6 Jul 2017
8 PAGES
1 K

“Let’s never come here again because it would never be as much fun.”

Charlotte
(Lost in Translation, 2013)

 

โตเกียว… เมืองที่ทุกคนรักและหลงใหล ไปกี่ครั้งก็ไม่เห็นจะเบื่อซักที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารแบบแวะมุมไหนก็อร่อยไปหมด หรือความสุดโต่งในเรื่องวัฒนธรรมทั้งแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ที่สร้างความหวือหวาได้อยู่เสมอ สำหรับคอภาพยนตร์ โตเกียวเป็นอีกโลเคชันสุดฮอตแห่งโลกตะวันออก ด้วยบรรยากาศประเทศแห่งความตรงข้ามและแปลกประหลาดอันเป็นเอกลักษณ์ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นมุมไอคอนิกของโตเกียวไปโผล่อยู่ในหนังมากมายทั้งไทยและเทศ

ในวันนี้ฤกษ์ดี ดิถีเด่น (อันนี้หมอดูสำนักไหน…) เราอยากชวนทุกคน ออกไปกระทำความติ่งด้วยกัน กับการเดินทางตามภาพยนตร์ 2 เรื่อง 2 สไตล์ อย่างหนังชวนเหงา Lost in Translation และหนังอินดี้ชวนเหวอ Enter the Void ให้คุ้มกับความสุดโต่งแห่งเมืองโตเกียว ถ้าพร้อมแล้ว..​. พักชมสิ่งที่น่าสนใจสักครู่ กลับมาช่วงหน้าเราจะออกเดินทางไปด้วยกันค่ะ! (นี่บทความ ไม่ใช่รายการโทรทัศน์!!)

 

เวลาไปเที่ยวโตเกียว ถ้าอยากเห็นเมืองวิวสวยๆ จากด้านบนแบบพาโนราม่า คนส่วนมากนึกถึง Tokyo Sky Tree หรือ Tokyo Tower เจ้าเก่า แต่สำหรับเรา เป้าหมายเดียวที่เราจะมุ่งหน้าไปก็คือ New York Bar บนชั้น 52 ของ Park Hyatt Tokyo ณ ใจกลางชินจูกุ

สำหรับติ่งหนัง Sofia Coppola คงจำได้แม่นว่าเรื่อง Lost in Translation มีโลเคชันหลักคือโรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางโตเกียวและบาร์ชั้นบนกับวิวสวยบาดใจชวนเหงาเคล้าเพลงแจ๊ส โรงแรมนั้นคือ Park Hyatt Tokyo และบาร์ลอยฟ้านั้นคือ New York Bar ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม บาร์นี้คงเป็นหนึ่งในภาพจำของเรื่องนี้เช่นกัน เพราะพวกตัวละครมานั่งชิลล์ นั่งเหงากันที่นี่หมด แต่ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะบาร์ที่นี่มีบรรยากาศเหมาะกับการกระทำความโซเฟียมากๆ ด้วยวิวเมืองที่แทบจะพาโนราม่าของโตเกียว (ยิ่งมาคืนที่ฟ้าโปร่งคือสวยมาก ไฟระยิบระยับตลอดทาง แถมชนะสุดเหนือที่อื่น เพราะเห็นเจ้า Tokyo Sky Tower ด้วย แนะนำว่าเช็กพยากรณ์อากาศมาด้วยเพื่อสุทรียภาพแห่งการดื่มเคล้าวิว)

วีรกรรมความติ่งแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ของเรานึกทีไรก็บ้าทุกที จากการเดินตากความยะเยือกของหน้าหนาวมือสั่นระริกถือโทรศัพท์และ Google Maps และด้วยสถานะภาพการแต่งกายแบบเอากันหนาวไว้ก่อนแฟชั่นมาทีหลัง ก็อายเหมือนกันที่จะไปเหยียบที่หรูๆ ได้ แต่ด้วยความที่คิดว่า เอาวะ! มาถึงแล้วเหยียบล็อบบี้โรงแรมสักหน่อยก็ยังดี พอเหยียบล็อบบี้ก็นึกฮึกเหิมกลัวไม่ได้กลับมาอีก ต้องขอลองกดลิฟท์ต่อยาวขึ้นมาชั้น 52 เฉยเลย กว่าจะรู้ตัวก็สั่งค็อกเทลมูลค่า 1,600 เยน++ ไปแล้ว (ประมาณ 500 – 600 บาท) / ความไร้สติแบบติ่งนี่มันรุนแรงจริงๆ

ว่ากันตามเม็ดเงินแล้ว การมาที่นี่คงจะแพงกว่าขึ้น Tokyo Tower และ Sky Tree แต่สำหรับเรา ที่นี่คุ้มค่ามากๆ ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับคนรักหนัง Lost in Translation ที่จะอินกับทุกอณูของโรงแรม Park Hyatt Tokyo อันล้วนแต่คุ้นตาทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่ที่จอดรถ ขึ้นลิฟต์ ล็อบบี้ จนเลยเถิดมาที่บาร์ลอบฟ้า แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อินกับหนัง ก็ยังถือว่าเป็นการชมวิวคุ้มค่ามาก เพราะจ่ายเงินไปก็ถือว่าได้เหล้าหนึ่งแก้ว แกล้มประสบการณ์ความโซเฟียอันเงียบสบายไม่ต้องชนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ และวิวชนะขาดลอยอันยากจะลืมเลือน

การเดินทางไปยังโรงแรมนั้นไม่ยากเลยและเหมาะมากในวันอากาศดี นั่งรถไฟมาลงสถานีชินจูกุ แล้วเดินมาประมาณกิโลนึง (เดี๋ยวๆ ไหนใครบอกใจกลางชินจุกุ!) ก็จะถึงโรงแรม Park Hyatt Tokyo จากนั้นขึ้นลิฟต์มาชั้น 41 ก็จะเป็นโซนโรงแรมแล้ว อีกอย่าง ถ้าจะมาร้านเค้าทั้งที ขอแนะนำให้ระวังเรื่องการแต่งตัวด้วยละกัน ไม่ใส่รองเท้าแตะ กางเกงขาสั้นไป ก็โอเคแล้วล่ะ

สำหรับ New York Bar ถ้าใครไม่อยากเสียตังค์เยอะ แนะนำให้ไปก่อน 1 ทุ่ม เพราะว่าหลังจากนั้นวงดนตรีจะเล่นและคิดเพิ่มทันที 2,200 เยน (แพงกว่าค่าเครื่องดื่มอีกค่ะ คุณผู้ชมคะ!) และควรจะมามาในช่วงโพล้เพล้ คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสีท้องฟ้า จากอมชมพูค่อยๆ ทะยานสู่น้ำเงินเข้ม แต้มด้วยหลากสีไฟจากท้องถนน ฟินอย่าบอกใครเลยแหละ

ส่งท้ายอีกนิดเกี่ยวกับ Park Hyatt Tokyo สำหรับคนมีทุนทรัพย์ ถ้าอยากลองกระทำความโซเฟียกับห้องนอนโรงแรมวิวพาโนราม่าแบบในหนังแล้วนั้น หนึ่งคืนราคาประมาณ 120,000 เยน หรือ 36,000 กว่าบาท

หักดิบจากความเหงา Lost in Translation เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์ความสุดโต่งในโตเกียว เราขอพาทุกท่านเข้าสู่โลกแห่งแสงสีจัดจ้าน (เอาจริงๆ เข้าขั้นแสบตา) แต่คู่ควรอย่างมากในการแวะมาเยือนสักครั้ง หากคุณเคยดูหนังสุดเพี้ยน Enter the Void หรือชื่นชอบเพลง Panic Station ของวง Muse หรือแม้กระทั่งเป็นสายฮิปฮอปสาวก A$AP Rocky กับเพลง L$D เราเชื่อว่าคุณจะต้องติดตาติดใจกับโลเคชันฉูดฉาดที่แทบไม่คิดว่าจะมีอยู่

สำหรับเราแล้ว ด้วยภาพติดตาและติดใจมากๆ จากหนังเรื่อง Enter the Void ที่เล่าเรื่องสุดเพี้ยนของการเดินทางของผีตนหนึ่งที่ล่องลอยอยู่ในเมืองโตเกียว จึงทำการค้นคว้าเต็มที่ว่าไอ้ที่ๆ มันบ้าขนาดนั้นคือที่ไหน จึงได้สืบรู้มาว่าที่โตเกียวนั้นมีร้านอาหารและคาเฟ่ Robot Restaurant ที่ซ่อนตัว (หรือจะเรียกว่าเปล่งประกาย ดูจากแสงที่พุ่งออกมาอย่างแสบตา) อยู่ในละแวกย่านโลกีย์แถวชินจูกุ

ร้าน Robot Restaurant นอกจากจะเป็นร้านอาหารอัดแน่นไปด้วยแสงสีแบบ LCD และนีออนแล้ว ยังเป็นสถานที่แสดงโชว์สุดเพี้ยนที่เต็มไปด้วย สาวคาวาอี้ใส่บิกินี่แนะนำชื่อของแต่ละคน พร้อมกับหุ่นยนต์ตัวบิ๊กเบิ้ม (ส่วนนี้สนุกมาก เพราะชื่อมีความครีเอทระดับห้าดาวชวนสยิว เช่น Love Katese, Maria Abe, และ Kumin Hancock) และการแสดงชวนเหวอระดับต้องควักยาดมอีกมากมาย เริ่มต้นเบาๆ ด้วยโชว์ตีกลองร้องเพลงของสาวๆ ต่อด้วยโชว์ต่อสู้ระหว่างฝูงหุ่นยนต์และแพนด้ายักษ์ ปิดท้ายด้วยแดนซ์โรบอทบิ้กเบิ้มโชว์พาวความเป็น Robot Restaurant ที่นี่ไม่ได้เป็นโชว์สายโป๊เปลือยติดเรตอะไรแบบนั้น สังเกตได้จากผู้ชมที่คละกัน ไล่ตั้งแต่กลุ่มเพื่อนซาราริมัง นักท่องเที่ยว แม้แต่คู่เดตก็ยังมี เพราะจริงๆ แล้วจุดขายของที่นี่ไม่ใช่ความเซ็กซี่ (ถึงแม้ว่าเหล่าสาวๆ จะหน้าตาคาวาอี้มากก็ตาม) แต่เป็นความแปลกแหวกแนวแบบที่โชว์ที่อื่นไม่ (กล้า) มีนั่นเอง

หากอยากไปพิสูจน์ความเพี้ยนก็ไม่ยากแต่อย่างใด โชว์นี้มี 3 รอบต่อวัน จองตั๋วได้ทั้งออนไลน์และหน้าร้านในราคา 6,000 เยน (ประมาณ 1,800 บาท) ถ้าไม่มีเวลาดูโชว์ อย่างน้อยก็ควรแวะไปดูในส่วนร้านอาหาร ถึงแม้จะมีข่าวแว่วผ่านกระแสรีวิวต่างๆ แล้วว่าอาหารนี้ธรรมดาแบบโน คาร์ โน เนชั่น (คือไม่มีรสชาติ / และน่าจะไม่มีความตลกด้วย…) แต่อย่างน้อยก็น่าจะลองไปนั่งเล่นซึมซับแสงซักหน่อย ก็จะได้บรรยากาศพิสดารแบบญี่ปุ่นแท้ๆ โดยไม่ต้องมีโมจิชาเขียวเลยทีเดียว

ดูบรรยกาศ Robot Restaurant แบบคร่าวๆ ได้ก่อนผ่านเอ็มวี

Panic Station

L$D

ภาพ ศิขรินทร์ ลางคุลเสน

CONTRIBUTOR

ศิขรินทร์ ลางคุลเสน

นักเพ้อฝันมืออาชีพ งานประจำคือทาสแมว ส่วนยามว่างก็จัดทำกิจกรรมด้านภาพยนตร์กับเพื่อนๆ ในนาม "YOUNG จะทำ”