19 พฤศจิกายน 2564
765

เมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดในวิกฤตโควิด-19 มีแอปพลิเคชันชื่อ ‘Sati App’ เปิดตัวในเวลาพอเหมาะพอดีกับบรรยากาศในสังคม

Sati App คือแอปพลิเคชันที่วางตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่เป็นใครก็ตามที่อยู่ในภาวะเครียดและต้องการหาเพื่อนพูดคุย โดยจับคู่กับอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมในการเป็นผู้ฟังมาแล้ว ซึ่งจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 นี้ 

เราต่อสายถึง อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ที่มีหลักการทำงาน 3 ข้อ คือ Care ใส่ใจผู้ป่วย Connect ช่วยเหลือด้วยความเข้าใจ และ Communicate สื่อสารและรับฟังด้วยความเข้าใจ ทั้งหมดนี้เกิดจากประสบการณ์การเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าของตัวเอง ได้พบปัญหาที่เกิดขึ้นจากมุมมองที่คนอื่นมีต่อโรคนี้ ไปจนถึงเล็งเห็นช่องว่างด้านการช่วยเหลือและการรักษาที่ยังไม่เคยเติมเต็ม

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

เริ่มต้นจากตัวเอง

จุดเริ่มต้นของ Sati App ต้องย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2015 อมรเทพพบว่าตัวเองเริ่มมีภาวะซึมเศร้า จนต้องเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์ จากใบสั่งยาไม่กี่เม็ดกลายเป็น 16 เม็ดต่อวัน และผ่านการบำบัดด้วยไฟฟ้า 

เขาเล่าว่าตอนอยู่โรงพยาบาลก็รู้สึกปลอดภัย ไม่คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว เพราะแพทย์และพยาบาลรู้ว่าต้องคุยกับเขาอย่างไร แต่พอออกจากโรงพยาบาลทีไร มักได้ยินเรื่องเดิมซ้ำๆ เช่น ‘มีคนอื่นที่แย่กว่าแกอีก’ ‘คิดบวกไว้สิ’ หรือ ‘อย่าไปคิดมาก’ ‘เรายังมีรถขับ มีข้าวกิน’

“เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เหมือนเป็นภาระคนอื่นไปหมด เราไม่สามารถใส่เสื้อแขนสั้นได้ เพราะมีรอยเต็มไปหมด ไม่สามารถเข้าสังคมได้ 

“ค.ศ. 2017 เราตัดสินใจจบชีวิตตัวเองรอบแรก เขียนจดหมายลาทุกอย่าง ทำลงไปแล้วโดนส่งเข้า ICU และโรงพยาบาลจิตเวชอีกครั้ง ออกมาคราวนี้แทนที่จะมีคนถามไถ่ กลับโดนต่อว่า ‘ฆ่าตัวตายเดี๋ยวต้องเกิดซ้ำอีกเจ็ดชาติ’ รู้ไหม ทำแบบนี้พ่อแม่จะเป็นยังไง’ ไม่มีใครถามเลยว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น”

หนึ่งปีถัดมา อาการของอมรเทพกลับมาอีกครั้ง เขาลองโทรไปที่ศูนย์ Suicide Prevention Hotline แต่ไม่มีใครรับสาย จึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเองครั้งที่สอง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป อมรเทพออกจากโรงพยาบาลพร้อมคำถามที่หนักอึ้งในใจ ว่าทำไมสังคมไทยยังไม่คุยเรื่องสุขภาพจิตกันอย่างจริงจังสักที

หากมองการรักษาโลกนี้เป็นพีระมิด จะประกอบด้วยนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และการนอนโรงพยาบาล และเขาคิดว่าฐานล่างที่สุดควรเป็นผู้รับฟัง (Peer Support) ซึ่งยังขาดในสังคมบ้านเรา

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

“ตอนแรกสร้างเพจชื่อ คุยกัน ให้เป็นพื้นที่ชวนคนมาคุยเรื่องปัญหาสุขภาพจิต แต่แค่นั้นไม่พอ อย่างตอนเรารักษา ผ่านมาแล้วทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โรงพยาบาลเอกชนแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายสูง โรงพยาบาลรัฐถูกกว่าจริง แต่ต้องเสียเวลาเป็นวันในการนัดหมายแต่ละครั้ง รอเจ็ดชั่วโมงได้เจอหมอเดี๋ยวเดียว

“แล้วกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิตเวชในสังคมไทยมีหลายระดับ แต่ละกลุ่มความเครียดที่แตกต่าง ส่วน Resource จิตแพทย์ก็มีไม่มากพอ เรามีจิตแพทย์อยู่หนึ่งคนต่อประชากรสองแสนห้าหมื่นคน มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประมาณหนึ่งคนต่อเยาวชนหนึ่งหมื่นคน แล้วจิตแพทย์ของประเทศส่วนมากก็อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณอยู่นอกเมือง อาจจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้”

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

พื้นที่ปลอดภัย

Pain Point หลักที่อมรเทพเห็นในตอนนั้นมี 2 ข้อใหญ่ๆ 

หนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

สอง สังคมยังขาด Peer Support หรือผู้ฟังเพื่อบรรเทาปัญหา ถ้ามีก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน

Sati App จึงเกิดขึ้นเพื่อมาแก้สองปัญหานี้อย่างยั่งยืน กลายเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างผู้มีปัญหา และผู้ฟังอาสาสมัครที่มีใจพร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ และที่สำคัญ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง

ใครสนใจใช้งานสามารถสมัครสร้างโปรไฟล์ได้บนแอปพลิเคชัน เลือกใช้ชื่อ Username ได้หากไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ผู้ใช้ไม่ต้องถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หากมีภาวะเศร้าซึมหรือรู้สึกตึงเครียดแล้วไม่มีที่ระบาย ก็เข้ามาใช้บริการแอปฯ นี้ได้เช่นกัน

ในส่วนของผู้ฟังอาสาสมัคร หรือ Listener หากเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอยู่แล้วให้ส่งหลักฐาน หากไม่เคยมีประสบการณ์หรือผ่านการฝึกอบรมมาก่อน ต้องเข้าอบรมตามที่เราแนะนำ และผ่านการทดสอบ 20 ข้อเพื่อให้มีความรู้ ความเอาใจใส่ และเข้าใจจิตใจอีกฝ่ายได้

“ในอนาคต เราตั้งใจจะขอโลเคชัน เช่น คุณอยู่ภาคอีสาน เราจะพยายามแมตช์ผู้ใช้กับผู้ฟังในภูมิภาคเดียวกัน เพราะอาจจะเข้าใจและใช้ภาษาเดียวกัน ถ้าผู้ใช้อยู่ภาคใต้ ก็จะได้แมตช์กับคนที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน 

“ต่อไปถ้าเรามีข้อมูลเรื่องเพศ เราก็สามารถทำ Gender Matching ได้ ผู้หญิงบางคนอาจมีปัญหาที่อยากคุยกับผู้หญิงด้วยกันแล้วจะสบายใจกว่า หรือแม้กระทั่งภาษาก็สำคัญ ประเทศเราไม่ได้มีแค่คนไทยที่พูดภาษาไทย ยังมีคนต่างชาติที่เข้ามาทำงาน หรือบางคนอยากใช้สองภาษาก็ได้เช่นกัน”

Sati App แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาที่มีความเข้าใจจริง
แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาสมัคร ที่อยากแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

Sati App ไม่ได้บรรเทาปัญหาของคนที่มีอาการซึมเศร้าหรือตึงเครียดอย่างเดียว ขณะเดียวกัน แอปฯ นี้ก็ให้ความรู้กับคนทั่วไป เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ หลายครั้งคนมักคิดว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องของความคิด แต่ทางชีววิทยาก็มีส่วนเกี่ยวข้อง

“เช่น คุณเครียดมาก การส่งสัญญาณของประสาทเคมีก็จะบกพร่องได้ หรืออย่างเรื่องเพศ ถ้าดูตามตัวเลข ผู้หญิงมีแนวโน้มจะมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายฆ่าตัวตายเยอะกว่า ความไม่สมบูรณ์ทางร่างกายก็เกี่ยว อาจทำให้เขามีความเครียดสูงกว่าคนทั่วไป สิ่งแวดล้อมก็เหมือนกัน สังคมที่อยู่เท่าเทียมแค่ไหน มีปัญหาด้านการเงินหรือเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ

“เราจึงพยายามสร้างความเข้าใจตระหนักรู้เรื่องการดูแลตัวเอง เรื่องการช่วยเหลือคนรอบข้าง ไปจนถึงแนวทางในการจัดการกับปัญหานี้ ตัวเราเองยังได้ไปพูดตามเวทีต่างๆ นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับมูลนิธิสติ (SATI Foundation) ลงพื้นที่ไปอบรมเรื่องการปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้น ให้ชุมชนเข้าใจกระบวนการช่วยเหลือคนคนหนึ่งให้ผ่านพ้นจากภาวะนั้นให้ได้”

ธุรกิจเพื่อสังคม

อมรเทพจดทะเบียนบริษัทเป็น 2 รูปแบบคือ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เเละองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit Organization) โดย Sati App เป็นอย่างหลัง เพราะความตั้งใจแรกคือการให้บริการฟรี 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วอาศัยพลังจากภาคประชาชนมาสนับสนุนให้มากที่สุด

ในส่วนของกิจการเพื่อสังคมมีอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งคือ E-learning Platform อบรมเรื่องการปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้นบนเว็บไซต์ เมื่ออบรมเสร็จ สามารถชำระเงินเพื่อรับใบประกาศนียบัตรเป็นหลักฐานได้ 

สองคือ พื้นที่ให้คนเข้าถึงจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา โดยรายได้จากส่วนนี้จะส่งกลับไปพัฒนา Sati App ให้ดำเนินการต่อไปได้เรื่อยๆ ทั้งยังเป็นประตูให้เกิดความร่วมมือและโอกาสอีกมากมาย

แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาสมัคร ที่อยากแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

“เราทำงานร่วมกับหลายองค์กร เช่น กรมสุขภาพจิต สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ คำปรึกษา และการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ซึ่งเป็นศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติของประเทศไทย ไปจนถึงบริษัท Microsoft ที่สนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชันให้เกิดขึ้นผ่านโครงการ AI for Good”

ในปีที่ผ่านมา อมรเทพยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 วิทยากรที่เวที The World Economic Forum Annual Meeting 2020 ที่เมืองดาโวส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

โลกที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบันแอปพลิเคชันมีผู้ใช้งานเกือบ 5,000 ราย และมีผู้ฟังอาสาสมัครเกือบ 300 คน สิ่งที่อมรเทพอยากเห็นต่อจากนี้คือ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาสุขภาพจิต และความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบการดูแลรักษาสุขภาพจิต

“ประเทศเราอยู่ในกลุ่มที่มีฐานรายได้ต่ำถึงปานกลาง หมายความว่าอีกสิบปีข้างหน้า เราจะเป็นกลุ่มประเทศที่เปราะบางด้านปัญหาสุขภาพจิต และไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงการรักษาได้ การที่ประชาชนไม่ได้อยู่ในภาวะที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราอยากให้คนเข้าใจถึงสิ่งนี้ จะเพิ่ม Resource ที่เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยามากขึ้นได้อย่างไร”

Sati App กำลังจะเปิดตัวที่สาธารณรัฐเช็ก โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลของที่นั่น และตั้งใจขยายธุรกิจในทวีปยุโรปต่อไป อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบ AI Machine Learning 

“ถ้าเราเอาระบบนี้มาใช้ เวลาคนเข้ามาคุยในแอปฯ ระหว่างรอผู้ฟังก็จะได้คุยกับ AI ก่อน AI จะพิจารณาว่าคนคนนั้นมีความตึงเครียดมากกว่าปกติไหม เพื่อจัดลำดับสายตามอาการ หรือถ้าผู้ใช้พูดเรื่องฆ่าตัวตายหลายครั้ง ก็ส่งเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เลย ไม่ต้องผ่านการคุยกับ Listener แล้วเราเชื่อมข้อมูลกับกลุ่มของกรมสุขภาพจิต เพื่อส่งคนไปช่วยดูแลก่อนเขาจะทำอะไรลงไป ในทางกลับกัน ถ้าผู้ใช้เริ่มพูดจารุนแรงกับ Listener ระบบนี้ก็จะช่วยดูแลอาสาสมัครของเราด้วย”

แอปพลิเคชันเชื่อมผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกับผู้ฟังอาสาสมัคร ที่อยากแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

อมรเทพทิ้งท้ายว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เป็น Wake-up Call ที่ทำให้คนตระหนักถึงปัญหานี้เพราะมีความเครียดสูงขึ้น และแม้วันนี้สังคมอาจจะยังเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตไม่มากนัก แต่มีความต้องการที่จะเข้าใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน 

นั่นเป็นเรื่องน่าชื่นใจสำหรับเขา

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ https://goodsociety.network/goodsociety/Forum_SEThailand

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2565
2.27 K

15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load