เพียงไม่กี่วันก่อนคุณจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ชื่อของ อิน-สาริน รณเกียรติ คงปรากฏขึ้นบนหน้าจอให้คุณเห็นบ่อยครั้ง ในฐานะนักแสดงนำซีรีส์วายเรื่องแรกของช่องน้อยสี ที่อาจทำให้คุ้นหน้าคุ้นตาเขามากขึ้น

บางคนอาจร้องอ๋อ ว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้แล้วตั้งแต่เขายังใส่กางเกงนักเรียนสีดำ บางคนก็อาจจำได้ ว่าอินคือบัณฑิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คนนั้น ที่โด่งดังแม้จะยังไม่ทันเข้าวงการดี 

แต่ใครจะรู้ ว่านาฬิกาชีวิตหนึ่งวันของอินไม่ได้จบลงแค่ผู้กำกับสั่งคัต

ในวงการบันเทิง เขาเป็นนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ

ในบ้าน เขาเป็นทายาทสืบทอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในทุกขณะที่เข็มนาฬิกากระดิกไหวไปมา อินกำลังเป็นสถาปนิกที่ออกแบบและดูแลโครงการของตัวเอง

เขาในลุคเสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดา เอกเขนกบนโซฟาห้องแต่งตัวรอการสนทนายามบ่าย จนเราอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชายที่ดูสบาย ๆ คนนี้เหรอ จะซ่อนความเครียดมากมายไว้ภายใต้รอยยิ้มหวาน 

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการหาคำตอบว่าเขาทำทุกบทบาทในหนึ่งวันได้ยังไง จึงกลายเป็นการตั้งคำถามว่า อิน สาริน เปลี่ยนไปอย่างไร หลังอุทิศชีวิตให้กับงาน

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-sight
ปูนเปลือย

ครอบครัวของณัฐในละคร คุณหมีปาฏิหาริย์ ค่อนข้าง Toxic ถ้าเทียบระหว่างครอบครัวของณัฐในละครกับครอบครัวของอิน มีความเหมือนหรือแตกต่างกันยังไง

มันคือคู่ตรงข้าม ครอบครัวอินไม่มีปัญหาเลย ไม่เคยทะเลาะกันเลย ไม่มีความ Toxic เลย ครอบครัวพี่ณัฐเนี่ยเป็นครอบครัวที่ขาดการพูดคุย แต่ครอบครัวของอินพูดคุยกันเยอะมาก เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ แนวทาง ปัญหาชีวิต เราคุยเรื่องพวกนี้กันบนโต๊ะกินข้าว

ครอบครัวมีส่วนปลุกปั้นให้อินเป็นอินทุกวันนี้

ใช่ 

ถ้าอย่างนั้น ตัวตนของคุณได้รับอิทธิพลมาจากใครในบ้านบ้าง

ไม่ได้จากใครเลย (หัวเราะ) เรื่องจริง อินไม่เหมือนป๊า ไม่เหมือนแม่เลย แม่เป็นสายชิลล์ แสวงหาความสุขในชีวิต ส่วนป๊ามี Work-Life Balance ดี มีความสุขในชีวิต ส่วนเราเป็นสายทำงานเหมือนกับพี่สาว แต่ไม่รู้ได้มาจากใคร ป๊าก็ยังถามว่าเอามาจากใคร

เห็นว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิก

ป๊าเป็นช่างใหญ่มาก่อน เขาทำอสังหาฯ ทำบริษัทของตัวเอง เป็นสถาปนิกเองด้วย

การมีพ่อเป็นสถาปนิก มีครอบครัวทำอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกับความคิดเรายังไงบ้าง

ส่งผลมาก ยอมรับว่าเราเลือกเรียนสถาปัตย์เพราะคิดว่าจะกลับมาต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วย ที่บ้านไม่ได้บังคับหรอก แต่เขาจะใช้วิธีหล่อหลอม เช่น ตอนเด็ก ๆ เขาจะพาเราไปประกวดระบายสีน้ำ ประกวดวาดรูป ซึ่งจริง ๆ ป๊าแอบช่วยเรามาตลอด (หัวเราะ) เราก็เลยซึมซับสิ่งนี้ เริ่มชอบ พอโตมาก็เลยเลือกทางนี้ด้วยตัวเอง

บุคลิกคุณดูเนี้ยบ เรียบร้อย ภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูสะอาด คุณเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร

อินเนี่ยนะเรียบร้อย โอมายก็อด ถ้าอินเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็ดีนะ

แล้วคุณเป็นคนยังไง

อินมองตัวเองว่าไม่เรียบร้อยเลย แล้วก็อยากเรียบร้อยมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ซึ่งเราคาแรกเตอร์ชัดมาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว พูดเร็ว 

ตอนเรียนสถาปัตย์แรก ๆ ได้เกรด 2 คุณมีวิธีแก้ไขยังไงถึงจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2

ความขยันครับ เกรด 2.7 – 2.8 ตอนนั้นถือว่าน้อยมากนะสำหรับเด็กจุฬาฯ เพราะว่าทุกคนเก่งกันมาก เรามาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่มีกิจกรรมเยอะมาก พอมาอยู่จุฬาฯ เหมือนโดนย้ายโลก เขารวมแต่คนหัวกะทิ เด็กอินเตอร์ พูดภาษาอังกฤษล้วน ปีหนึ่งปรับตัวไม่ได้เลย ฟังก็ไม่ออก แต่เพื่อนไปถึงไหนแล้ว เราค่อย ๆ ถีบตัวเองขึ้นมา 

สมัยมัธยมเราเป็นเด็กนั่งหลังห้อง ขึ้นมหาวิทยาลัยเราต้องไปนั่งหน้าสุด ไม่งั้นเรียนไม่ทันเขา เพื่อนที่คบก็ต้องขอไปคบกับแก๊งที่จะชวนเราไปอ่านหนังสือ คบเพื่อนดีพาให้ได้ดี อันนี้คือเรื่องจริง ปีสี่อินได้เกรด 3.8 ถ้าตัดเกรดแค่ปีนี้เราคงได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งไปแล้ว ขอบคุณเพื่อนทุกคนเลยที่ช่วยเรา

เพราะอะไรถึงต้องพยายามเพื่อให้จบมาด้วยเกรดดี ๆ

เราไม่ได้ต้องการเกรดดี แต่เวลาทำอะไรสักอย่างก็อยากทำให้มันได้ดี แค่นั้นเอง

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-design
ก่อร่างสร้างตึก

คุณชอบเรียนสถาปัตย์ด้วย ตั้งใจเรียนด้วย มีความฝันว่าอยากกลับมาต่อยอดธุรกิจสถาปัตย์ที่บ้านด้วย คุณหลงใหลอะไรในสถาปัตยกรรม

อินชอบออกแบบมาก (ลากเสียง) มันเหมือนการออกแบบชีวิต คนเรามีจุดมุ่งหมายว่าโตขึ้นฉันจะเป็นคนแบบนี้ การออกแบบบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างก็เหมือนกัน แล้วเราเป็นคนชอบความสวยงาม บ้านมุมนี้จะเป็นยังไง เป็นธีมไหน อย่างโครงการ Community Mall เล็ก ๆ ที่กำลังสร้างก็เป็นการใส่ตัวตนของเราลงไป

ตัวตนแบบไหน

เวลาออกแบบหรือทำอะไรก็ตาม ไม่มีงานไหนที่ไม่ขึ้นกับกลุ่มลูกค้า อินทำขนม ก็ดู Marketing ดูความต้องการของคน ทำร้านอาหาร ทำโครงการ เรามีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อ อินจะใช้ Customer Centric คือการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เซ็ต Target Group ขึ้นมาก่อน เราจะทำอะไร เพื่อขายใคร นี่คือคำถามที่หนึ่ง แล้วพอเรารู้เป้าหมาย เราก็จะรู้ว่าเขาเป็นแบบไหน อย่างโครงการนี้จะขายกลุ่ม First Jobber เป็นวัยรุ่นที่ค้นหาตัวเองเจอแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนไปตามเทรนด์ โครงการเราก็มีตัวตนชัดเจน คือยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ไม่ได้เป็นวัยรุ่นสยามที่เด็กขนาดนั้น

แต่สุดท้ายยังไงเราก็จะทิ้งจริตหรือทิ้งกลิ่นของเราเอาไว้อยู่ดี เราชอบแบบ Rustic Style คือแอบซ่อนความดิบเอาไว้

เล่าถึงโครงการ Community Mall นี้ให้ฟังหน่อย

ชื่อโครงการ OURS เป็น Eatery & Hangout ร้านอาหารเน้นพวกสตาร์ทอัพที่ไม่ได้อยู่ในห้าง แล้วก็พวก Boutique Shop ส่วน Hangout ก็เป็นหมูกระทะ ชาบู ร้าน All-Day Dining แล้วก็จะมีสวนส่วนกลางนั่งทานได้ คล้าย ๆ กับโครงการ theCOMMONS แต่อยู่ที่ถนนเจริญนครซอย 10 ตอนนี้ก่อสร้างได้ 60 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ

ในโครงการนี้คุณมีส่วนร่วมในการทำมากน้อยแค่ไหน 

อินทำตั้งแต่ดีลเทศบาล ขุดท่อระบายน้ำท่วม ถมที่ ดีลจัดซื้อ จัดทำทีม Marketing จ้างสถาปนิก จ้างแม่บ้าน จ้างยาม เซ็ตระบบ หาลูกบ้าน ทำ Presentation เราทำทุกอย่าง เพราะโครงการนี้มันคืออินเลย

เดี๋ยวเสร็จจากสัมภาษณ์นี้ก็ต้องไปไซต์งานครับ ช่วงนี้ไปทุกวัน เพราะเรายังไม่ใช่บริษัทใหญ่ เวลาต้องตัดสินใจว่าจะเอา A หรือ B เราต้องเป็นคนเข้าไปดูเอง 

เป็นครั้งแรกที่คุณทำธุรกิจเต็มตัว

ใช่ครับ ครั้งแรก เราตกใจมากที่ทำได้ แล้วก็เหนื่อยมาก เพิ่งรู้ว่าการทำอะไรอย่างหนึ่งมันเหนื่อยมากขนาดนี้ เราทำธุรกิจมาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาอินมีพาร์ตเนอร์ ร้าน Holiday Pastry ร้าน HYE แต่โครงการนี้อินดูคนเดียว ต้องทำเองหมด

ใช้สายตาแบบไหนในการทำงาน

เราต้องมีสายตาของนักวางแผน ต้องบอกว่าอินได้สิ่งนี้มาจากการเรียนสถาปัตย์ เพราะตอนเรียนมันหนักมาก เรียนเป็นเซเว่น 7 วัน 24 ชั่วโมง ทุกอย่างต้องผ่านการออกแบบ ต้องวางแผนใช้ชีวิตเลยว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ยังไง ให้งานเสร็จทัน สิ่งเหล่านี้อินติดมาใช้ในชีวิตจริง เราเลยเป็นคนวางแผนตลอดเวลา เพื่อให้มันไปข้างหน้าได้เร็วและรอบคอบมากที่สุด

In-detail
เนี้ยบแต่ดิบ

แฟนคลับมักจะบอกว่าเวลาที่พูดถึงสถาปัตย์ คุณจะเต็มไปด้วยแพสชัน สะท้อนออกมาจากดวงตาเลย

เรามีแพสชันมากครับ สถาปัตย์สำหรับเราคือศิลปะ มันสนุก เหมือนเล่นเดอะซิมส์ เราไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านในชีวิตจริงก็ได้ แต่ถ้าเราลองหลับตาว่าเราอยากมีบ้าน เดินไปเลี้ยวซ้ายเจอสิ่งนี้ มีห้องน้ำตรงนี้ ขึ้นไปชั้นสองเป็นยังไง มีความสุขจะตาย อินนั่งคิดได้เป็นชั่วโมง ๆ เรามีความสุขที่ได้ออกแบบ การเรียนสถาปัตย์ดีตรงที่ 

หนึ่ง เราฝึกความอดทนมาตั้งแต่สมัยเรียน สอง คือเราได้วิชาการออกแบบที่ไม่ใช่แค่ออกแบบบ้าน ชีวิตจริงก็เริ่มจากสถาปัตย์ ออกแบบการตลาด ออกแบบลูกค้า มันคือทุกอย่าง 

คุณกำลังหมายถึงการเรียนแบบเซเว่นน่ะเหรอ

มันเวิร์กครับ (ตอบอย่างมั่นใจ) เวิร์กกับเรา แต่ก็เหนื่อยมากนะ คือสถาปัตย์เป็นงานภาคปฏิบัติไม่ใช่งานอ่านหนังสือ แต่เวลาเราแนะนำคน เราก็บอกเสมอว่าต้องมี Work-Life Balance ที่ดี แต่อินเข้าใจว่าเราอายุ 27 เป็นวัยสร้างตัว ไม่ผิดเลยที่เราจะเหนื่อย ไม่ใช่แค่อิน เพื่อนรอบตัวก็เป็นวัยเหนื่อยหอบแฮ่ก อินทำงานมานาน เราเลยมาถึงอีกสเต็ปที่ต้องเป็น SME ที่ใหญ่มากขึ้นแล้ว 

นอกจากเรื่องธุรกิจ คุณนำการมองเห็นดีเทลของสิ่งต่าง ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันด้วยไหม

ใช้ด้วยครับ การมองภาพกว้างเป็นสิ่งสำคัญ แต่การมองเห็นจุดเล็ก ๆ ก็สำคัญ เพราะถ้าเราเก็บรายละเอียดจุดเล็ก ๆ ได้ เราจะไม่พลาด

คล้าย ๆ จะเป็น Perfectionnist นะ

อินเป็น แต่ไม่ดีนะ เพราะบางอย่างเราเป๊ะเกินไป 

เช่น

เราเป็นคนไม่ปล่อยอะไรเลย สมมติ เดินเข้าไปในครัวกลางของ Holiday Pastry ถ้ากวาดสายตามองไปจากตรงนี้ อินจับจุดได้เลยว่ามีอะไรผิดอยู่บ้างโดยทันที ไม่ต้องมีใครบอก อินก็จะรู้สึกว่า เฮ้อ (ถอนหายใจ) ทำไมหัวหน้าครัวหรือผู้จัดการถึงไม่เห็น แต่ตอนนี้เราพยายามจะมองในมุมคนอื่นว่า ใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนเรา เราต้องมีความอะลุ่มอล่วย พยายามผ่อนปรนมากขึ้น

ส่งผลอะไรกับคุณและคนรอบข้างบ้าง

เราเครียด แล้วเราก็กลายเป็นคน Toxic เพราะที่บ้านทุกคนแฮปปี้ เพื่อน ๆ พาร์ตเนอร์ทุกคนแฮปปี้ เขาก็เครียดเหมือนเราแหละ แต่เขาจัดการความเครียดได้ เขาไม่เอาความเครียดไปลงกับคนรอบข้าง แต่บางครั้งอินทำไม่ได้ ซึ่งเรารู้ตัว แล้วก็พยายามจัดการอยู่

ไม่ได้เป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่แรก

ใช่ ไม่ได้เป็น เพิ่งมาเป็นช่วงที่งานเยอะ ๆ 

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ
เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

ทำไมคุณถึงชอบทำงานขนาดนี้

(คิดนาน) อินว่าหลายปัจจัยที่หลอมตัวตนเรา อินพยายามถามตัวเองเหมือนกัน เพราะเราไม่เหมือนคนที่บ้าน แรก ๆ อาจจะเห็นความสบายมาจนเบื่อ พ่อแม่เราก็ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ ตอนเด็กเราจะรู้สึกว่าทำไมพ่อแม่ของเพื่อน ๆ มีงานทำ (หัวเราะ) พ่อแม่เราก็ทำนะแต่เป็นพวกธุรกิจส่วนตัว อีกอย่างคือก่อนเป็นดารา เราก็พอมีชื่อเสียง คนจะมองเราจากภายนอกก่อน ถ้าเกิดเราเก่งพอให้เขามองเราจากความสามารถก่อนก็คงจะดีนะ

เราไม่ได้มองว่าต้องหาเงินเพื่อใช้เอง เรามองว่าเราจะเติบโตไปเป็นคนที่เลี้ยงคนอื่นได้ยังไง เราเลยต้องรีบ อันนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ คือ โตยังไงให้เลี้ยงพ่อแม่ได้ สำหรับบ้านอินยากนะ เพราะพ่อแม่เรามีชีวิตที่ดีของเขาอยู่แล้ว เราต้องทำยังไงให้โตกว่าเขา ถ้าโตเท่าเขาเนี่ยไม่ยาก แต่ถ้าโตกว่าเนี่ยยากมาก ๆ มันเป็นเหมือน Legacy เราก็อยากทำของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

จำเป็นต้องมีอะไรบ้างถึงจะโตกว่าพ่อแม่ได้

ก็คงเป็นเรื่องของการต่อยอดแหละ ถ้าเป็นอสังหาฯ ป๊าอินก็ทำโกดัง ลานจอดรถ ห้องเย็น ของเราก็เริ่มทำ Community Mall ทำคอนโด ต่อยอดขึ้นไป Food and Beverage ก็เป็นอีกธุรกิจที่เราตั้งใจกับมันมาก เรามีร้าน Holiday Pastry กับร้านหมูกระทะที่กำลังจะเปิด Flagship Store ปีหน้าก็จะขยายสาขาเข้าห้าง 

อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนตั้งใจทำงานมาก ๆ เรื่องของกินก็ต้องให้ดีให้อร่อยที่สุด เราอยากทำของดีให้คนกิน เพราะเราเป็นนักชิม แต่ไม่ใช่นักทำ เราจึงค้นหาเชฟเก่ง ๆ จากโรงแรม จากร้านอาหารมาอยู่กับเรา การทำขนมก็เป็นเรื่องที่มาจาก Pain Point ของอินว่าเคยไปเดินเจอเค้กแมคคาเดเมีย แล้วเขาให้ถั่วน้อยมาก จนรู้สึกว่าเราต้องทำเองแล้วแหละ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของร้านอินว่า ขนมทุกอย่างจะต้องจัดหนักจัดเต็ม เป็นขนมที่ทุกคนกินแล้วแฮปปี้

คุณเริ่มทำงานหาเงินมาตั้งแต่เมื่อไร

ถ้าทำพาร์ตไทม์ หาอะไรทำ ก็ทำมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เราขายของ ไปเดินสำเพ็งเพื่อหาหินมาร้อยขาย สนุกดี เวลาอยากทำอะไรเราไม่ได้เริ่มต้นว่าเราต้องได้เงิน เราเริ่มเพราะมันน่าทำ แต่พอทำแล้วก็จริงจัง เลยมีเรื่องของ Marketing เข้ามาเกี่ยว เพื่อให้ธุรกิจนั้นโตและอยู่รอด

ถ้าให้รีแคปชีวิตตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยมาคือวุ่นวายมาก (หัวเราะ) ไม่เคยสุขสบายกับใครเขาเลย เพราะเราทำงานเยอะ เผอิญว่างานในวงการบันเทิงกับงานส่วนตัวต่างกันมาก ไม่ใช่งานใกล้ ๆ กันที่ไม่ต้องสลับความคิดเยอะ แต่เราต้องสลับจากเบื้องหน้าไปเบื้องหลัง มันเลยเหนื่อยมาก เพราะเราต้องทำให้ได้ดีทั้งคู่ 

แต่คุณก็ไม่ได้เรียนเรื่อง Marketing มาก่อน

ไม่ได้เรียน แต่เรามีเพื่อนจบ Marketing ทั้งนั้นเลย พาร์ตเนอร์เราทุกคนดีมาก เขาเรียนจบจากที่ดี ๆ เราก็ใช้วิธีขอเขา คุยกับเขา ถามเลยว่าวิธีการทำเป็นยังไง 

แล้วเขาจะได้อะไรจากคุณกลับไป

ได้มุมมองใหม่ ๆ อินว่าอินเป็นคนอ่านเกมขาดมาก อินรู้ว่าอินทำอะไรไปเพื่อใคร และทำยังไงให้ถูกจริตคนเหล่านั้น 

ทำไมคุณถึงอ่านเกมขาด

อินเป็นคนช่างสังเกต อินจะรู้ว่าถ้าเราขาย Niche ไม่ได้ขาย Mass จริตแบบไหนที่พอดีกับเขา อย่างขนมเราก็จะรู้ว่าโปรดักต์นี้ออกมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่ม Niche ทุกโปรดักต์จะมีเรื่องเล่าเยอะมาก

คุณบอกว่าเป็น Perfectionist แต่การทำธุรกิจมักเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความผิดพลาด คุณรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ไหม

ตอนนี้เรายังไม่พลาด แต่เราก็เตรียมไว้เพราะต้องมีพลาดอยู่แล้ว เราทำใจแล้วแหละ อินมองว่าเรากำลังปูพรม สมมติทำ 10 แล้วเสีย 3 อินว่าเราไม่เจ๊งนะ ถ้าจากวันนี้นับไปอีก 3 เดือนแล้วธุรกิจเป็นเลขแดง เราก็ไม่ได้มองแค่ 3 เดือนนี้ เรามองไปอีกหนึ่งปีข้างหน้าว่าเราจะโตได้อีกขนาดไหน มันคือการถัวเฉลี่ย แต่เราต้องดูเกมไว้ล่วงหน้าครับ

คุณจัดสรรเวลาชีวิตยังไง

ก็ 24 ชั่วโมง ทั้งวันครับ

แต่นั่นไม่ได้เรียกว่าจัดสรร

มันจัดสรรแล้วครับ ถ้าไม่ได้จัด เราก็ไม่มีทางทำทุกอย่างได้หรอก อีกวิธีหนึ่งคือการหาทีมดี ๆ หาพาร์ตเนอร์ดี ๆ เคล็ดลับของอินคือเราทำหลายอย่างคนเดียวไม่ไหว คนหนึ่งคนมีข้อจำกัด แต่ถ้าเราหาแขน หาขา หาสมองให้เราได้ เราก็จะสบายขึ้นครับ

ยากไหมกว่าที่คุณจะกล้าไว้ใจให้ใครสักคนเป็นพาร์ตเนอร์

เรื่องไว้ใจไม่ยากครับ เพราะเราทำงานกับคนเดือนสองเดือน ก็จะรู้สึกได้ว่าคุณได้ไปต่อรึเปล่า สิ่งที่ยากคือการจัดการเวลาให้ได้

คุณดูเหมือนคนที่มีครบ มีพร้อมทุกอย่าง ฐานะ หน้าตา ความสามารถ ยังมีอะไรที่คุณขาดไปหรือตามหาอยู่

นิสัย (ตอบทันที) เพื่อนสนิทชอบด่าเรา ว่ามึงมีครบทุกอย่างยกเว้นนิสัยดี ๆ (หัวเราะ) คือเราเป็นคนเครียดมาก ทำแต่งาน ถ้าไม่หยุดพูดเรื่องงาน งานมันก็จะไม่จบ จนเมื่อวานเราได้ยินพาร์ตเนอร์คุยเล่นกันตอนประชุม เราก็กลับไปนอนคิดที่บ้านว่า ‘ลืมไปเลยว่ามนุษย์คุยเล่นกันแบบนี้ได้ด้วย’ 

ฟังดูเหมือนตลกนะ แต่เรื่องจริงไม่ตลกเลย เราลืมไปว่าคุยจิปาถะกับพนักงานได้ ซึ่งอินไม่มี แม้แต่กับเพื่อน อาจจะเป็นเพราะเพื่อนสนิททุกคนโดนจับมาทำงานด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้

มีวิธีบริหารความสัมพันธ์กับเพื่อนไหม

เราเป็นคนมีอะไรแล้วพูดเลย เคลียร์ใจตั้งแต่วันแรก ชอบบอกชอบ ไม่ชอบบอกไม่ชอบ แต่ต้องฟัง เพราะทุกคนหวังดี

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้
อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

เคยอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรนานสุดกี่วัน

เราอยู่ไม่ได้เลยครับ เราว่าน่าจะต้องไปหาหมอเลยแหละ อินน่าจะเป็นโรคเครียด เราเป็นคนนอนบิดแขน บิดขา มือเกร็ง ดูซีรีส์ก็ไม่ได้ เพื่อนดูอาทิตย์เดียวจบ แต่เราใช้เวลา 3 – 6 เดือน ดูได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องทำงาน เพราะเรารู้สึกว่าการดูซีรีส์มันเสียเวลา เราต้องหยุดแล้วพิมพ์งานสิ

แล้วคุณมองคนที่ไม่มีความฝัน นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ยังไง

ไม่เป็นไร คุณมีความสุขไหมล่ะ ถ้ามีความสุขก็พอแล้วครับ อินก็ไม่มีใครกดดันให้ทำงาน อินแค่ชอบทำ 

In-terior
ตกแต่งภายใน

ถ้างานมีผลกระทบกับชีวิตขนาดนี้ คุณมีคิดบ้างไหมว่าจะลดธุรกิจลงสักอย่าง หรือเบาลง

เราตั้งใจจะเลิกอยู่แหละ แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่ายังเลิกไม่ได้ เพราะเป็นช่วงขาขึ้นของอิน โครงการ ร้านอาหาร ทุกอย่างจำเป็นต้องทำ ก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนนะ บางคนเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ มีพนักงาน 4 – 5 คนก็พอใจแล้ว แต่สำหรับอิน เราอยากเป็น F&B เจ้าใหญ่ ๆ หวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่เราเติบโตแบบพุ่งจรวด เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมทีม เตรียมใจให้ดี ส่วนมากเราจะหาทีมมาช่วยมากกว่าลด แต่ธุรกิจต้องเพิ่มขึ้น เราหยุดทำงานไม่ได้หรอกครับ ถ้าปีหน้าสบาย ๆ ขึ้นได้ เราก็จะปรับ

แล้วมันจะหยุดอยู่ตรงไหน

เราไม่รู้หรอกครับ แต่เราก็ต้องรอดูกันไป อีก 3 ปีมาเจอกันใหม่ อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

แบบไหนที่คุณอยากเป็น

มี 3 อย่างที่เราแพลนไว้คือ Food & Beverage อสังหาฯ การแสดง เราต้องเต็มที่ ให้ไปให้ดีทุกอย่าง ในมุม Food & Beverage คือเราต้องเป็นหนึ่งในนั้นให้ได้ภายใน 3 ปี เราต้องทันสมัย ต้องแตกต่าง ส่วนอสังหาฯ ที่บ้าน อินก็ยังใหม่มาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสถาปนิก แต่มีเรื่องการดีลกับราชการ เดินระบบไฟฟ้า น้ำประปา วิ่งนู่นนี่สารพัด เรามีตัวคนเดียวกับทีมอีกไม่กี่คน อินคิดว่าอยากทำให้ดีแล้วจะยกให้ที่บ้าน เป็น Passive Income ที่เขาจะเก็บเงินได้ต่อไป 

ส่วนการแสดง ยังไงก็เป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นแขนงเดียวในนี้ที่ไม่เครียด สบาย คนอื่นอาจจะเครียด แต่อินรู้สึกว่าเราไม่ต้องคิด ไม่ต้องบรีฟ คนอื่นเขาคิดให้เราเสร็จสรรพหมดแล้ว บทก็เขียนมาแล้ว ผู้กำกับก็มี เราก็แค่ทำตัวโล่ง ๆ และเชื่อฟังเขา 

เกี่ยวไหมที่คุณไม่ต้องสวมบทเป็นตัวเอง การแสดงจึงเป็นงานที่ไม่เครียด

เกี่ยวครับ อย่างเต้าหู้จะเป็นคนร่าเริง คิดบวก ในชั่วโมงที่เป็นเต้าหู้เราก็มีความสุขมาก เพราะต้องเชื่อในตัวละคร ซึ่งมันน่าเศร้าตรงที่เพื่อนบอกว่าเราไม่ได้อะไรจากเต้าหู้มาเลย เมื่อวานแม่ก็เพิ่งบอกแบบนี้ตอนกินข้าว เราตอบแม่ไปว่าเต้าหู้ไม่มีอยู่จริง ไม่รู้เหรอ (หัวเราะ) 

เราพยายามจะเอาความคิดบวกของเต้าหู้มา ซึ่งคิดบวกไม่ได้แปลว่าโลกสวยนะ การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องที่ดีมาก ใช้ได้กับทุกอย่าง เราจะมองทุกปัญหาเป็นเรื่องเล็กและแก้ไขได้ เต้าหู้เองก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหาให้คนอื่นเหมือนกัน

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

คุณเคยบอกไว้ว่าต้องรีแคปชีวิตตัวเองทุกปี เพราะอาชีพดาราเป็นเหมือนสินค้า ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย

อินทำขนม ขนมคือสินค้า อินทำอสังหาฯ โครงการของอินคือสินค้า อินเป็นดารา ตัวอินคือสินค้า อินกำลังขายตัวเองอยู่ เพราะฉะนั้น อินมองว่าลูกค้าเขาก็มาช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ต มีเชลฟ์ให้เลือกเยอะแยะ มีดาราให้เลือกทุกรูปแบบ แล้วทำยังไงให้เราเป็นสินค้าที่ฮิต เป็นสินค้ากลาง ๆ ที่ใคร ๆ ก็หยิบเราไปได้ มันต้องผ่านการประเมิน เราทำ SWOT Analysis ความเป็นอินเลยนะ เราดีตรงไหน ขาดอะไรบ้าง แต่ไม่เหมือนสินค้าตรงที่คนเรามีคาแรกเตอร์ ต้องทำยังไงให้พอดีกับตัวเรา ทำแล้วสบายใจ แต่ก็ตอบโจทย์คนดูด้วย ไม่ใช่ว่าทำเพื่อคนดูอย่างเดียว แต่เราไม่เป็นตัวเองเลย

คุณนำฟีดแบ็กคนอื่นมาใช้ในการสร้าง Branding ให้ตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ส่วนมากฟีดแบ็กของเราจะเป็นเชิงบวก เราต้องพยายามมองจุดดี-จุดด้อยตัวเอง การมีแต่ฟีดแบ็กดี ๆ ไม่ได้ทำให้เราเหลิง เพราะวันนี้บวก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลบ โซเชียลก็คือโซเชียล เราก็ Appreciated และขอบคุณทุกคำติชม 

หลายคนมองภาพนักแสดงในจอกับชีวิตจริงเป็นคนคนเดียวกัน อินในฐานะนักแสดง กับอิน สาริน เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนครับ ไม่เหมือนเลย เพราะแสดงไงครับ (หัวเราะ) ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่เหมือนในทีวีเลย ทุกบทบาทไม่ใช่ตัวอินเลย เวลาเราวางตัวก็ไม่ใช่ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังปลอมนะ แต่เราว่ามันเป็นหน้าที่ อย่างตอนนี้ที่เราสัมภาษณ์อยู่ เราก็ต้องทำให้ดี พอกลับถึงบ้าน เราก็ทิ้งตัว สบาย ๆ หรือพอเราเป็นคนเบื้องหลัง ก็มีนิสัยอีกแบบหนึ่ง 

ต้องพยายามทำตัวเองให้เข้าถึงง่ายขึ้น

เพราะเคยมีคนมากรอกหูว่าอินเป็นคนเข้าถึงยาก แต่อินเข้าถึงง่ายใช่ไหม (เราตอบอินกลับว่าใช่ ง่ายมาก) ถ้างั้นก็จบแล้วครับ

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

มีไม่กี่สิ่งบนโลกใบนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไทม์แมชชีน หนึ่งในนั้นคือบทเพลง

ใครเคยฟังเพลงแล้วภาพเก่าๆ เวียนวน ฉายซ้ำ คงพยักหน้าเห็นด้วย

สุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง รอยยิ้ม คราบน้ำตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบทเพลงที่เราฟังในช่วงเวลานั้นๆ และคงไม่ต่างกัน ในฐานะศิลปินคนทำเพลง พวกเขาน่าจะมีความทรงจำมากมายฝากและฝังอยู่ในท่วงทำนองของเพลงที่พวกเขาเขียน ที่พวกเขาเล่น ที่พวกเขาร้อง

โดยเฉพาะกับวงดนตรีวงหนึ่งที่มีอายุครบ 10 ปี

บ่ายวันหนึ่งที่ค่าย What the Duck เรานัดพบกับวง Musketeers อันประกอบด้วย เท็นชาครีย์ ลาภบุญเรือง นักร้องนำ, ด๋อยสรรวิช หวานสนิท มือเบส, พูภาคภูมิ นิ่มละมัย มือกีตาร์ และ บิ๊กรวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์

ไม่ว่าเราจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับวงวงนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเพลงเหล่านี้น่าจะเคยลอยผ่านหูของทุกคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ของขวัญ, อยากให้เธอลอง, ไกล, ความทรงจำ, แค่บางคำ, แค่คุณ, Dancing, ใจความสำคัญ-คุ้นๆ กันบ้างไหม

จากวงดนตรีที่รู้จักกันในวงแคบๆ สมัยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องวิ่งโร่หาสปอนเซอร์กันเองเพื่อทำซีดีหลักร้อยแผ่นออกขาย วันนี้พวกเขาเดินทางมาถึงขวบปีที่ 10 กำลังจะออกอัลบั้มที่ 3 ชื่อ Day & Night และเดือนกันยายนพวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert’

ในวาระทั้งหมดที่ว่าเราเลยอยากชวนพวกเขามาย้อนรำลึกความหลังด้วยการให้สมาชิกในวงเลือกเพลงที่ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง แล้วเพลงนั้นจะเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่อยู่ในใจเราไหม

เชิญกดปุ่มเพลย์บทเพลง แล้วอ่านย่อหน้าถัดไป

Track 1  เพลงเพลงหนึ่ง

Album: EP

“เพลงเพลงหนึ่ง เป็นเพลงแรกที่ผมเขียน อยู่ในอัลบั้ม EP ที่ปกเป็นรูปต้นไม้ เป็นเพลงที่ผมแทบไม่ต้องมานั่งจำเนื้อเลย มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ร้องเมื่อไหร่ก็ร้องได้” เท็น

ชีวิตช่วงที่เขียนเพลงนี้เป็นยังไง

เท็น: โคตรสนุก นึกถึงทีไรกลิ่นของช่วงมหาวิทยาลัยปี 3 มันจะคละคลุ้ง ช่วงนั้นเราเริ่มศึกษาชีวิตร็อกสตาร์ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน กินเหล้าอะไรกัน (หัวเราะ) เวลาไปโรงอาหารก็จะแอ็กนิดนึง พอเริ่มมีเพลง เริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเก๋า

แล้วย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไง

เท็น: โห ทุเรศมาก (หัวเราะ) แต่มันคือจุดประกายความฝันที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

พวกคุณจำวันแรกที่เจอกันได้มั้ย

บิ๊ก: จำได้ (ตอบทันที)

เท็น: จำได้ ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เจอบิ๊ก ตอนนั้นเขาประกวดดาวเดือน เขาเป็นเดือนคณะนะครับ เพราะโดนแกล้ง นั่นเลยทำให้ผมจำเขาได้ โห เดือนคณะนี้เฟี้ยวว่ะ ใช้หลักเกณฑ์อะไรคัดวะ (หัวเราะ) เขาเอาไม้กวาดมาขี่ด้วย นั่นเป็นภาพแรกที่ผมจำเขาได้

ด๋อย: ส่วนผมกับบิ๊กเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน ก็จะเล่นดนตรีด้วยกัน บิ๊กก็ไปซ้อมบ้านผมบ่อยๆ

เท็น: แล้วผมก็เป็นคนเชื่อมทุกคนเข้าหากัน

Musketeers

แล้วจำวันแรกที่เกิดวง Musketeers ได้ไหม

เท็น: ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อวง Musketeers สมาชิกเรายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ ตอนที่มาเป็นวงอย่างนี้จริงๆ จังๆ น่าจะเป็นตอนงานการกุศลงานนึงชื่อ Hunger Free Music Festival ขององค์กรการกุศลองค์กรหนึ่ง ตอนนั้นมีโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงเอง แล้วเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบเว็บไซต์กับประกอบแคมเปญ ตอนแรกเรายังใช้ชื่อ วงคำเหลา กันอยู่

พวกคุณชอบพี่หม่ำกันขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อวงเลยเหรอ

เท็น: ใช่ ชอบมาก ผมกับคุณโจ้ (มือกลองคนเก่า) ชอบดูสามช่าแล้วเอามาคุยกันที่คณะ จนกระทั่งตอนประกวด เขาประกวดกันที่สยาม แล้วมีสื่อค่อนข้างเยอะ เราก็คุยกันว่าถ้าใช้ชื่อ วงคำเหลา สักวันหนึ่งอาจจะโดนพี่หม่ำฟ้อง แล้วตอนนั้น บิ๊ก เขากลับจากอเมริกาพอดี เขาซื้อช็อกโกแลตมาอันนึง ชื่อ Musketeers เขาบอกว่า เฮ้ย ช็อกโกแลตนี้ชื่อเพราะ ความหมายดี เหมาะกับพวกเรานะ ก็เลยใช้ชื่อนั้น

ถ้าบิ๊กซื้อ คิทแคท มาไม่ชื่อวงคิทแคทเลยเหรอ

เท็น: ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ)

Musketeers

Track 2  รออยู่ที่เดิม

Album: EP

ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักเรา เพลง รออยู่ที่เดิม เป็นเพลงแรกๆ ที่หลายคนชอบ แฟนคลับเรารุ่นแรกๆ เขาติดตามเราจากเพลงนี้ จำได้ว่าเราเอาไปลง My Space แล้วก็มีคนใน มช. เข้ามาฟัง เพลงมันหวานซึ้งเหมาะกับเชียงใหม่ ชิลล์ๆ เย็นๆ ช่วงนั้นเชียงใหม่อากาศหนาวมาก ไม่เหมือนสมัยนี้
“อัลบั้ม EP เราอาศัยประสบการณ์ในการทำงานคณะ อย่างการหาสปอนเซอร์ ผมก็ไปคุยกับหลายๆ ร้าน ไปโม้ว่าผมจะทำแผ่น แล้วเขาออกเงินให้เราทำหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท ทุกวันนี้ร้านที่เราเคยไปขอสปอนเซอร์เขาภูมิใจในตัวเรามากนะครับ เราก็ยังพูดคุยกัน เป็นพี่น้องกันอยู่” เท็น
“ถ้าจำไม่ผิด พี่บอล Scrubb กับ พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ที่ทำ Believe Records เขาเข้ามาฟังด้วย” บิ๊ก

ตอนนั้นมีคุยกันเล่นๆ มั้ยว่าวงเราจะไปถึงไหน

เท็น: ก็มีคุยกันนะตอนที่พวกเราทำอัลบั้มแรก พออัลบั้มแรกเสร็จเราก็ดีใจว่าเรามีอัลบั้มแล้ว เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นศิลปินอยู่ในค่าย จะมีอัลบั้มออกมา จะมีเพลงเปิดในวิทยุ จะได้ไปทัวร์สื่อต่างๆ เราก็คิดกันว่า เฮ้ย มีอัลบั้มแล้วเว่ย เดี๋ยวอีกหน่อยเราจะต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะ จะต้องไปทัวร์ต่างประเทศ มันเป็นความฝันของวัยรุ่นช่วงนั้น เราก็ยังอายุน้อยกันอยู่ มันกึ่งๆ ระหว่างเอาจริงกับเอามัน เหมือนโม้น่ะครับ กินข้าวกันก็โม้กัน

Musketeers

หลังจากเจอพี่บอล พี่ฟั่น พวกคุณก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับ Believe Records คุณจำวันแรกที่เห็นซีดีตัวเองเสร็จเป็นแผ่นได้มั้ย

ด๋อย: อยากจะเหมาให้หมด ตอนแรกอยากจะขอค่ายสัก 50 แผ่นแต่ไม่ได้ เพราะเขาต้องเอาไปขาย อยากจะขอให้พ่อให้แม่ให้ญาติ อยากจะเอาไปใส่กรอบ อยากจะเอาไปไว้ในรถ

บิ๊ก: คือเราไม่คิดว่าเราจะมีแผ่นจริงๆ เป็นของเราเอง เราเคยแต่เดินไปซื้อตามแผงเทป เคยตามศิลปินรุ่นพี่หลายๆ คน วันนี้สิ่งที่เราสร้างมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เท็น: ผมเหมาเลย เอาไปแจกคนที่มีพระคุณกับผม ผมซื้อประมาณสามสิบสี่สิบแผ่นได้ แล้วผมก็เซ็นทุกแผ่น เอาไปให้พระที่ผมเคารพที่เลี้ยงดูผมมา เอาไปให้พ่อแม่ ไปให้ญาติพี่น้อง ตระเวนแจก เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พี่ป้าน้าอาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ มันคือสิ่งนี้แหละ เพราะผมจบกฎหมายมา คุณตาจะถามเสมอว่าจบมาทำไมไม่ทำราชการ มาเล่นดนตรีอะไร เขาคิดว่าเราเล่นผับกลางคืน พอมันกลายเป็นซีดี เราก็บอกว่าที่เราทำคือไอ้นี่นะ ลองฟังดู

พู: อย่างผม ทางบ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน เติบโตมาในครอบครัวราชการ เขาก็จะมองว่า โหย ทำราชการดีกว่า แต่เราก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เราไม่ได้ต่อต้านเขา เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น แค่เราเลือกทางนี้ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น เขาไม่ได้ต้องการเห็นเราเป็นเศรษฐีอะไรหรอก เขาแค่อยากเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ มีครอบครัวได้ ไม่ลำบาก ซึ่งทุกวันนี้เขาคงเห็นแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ได้ก็โอเค

Track 3  ของขวัญ

Album: Left Right and Something

“น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิด เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้จักในหมู่กว้าง ถือว่าเปิดโลกของเราก็ว่าได้ จากศิลปินที่ต้องเสียเงินค่ารถไปเล่นตามงานอีเวนต์ทำให้เราเริ่มมีรายได้ เริ่มมีทัวร์ที่เราต้องเล่นต่อหน้าคนที่ซื้อบัตรมาดู ต่อความคาดหวังต่อแฟนเพลงที่อยากมาดูเรา
“พอเพลงของขวัญดังปุ๊บเรามีงานเต็มไปหมด เราทัวร์เยอะมากจนบ้านช่องไม่ได้กลับ ไปจังหวัดไหนก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จังหวัดนั้น กางเกงในอะไรซื้อใหม่หมด” เท็น
“ช่วงเพลง ของขวัญ ดังสายกีตาร์ผมจะใหม่มาก เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีเงินเปลี่ยนสายกีตาร์” บิ๊ก

เพลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงไหม

เท็น: ใช่ครับ จากที่ต้มมาม่ากินเราก็กินบะหมี่แล้ว (หัวเราะ) ช่วงนั้นจำได้ว่าผมนั่งคุยกับคุณแหลม (นักร้องนำวง 25 Hours) นั่งกินมาม่ากันแล้วก็คุยกันว่า “เฮ้ย ชีวิตพี่ตูน บอดี้แสลม ต้องมานั่งต้มมาม่ากินแบบพวกเราเปล่าวะ” ก็นั่งวิเคราะห์กัน “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า” ผมยังจำโมเมนต์ตอนนั้นได้เลย

Musketeers

Track 4  Dancing

Album: Uprising

“เพลงนี้เป็นตัวจุดประกายความสนุกสนานในตัวพวกเรา หลายคนจำ เพลง ของขวัญ จำเพลง ไกล จำ รออยู่ที่เดิม รู้สึกว่าวงนี้มันชิลล์ เพลงรัก เนิบๆ แต่ Dancing มันทำให้คนบอกว่า เฮ้ย แม่งมัน เฟี้ยวฟ้าว มันพิสูจน์ตัวเราเองว่าเราก็เป็นคนสนุกสนานเหมือนกันนะ” เท็น

ช่วงสองอัลบั้มแรกพวกคุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างมั้ย

เท็น: มันก็มีช่วงที่ยากลำบากนะ ตอนระหว่างอัลบั้มแรกกับอัลบั้ัมสอง ถ้าใครติดตามจะรู้ว่าตอนนั้นผมไม่สบาย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อุดรธานีเสร็จผมลงจากเวทีแล้วพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง พยายามจะสื่อสารกับเพื่อนแต่พูดไม่ออก กลับมาโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ไปส่องกล้อง พบว่าเส้นเสียงบวมมาก มีอาการกรดไหลย้อนด้วย อาการหนัก ความจริงต้องพัก แต่ตอนนั้นเรายังมีงานที่ต้องทัวร์อยู่ ผมก็ฝืนตัวเองอยู่พักนึง จนเหมือนเป็นการทำลาย เลยต้องพักจริงๆ ช่วงนั้นพูดไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เขาให้อยู่เงียบๆ มันทรมานนะครับ เพื่อนก็ต้องหยุดรับงาน ช่วงนั้นมีปัญหาเยอะ เครียด เราไม่เคยเกิดมาพูดไม่ได้ ทุกอย่างมันเฟล กลายเป็นว่าจากปัญหาสุขภาพกายกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่อยากร้องเพลงแล้ว ไม่กล้าร้อง กลัวร้องแล้วจะไม่ดี

ตอนนั้นวงมีคุยกันไหมว่าจะเอายังไงกันต่อ

พู: ก็ต้องหยุด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนจะมาทำเพลง

เท็น: จริงๆ ผมก็เคยพูดกับเพื่อนนะครับว่าร้องเพลงไม่ได้ว่ะ หานักร้องใหม่กันไปเลย ผมไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย คือเราเคยร้องเพลงได้ดีมาก เคยมีพลังเยอะมากๆ แต่กลายเป็นว่าวันนึงปัญหาสุขภาพมันบั่นทอนสุขภาพร่างกายเรา แล้วจิตใจเราคิดว่ามันเคยขึ้นไปถึงจุดที่เคยร้องได้ว้ากได้มาก่อน แล้วทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ หงุดหงิดตัวเอง เครียด ก็บอกให้เพื่อนหาคนใหม่

แล้วเพื่อนๆ ว่าไง ทำไมไม่หาคนใหม่

เท็น: เราก็คุยกับที่ค่าย ค่ายก็บอกว่า มาขนาดนี้แล้ว ยอมอดทนหน่อย ก็เหมือนกับเราเป็นเอกลักษณ์ของวงด้วย เราทำเพลงอะไรด้วยกัน ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นวงอื่น คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ เราก็เลยสู้

Musketeers

Musketeers

Track 5  อยากให้เธอลอง

Album: Uprising

เป็นเพลงที่ให้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดนด่า มีดราม่า และก็เป็นผลงานที่ทำให้เราดังมาก ติดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต Intensive Watch เขาวัดมาว่าถูกเล่นบ่อยสุดในประเทศ เป็นเพลงที่เป็นทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคม เพลงนี้มีอะไรให้เราจำค่อนข้างเยอะ” เท็น

วงอยู่มาจนครบ 10 ปีแล้ว ในความรู้สึก 10 ปี ผ่านไปเร็วหรือช้า

ด๋อย: รู้สึกว่ามันเร็วนะ มันเหมือนกับว่าเราเพิ่งจบมหาวิทยาลัย ผมยังรู้สึกว่าเราเพิ่งงานเฟรชชี่เมื่อไม่นานนี้

พู: มันแล้วแต่คนนะ แต่ว่าด้วยความที่ผมจำเหตุการณ์ได้ค่อนข้างเยอะ แต่ละปีมันจะมีเรื่องราวของมัน ผมเลยรู้สึกว่า 10 ปีมันก็ไม่เร็วไม่ช้า ถือเป็น 10 ปีที่ดี

บิ๊ก: ผมรู้สึกว่าเร็ว เราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นศิลปินเมื่อไหร่เลย ตอนที่เริ่มต้นวงก็ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะเป็นศิลปินเต็มตัว อยู่ดีๆ ก็ได้ทำเพลง สักพักก็มีทัวร์ สักพักก็จะมีคอนเสิร์ต 10 ปี ตอนเขาบอกว่าวงเราครบ 10 ปีผมยังไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันเร็วเหมือนกัน

เท็น: ใช่ เรามารู้ว่า 10 ปีตอนที่ค่ายเขาบอก (หัวเราะ)

เพราะจำนวนปีไม่สำคัญหรือเปล่า ในวงถึงไม่มีใครรู้

เท็น: จริงๆ ผมรู้สึกว่าการทำงานถ้าเราสนุกกับมัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาคิดว่า เฮ้ย 10 ปีแล้วนะ นี่ปีที่ 11 12 13 แล้วเราจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราจะโฟกัสที่อัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มที่ 3 ถึงมารู้ว่ามันกี่ปีแล้ว มันไวจัง

Musketeers

Track 6  ปล่อยไว้อย่างนั้น

Album: Day & Night

ความจริงอัลบั้มใหม่ที่จะวางแผงวันที่ 9 กันยายนนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าสนใจมากๆ แต่เราเลือก ปล่อยไว้อย่างนั้น มาโปรโมตเป็นซิงเกิลแรกเพราะว่าความรู้สึกในการทำเพลงนี้มันเหมือนอัลบั้มแรกของเรา มันมีความเป็น Musketeers ยุคแรกๆ อยู่ ทั้งความคิด ซาวนด์กีตาร์ รวมถึงวิธีคิดเมโลดี้ เนื้อร้อง มันชวนให้คิดถึงอัลบั้มแรก” เท็น

คุณไม่ได้ออกอัลบั้มมา 5 ปี การกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งมีความสำคัญกับพวกคุณเป็นพิเศษไหม

เท็น: มันสำคัญตรงที่ว่าทำให้เรากลับมากระตือรือร้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มที่สองประสบความสำเร็จเราก็ทัวร์เยอะ ทัวร์มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอัลบั้มเมื่อไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงใหม่ๆ เลย อัลบั้มนี้เหมือนกับเราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พิสูจน์ว่าเราไปต่อได้ ว่าเราคือศิลปินที่ทำเพลงได้ดี ไม่ใช่ฟลุก อัลบั้มนี้เป็นตัวจุดประกาย ถึงแม้อัลบั้ม 3 อาจจะไม่สำเร็จ เราก็ทำอัลบั้มที่ 4 ที่ 5 สิ ยังมีสมอง เรายังทำได้นี่

และเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเราด้วย ซึ่งความคาดหวังมันไม่เหมือนกับเราเล่นตามผับหรือเล่นตามงานเฟสติวัล เพราะคนที่มาเขาตั้งใจมาดูเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะให้กับคนดูก็สำคัญ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราวางตารางซ้อมกันนานมาก เดือนสิงหาคมแทบทั้งเดือนเป็นตารางซ้อมหมดเลย และไม่ใช่แค่เราแสดงบนเวทีแล้ว แต่เราต้องมานั่งคิดร่วมกับโชว์ไดเรกเตอร์ วางแผนกันว่าจะเล่นยังไง ทั้งกับแขกรับเชิญด้วย รวมถึงแสง สี เสียง

บิ๊ก: คอนเสิร์ตนี้น่าจะสำคัญทั้งกับเราและกับแฟนเพลง มันเหมือนมีตติ้งครบรอบ 10 ปี เพราะว่ามีแฟนเพลงหลายคนที่ตามเรามาตั้งแต่แรกๆ หรือบางคนที่ตามตอนอัลบั้มที่หนึ่งที่สอง เขาก็ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ของเรา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะมีหลายเพลงที่เขาไม่เคยได้ฟังสดๆ อย่าง รออยู่ที่เดิม แฟนเพลงไม่เคยฟังเล่นสดแน่นอน

คอนเสิร์ตนี้มันช่วยตอกย้ำความเชื่ออะไรบ้างมั้ย

เท็น: มันตอกย้ำว่าเรายังเป็นวงดนตรีอยู่ ยังเป็น Musketeers อยู่ ยังเล่นเพลงของเราเองอยู่ ยังมีคนที่อยากจะฟังเพลงของเราอยู่ ไม่ใช่เขามาดื่มเหล้าสนุกกันแล้วก็ฟังเพลงแค่เป็นองค์ประกอบเฉยๆ ถ้ามันสำเร็จ มีคนชอบ มีคนอยากมาดูกัน มันก็เป็นอีกหนึ่งประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไป ต้องมีวงต่อไป

ถึงวันนี้เคยย้อนมองมั้ยว่าวง Musketeers ให้อะไรกับพวกคุณบ้าง

เท็น: สำหรับผมมันเป็นทุกอย่างนะ อย่างเมื่อก่อนไปไหนเราก็เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปอยู่กลุ่มไหนก็ตามมันทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนในสังคม มันให้โอกาสเราได้รู้จักคนที่ตอนเด็กเราไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับเขา เรามาไกลมากเกินกว่าที่เราคิดไว้

บิ๊ก: มนุษย์ส่วนใหญ่มีความฝันใช่ไหม ผมว่าผมอยู่กับ Musketeers มันเติมเต็มความฝันทุกอย่างของผม ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนชอบฟังเพลง ทุกครั้งที่เห็นคนที่อยู่บนเวทีเขาดูมีความสุข เราอยากไปยืนอยู่จุดนั้น เราอยากเป็นศิลปินตั้งแต่นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ดีๆ เราก็เดินทางมาอยู่จุดนี้ นาทีที่เรามีอัลบั้ม ได้ขึ้นคอนเสิร์ต มันเหมือนกับความฝัน

ด๋อย: ผมว่ามันพาผมไปหลายๆ ที่ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกจากบ้าน เพื่อนชวนไปผับผมก็ไม่ค่อยไป แต่พอทำอาชีพนี้ทำให้ผมได้เปิดโลกตัวเอง ได้ไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เราอยากท่องเที่ยวไปเลย เปิดโลกทัศน์เรามาก

พู: มันให้ประสบการณ์ คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่คิดว่าจะเจอกับชีวิตตัวเองก็ได้เจอ เมื่อก่อนเราเห็นศิลปินใหญ่ๆ แล้วคิดว่าถ้าเป็นแบบเขามันต้องดีมากๆ แน่ๆ เลย เหมือนกับเวลาจะไปที่ไหนที่หนึ่ง เวลาอยู่ในรูปมันสวยมากเลย แต่พอไปถึงแล้วมันก็สวยนะ แต่การที่เรานั่งฝันมันสวยกว่า เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่มันจะสวยงามได้เราบาดเจ็บมาก่อน แต่การได้มาถึงมันก็ดีนะ”

What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert

วันที่ 9 กันยายน เวลา 18.00 – 22.30 น. ที่ Voice Space

ซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2262-3838

Facebook: Musketeers

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load