะเวลาเกือบ ๓ เดือน ทั้งวาด ทั้งคิด และทั้งซ้อมการแสดง

แน่นอน มีเสียงบ่นเหนื่อย ใจสู้ แต่กายเริ่มไม่สู้

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ ความอดทนและความพยายาม

การทำงานร่วมกันย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้างตามประสาเด็ก

โรงเรียนทอสี

แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้คือ ไม่มีใครเก่งหรือเหนือกว่าใคร ทุกส่วนและทุกฝ่ายของทุกการแสดงสำคัญหมด ถ้าขาดใครไปการแสดงก็ไม่สมบูรณ์

Writer & Photographer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

นับถอยหลังไปเมื่อ พ.ศ. 2548 โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย มีโอกาสเข้าร่วมศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจาก โรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้เราได้แนวคิดดี ๆ และเอาความรู้ต่าง ๆ มาปรับใช้กับความเป็นท้องถิ่นของเราเอง เพราะโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนวิถีชุมชนท้องถิ่น การเรียนรู้จึงยึดหลักการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่ชีวิต มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนให้ใช้ความรู้เป็นและเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และสังคม (Knowledge-based Society) 

เรานำโจทย์ปัญหาจริงในสังคมหรือประเด็นวิกฤตปัญหาโลกมาเป็นแกนหลักของการเรียนรู้ ผ่านการลงมือทำบนบริบทจริงของโรงเรียน สภาพของปัญหาของสังคม และผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อเป้าหมายการพัฒนานักเรียนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม (Active Citizen) และพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง เน้นกิจกรรมแบบบูรณาการ การเรียนรู้จากฐานปัญหา (Problem Based Learning) การเรียนรู้แบบสร้างและพัฒนานวัตกรรม หรือเรียกว่า การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based Learning) ตามแนวทางพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบ Active Learning 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

เราตั้งชื่อวิชาว่า ‘วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา’ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบูรณาการระหว่างวิชา เป็นการเชื่อมโยงหรือร่วมศาสตร์ต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไป ภายในหัวเรื่องเดียวกัน เป็นการเรียนรู้โดยใช้ความรู้ความเข้าใจและทักษะในศาสตร์ หรือความรู้ในวิชาต่าง ๆ มากกว่า 1 วิชาขึ้นไป เพื่อแก้ปัญหาหรือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเชื่อมโยงความรู้และทักษะระหว่างวิชาต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง 

เราไม่ได้สอนเพียงผิวเผิน แต่จัดกระบวนวิชาให้ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น เพื่อให้เขาใช้ได้จริงในชีวิต

มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกทักษะผู้เรียน เตรียมความพร้อม เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของโรงเรียน คือ กิน-อยู่-เป็น หมายถึง กินอย่างรู้คุณค่า อยู่อย่างมีความหมาย และเป็นพลเมืองที่เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยผู้เรียนวิชานี้ก็คือ นักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

และด้วยภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาทาง โรงเรียนของเราเปิดเรียนตามปกติไม่ได้ และเพื่อเป็นการสร้างการเรียนรู้ ไม่ให้นักเรียนเกิดสภาวะถดถอยและหลุดจากระบบ จึงเป็นที่มาของการเรียนรู้เรื่องข้าวหลากสี บทเรียนกินได้ และการทำ Eco Printing ลงบนผ้า โดยสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียนและผู้ปกครอง 

แน่นอนว่าจากสถานการณ์ โควิด-19 ที่รุมเร้ามาเกือบ 3 ปี ทำให้ชีวิตใครหลายคนล้มลง แต่ทว่าเรายังมีแรงสู้ต่อจากคนที่รักและครอบครัว แม้แต่เราเองที่เป็นครูก็อยากสานฝันให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ อยากพาไปตะลุยเรียนรู้ที่ต่าง ๆ เหมือนเคยทำมา เพื่อต่อยอดให้เขารู้จักตัวเองและเลือกเรียนสาขาที่ถนัด หรือสิ่งที่เขาต้องการต่อยอดในอนาคตได้ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนหยุดไป แต่การเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม.3 หยุดไม่ได้ เพราะการเรียนรู้ของเด็กต้องไปต่อ เราจึงมองวิกฤตเป็นโอกาส เพราะเด็กที่โนนชัยพื้นฐานครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย

เราเลยชวนเด็ก ๆ หันกลับมามองตัวเองว่า ถ้าเราจะกินข้าวในหนึ่งมื้อ เพื่อลดภาระ ลดค่าใช้จ่าย เราจะทำอย่างไร โดยอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ประหยัดและมีคุณค่า เราควรหันมาใส่ใจครอบครัว เพราะเราเห็นว่า พ่อแม่ของเด็กหลายคนโดนเลิกจ้างงาน ไม่มีรายได้ แต่ในชีวิตประจำวันของเด็กยังมีรายจ่าย ก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดีให้เด็กต่อยอดได้ในภาวะนี้ เลยนึกถึงเรื่องการทำอาหาร กลายมาเป็นการบูรณาการเรื่องอาชีพสร้างสรรค์ บทเรียนกินได้ บทเรียนติดปีก บทเรียนชีวิต และโภชนาการบนถาดหลุม การบูรณาการของเราไม่หยุดเดิน เพราะทุกคนต้องลุยกันต่อ

การจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site เรามีการประสานผู้ปกครองเพื่อขออนุญาตนักเรียนก่อนออกจากบ้าน เพราะกระบวนการเรียนรู้ต้องมีการสืบค้นข้อมูลด้วย อย่าง ‘โภชนาการบนถาดหลุม’ เราชวนเด็ก ๆ เลือกอาหารในแบบที่เขาอยากกิน แต่ต้องคำนึงถึงความพอเพียง พอดี พอประมาณ โดยนักเรียนมีสิทธิ์เลือก และเราให้เขาคิดหาเมนูที่ชอบ ครบหลักโภชนาการ คาว หวาน มาหมด จากนั้นวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการ เพื่อให้เด็ก ๆ รู้จักคุณค่าทางโภชนาการของเมนูอาหารที่ตนเองเลือก พร้อมทั้งให้นักเรียนประกอบอาหารที่นักเรียนเลือก อย่างเมนูกะเพราหมูกรอบ เมนูธรรมดา แต่จะทำอย่างไรให้ไม่ธรรมดา เห็นแล้วว้าว มีคุณค่าทั้งเบื้องหน้าและภายในใจ จึงเกิดไอเดียข้าวหลากสีขึ้นมา

เราเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่มีในบ้าน ท้องถิ่น ชุมชน ในความโชคร้ายกับภัยร้ายแบบนี้ เรามีความโชคดีคือ นักเรียนปลูกมะลิไร้สารเคมี จึงคิดเป็นเมนูข้าวกลิ่นมะลิ (หอมมากกก) นักเรียนอีกคน หนูมีอัญชัน เราก็สร้างสรรค์ข้าวสีม่วง นักเรียนคนนู้นเห็นมีดอกเฟื่องฟ้าอยู่ในโรงเรียน ส่วนอีกคนก็ยกมือบอกครู บ้านผมมีใบเตย ให้สีเขียว ทานอร่อย หอมหวานชื่นใจ เมนูอาหารจากข้าวหลากสี เด็ก ๆ ได้เรียนรู้พันธุ์ข้าวและสีธรรมชาติจากเรื่องราวรอบรั้ว

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

จากการเรียนการสอนที่เน้นสอนทาง On-line, On-demand, On-hand อยู่ต่อเนื่อง เนื่องจากนักเรียน ม.3 ต้องเตรียมตัวหลายอย่างในการต่อยอดและเลือกเรียนสาขาต่าง ๆ หรือสายอาชีพอีกมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกลับมาอยู่กับครอบครัว ทำให้นึกได้ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ครูอย่างเราไม่ควรลืม คือ การพบปะนักเรียนกลุ่มย่อย ซึ่งเราสอน On-Site เป็นกลุ่มย่อยอยู่แล้ว แต่รอบนี้ต้องขอชวนผู้ปกครองคุยด้วย เพื่อถามข่าวคราวกัน ทั้งเรื่องปากท้องและเรื่องวินัยความเป็นอยู่ จะทำยังไงให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่เบื่อ เพราะเราเองก็เป็นครูประจำชั้น ม.3/1 อยากให้รู้ว่าครูยังห่วงใย 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

ระหว่างนั่ง ๆ มองๆ คิด ๆ เราเห็นใบสักที่เติบโตและร่วงหล่น จึงเกิดไอเดียที่น่าเรียนรู้ร่วมกัน นอกจากเมนูข้าวหลากสีที่เล่าให้ฟัง ถ้ามีผ้าหลากสีบ้างคงจะดี เรามองหาวัสดุรอบตัวทันที และ ‘ใบสัก’ ก็เป็นนางเอกของเรื่องนี้

เราปิ๊งไอเดีย ‘สักศรี (สี)’ ชวนเด็ก ๆ มาทำผ้าพันคอ Eco Printing ด้วยกัน ระหว่างรอนึ่งผ้า ครู เด็ก ๆ และผู้ปกครองก็สรรหาเมนูอาหารง่าย ๆ กินกัน ขอขอบพระคุณแม่น้องเม ที่ทำขนมหวานหลากสีจากธรรมชาติล้วน ๆ และคุณแม่น้องขวัญที่ทำกะเพราหมูไข่ดาวและส้มตำสุดแซ่บ วันนี้เหมือนไม่ได้มาเรียน แต่เหมือนมาทานข้าวนอกบ้าน ได้ทั้งผ้าหลากสีกับข้าวหลากสี รอบหน้าจะมีดนตรีเพื่อสร้างสีสัน มีผลิตภัณฑ์จากสักศรี (สี) โปรดติดตามตอนต่อไป 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

เทอม 2 นี้ การเรียนการสอนก็ต้องดำเนินต่อไปเช่นกันในรูปแบบออนไลน์ แต่จะดีกว่านี้ถ้าพวกเราได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อยอดอาชีพ ต่อยอดการบริโภค ต่อยอดชีวิตในครัวเรือน เราซึ่งเป็นครูตัวเล็ก ๆ ก็คิดไอเดีย ‘ต่อยอดแบบวิถีพอเพียง หล่อเลี้ยงชีวี กินดีอยู่ดี แบบมีเงินออม’ ใบไม้แห้งที่โรงเรียนมีเยอะมาก ซึ่งเป็นปัญหาในการทำความสะอาด เราก็คิดช่วยกันจัดการใบไม้เหล่านี้ แต่ใครจะรู้ว่า ไอ้เจ้าปัญหานี่แหละ คือขุมทรัพย์ของเรา เพราะทำปุ๋ยหมักได้ แปลงเกษตรที่โรงเรียนก็มี ถ้าเราปลูกผักกินเอง ปุ๋ยก็ไม่ต้องซื้อ ผักก็ไม่ต้องซื้อ ที่สำคัญปลอดสารพิษ เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็เอาผักส่งโรงอาหาร เหลือก็แบ่งกลับบ้าน ขายเก็บออมก็ยังไหว 

ก็เลยคิดไอเดีย ‘ปลูกเอง กินเอง นักเลงพอ ปุ๋ยก็ไม่ต้องขอ เรามีเพียงพอ ต่อยอดชีวี’ ฮิ้ว ๆ ๆ ว่าแล้วก็ชวนเด็ก ๆ มาสร้างพื้นที่เรียนรู้ ทำกิจกรรมภาคปฏิบัติกลุ่มย่อย กลุ่มละ 6 คน (ป.ล. ฉีดวัคซีนครบนะคะ) ช่วยกันทำปุ๋ยหมักเพื่อเตรียมปุ๋ยบำรุงดิน ก่อนที่เราจะไปเตรียมแปลงปลูกกัน นักเรียนที่มาเรียนก็ตั้งใจดี และที่สำคัญ การเรียนรู้ต้องลงมือทำถึงจะมีความหมาย เพราะต้อง Learning by Doing แบบ Active Learning และเรียนรู้แบบร่วมมือและมีส่วนร่วม เมื่อพร้อมแล้วเราก็ลุยทันที นัดหมายประชุมนักเรียน ผู้ปกครอง และ ครูชาญณรงค์ ที่เป็นเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยเหลือกันมาตลอด พร้อมลุย

จากการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ นักเรียนร่วมสะท้อนแง่คิดดี ๆ ให้ครูได้รับรู้ว่าที่ผ่านมานักเรียนได้เรียนรู้แบบไหน ทั้งยังทบทวนและวางแผนต่อยอด ขอบใจลูก ๆ ทำให้ครูรู้ว่านักเรียนมีความสุขดี อดทน น่ารัก 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ
วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา ทำให้เรารู้ว่าการเรียนรู้นั้นมีอยู่รอบตัว รอบบ้าน และชุมชน การทำให้นักเรียนหันกลับมาใส่ใจสิ่งรอบตัวในชุมชนและท้องถิ่นของตนเองได้ จะทำให้เขาเห็นประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ พร้อมพัฒนา ประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้สื่อเทคโนโลยี ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ การพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะทำให้เราอยู่รอด อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ข้อดีอีกอย่างของวิชาบูรณาการ คือ เป็นวิชาที่ดึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้โดยไม่ต้องมีกรอบบังคับ สะท้อนผ่านการลงมือทำของเด็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน ทำให้นักเรียนฝึกอยู่กับปัจจุบัน รู้จักใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย

ส่วนเราในฐานะครูผู้ออกแบบกระบวนวิชาก็เรียนรู้ว่าการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเห็นศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน ทำให้ครูได้เข้าใจชีวิตที่หลากหลายของนักเรียน และเราเชื่อว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หลาย ๆ โรงเรียนคงทำกันอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญ คือ การเห็นคุณค่าในสิ่งที่ท้องถิ่นของตนเองมี และประยุกต์ใช้ พัฒนา ต่อยอด สร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่เรามีอยู่ นั่นคือการสร้างนวัตกรรมที่ดีที่สุด 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เราต้องลงมือทำ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นันทนา ลีโคตร

ครูผู้จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ที่เชื่อว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้ หากได้ลงมือทำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load