19 พฤศจิกายน 2564
890

เมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดในวิกฤตโควิด-19 มีแอปพลิเคชันชื่อ ‘Sati App’ เปิดตัวในเวลาพอเหมาะพอดีกับบรรยากาศในสังคม

Sati App คือแอปพลิเคชันที่วางตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่เป็นใครก็ตามที่อยู่ในภาวะเครียดและต้องการหาเพื่อนพูดคุย โดยจับคู่กับอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมในการเป็นผู้ฟังมาแล้ว ซึ่งจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 นี้ 

เราต่อสายถึง อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ที่มีหลักการทำงาน 3 ข้อ คือ Care ใส่ใจผู้ป่วย Connect ช่วยเหลือด้วยความเข้าใจ และ Communicate สื่อสารและรับฟังด้วยความเข้าใจ ทั้งหมดนี้เกิดจากประสบการณ์การเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าของตัวเอง ได้พบปัญหาที่เกิดขึ้นจากมุมมองที่คนอื่นมีต่อโรคนี้ ไปจนถึงเล็งเห็นช่องว่างด้านการช่วยเหลือและการรักษาที่ยังไม่เคยเติมเต็ม

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

เริ่มต้นจากตัวเอง

จุดเริ่มต้นของ Sati App ต้องย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2015 อมรเทพพบว่าตัวเองเริ่มมีภาวะซึมเศร้า จนต้องเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์ จากใบสั่งยาไม่กี่เม็ดกลายเป็น 16 เม็ดต่อวัน และผ่านการบำบัดด้วยไฟฟ้า 

เขาเล่าว่าตอนอยู่โรงพยาบาลก็รู้สึกปลอดภัย ไม่คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว เพราะแพทย์และพยาบาลรู้ว่าต้องคุยกับเขาอย่างไร แต่พอออกจากโรงพยาบาลทีไร มักได้ยินเรื่องเดิมซ้ำๆ เช่น ‘มีคนอื่นที่แย่กว่าแกอีก’ ‘คิดบวกไว้สิ’ หรือ ‘อย่าไปคิดมาก’ ‘เรายังมีรถขับ มีข้าวกิน’

“เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เหมือนเป็นภาระคนอื่นไปหมด เราไม่สามารถใส่เสื้อแขนสั้นได้ เพราะมีรอยเต็มไปหมด ไม่สามารถเข้าสังคมได้ 

“ค.ศ. 2017 เราตัดสินใจจบชีวิตตัวเองรอบแรก เขียนจดหมายลาทุกอย่าง ทำลงไปแล้วโดนส่งเข้า ICU และโรงพยาบาลจิตเวชอีกครั้ง ออกมาคราวนี้แทนที่จะมีคนถามไถ่ กลับโดนต่อว่า ‘ฆ่าตัวตายเดี๋ยวต้องเกิดซ้ำอีกเจ็ดชาติ’ รู้ไหม ทำแบบนี้พ่อแม่จะเป็นยังไง’ ไม่มีใครถามเลยว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น”

หนึ่งปีถัดมา อาการของอมรเทพกลับมาอีกครั้ง เขาลองโทรไปที่ศูนย์ Suicide Prevention Hotline แต่ไม่มีใครรับสาย จึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเองครั้งที่สอง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป อมรเทพออกจากโรงพยาบาลพร้อมคำถามที่หนักอึ้งในใจ ว่าทำไมสังคมไทยยังไม่คุยเรื่องสุขภาพจิตกันอย่างจริงจังสักที

หากมองการรักษาโลกนี้เป็นพีระมิด จะประกอบด้วยนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และการนอนโรงพยาบาล และเขาคิดว่าฐานล่างที่สุดควรเป็นผู้รับฟัง (Peer Support) ซึ่งยังขาดในสังคมบ้านเรา

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

“ตอนแรกสร้างเพจชื่อ คุยกัน ให้เป็นพื้นที่ชวนคนมาคุยเรื่องปัญหาสุขภาพจิต แต่แค่นั้นไม่พอ อย่างตอนเรารักษา ผ่านมาแล้วทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โรงพยาบาลเอกชนแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายสูง โรงพยาบาลรัฐถูกกว่าจริง แต่ต้องเสียเวลาเป็นวันในการนัดหมายแต่ละครั้ง รอเจ็ดชั่วโมงได้เจอหมอเดี๋ยวเดียว

“แล้วกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิตเวชในสังคมไทยมีหลายระดับ แต่ละกลุ่มความเครียดที่แตกต่าง ส่วน Resource จิตแพทย์ก็มีไม่มากพอ เรามีจิตแพทย์อยู่หนึ่งคนต่อประชากรสองแสนห้าหมื่นคน มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประมาณหนึ่งคนต่อเยาวชนหนึ่งหมื่นคน แล้วจิตแพทย์ของประเทศส่วนมากก็อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณอยู่นอกเมือง อาจจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้”

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

พื้นที่ปลอดภัย

Pain Point หลักที่อมรเทพเห็นในตอนนั้นมี 2 ข้อใหญ่ๆ 

หนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

สอง สังคมยังขาด Peer Support หรือผู้ฟังเพื่อบรรเทาปัญหา ถ้ามีก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน

Sati App จึงเกิดขึ้นเพื่อมาแก้สองปัญหานี้อย่างยั่งยืน กลายเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างผู้มีปัญหา และผู้ฟังอาสาสมัครที่มีใจพร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ และที่สำคัญ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

ใครสนใจใช้งานสามารถสมัครสร้างโปรไฟล์ได้บนแอปพลิเคชัน เลือกใช้ชื่อ Username ได้หากไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ผู้ใช้ไม่ต้องถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หากมีภาวะเศร้าซึมหรือรู้สึกตึงเครียดแล้วไม่มีที่ระบาย ก็เข้ามาใช้บริการแอปฯ นี้ได้เช่นกัน

ในส่วนของผู้ฟังอาสาสมัคร หรือ Listener หากเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอยู่แล้วให้ส่งหลักฐาน หากไม่เคยมีประสบการณ์หรือผ่านการฝึกอบรมมาก่อน ต้องเข้าอบรมตามที่เราแนะนำ และผ่านการทดสอบ 20 ข้อเพื่อให้มีความรู้ ความเอาใจใส่ และเข้าใจจิตใจอีกฝ่ายได้

“ในอนาคต เราตั้งใจจะขอโลเคชัน เช่น คุณอยู่ภาคอีสาน เราจะพยายามแมตช์ผู้ใช้กับผู้ฟังในภูมิภาคเดียวกัน เพราะอาจจะเข้าใจและใช้ภาษาเดียวกัน ถ้าผู้ใช้อยู่ภาคใต้ ก็จะได้แมตช์กับคนที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน 

“ต่อไปถ้าเรามีข้อมูลเรื่องเพศ เราก็สามารถทำ Gender Matching ได้ ผู้หญิงบางคนอาจมีปัญหาที่อยากคุยกับผู้หญิงด้วยกันแล้วจะสบายใจกว่า หรือแม้กระทั่งภาษาก็สำคัญ ประเทศเราไม่ได้มีแค่คนไทยที่พูดภาษาไทย ยังมีคนต่างชาติที่เข้ามาทำงาน หรือบางคนอยากใช้สองภาษาก็ได้เช่นกัน”

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง
แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาสมัคร ที่อยากแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

Sati App ไม่ได้บรรเทาปัญหาของคนที่มีอาการซึมเศร้าหรือตึงเครียดอย่างเดียว ขณะเดียวกัน แอปฯ นี้ก็ให้ความรู้กับคนทั่วไป เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ หลายครั้งคนมักคิดว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องของความคิด แต่ทางชีววิทยาก็มีส่วนเกี่ยวข้อง

“เช่น คุณเครียดมาก การส่งสัญญาณของประสาทเคมีก็จะบกพร่องได้ หรืออย่างเรื่องเพศ ถ้าดูตามตัวเลข ผู้หญิงมีแนวโน้มจะมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายฆ่าตัวตายเยอะกว่า ความไม่สมบูรณ์ทางร่างกายก็เกี่ยว อาจทำให้เขามีความเครียดสูงกว่าคนทั่วไป สิ่งแวดล้อมก็เหมือนกัน สังคมที่อยู่เท่าเทียมแค่ไหน มีปัญหาด้านการเงินหรือเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ

“เราจึงพยายามสร้างความเข้าใจตระหนักรู้เรื่องการดูแลตัวเอง เรื่องการช่วยเหลือคนรอบข้าง ไปจนถึงแนวทางในการจัดการกับปัญหานี้ ตัวเราเองยังได้ไปพูดตามเวทีต่างๆ นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับมูลนิธิสติ (SATI Foundation) ลงพื้นที่ไปอบรมเรื่องการปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้น ให้ชุมชนเข้าใจกระบวนการช่วยเหลือคนคนหนึ่งให้ผ่านพ้นจากภาวะนั้นให้ได้”

ธุรกิจเพื่อสังคม

อมรเทพจดทะเบียนบริษัทเป็น 2 รูปแบบคือ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เเละองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit Organization) โดย Sati App เป็นอย่างหลัง เพราะความตั้งใจแรกคือการให้บริการฟรี 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วอาศัยพลังจากภาคประชาชนมาสนับสนุนให้มากที่สุด

ในส่วนของกิจการเพื่อสังคมมีอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งคือ E-learning Platform อบรมเรื่องการปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้นบนเว็บไซต์ เมื่ออบรมเสร็จ สามารถชำระเงินเพื่อรับใบประกาศนียบัตรเป็นหลักฐานได้ 

สองคือ พื้นที่ให้คนเข้าถึงจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา โดยรายได้จากส่วนนี้จะส่งกลับไปพัฒนา Sati App ให้ดำเนินการต่อไปได้เรื่อยๆ ทั้งยังเป็นประตูให้เกิดความร่วมมือและโอกาสอีกมากมาย

แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาสมัคร ที่อยากแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

“เราทำงานร่วมกับหลายองค์กร เช่น กรมสุขภาพจิต สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ คำปรึกษา และการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ซึ่งเป็นศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติของประเทศไทย ไปจนถึงบริษัท Microsoft ที่สนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชันให้เกิดขึ้นผ่านโครงการ AI for Good”

ในปีที่ผ่านมา อมรเทพยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 วิทยากรที่เวที The World Economic Forum Annual Meeting 2020 ที่เมืองดาโวส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

โลกที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบันแอปพลิเคชันมีผู้ใช้งานเกือบ 5,000 ราย และมีผู้ฟังอาสาสมัครเกือบ 300 คน สิ่งที่อมรเทพอยากเห็นต่อจากนี้คือ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาสุขภาพจิต และความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบการดูแลรักษาสุขภาพจิต

“ประเทศเราอยู่ในกลุ่มที่มีฐานรายได้ต่ำถึงปานกลาง หมายความว่าอีกสิบปีข้างหน้า เราจะเป็นกลุ่มประเทศที่เปราะบางด้านปัญหาสุขภาพจิต และไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงการรักษาได้ การที่ประชาชนไม่ได้อยู่ในภาวะที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราอยากให้คนเข้าใจถึงสิ่งนี้ จะเพิ่ม Resource ที่เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยามากขึ้นได้อย่างไร”

Sati App กำลังจะเปิดตัวที่สาธารณรัฐเช็ก โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลของที่นั่น และตั้งใจขยายธุรกิจในทวีปยุโรปต่อไป อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบ AI Machine Learning 

“ถ้าเราเอาระบบนี้มาใช้ เวลาคนเข้ามาคุยในแอปฯ ระหว่างรอผู้ฟังก็จะได้คุยกับ AI ก่อน AI จะพิจารณาว่าคนคนนั้นมีความตึงเครียดมากกว่าปกติไหม เพื่อจัดลำดับสายตามอาการ หรือถ้าผู้ใช้พูดเรื่องฆ่าตัวตายหลายครั้ง ก็ส่งเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เลย ไม่ต้องผ่านการคุยกับ Listener แล้วเราเชื่อมข้อมูลกับกลุ่มของกรมสุขภาพจิต เพื่อส่งคนไปช่วยดูแลก่อนเขาจะทำอะไรลงไป ในทางกลับกัน ถ้าผู้ใช้เริ่มพูดจารุนแรงกับ Listener ระบบนี้ก็จะช่วยดูแลอาสาสมัครของเราด้วย”

แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาสมัคร ที่อยากแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

อมรเทพทิ้งท้ายว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เป็น Wake-up Call ที่ทำให้คนตระหนักถึงปัญหานี้เพราะมีความเครียดสูงขึ้น และแม้วันนี้สังคมอาจจะยังเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตไม่มากนัก แต่มีความต้องการที่จะเข้าใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน 

นั่นเป็นเรื่องน่าชื่นใจสำหรับเขา

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ https://goodsociety.network/goodsociety/Forum_SEThailand

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ผนังตึกสีเหลืองพระอาทิตย์ ห้องสีไข่ขาวโพลนภายใน หน้าต่างกลมแดง บอร์ดเกม และสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ประกอบรวมกันเป็น ‘Play Academy’ สถาบันการศึกษานอกระบบที่มุ่งพัฒนาเด็กผ่านการเล่นและการลงมือทำ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่ไปกับความสุข

บทความนี้เราจะพาสัญจรไปตามเส้นทางธุรกิจแห่งความสุขในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์และเฝ้าดูต้นกล้าเจริญเติบโต กับ ครูปุ๊ก-ชลมาศ คูหารัตนากร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Chonlamard

“ความฝันมันชัดมาก ทำให้ไม่ลังเลเลย” ถ้อยคำที่ครูปุ๊กฝากไว้พร้อมกับน้ำเสียงอ่อนหวาน เมื่อเราตั้งคำถามถึงจุดกำเนิดของสถาบันแห่งนี้ น่าแปลกใจที่เธอเรียนสาขาโฆษณามาก่อน ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มีปมให้ผูกไปถึงการสอนหนังสือเด็ก แต่แล้วเราก็ร้องอ๋อขึ้นมาดัง ๆ เมื่อได้ยินว่าเธอเรียนวิชาโทเสรีด้านวรรณกรรมเด็กและวัยรุ่น รวมถึงจิตวิทยาพัฒนาการร่วมด้วย ทำให้เธอค้นพบตัวเองนับแต่นั้น

“มันเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง โลกของจินตนาการที่อะไร ๆ ก็เป็นจริงได้” ครูปุ๊กเล่าด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าเธอมีความสุขมากแค่ไหน

เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร เธอไม่รอช้าที่จะเบนเข็มทิศด้วยการเริ่มประกอบอาชีพครูสอนเด็กในวัยประมาณ 2 – 3 ขวบที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่รับพวกเขามาจากอ้อมกอดของพ่อแม่ พาไปสนามเด็กเล่น พาเข้าห้องน้ำ ทานข้าว ขับถ่าย อาเจียน ชงนม ปูที่นอน

“เราไม่เคยทำมาก่อน ต้องเรียนรู้แล้วก็ทำจริงเลย แรก ๆ อยากลาออก แต่ก็บอกกับตัวเองว่า จะมาทิ้งความฝันและสิ่งที่ตัวเองหาเจอเพียงเหตุการณ์แค่นี้ไม่ได้ ลองอดทนต่อไปอีกดีกว่าไหม”

แรงฮึดทางใจพาให้กายของเธอขยับไปตามฝัน ครูปุ๊กเริ่มเลื่อนขั้นไปสอนอนุบาล 2 และ ป.1 ตามลำดับ ใน 3 ปีนั้นเธอจึงได้เรียนรู้งานแบบ Learn by Doing ได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้จากเด็กว่าแท้จริงแล้วแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการอย่างไร ทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เพียงเรียนจากตำรา

“ประสบการณ์ในวัยเด็กโดยเฉพาะช่วงปฐมวัย จะเป็นความทรงจำในระยะยาวของคนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเขายังไง พ่อแม่ ครูที่เจอในสังคมพูดคุยกับเขายังไง ถ้าเป็นความทรงจำที่ดีก็เป็นต้นทุนที่ดีให้ชีวิตเขา เมื่อนึกย้อนกลับมาเมื่อไหร่ก็แช่มชื่น แต่ถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็จะเป็นแผลในใจที่บาดลึกและไม่มีวันเลือนหาย

“แต่โดยธรรมชาติแล้ว จิตใจคนเราไม่เหมือนกัน ความแข็งแกร่งของคนเราไม่เหมือนกัน จึงต้องให้ความสำคัญกับเด็กและครอบครัว ต่อให้โรงเรียนหรือบุคลากรครูดียังไง ถ้าพ่อแม่ไม่เปลี่ยน ไม่รู้วิธีการเลี้ยงดูที่ถูกต้องจริง ๆ เด็กคนหนึ่งก็จะไม่ได้เติบโตขึ้นมางอกงามอย่างถึงที่สุด”

ความเข้าใจเหล่านี้ของครูปุ๊กล้วนมาจากการฝักใฝ่เรียนรู้พัฒนาการและจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็กอย่างไม่หยุดยั้ง ครูปุ๊กเรียนต่อด้านสุขภาพจิตเด็กในระดับปริญญาโท และยังพัฒนาความรู้จากทั้งในและต่างประเทศอยู่ตลอด ซึ่งเป็นบันไดให้เธอได้ก้าวขึ้นสู่การก่อตั้งและบริหารสถาบัน Play Academy ด้วยตัวเอง

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Don’t Just Dream. Do It.

ระหว่างพูดคุยกัน เราเห็นถึงแววตา ท่าทางแข็งนอกอ่อนใน และความมุ่งมั่นของครูปุ๊กที่พยายามจะพัฒนาการจัดการศึกษาให้ดีขึ้น เธอต้องอาศัยความเชื่ออย่างแรงกล้าและแรงกำลังของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ครูปุ๊กมองเห็นช่องโหว่และข้อจำกัดของระบบการศึกษาไทย ซึ่งทำให้เธอยิ่งมีพลังลุกขึ้นมาทำงานด้านเด็กและครอบครัว

“ค่าตอบแทนครูโรงเรียนในระบบน้อยมาก และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ๆ ทำให้คนที่มีความสามารถสูง มีอุดมการณ์ อยู่ได้ไม่นาน

“เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญมาก ๆ แล้ว อาชีพครูสำคัญพอ ๆ กับหมอ วิศวกร หรืออาชีพอื่น ๆ ที่สังคมนิยม เพราะเขารู้ว่าประเทศจะพัฒนาไปได้ เกิดจากประชากรที่มีคุณภาพ ซึ่งประชากรที่มีคุณภาพต้องเกิดจากการบ่มเพาะและการศึกษา เขาจึงต้องการคนเก่ง คนมีอุดมการณ์ มาสร้างประชากรให้มีคุณภาพ”

รากฐานของบุคลากรที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการบ่มเพาะตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยยังค่อนข้างหนักไปทางคุณครูบรรยาย เด็ก ๆ นั่งฟังและทำแบบฝึกหัด แม้จะมีกระบวนการ Learn by Doing อยู่บ้างแต่นับว่าน้อย เมื่อเทียบสัดส่วนกับการสอนแบบบรรยายขึ้นกระดาน และทำใบงาน

ครูปุ๊กเริ่มต้นด้วยการทำโรงเรียนบ่มเพาะเด็กปฐมวัยตั้งแต่ 1.9 ขวบ และขยายมาจนถึง 11 ขวบ ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือ มีหมุดหมายชัดเจนเรื่องปลุกปั้นการเรียนด้วยการเล่น ให้เด็กได้ลงมือทำผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยมีสื่อการสอนเป็นของเล่น เกมการศึกษา บอร์ดเกม และอุปกรณ์รอบตัวเพื่อเสริมพัฒนาการตามวัยและการทำงานของสมอง เธอไม่ได้เป็นเพียงนักสุขภาพจิตเด็ก แต่ยังเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมด้วย วิธีการสอนจึงออกแบบมาอย่างมีลำดับตามหัวข้อและวัตถุประสงค์ที่ครูปุ๊กคิดค้นขึ้น และเธอยังละเมียดกระทั่งสื่อที่เลือกใช้

“ทั้งหมดนี้เกิดเป็น Business Model โรงเรียนที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและทักษะชีวิตในเด็ก โดยผ่านกิจกรรม สื่อ การเล่น และการลงมือทำ”

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Play Academy

‘เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นได้ดีที่สุด’

เป็นวลีที่ใครหลายคนได้ยินผ่านหูอยู่บ่อยครั้ง แต่การจัดการศึกษาผ่านการเล่นอย่างเป็นรูปธรรมกลับหาได้ยาก Play Academy เป็นสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาผ่านการเล่นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้วิธีการเล่นแบบ Free Play เข้ามาเชื่อมโยงเรื่องราวกับเนื้อหาที่สอน เป็นการเล่นอย่างมีโครงสร้าง

ซึ่งก่อนจะเข้ามาเรียนที่นี่ เด็กแต่ละคนต้องผ่านการประเมินเดี่ยวกับครูปุ๊ก 1 ชั่วโมง แบ่งการทดสอบออกเป็น 2 แบบ แบบแรกเป็นการทดสอบตามอายุ แบบที่ 2 เรียกว่า Performance Test เป็นการลงมือหรือปฏิบัติจริง ใช้บอร์ดเกมหรือเกมการศึกษาเพื่อให้เด็กได้ทดลองทำ หลังจากนั้นจะนำผลมารวมกันแล้วรายงานคุณพ่อคุณแม่อย่างละเอียดโดยใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมง

ครูปุ๊กจะดูไปถึงพฤติกรรม อารมณ์ และสมาธิ หากเจอปัญหาก็จะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ถึงวิธีการเลี้ยงดูว่า ปัญหาคืออะไร มีทางแก้ไขยังไง วิธีทดสอบนี้นอกจากจะทำให้ผู้ปกครองเข้าใจลูกมากขึ้น ยังช่วยให้เข้าใจการเรียนด้วยการเล่นที่ Play Academy มากขึ้นด้วย

หลักสูตรของเด็กแต่ละช่วงวัยจะเป็นไปตาม Critical Period กล่าวคือ เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อวัยของเขาโดยเฉพาะ

“เริ่มจากเด็กเล็กสุดที่เรารับคือวัย 1.9 – 3.5 ขวบ เป็นหลักสูตรเน้นพัฒนาการและสร้างสมองที่มีคุณภาพ แค่ 2 วัตถุประสงค์นี้ เพราะพัฒนาการเป็นรากฐานของชีวิต ถ้าพัฒนาการไม่ดีตั้งแต่แรก อย่างอื่นก็ไปต่อยาก เราสอนเด็กวัยนี้แบบตัวต่อตัว เพราะเด็กจะพร้อมเข้าสังคมเมื่อมีอายุ 3 ขวบขึ้นไป ต่อมาเป็นหลักสูตรอนุบาล ตั้งแต่ 3.6 – 6.6 ปี เราเรียกว่า Active Brain มี 3 ระดับเหมือนบันได 3 ขั้น วัย 3.6 – 4.6 คือ Starter วัย 4.6 – 5.6 คือ Intermediate ส่วนวัย 5.6 – 6.6 เป็น Advanced แล้วก็มาถึงหลักสูตรสุดท้ายสำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ (ป.1 – ป.6) หลักสูตรนี้ชื่อว่า PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning”

Play Academy นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ใช่โรงเรียนติวเข้มเฉพาะทางสำหรับเพิ่มเกรด แต่เน้นพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งสำคัญมากในยุคนี้ อ้างอิงจาก World Economic Forum ถึงทักษะที่เด็กในศตวรรษที่ 21 ควรมี

Critical Thinking ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแบบมีวิจารณญาณ แปลไทยเป็นไทยคือคิดเป็นเหตุเป็นผล

Creativity ความคิดที่หลากหลาย

Communication การสื่อสาร ในที่นี้หมายถึงอธิบายความคิดของตัวเองได้ว่าต้องการจะสื่อสารอะไร เหนือชั้นกว่านั้นคือโน้มน้าวหรือชักจูงคนอื่นให้ร่วมมือกับเราได้

Collaboration ความร่วมมือ ทำงานเป็นทีมผสมกลมกลืนเป็น หมดยุค One-man Show ทักษะเหล่านี้นำมาใช้เป็นแกนในหลักสูตร PBL & Life Skill หรือ Problem-based Learning สำหรับเด็กอายุ 7 – 11 ขวบ

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

“การที่เด็กยุคนี้จะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ว่าต้องได้เกรดดีหรือเรียนสูง แต่เป็นเด็กที่ปรับตัวได้เร็ว ค้นหาตัวเองเจอว่าชอบอะไร ทำงานเป็นทีมได้ และรู้ว่าความสุขของตัวเองอยู่ตรงไหน ถ้าเราสร้างหรือแก้ได้ ยิ่งเด็กยิ่งเห็นผล มันเร็วและแก้ได้โดยใช้เวลาสั้น พ่อแม่ไม่เหนื่อยมากเท่ากับมาแก้ตอนโต สร้างว่ายากแล้ว ซ่อมยากกว่า”

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม้การเรียนด้วยการเล่นจะยังไม่เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย แต่ครูปุ๊กก็รับมือและแก้ปัญหาได้ดีด้วยการสื่อสารอย่างละเอียดลึกซึ้งกับผู้ปกครอง เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ความเป็น Play Academy และสถาบันนี้ก็ได้เรียนรู้ความเป็นพวกเขา

“เพราะเขาไม่เข้าใจและไม่เคยเจอ เราทำเป็นแผนภาพและโครงสร้างหลักสูตรขึ้นมา เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าแต่ละช่วงวัยมีหลักสูตรอะไร เน้นอะไร 1 หลักสูตรมี 40 ครั้ง ก็จะทำเป็นภาพออกมาเลยว่า ครั้งที่ 1 มีกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้เกมอะไร และยกตัวอย่างให้ผู้ปกครองฟังเป็นสัปดาห์ ๆ ไป เราต้องให้ความรู้แก่พ่อแม่ เพื่อให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรสำคัญ และการเรียนแบบนี้จะมีประโยชน์อย่างไรในระยะยาว

“ทุกครั้งที่เรียนเสร็จ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าฟังบรีฟว่า วันนี้เรียนอะไรไปบ้าง ครูสอนยังไง น้องทำความเข้าใจเป็นยังไง มีอารมณ์และพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นในห้องบ้าง พ่อแม่ต้องไปต่อยอดที่บ้านยังไง ต้องไปแก้อะไร เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเยอะมาก”

ส่วนของเล่น สื่อการศึกษาและบอร์ดเกมที่ใช้ ครูปุ๊กนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะ เช่น เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่เล่นบอร์ดเกมจนเป็นวัฒนธรรมในครอบครัว และเลือกใช้บอร์ดเกมที่มีวัตถุประสงค์เหมาะสมกับวัยผู้เล่น เช่น ลูกเต๋า ถ้าเป็นเกมเด็กเล็กจะมีขนาดใหญ่ จับถนัดมือ ขอบมน ให้เด็กได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเพิ่มความปลอดภัย

Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น
Play Academy สถาบันนอกระบบสำหรับเด็กเล็ก สอนทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Nobody Left Behind

Play Academy ไม่ได้ใช้การทำการตลาดยิ่งใหญ่ แต่คำบอกเล่าปากต่อปากของผู้คนถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากสถาบันแห่งนี้ ทำให้มีคนส่งลูกหลานเข้ามาเรียนกันอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

บางครอบครัว 3 คนพี่น้องเรียนที่นี่ทั้งหมด บางครอบครัวเด็กเรียนนานถึง 8 ปี เพื่อนแนะนำเพื่อนต่อจนตารางเรียนส่วนใหญ่เต็มทั้งหมด

“บางครอบครัวถึงกับเขียนพินัยกรรมไว้ว่า หากเขาเป็นอะไรไป ให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในครอบครัวพาลูกมาให้ครูปุ๊กดูทุก ๆ 3 เดือน” เราตาลุกวาวในสิ่งที่ครูปุ๊กเล่าให้ฟัง และน่าสนใจว่าเธอสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“เราไม่ได้ทำอะไรพิเศษ เราคุยกับทุก ๆ คนด้วยความจริงใจ แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เขา จะบอกว่าตำราไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่าง เรา Customize ฟังบริบทของครอบครัว เด็กบางคนเรียนจบไปแล้วหลายปี พ่อแม่มีปัญหา เราก็ยังยินดีให้ข้อมูลและคำแนะนำอย่างเต็มที่ มันเป็นความจริงใจ นักเรียนเมื่อเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของ Play Academy แล้ว Nobody Left Behind”

Play Academy รับรองคุณภาพของครูด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้คุณพ่อคุณแม่ว่า สองมือที่ประคองลูกหลานของพวกเขาอยู่นี้ ได้ผ่านการสอบทั้งอุดมการณ์ Mindset ครอบครัว และภูมิหลัง

“การเป็นครูที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และการทำงานกับครูปุ๊กก็ไม่ง่ายเพราะเป็นคนละเอียดและมาตรฐานสูง บางทีสัมภาษณ์ 20 คนไม่มีใครผ่านเลย ผู้สมัครต้องผ่านการสัมภาษณ์เบื้องต้นทางโทรศัพท์ถึงเงื่อนไขในการทำงาน เมื่อผ่านแล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการสัมภาษณ์เชิงลึก แม้แต่การถามถึงภูมิหลังของครูแต่ละคนก็ไม่ได้ต้องการตัดสินเขา แต่อยากเข้าใจว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร และคุณครูจะต้องมีต้นทุนในตัว หมายถึงการที่จะมาสอนทักษะการคิด ทักษะชีวิต เขาต้องมีเชาวน์และความคิดที่เป็นระบบพอสมควร ต้องเล่นบอร์ดเกมให้เราดูด้วย เท่านั้นไม่พอ ยังต้องดูลักษณะนิสัยการทำงานร่วมกันกับเราและทีมงาน”

ครูปุ๊กยังจัดตารางเวลาเพื่อเทรนครูก่อนสอน และมีการสอบสอนทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 15.00 น. โดยในระหว่างนั้นจะไม่รับสอนเด็ก เพื่อให้เป็น Training Session แบบ Active Learning พัฒนาความรู้ของครูให้เท่าทันโลก ขณะเดียวกันก็หารือเพื่อปรับปรุงห้องเรียนให้สนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Trick & Treat

ใช่ว่าธุรกิจที่เริ่มยืนด้วยลำแข้งของตัวเองจะไม่ประสบกับอุปสรรคใด ครูปุ๊กได้ถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อช่วยเป็นบทเรียนให้แก่ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ

“มันเป็นโมเดลระยะยาว พ่อแม่จ่ายเงินเราวันนี้ เขาต้องเรียนกับเราไปอีก 1 ปี เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการเงินและบัญชีจะต้องดี เราต้องคิดแล้วว่าเราเป็นหนี้เขาไปอีก 1 ปี จะปิดโรงเรียนไม่ได้ วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณต้องมีเงินคืนพ่อแม่ ถ้าให้มอง มันไม่เหมือนไปกินร้านอาหาร กินเสร็จจ่ายเงินจบ เราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว แต่นี่เป็นงานระยะยาว คุณต้องพร้อมจริง ๆ ที่จะบริหารจัดการและรับผิดชอบธุรกิจระยะยาว เรื่องเงินทุนไม่เท่าไหร่ หลัก ๆ เป็นเรื่องของบุคลากรที่หายากและ Business Model ซึ่งไม่ใช่โมเดลอิสระเสียทีเดียว”

ขณะนี้ ธุรกิจบนความใส่ใจได้เดินทางมาจนถึงขวบปีที่ 11 มีบุคลากรครูรวม 5 ท่าน และเด็กกว่า 200 ชีวิตภายในอาณาเขตที่อบอุ่น ครูปุ๊กเล่าว่าเธอไม่มีการโฆษณาในช่องทางออนไลน์ใด ๆ ไม่มีการลดโปรโมชันจัดหนักเอาใจลูกค้า มีเพียงตัวเธอและสถาบันที่ตั้งตระหง่านอยู่ใน The Circle Ratchapruk ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตามคำบอกเล่า

Blossom Out

แม้ Play Academy จะได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังไม่หยุดพัฒนาเพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม โดยออกแบบผลิตภัณฑ์แบรนด์ของเล่นของตัวเอง ภายใต้ The Umbrella of Play Academy

“เราผลิตหนังสือกิจกรรมที่ชื่อว่า PlayBook เป็นหนังสือกิจกรรมที่ทำออกมาสำหรับเด็กอายุ 2 – 6 ขวบ ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 เล่มและส่งขายทั่วประเทศ เป็นลักษณะหนังสือกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือทำจริง โดยมีอุปกรณ์ไปให้ด้วย ไม่ใช่แค่ลากเส้น กากบาท วงกลม ระบายสี แต่เด็กจะได้ฉีกกระดาษ โรยทราย ต่อบล็อก ติดตีนตุ๊กแกหรือสติกเกอร์

“แต่ละกิจกรรมจะไม่เหมือนกัน อย่าง Play Dough แป้งโดสูตรเฉพาะของเราเอง Non-toxic ร้อยเปอร์เซ็นต์ กำลังจะทำวางขายเช่นกัน นอกจากนี้ เราอยากทำของเล่นเสริมพัฒนาการที่ถูกต้องตามหลักพัฒนาการ เช่น ใช้วัสดุซิลิโคนแทนยาง ไม้อบอย่างดีไร้เสี้ยน วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างมีขนาดเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และไม่ใช่ของเล่นที่เจอได้ทั่ว ๆ ไป ขยายออกมาเป็นเรื่องของห้องเรียนคุณพ่อคุณแม่ เปิดอบรมพ่อแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก พูดคุยหัวข้อและปัญหาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มีทั้ง On-site และ Online”

ครูปุ๊กและสถาบัน Play Academy มองเห็นทัศนะที่กว้างไกลกว่าการเจริญเติบโตทางธุรกิจ พวกเขาคิดว่าจะให้อะไรสังคมได้มากกว่านี้ หรือช่วยพัฒนาอะไรได้มากกว่านี้

“ที่สำคัญที่สุดคือ เราสร้างทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ซึ่งในอีก 20 ปีข้างหน้า เขาจะกลายมาเป็นพลเมืองซึ่งเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม”

ภายใต้รอยยิ้มของครูปุ๊ก ล้วนประกอบร่างขึ้นจากการได้ทำในสิ่งที่รัก

“เราชอบงานนี้มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี และทุกวันนี้ก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้อ่านองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมาได้ยาวนานขนาดนี้ สุขทางใจด้วย อยู่ได้ทางธุรกิจด้วย เราทำความรักที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรม จนมีคนเชื่อมั่น ยอมรับ ไว้ใจ และอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา อยากนำลูกหลานมาฝากให้เรียนกับเรา

“การเป็นครูที่ทำงานกับพ่อแม่ด้วย ทำให้เราเห็นเด็กงอกงาม เห็นรอยยิ้มของครอบครัว เห็นความสบายใจของเขา หลายครอบครัวมาด้วยปัญหา แต่กลับไปด้วยความสุขที่มากขึ้น เขากินอิ่ม นอนหลับ และมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป”

สิ้นประโยค เสียงหัวเราะคิกคักเล็ก ๆ ตามด้วยเสียงพูดอย่างละมุนนุ่มนวลดังออกมาจากห้องข้าง ๆ คงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ความสุขของครูปุ๊กนั้นอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลจากที่นี่ ที่ Play Academy

Play Academy สถาบันพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กที่ใช้แนวคิด Learning by Doing และสอนทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเล่น

Lessons Learned

  • เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำตามความฝันอย่างไม่ลังเล
  • ความอดทนเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่พาเดินไปถึงความสำเร็จ
  • ความจริงใจ ใส่ใจ และสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญสู่ความเชื่อใจของลูกค้า
  • การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด หมั่นแก้ไขปรับปรุง ทำให้ธุรกิจพัฒนาอย่างไม่มีขีดจำกัด
  • รากฐานที่แข็งแกร่งเกิดจากความเหนียวแน่นภายในองค์กร

Writer

ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม

เด็กผู้หญิงชอบเขียนหนังสือ เกิดเดือนกุมภาพันธ์ กรุ๊ปเลือด AB อุปนิสัยร่าเริง

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load