เพียงไม่กี่วันก่อนคุณจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ชื่อของ อิน-สาริน รณเกียรติ คงปรากฏขึ้นบนหน้าจอให้คุณเห็นบ่อยครั้ง ในฐานะนักแสดงนำซีรีส์วายเรื่องแรกของช่องน้อยสี ที่อาจทำให้คุ้นหน้าคุ้นตาเขามากขึ้น

บางคนอาจร้องอ๋อ ว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้แล้วตั้งแต่เขายังใส่กางเกงนักเรียนสีดำ บางคนก็อาจจำได้ ว่าอินคือบัณฑิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คนนั้น ที่โด่งดังแม้จะยังไม่ทันเข้าวงการดี 

แต่ใครจะรู้ ว่านาฬิกาชีวิตหนึ่งวันของอินไม่ได้จบลงแค่ผู้กำกับสั่งคัต

ในวงการบันเทิง เขาเป็นนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ

ในบ้าน เขาเป็นทายาทสืบทอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในทุกขณะที่เข็มนาฬิกากระดิกไหวไปมา อินกำลังเป็นสถาปนิกที่ออกแบบและดูแลโครงการของตัวเอง

เขาในลุคเสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดา เอกเขนกบนโซฟาห้องแต่งตัวรอการสนทนายามบ่าย จนเราอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชายที่ดูสบาย ๆ คนนี้เหรอ จะซ่อนความเครียดมากมายไว้ภายใต้รอยยิ้มหวาน 

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการหาคำตอบว่าเขาทำทุกบทบาทในหนึ่งวันได้ยังไง จึงกลายเป็นการตั้งคำถามว่า อิน สาริน เปลี่ยนไปอย่างไร หลังอุทิศชีวิตให้กับงาน

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-sight
ปูนเปลือย

ครอบครัวของณัฐในละคร คุณหมีปาฏิหาริย์ ค่อนข้าง Toxic ถ้าเทียบระหว่างครอบครัวของณัฐในละครกับครอบครัวของอิน มีความเหมือนหรือแตกต่างกันยังไง

มันคือคู่ตรงข้าม ครอบครัวอินไม่มีปัญหาเลย ไม่เคยทะเลาะกันเลย ไม่มีความ Toxic เลย ครอบครัวพี่ณัฐเนี่ยเป็นครอบครัวที่ขาดการพูดคุย แต่ครอบครัวของอินพูดคุยกันเยอะมาก เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ แนวทาง ปัญหาชีวิต เราคุยเรื่องพวกนี้กันบนโต๊ะกินข้าว

ครอบครัวมีส่วนปลุกปั้นให้อินเป็นอินทุกวันนี้

ใช่ 

ถ้าอย่างนั้น ตัวตนของคุณได้รับอิทธิพลมาจากใครในบ้านบ้าง

ไม่ได้จากใครเลย (หัวเราะ) เรื่องจริง อินไม่เหมือนป๊า ไม่เหมือนแม่เลย แม่เป็นสายชิลล์ แสวงหาความสุขในชีวิต ส่วนป๊ามี Work-Life Balance ดี มีความสุขในชีวิต ส่วนเราเป็นสายทำงานเหมือนกับพี่สาว แต่ไม่รู้ได้มาจากใคร ป๊าก็ยังถามว่าเอามาจากใคร

เห็นว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิก

ป๊าเป็นช่างใหญ่มาก่อน เขาทำอสังหาฯ ทำบริษัทของตัวเอง เป็นสถาปนิกเองด้วย

การมีพ่อเป็นสถาปนิก มีครอบครัวทำอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกับความคิดเรายังไงบ้าง

ส่งผลมาก ยอมรับว่าเราเลือกเรียนสถาปัตย์เพราะคิดว่าจะกลับมาต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วย ที่บ้านไม่ได้บังคับหรอก แต่เขาจะใช้วิธีหล่อหลอม เช่น ตอนเด็ก ๆ เขาจะพาเราไปประกวดระบายสีน้ำ ประกวดวาดรูป ซึ่งจริง ๆ ป๊าแอบช่วยเรามาตลอด (หัวเราะ) เราก็เลยซึมซับสิ่งนี้ เริ่มชอบ พอโตมาก็เลยเลือกทางนี้ด้วยตัวเอง

บุคลิกคุณดูเนี้ยบ เรียบร้อย ภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูสะอาด คุณเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร

อินเนี่ยนะเรียบร้อย โอมายก็อด ถ้าอินเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็ดีนะ

แล้วคุณเป็นคนยังไง

อินมองตัวเองว่าไม่เรียบร้อยเลย แล้วก็อยากเรียบร้อยมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ซึ่งเราคาแรกเตอร์ชัดมาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว พูดเร็ว 

ตอนเรียนสถาปัตย์แรก ๆ ได้เกรด 2 คุณมีวิธีแก้ไขยังไงถึงจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2

ความขยันครับ เกรด 2.7 – 2.8 ตอนนั้นถือว่าน้อยมากนะสำหรับเด็กจุฬาฯ เพราะว่าทุกคนเก่งกันมาก เรามาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่มีกิจกรรมเยอะมาก พอมาอยู่จุฬาฯ เหมือนโดนย้ายโลก เขารวมแต่คนหัวกะทิ เด็กอินเตอร์ พูดภาษาอังกฤษล้วน ปีหนึ่งปรับตัวไม่ได้เลย ฟังก็ไม่ออก แต่เพื่อนไปถึงไหนแล้ว เราค่อย ๆ ถีบตัวเองขึ้นมา 

สมัยมัธยมเราเป็นเด็กนั่งหลังห้อง ขึ้นมหาวิทยาลัยเราต้องไปนั่งหน้าสุด ไม่งั้นเรียนไม่ทันเขา เพื่อนที่คบก็ต้องขอไปคบกับแก๊งที่จะชวนเราไปอ่านหนังสือ คบเพื่อนดีพาให้ได้ดี อันนี้คือเรื่องจริง ปีสี่อินได้เกรด 3.8 ถ้าตัดเกรดแค่ปีนี้เราคงได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งไปแล้ว ขอบคุณเพื่อนทุกคนเลยที่ช่วยเรา

เพราะอะไรถึงต้องพยายามเพื่อให้จบมาด้วยเกรดดี ๆ

เราไม่ได้ต้องการเกรดดี แต่เวลาทำอะไรสักอย่างก็อยากทำให้มันได้ดี แค่นั้นเอง

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-design
ก่อร่างสร้างตึก

คุณชอบเรียนสถาปัตย์ด้วย ตั้งใจเรียนด้วย มีความฝันว่าอยากกลับมาต่อยอดธุรกิจสถาปัตย์ที่บ้านด้วย คุณหลงใหลอะไรในสถาปัตยกรรม

อินชอบออกแบบมาก (ลากเสียง) มันเหมือนการออกแบบชีวิต คนเรามีจุดมุ่งหมายว่าโตขึ้นฉันจะเป็นคนแบบนี้ การออกแบบบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างก็เหมือนกัน แล้วเราเป็นคนชอบความสวยงาม บ้านมุมนี้จะเป็นยังไง เป็นธีมไหน อย่างโครงการ Community Mall เล็ก ๆ ที่กำลังสร้างก็เป็นการใส่ตัวตนของเราลงไป

ตัวตนแบบไหน

เวลาออกแบบหรือทำอะไรก็ตาม ไม่มีงานไหนที่ไม่ขึ้นกับกลุ่มลูกค้า อินทำขนม ก็ดู Marketing ดูความต้องการของคน ทำร้านอาหาร ทำโครงการ เรามีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อ อินจะใช้ Customer Centric คือการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เซ็ต Target Group ขึ้นมาก่อน เราจะทำอะไร เพื่อขายใคร นี่คือคำถามที่หนึ่ง แล้วพอเรารู้เป้าหมาย เราก็จะรู้ว่าเขาเป็นแบบไหน อย่างโครงการนี้จะขายกลุ่ม First Jobber เป็นวัยรุ่นที่ค้นหาตัวเองเจอแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนไปตามเทรนด์ โครงการเราก็มีตัวตนชัดเจน คือยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ไม่ได้เป็นวัยรุ่นสยามที่เด็กขนาดนั้น

แต่สุดท้ายยังไงเราก็จะทิ้งจริตหรือทิ้งกลิ่นของเราเอาไว้อยู่ดี เราชอบแบบ Rustic Style คือแอบซ่อนความดิบเอาไว้

เล่าถึงโครงการ Community Mall นี้ให้ฟังหน่อย

ชื่อโครงการ OURS เป็น Eatery & Hangout ร้านอาหารเน้นพวกสตาร์ทอัพที่ไม่ได้อยู่ในห้าง แล้วก็พวก Boutique Shop ส่วน Hangout ก็เป็นหมูกระทะ ชาบู ร้าน All-Day Dining แล้วก็จะมีสวนส่วนกลางนั่งทานได้ คล้าย ๆ กับโครงการ theCOMMONS แต่อยู่ที่ถนนเจริญนครซอย 10 ตอนนี้ก่อสร้างได้ 60 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ

ในโครงการนี้คุณมีส่วนร่วมในการทำมากน้อยแค่ไหน 

อินทำตั้งแต่ดีลเทศบาล ขุดท่อระบายน้ำท่วม ถมที่ ดีลจัดซื้อ จัดทำทีม Marketing จ้างสถาปนิก จ้างแม่บ้าน จ้างยาม เซ็ตระบบ หาลูกบ้าน ทำ Presentation เราทำทุกอย่าง เพราะโครงการนี้มันคืออินเลย

เดี๋ยวเสร็จจากสัมภาษณ์นี้ก็ต้องไปไซต์งานครับ ช่วงนี้ไปทุกวัน เพราะเรายังไม่ใช่บริษัทใหญ่ เวลาต้องตัดสินใจว่าจะเอา A หรือ B เราต้องเป็นคนเข้าไปดูเอง 

เป็นครั้งแรกที่คุณทำธุรกิจเต็มตัว

ใช่ครับ ครั้งแรก เราตกใจมากที่ทำได้ แล้วก็เหนื่อยมาก เพิ่งรู้ว่าการทำอะไรอย่างหนึ่งมันเหนื่อยมากขนาดนี้ เราทำธุรกิจมาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาอินมีพาร์ตเนอร์ ร้าน Holiday Pastry ร้าน HYE แต่โครงการนี้อินดูคนเดียว ต้องทำเองหมด

ใช้สายตาแบบไหนในการทำงาน

เราต้องมีสายตาของนักวางแผน ต้องบอกว่าอินได้สิ่งนี้มาจากการเรียนสถาปัตย์ เพราะตอนเรียนมันหนักมาก เรียนเป็นเซเว่น 7 วัน 24 ชั่วโมง ทุกอย่างต้องผ่านการออกแบบ ต้องวางแผนใช้ชีวิตเลยว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ยังไง ให้งานเสร็จทัน สิ่งเหล่านี้อินติดมาใช้ในชีวิตจริง เราเลยเป็นคนวางแผนตลอดเวลา เพื่อให้มันไปข้างหน้าได้เร็วและรอบคอบมากที่สุด

In-detail
เนี้ยบแต่ดิบ

แฟนคลับมักจะบอกว่าเวลาที่พูดถึงสถาปัตย์ คุณจะเต็มไปด้วยแพสชัน สะท้อนออกมาจากดวงตาเลย

เรามีแพสชันมากครับ สถาปัตย์สำหรับเราคือศิลปะ มันสนุก เหมือนเล่นเดอะซิมส์ เราไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านในชีวิตจริงก็ได้ แต่ถ้าเราลองหลับตาว่าเราอยากมีบ้าน เดินไปเลี้ยวซ้ายเจอสิ่งนี้ มีห้องน้ำตรงนี้ ขึ้นไปชั้นสองเป็นยังไง มีความสุขจะตาย อินนั่งคิดได้เป็นชั่วโมง ๆ เรามีความสุขที่ได้ออกแบบ การเรียนสถาปัตย์ดีตรงที่ 

หนึ่ง เราฝึกความอดทนมาตั้งแต่สมัยเรียน สอง คือเราได้วิชาการออกแบบที่ไม่ใช่แค่ออกแบบบ้าน ชีวิตจริงก็เริ่มจากสถาปัตย์ ออกแบบการตลาด ออกแบบลูกค้า มันคือทุกอย่าง 

คุณกำลังหมายถึงการเรียนแบบเซเว่นน่ะเหรอ

มันเวิร์กครับ (ตอบอย่างมั่นใจ) เวิร์กกับเรา แต่ก็เหนื่อยมากนะ คือสถาปัตย์เป็นงานภาคปฏิบัติไม่ใช่งานอ่านหนังสือ แต่เวลาเราแนะนำคน เราก็บอกเสมอว่าต้องมี Work-Life Balance ที่ดี แต่อินเข้าใจว่าเราอายุ 27 เป็นวัยสร้างตัว ไม่ผิดเลยที่เราจะเหนื่อย ไม่ใช่แค่อิน เพื่อนรอบตัวก็เป็นวัยเหนื่อยหอบแฮ่ก อินทำงานมานาน เราเลยมาถึงอีกสเต็ปที่ต้องเป็น SME ที่ใหญ่มากขึ้นแล้ว 

นอกจากเรื่องธุรกิจ คุณนำการมองเห็นดีเทลของสิ่งต่าง ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันด้วยไหม

ใช้ด้วยครับ การมองภาพกว้างเป็นสิ่งสำคัญ แต่การมองเห็นจุดเล็ก ๆ ก็สำคัญ เพราะถ้าเราเก็บรายละเอียดจุดเล็ก ๆ ได้ เราจะไม่พลาด

คล้าย ๆ จะเป็น Perfectionnist นะ

อินเป็น แต่ไม่ดีนะ เพราะบางอย่างเราเป๊ะเกินไป 

เช่น

เราเป็นคนไม่ปล่อยอะไรเลย สมมติ เดินเข้าไปในครัวกลางของ Holiday Pastry ถ้ากวาดสายตามองไปจากตรงนี้ อินจับจุดได้เลยว่ามีอะไรผิดอยู่บ้างโดยทันที ไม่ต้องมีใครบอก อินก็จะรู้สึกว่า เฮ้อ (ถอนหายใจ) ทำไมหัวหน้าครัวหรือผู้จัดการถึงไม่เห็น แต่ตอนนี้เราพยายามจะมองในมุมคนอื่นว่า ใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนเรา เราต้องมีความอะลุ่มอล่วย พยายามผ่อนปรนมากขึ้น

ส่งผลอะไรกับคุณและคนรอบข้างบ้าง

เราเครียด แล้วเราก็กลายเป็นคน Toxic เพราะที่บ้านทุกคนแฮปปี้ เพื่อน ๆ พาร์ตเนอร์ทุกคนแฮปปี้ เขาก็เครียดเหมือนเราแหละ แต่เขาจัดการความเครียดได้ เขาไม่เอาความเครียดไปลงกับคนรอบข้าง แต่บางครั้งอินทำไม่ได้ ซึ่งเรารู้ตัว แล้วก็พยายามจัดการอยู่

ไม่ได้เป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่แรก

ใช่ ไม่ได้เป็น เพิ่งมาเป็นช่วงที่งานเยอะ ๆ 

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ
เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

ทำไมคุณถึงชอบทำงานขนาดนี้

(คิดนาน) อินว่าหลายปัจจัยที่หลอมตัวตนเรา อินพยายามถามตัวเองเหมือนกัน เพราะเราไม่เหมือนคนที่บ้าน แรก ๆ อาจจะเห็นความสบายมาจนเบื่อ พ่อแม่เราก็ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ ตอนเด็กเราจะรู้สึกว่าทำไมพ่อแม่ของเพื่อน ๆ มีงานทำ (หัวเราะ) พ่อแม่เราก็ทำนะแต่เป็นพวกธุรกิจส่วนตัว อีกอย่างคือก่อนเป็นดารา เราก็พอมีชื่อเสียง คนจะมองเราจากภายนอกก่อน ถ้าเกิดเราเก่งพอให้เขามองเราจากความสามารถก่อนก็คงจะดีนะ

เราไม่ได้มองว่าต้องหาเงินเพื่อใช้เอง เรามองว่าเราจะเติบโตไปเป็นคนที่เลี้ยงคนอื่นได้ยังไง เราเลยต้องรีบ อันนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ คือ โตยังไงให้เลี้ยงพ่อแม่ได้ สำหรับบ้านอินยากนะ เพราะพ่อแม่เรามีชีวิตที่ดีของเขาอยู่แล้ว เราต้องทำยังไงให้โตกว่าเขา ถ้าโตเท่าเขาเนี่ยไม่ยาก แต่ถ้าโตกว่าเนี่ยยากมาก ๆ มันเป็นเหมือน Legacy เราก็อยากทำของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

จำเป็นต้องมีอะไรบ้างถึงจะโตกว่าพ่อแม่ได้

ก็คงเป็นเรื่องของการต่อยอดแหละ ถ้าเป็นอสังหาฯ ป๊าอินก็ทำโกดัง ลานจอดรถ ห้องเย็น ของเราก็เริ่มทำ Community Mall ทำคอนโด ต่อยอดขึ้นไป Food and Beverage ก็เป็นอีกธุรกิจที่เราตั้งใจกับมันมาก เรามีร้าน Holiday Pastry กับร้านหมูกระทะที่กำลังจะเปิด Flagship Store ปีหน้าก็จะขยายสาขาเข้าห้าง 

อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนตั้งใจทำงานมาก ๆ เรื่องของกินก็ต้องให้ดีให้อร่อยที่สุด เราอยากทำของดีให้คนกิน เพราะเราเป็นนักชิม แต่ไม่ใช่นักทำ เราจึงค้นหาเชฟเก่ง ๆ จากโรงแรม จากร้านอาหารมาอยู่กับเรา การทำขนมก็เป็นเรื่องที่มาจาก Pain Point ของอินว่าเคยไปเดินเจอเค้กแมคคาเดเมีย แล้วเขาให้ถั่วน้อยมาก จนรู้สึกว่าเราต้องทำเองแล้วแหละ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของร้านอินว่า ขนมทุกอย่างจะต้องจัดหนักจัดเต็ม เป็นขนมที่ทุกคนกินแล้วแฮปปี้

คุณเริ่มทำงานหาเงินมาตั้งแต่เมื่อไร

ถ้าทำพาร์ตไทม์ หาอะไรทำ ก็ทำมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เราขายของ ไปเดินสำเพ็งเพื่อหาหินมาร้อยขาย สนุกดี เวลาอยากทำอะไรเราไม่ได้เริ่มต้นว่าเราต้องได้เงิน เราเริ่มเพราะมันน่าทำ แต่พอทำแล้วก็จริงจัง เลยมีเรื่องของ Marketing เข้ามาเกี่ยว เพื่อให้ธุรกิจนั้นโตและอยู่รอด

ถ้าให้รีแคปชีวิตตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยมาคือวุ่นวายมาก (หัวเราะ) ไม่เคยสุขสบายกับใครเขาเลย เพราะเราทำงานเยอะ เผอิญว่างานในวงการบันเทิงกับงานส่วนตัวต่างกันมาก ไม่ใช่งานใกล้ ๆ กันที่ไม่ต้องสลับความคิดเยอะ แต่เราต้องสลับจากเบื้องหน้าไปเบื้องหลัง มันเลยเหนื่อยมาก เพราะเราต้องทำให้ได้ดีทั้งคู่ 

แต่คุณก็ไม่ได้เรียนเรื่อง Marketing มาก่อน

ไม่ได้เรียน แต่เรามีเพื่อนจบ Marketing ทั้งนั้นเลย พาร์ตเนอร์เราทุกคนดีมาก เขาเรียนจบจากที่ดี ๆ เราก็ใช้วิธีขอเขา คุยกับเขา ถามเลยว่าวิธีการทำเป็นยังไง 

แล้วเขาจะได้อะไรจากคุณกลับไป

ได้มุมมองใหม่ ๆ อินว่าอินเป็นคนอ่านเกมขาดมาก อินรู้ว่าอินทำอะไรไปเพื่อใคร และทำยังไงให้ถูกจริตคนเหล่านั้น 

ทำไมคุณถึงอ่านเกมขาด

อินเป็นคนช่างสังเกต อินจะรู้ว่าถ้าเราขาย Niche ไม่ได้ขาย Mass จริตแบบไหนที่พอดีกับเขา อย่างขนมเราก็จะรู้ว่าโปรดักต์นี้ออกมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่ม Niche ทุกโปรดักต์จะมีเรื่องเล่าเยอะมาก

คุณบอกว่าเป็น Perfectionist แต่การทำธุรกิจมักเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความผิดพลาด คุณรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ไหม

ตอนนี้เรายังไม่พลาด แต่เราก็เตรียมไว้เพราะต้องมีพลาดอยู่แล้ว เราทำใจแล้วแหละ อินมองว่าเรากำลังปูพรม สมมติทำ 10 แล้วเสีย 3 อินว่าเราไม่เจ๊งนะ ถ้าจากวันนี้นับไปอีก 3 เดือนแล้วธุรกิจเป็นเลขแดง เราก็ไม่ได้มองแค่ 3 เดือนนี้ เรามองไปอีกหนึ่งปีข้างหน้าว่าเราจะโตได้อีกขนาดไหน มันคือการถัวเฉลี่ย แต่เราต้องดูเกมไว้ล่วงหน้าครับ

คุณจัดสรรเวลาชีวิตยังไง

ก็ 24 ชั่วโมง ทั้งวันครับ

แต่นั่นไม่ได้เรียกว่าจัดสรร

มันจัดสรรแล้วครับ ถ้าไม่ได้จัด เราก็ไม่มีทางทำทุกอย่างได้หรอก อีกวิธีหนึ่งคือการหาทีมดี ๆ หาพาร์ตเนอร์ดี ๆ เคล็ดลับของอินคือเราทำหลายอย่างคนเดียวไม่ไหว คนหนึ่งคนมีข้อจำกัด แต่ถ้าเราหาแขน หาขา หาสมองให้เราได้ เราก็จะสบายขึ้นครับ

ยากไหมกว่าที่คุณจะกล้าไว้ใจให้ใครสักคนเป็นพาร์ตเนอร์

เรื่องไว้ใจไม่ยากครับ เพราะเราทำงานกับคนเดือนสองเดือน ก็จะรู้สึกได้ว่าคุณได้ไปต่อรึเปล่า สิ่งที่ยากคือการจัดการเวลาให้ได้

คุณดูเหมือนคนที่มีครบ มีพร้อมทุกอย่าง ฐานะ หน้าตา ความสามารถ ยังมีอะไรที่คุณขาดไปหรือตามหาอยู่

นิสัย (ตอบทันที) เพื่อนสนิทชอบด่าเรา ว่ามึงมีครบทุกอย่างยกเว้นนิสัยดี ๆ (หัวเราะ) คือเราเป็นคนเครียดมาก ทำแต่งาน ถ้าไม่หยุดพูดเรื่องงาน งานมันก็จะไม่จบ จนเมื่อวานเราได้ยินพาร์ตเนอร์คุยเล่นกันตอนประชุม เราก็กลับไปนอนคิดที่บ้านว่า ‘ลืมไปเลยว่ามนุษย์คุยเล่นกันแบบนี้ได้ด้วย’ 

ฟังดูเหมือนตลกนะ แต่เรื่องจริงไม่ตลกเลย เราลืมไปว่าคุยจิปาถะกับพนักงานได้ ซึ่งอินไม่มี แม้แต่กับเพื่อน อาจจะเป็นเพราะเพื่อนสนิททุกคนโดนจับมาทำงานด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้

มีวิธีบริหารความสัมพันธ์กับเพื่อนไหม

เราเป็นคนมีอะไรแล้วพูดเลย เคลียร์ใจตั้งแต่วันแรก ชอบบอกชอบ ไม่ชอบบอกไม่ชอบ แต่ต้องฟัง เพราะทุกคนหวังดี

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้
อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

เคยอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรนานสุดกี่วัน

เราอยู่ไม่ได้เลยครับ เราว่าน่าจะต้องไปหาหมอเลยแหละ อินน่าจะเป็นโรคเครียด เราเป็นคนนอนบิดแขน บิดขา มือเกร็ง ดูซีรีส์ก็ไม่ได้ เพื่อนดูอาทิตย์เดียวจบ แต่เราใช้เวลา 3 – 6 เดือน ดูได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องทำงาน เพราะเรารู้สึกว่าการดูซีรีส์มันเสียเวลา เราต้องหยุดแล้วพิมพ์งานสิ

แล้วคุณมองคนที่ไม่มีความฝัน นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ยังไง

ไม่เป็นไร คุณมีความสุขไหมล่ะ ถ้ามีความสุขก็พอแล้วครับ อินก็ไม่มีใครกดดันให้ทำงาน อินแค่ชอบทำ 

In-terior
ตกแต่งภายใน

ถ้างานมีผลกระทบกับชีวิตขนาดนี้ คุณมีคิดบ้างไหมว่าจะลดธุรกิจลงสักอย่าง หรือเบาลง

เราตั้งใจจะเลิกอยู่แหละ แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่ายังเลิกไม่ได้ เพราะเป็นช่วงขาขึ้นของอิน โครงการ ร้านอาหาร ทุกอย่างจำเป็นต้องทำ ก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนนะ บางคนเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ มีพนักงาน 4 – 5 คนก็พอใจแล้ว แต่สำหรับอิน เราอยากเป็น F&B เจ้าใหญ่ ๆ หวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่เราเติบโตแบบพุ่งจรวด เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมทีม เตรียมใจให้ดี ส่วนมากเราจะหาทีมมาช่วยมากกว่าลด แต่ธุรกิจต้องเพิ่มขึ้น เราหยุดทำงานไม่ได้หรอกครับ ถ้าปีหน้าสบาย ๆ ขึ้นได้ เราก็จะปรับ

แล้วมันจะหยุดอยู่ตรงไหน

เราไม่รู้หรอกครับ แต่เราก็ต้องรอดูกันไป อีก 3 ปีมาเจอกันใหม่ อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

แบบไหนที่คุณอยากเป็น

มี 3 อย่างที่เราแพลนไว้คือ Food & Beverage อสังหาฯ การแสดง เราต้องเต็มที่ ให้ไปให้ดีทุกอย่าง ในมุม Food & Beverage คือเราต้องเป็นหนึ่งในนั้นให้ได้ภายใน 3 ปี เราต้องทันสมัย ต้องแตกต่าง ส่วนอสังหาฯ ที่บ้าน อินก็ยังใหม่มาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสถาปนิก แต่มีเรื่องการดีลกับราชการ เดินระบบไฟฟ้า น้ำประปา วิ่งนู่นนี่สารพัด เรามีตัวคนเดียวกับทีมอีกไม่กี่คน อินคิดว่าอยากทำให้ดีแล้วจะยกให้ที่บ้าน เป็น Passive Income ที่เขาจะเก็บเงินได้ต่อไป 

ส่วนการแสดง ยังไงก็เป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นแขนงเดียวในนี้ที่ไม่เครียด สบาย คนอื่นอาจจะเครียด แต่อินรู้สึกว่าเราไม่ต้องคิด ไม่ต้องบรีฟ คนอื่นเขาคิดให้เราเสร็จสรรพหมดแล้ว บทก็เขียนมาแล้ว ผู้กำกับก็มี เราก็แค่ทำตัวโล่ง ๆ และเชื่อฟังเขา 

เกี่ยวไหมที่คุณไม่ต้องสวมบทเป็นตัวเอง การแสดงจึงเป็นงานที่ไม่เครียด

เกี่ยวครับ อย่างเต้าหู้จะเป็นคนร่าเริง คิดบวก ในชั่วโมงที่เป็นเต้าหู้เราก็มีความสุขมาก เพราะต้องเชื่อในตัวละคร ซึ่งมันน่าเศร้าตรงที่เพื่อนบอกว่าเราไม่ได้อะไรจากเต้าหู้มาเลย เมื่อวานแม่ก็เพิ่งบอกแบบนี้ตอนกินข้าว เราตอบแม่ไปว่าเต้าหู้ไม่มีอยู่จริง ไม่รู้เหรอ (หัวเราะ) 

เราพยายามจะเอาความคิดบวกของเต้าหู้มา ซึ่งคิดบวกไม่ได้แปลว่าโลกสวยนะ การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องที่ดีมาก ใช้ได้กับทุกอย่าง เราจะมองทุกปัญหาเป็นเรื่องเล็กและแก้ไขได้ เต้าหู้เองก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหาให้คนอื่นเหมือนกัน

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

คุณเคยบอกไว้ว่าต้องรีแคปชีวิตตัวเองทุกปี เพราะอาชีพดาราเป็นเหมือนสินค้า ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย

อินทำขนม ขนมคือสินค้า อินทำอสังหาฯ โครงการของอินคือสินค้า อินเป็นดารา ตัวอินคือสินค้า อินกำลังขายตัวเองอยู่ เพราะฉะนั้น อินมองว่าลูกค้าเขาก็มาช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ต มีเชลฟ์ให้เลือกเยอะแยะ มีดาราให้เลือกทุกรูปแบบ แล้วทำยังไงให้เราเป็นสินค้าที่ฮิต เป็นสินค้ากลาง ๆ ที่ใคร ๆ ก็หยิบเราไปได้ มันต้องผ่านการประเมิน เราทำ SWOT Analysis ความเป็นอินเลยนะ เราดีตรงไหน ขาดอะไรบ้าง แต่ไม่เหมือนสินค้าตรงที่คนเรามีคาแรกเตอร์ ต้องทำยังไงให้พอดีกับตัวเรา ทำแล้วสบายใจ แต่ก็ตอบโจทย์คนดูด้วย ไม่ใช่ว่าทำเพื่อคนดูอย่างเดียว แต่เราไม่เป็นตัวเองเลย

คุณนำฟีดแบ็กคนอื่นมาใช้ในการสร้าง Branding ให้ตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ส่วนมากฟีดแบ็กของเราจะเป็นเชิงบวก เราต้องพยายามมองจุดดี-จุดด้อยตัวเอง การมีแต่ฟีดแบ็กดี ๆ ไม่ได้ทำให้เราเหลิง เพราะวันนี้บวก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลบ โซเชียลก็คือโซเชียล เราก็ Appreciated และขอบคุณทุกคำติชม 

หลายคนมองภาพนักแสดงในจอกับชีวิตจริงเป็นคนคนเดียวกัน อินในฐานะนักแสดง กับอิน สาริน เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนครับ ไม่เหมือนเลย เพราะแสดงไงครับ (หัวเราะ) ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่เหมือนในทีวีเลย ทุกบทบาทไม่ใช่ตัวอินเลย เวลาเราวางตัวก็ไม่ใช่ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังปลอมนะ แต่เราว่ามันเป็นหน้าที่ อย่างตอนนี้ที่เราสัมภาษณ์อยู่ เราก็ต้องทำให้ดี พอกลับถึงบ้าน เราก็ทิ้งตัว สบาย ๆ หรือพอเราเป็นคนเบื้องหลัง ก็มีนิสัยอีกแบบหนึ่ง 

ต้องพยายามทำตัวเองให้เข้าถึงง่ายขึ้น

เพราะเคยมีคนมากรอกหูว่าอินเป็นคนเข้าถึงยาก แต่อินเข้าถึงง่ายใช่ไหม (เราตอบอินกลับว่าใช่ ง่ายมาก) ถ้างั้นก็จบแล้วครับ

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load