“พี่ชอบกินกาแฟกันไหมคะ”

มนุษย์ในเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง มัดผมลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ยื่นหน้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

เธอคือ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม หรือ sarah salola นักร้องเดบิวต์ใหม่วัย 21 ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในช่วงปีที่ผ่านมา จากเพลงฮิตของตัวเองอย่าง นะครับ (ได้ไหม) และล่าสุด จากเพลงที่คัฟเวอร์ร่วมกันกับ DoubleBam และ JIXGO อย่าง โต๊ะริม ซึ่งนอกจากเสียงเพราะ ๆ และฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ไม่ธรรมดาแล้ว ลุคที่ก้ำกึ่งว่าจะ Masculine หรือจะ Feminine ของเธอ ก็เป็นเสน่ห์ร้ายแรงสำหรับใครหลายคน

เราผู้เคยเห็นเธอแค่ในจอโทรศัพท์ ยอมรับว่าจังหวะนี้ออกจะแปลกใจกับบุคลิกตัวเป็น ๆ ที่ดูธรรมดาสามัญ ติดไปทางดุ๊กดิ๊กขี้เล่นของเธอ นึกว่าจะนิ่ง ๆ กว่านี้ซะอีก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

เราไม่ใช่คอกาแฟ อย่างมากก็สั่งแค่ลาเต้เย็นหวานน้อยพอให้รู้สึกว่าตื่นมาใช้ชีวิตได้ แต่ช่างภาพสาวที่มาด้วยกันดูเหมือนจะมาทางเดียวกับซาร่าห์ซึ่งเป็นบาริสต้าเก่า ซ้ำยังเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เธอเคยเรียนด้วย เธอจึงชวนช่างภาพของเราคุยได้ลื่นไหลราวกับรู้จักกันมาก่อน

“เขินอะ” ซาร่าห์ยิ้มออกตัว เมื่อเราบอกว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ (จริง ๆ) แล้วนะ

เธอมองว่าตัวเองเป็นใคร มีความหวัง ความฝันอะไรในชีวิตบ้าง ณ ห้องจิบกาแฟของสตูดิโอค่าย marr วันนี้ เด็กเชียงใหม่อย่างซาร่าห์จะมาเปิดตัวตนในแง่มุมที่ลึกกว่าเดิม กับคอลัมน์ Talk of The Cloud

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ความฝัน (อันเร่าร้อน!)

ก่อนอื่น แนะนำตัวให้ฟังกันสักนิด

ได้ค่ะ (ทำท่ากระตือรือร้น) สวัสดีค่ะ sarah salola นะคะ ตอนนี้เป็นศิลปินภายใต้สังกัดค่าย marr ค่ะ

อยู่ค่าย marr มานานหรือยัง

ถ้านับจากตอนเดบิวต์ก็ประมาณ 8 เดือนค่ะ

ถือว่าเป็นที่รู้จักแล้วเนอะ เห็นตลอดเลย

ก็นิดหนึ่งค่ะ นิดหนึ่ง (ยิ้ม)

ขอย้อนอดีตหน่อย ก่อนที่จะเป็นซาร่าห์คนนี้ คุณเคยเป็นเด็กยังไงมาก่อน

เป็นเด็กดื้อค่ะ (หัวเราะ) พูดเล่นค่ะ ไม่ดื้อก็ได้ อยู่เชียงใหม่ก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เรียน เล่นดนตรี ทำกิจกรรม แต่ไลฟ์สไตล์เราก็จะเป็นชาวเหนือ ช้า ๆ หน่อย

ที่เขาบอกกันว่าชาวเหนือช้านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม

เรื่องจริงค่ะ! คือเหมือนทุกอย่างมันจะสโลว์ อย่างตอนนี้เราคุยกันอยู่ใช่ไหมคะ ถ้ากลับไปอยู่เชียงใหม่ก็คือ… มองหน้าก่อนแล้วค่อยพูด (ทุกคนขำ) จริง ๆ ค่ะ จริง ๆ มันเรื่อย ๆ มาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

คุณเริ่มสนใจการร้องเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้าสนใจแบบจริงจังประมาณ ม.ปลาย ค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ร้องบ้าง เพราะที่บ้านคุณพ่อชอบร้องคาราโอเกะ

ปกติคุณพ่อร้องแนวไหน

อู้หู ร้อง Bodyslam, Big Ass อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ ซึ่งร่าห์ก็มีดนตรีร็อกในหัวใจเพราะซึมซับจากพ่อ ส่วนแม่จะเป็น หญิง ธิติกานต์ แล้วร่าห์ร้องได้ด้วยนะ ก็ร้องให้เขาฟัง (หัวเราะ) ได้มาหมดเลย ลูกทุ่งก็ชอบเหมือนกัน ร้องได้นิดหน่อย ร่าห์ชอบทุกแนวจริง ๆ

แต่คุณพ่อไม่ได้เป็นนักดนตรี

ไม่ได้เป็น ที่บ้านไม่ได้มีใครเป็นนักดนตรีเลย แต่ว่าชอบร้องเพลงเฉย ๆ มีร่าห์นี่แหละที่กระโดดออกมา

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ว่าคุณมีพ่อเป็นไอดอล แต่ได้ยินว่าจริง ๆ แล้วคุณพ่อไม่ได้สนับสนุนให้เป็นนักร้องใช่ไหม

ใช่ ทุกอย่างที่เราชอบ ร่าห์น่าจะซึมซับมาจากพ่อนี่แหละ เพราะพ่อชอบร้องเพลง เราก็เลยชอบร้องตาม ซึ่งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบ เพิ่งรู้ตัวตอนมัธยมปลาย แต่เหมือนกับว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มันเป็นงานอดิเรก เขาไม่ได้เข้าใจเส้นทางวัยรุ่นอันเร่าร้อนของเรา (ทำท่าวัยรุ่นอันเร่าร้อน) ความคิดมันคนละแบบอะค่ะ ผู้ใหญ่เขามีแนวคิดอีกแบบหนึ่ง เขาเป็นห่วงแหละ

ตอน ม.ปลาย เราเริ่มแต่งเพลง นะครับ (ได้ไหม) แล้ว แล้วก็ทำยูทูบเป็นของตัวเอง แต่พอเขารู้ว่าเราชอบดนตรี เขาก็จะเข้ามาควบคุมให้มันเป็นไปในแบบที่เขาต้องการ ต้องอัดแบบนี้นะ นั่งท่านี้นะ เราไม่ชอบถูกควบคุมอยู่แล้ว เราก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เหมือนว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็ต้องทำตาม เพราะเขาเป็นพ่อเป็นแม่เรา

แต่ยิ่งมันเป็นเรื่องดนตรี มันมีอารมณ์ มีศิลปะ มีทุกอย่างเกี่ยวกับจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง พอเขาเข้ามาควบคุมในแบบที่เราไม่ต้องการ เราก็ไม่ไหวแล้ว พอ 19 ก็เลยออกไปใช้ชีวิต

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ออกไปใช้ชีวิตคือ?

ออกไปจากบ้าน (หัวเราะ) ตอน 19 มหาลัยปี 1 ค่ะ แต่ยังอยู่ในเชียงใหม่นะคะ

เขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าเราทำเพราะอะไร เมื่อเขาไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แค่ความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน ก็เลยต้องแยกกันอยู่ ซึ่งในเมื่อร่าห์เลือกจะออกมาอยู่เอง ก็ต้องอยู่ให้ได้ หาประสบการณ์ หาเงินเองด้วย ช่วงแรก ๆ มีไม่ไหวบ้างด้วยความที่เราเป็นเด็ก เราก็ต้องขอจากเขามาก่อน พอหลัง ๆ ก็เริ่มใหม่

สิ่งที่เราทำในตอนนั้นคืออะไร

เขาชอบพูดว่าไม่ให้เราไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ห้ามทำงานหนัก พอออกจากบ้านมา ร่าห์ก็ไปเป็นในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น (หัวเราะ)

ร่าห์ทำงานดนตรีกลางคืนค่ะ ร้องเพลงทุกวัน ร้านไหนติดต่อมาเอาหมด ให้มีเงินประทังชีพตัวเองได้ในแต่ละเดือน แล้วก็เริ่มไปสมัครพาร์ตไทม์ร้านกาแฟ ซึ่งอันนี้แหละที่เปลี่ยนความคิดไปพอสมควร ออกจากบ้านมามันก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่เราต้องอยู่ให้ได้

พอได้ออกมาเล่นดนตรีสมใจอยากแล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นเราทำ 3 เดือนติดต่อกัน เล่นทุกวัน ทุกคืน จากที่รู้สึกว่า หูย ดีนะที่พ่อแม่ไม่เชื่อว่าเราทำได้ เราก็ทำได้นี่ แต่มาวันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างนี้แล้วต่อไปจะยังไงต่อ เราต้องวนลูปเดิมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหรอ

อยู่ดี ๆ แพสชันเรื่องดนตรีหรือความรู้สึกอยากเขียนเพลงเมื่อก่อนมันก็หายไป กลายเป็นว่าเราไปโฟกัสว่าต้องทำงาน ก็แค่ต้องร้องไป ไม่มีความรู้สึก

เป็นเพราะว่าเราทำเยอะเกินไปเหรอ

ใช่ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำทำไม คือให้ร่าห์ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ เล่นกีตาร์ตัวเดิม มันก็จำเจ เลยมานั่งทบทวนตัวเอง

เราลองเล่นดนตรีน้อยลง มาหาประสบการณ์เรื่องกาแฟแทน กลายเป็นว่าพอเราออกห่าง มีสเปซมากขึ้น แล้วเริ่มเห็นมวลแพสชันของคนอื่น ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อ้าว เขาก็ร้องเพลงกลางคืนเหมือนเรา แต่ทำไมเวลาร้องเพลงเขาดูมีความสุขมาก ๆ ทำไมเราไม่รู้สึกแบบนั้น เลยไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่ ๆ พวกนี้

พอเริ่มพูดคุย แพสชันก็กลับมาพร้อมกับความอยากเติบโตขึ้นทางด้านดนตรี เราอยากมีทักษะมากขึ้น เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราไม่เก่ง ต้องมีคนอื่นนำ แล้วเราก็อยากเติบโตด้านความคิดและการทำงานด้วย เลยปรึกษากับบอสใหญ่ที่ร้านกาแฟและอีกหลาย ๆ คน จนเริ่มคิดว่าต้องมีจุดเปลี่ยนแล้วแหละ อยู่แบบนี้ไม่ไหว

คงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่กลับไปทำเพลงก็ต้องไปเรียนอะไรเพิ่ม หรืออีกหนึ่งความคิดก็คือค่ายเพลง ที่พ่อกับแม่ไม่อยากให้เข้า (ยิ้ม) เราอยากทำงานเป็นทีม ต้องยอมรับว่าเราหาตัวเองไม่เจอ เราต้องไปเพื่อค้นหา ไม่ได้ไปเพื่อสำเร็จ

คิดว่าการเข้าค่ายเพลงมันช่วยค้นหาตัวเองเหรอ

ช่วยค่ะ ช่วยมาก ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่ แล้วก็ค้นพบเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย น่าแปลกใจมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ไกลบ้าน (กว่าเดิม)

แล้วเป็นไงมาไงคุณถึงเข้ามาสังกัดค่ายได้

พอนึกถึงค่ายปุ๊บ พอดิบพอดีว่า พี่ลูมู-ธนัญญา วัฒนกรการุณย์ มาสเกาต์ เขาเห็นเพลง นะครับ (ได้ไหม) ไม่เห็นหน้าร่าห์ด้วย เราไม่ได้ถ่ายหน้าลง ติสต์เกิ๊น (หัวเราะ) เราลงเป็น Audio แบบวงเล็บ Acoustic Version พอเห็นเพลงนั้น เขาก็ตามไปดูในไอจี ซึ่งก็มีรูปเราอยู่บ้าง

เขาบอกเราไหมว่าเขาเห็นอะไรในเพลง นะครับ (ได้ไหม)

เท่าที่ถาม เขาบอกว่ามันคือเพลงเพลงหนึ่งที่มีคุณภาพ ณ ช่วงเวลานั้น ณ อายุนั้น ร่าห์อายุ 19 แล้วก็ทำเพลงนั้น มันสุด ๆ ของเด็กคนนั้นแล้ว (หัวเราะ) เขาน่าจะสนใจอยากคุยด้วย แล้วพอมาคุยกับพี่ลูมู และ พี่พัด-วรภัทร วงศ์สุคนธ์ กับ พี่ปาล์ม-ปวีร์ ปรีชาวีรกุล จากวง MEAN เราไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไง เราพูดไม่รู้เรื่อง น่าจะยิ่งแบบ (ดีดนิ้ว) เอาเลย! ให้เราขึ้นมาเซ็นสัญญา

พอต้องขึ้นมาเซ็นสัญญาก็บอกพ่อเลยไหม

ไม่อยากบอก

แล้วไม่บอก? ได้เหรอ!

(หัวเราะ) บอก ๆ แต่แค่บอกเฉย ๆ ไม่ได้ขออนุญาต เพราะว่า… (นิ่งคิด) หลังจากที่เราออกจากบ้านมา เรารู้สึกว่าไม่ควรไปรบกวนเขาในการตัดสินใจแล้ว เราต้องตัดสินใจทุกอย่างเอง ให้เขาเป็นคนซัพพอร์ตความคิดเราดีกว่า คือถ้าเขาจะแย้งมาก็แย้งได้นะ แต่สุดท้ายแล้วร่าห์ต้องตัดสินใจเอง ก็เลยเซ็นเอง

พอเซ็นเสร็จร่าห์กลัวเขาไม่สบายใจ เลยให้เขาขึ้นมาเห็นว่าสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบนี้นะ พอมาเห็นเขาก็สบายใจมากขึ้น พี่จี๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ พี่พัด พี่ปาล์ม แล้วก็พี่ ๆ ในทีมเขาจัดการคุยให้ น่ารักมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ตอนนี้มีกี่เพลงแล้วที่ปล่อยออกมา

ประมาณ 6 – 7 เพลงค่ะ ไม่รวมคัฟเวอร์มี ฝนตกในใจ, นะครับ (ได้ไหม), ขอโทษที่ไปคิดถึง, นะนะได้ไหม, รักไม่ยาก, วิวโปรดของฉันคือเธอ รวม 6 เพลง กำลังจะปล่อยเพลงที่ 7 ค่ะ (ตอนนี้ เอาใจลงไปเล่น ปล่อยแล้วทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอ)

ในระยะเวลา 8 เดือน!

ช่าย 8 เดือน โหดมาก สนุกค่ะสนุก ๆ

เทียบกับก่อนหน้านี้ พอเข้ามาสังกัดค่ายแล้ว ชีวิตของเราหรือความคิดของเราเกี่ยวกับการเล่นดนตรีเปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนค่ะ อย่างแรกที่เปลี่ยนคือระบบการทำงาน เมื่อก่อนเราทำงานคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยเหนื่อย พลังงานหาย แต่พอมาอยู่ค่าย มันเหมือนถูกเฉือนออกเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีคนอื่นในทีมที่ช่วยซัพพอร์ตด้วยอีก 50 เปอร์เซ็นต์ พอมาทำตรงนี้ก็เลยโฟกัสงานได้มากขึ้น แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เราจะได้ไปโฟกัสสิ่งอื่นค่ะ

แล้วก็มีเรื่องความคิดค่ะ รู้สึกว่าบางเรื่องเราคิดได้มากขึ้นจากการมาอยู่ค่าย ด้วยวิธีการทำงานของที่นี่ มันบีบให้เราต้องโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอมานั่งคุยกับตัวเอง ก็คิดว่าจริง ๆ ร่าห์ไม่ได้อยากโตขึ้นหรอก แต่บางเรื่องที่เมื่อก่อนเราไม่เคยทำ ก็ต้องทำและต้องควบคุมมันให้ได้ เพราะมันเป็นงาน ถ้าควบคุมมันไม่ได้ เราจะเสีย แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วไงคะ เมื่อไหร่ที่เราพลาด คนข้างหลังเขาก็จะพลาดด้วย

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

อย่างนี้แปลว่าเครียดไหม

เครียดไหม ก็… เป็นคนหมกมุ่น ซีเรียสกับการทำงานมาก ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว พยายามเอามวลสารความเครียดไปพัฒนาเป็นพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก เอเนอจี้ก็เลยจะเยอะหน่อย

เทียบกับตอนที่ร้องกลางคืนกับตอนนี้ ตอนไหนเครียดกว่า

คนละแบบค่ะ (ยิ้ม) ตอนนั้นเครียดแล้วแย่กว่าตอนนี้ เครียดแล้วไม่อยากทำ แต่มาอยู่ตรงนี้เราเครียด เราอยากทำอะไรต่อไป มันเป็นเครียดที่สนุก มาเลย เอาอีก! น่าจะเป็นเพราะว่าทุกคนที่นี่บอกเสมอว่าร่าห์ทำได้ ร่าห์ไม่ค่อยเชื่อในตัวเอง แต่ทุกคนที่นี่เชื่อในตัวร่าห์ มันเลยเป็นแรงผลักมาก ๆ ว่า โอเค ฉันทำได้ ไม่ว่ามันจะยากหรือง่าย

ตอนแรกมาอยู่ค่าย ร่าห์จะมีน้องคนหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในการทำทุกอย่างมากขึ้นคือ น้องเฟิร์ส-อนุวัฒน์ แซ่โจว ตอนแรกร่าห์ยังไม่ปลดล็อกตัวเอง เฟิร์สนี่แหละเป็นคนทำให้ร่าห์ปลดล็อก มันจะมีอยู่คืนหนึ่งที่เราไปนั่งคุยกันเกี่ยวกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ร่าห์เครียดมากกับการอยู่ตรงนี้ รู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง มีวิธีจัดการแบบไหน แล้วเราต้องเริ่มยังไง ก็มีเฟิร์สนี่แหละที่ช่วย ทำให้รู้สึกว่าเราต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายเวลา และถ้าไม่ทำมันจะไม่เกิดขึ้น

ทุกอย่างที่ร่าห์เป็น ถ้าทุกคนมองว่าดีแล้ว เฟิร์สดียิ่งกว่า เขาเป็นคนที่โตมาก ๆ และให้คำปรึกษาเราได้ดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

นะครับ (ได้ไหม)

รู้สึกว่านอกจากเพลงแล้ว คนจะสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและบุคลิกพอสมควรนะ

อืม มั้งคะ น่าจะมีส่วนด้วย เพราะบุคลิกเราเป็นแบบนี้ เราเป็น LGBTQIA+ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้จำกัดว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ชอบใครก็คือชอบ ชอบได้ทุกเพศไม่จำกัด คุยได้กับทุกคน แค่ส่วนใหญ่ที่ร่าห์คุยหรือคบจะเป็นผู้หญิง

แสดงว่ามีผู้ชายด้วย

มีคุย ๆ บ้าง ผู้ชายก็เคยคุย เราเป็นผู้หญิงนี่แหละ แต่แค่อาจจะดูห้าวหน่อย เรื่องสไตล์การแต่งตัว จริง ๆ ร่าห์แต่งได้หมดเลยนะ แค่รู้สึกพอใจและมั่นใจกับตัวเองในการแต่งตัวแบบนี้ ใส่กางเกงยีนส์ กางเกงขายาว มันก็ปกติใช่ไหมคะ

แล้วจริง ๆ เรารู้ไหมว่าคนอื่นเขาสนใจในความที่เราเป็นแบบนี้

ตอนแรกไม่รู้ค่ะ ไม่ได้โฟกัสเลย เราก็เป็นของเราแบบนี้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนแม่จะถามตลอดว่าทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตด้วย แม่ไม่เห็นด้วย ทุกเรื่องในชีวิตไม่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ดีกันแล้วนะคะ คุยกันดีมากเหมือนได้พ่อแม่ใหม่ (หัวเราะ) คือเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นชมว่า วันนี้แต่งตัวดีนะ เช็กในไอจี เนี่ย โอเคนะ น่ารักดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

ได้ไปเจอแฟนคลับมาบ้างแล้วใช่ไหม

เจอค่ะ เจอตามงาน ร่าห์ชอบคุยกับแฟนคลับ เวลาเล่นเสร็จร่าห์จะมาเจอแฟนคลับตลอด มาคุยมาถ่ายรูปก็จะยืนคุยเป็นพัก ๆ จำหน้าค่าตา เราจะถามเขาว่ารู้จักเราได้ยังไง เราอยากรู้ความเป็นไป อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขา

ส่วนใหญ่เขาเป็นคนวัยไหนกัน

มีทุกวัยเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน หลัง ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่มาเอ็นดู มาชื่นชมในความเป็นเรา อารมณ์แบบ ลูกเอ๊ย… รู้สึกดีมาก แล้วก็มีเด็กมาดูด้วย น่ารักมาก ร่าห์เป็นคนชอบเด็กมาก เวลาเห็นเด็กร้องเพลงเรา ร่าห์แบบ โอ้โห หนูลูก

เวลาไปคุยกับแฟนคลับ เขาบอกไหมว่าเขาชอบอะไรในตัวเรา

ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าเรามีเสน่ห์ในความเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติ แล้วก็ดูเป็นคนตั้งใจ สิ่งที่เราภูมิใจมากคือ เขาดูออกว่าเราตั้งใจผลิตงานที่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นแกนหลักที่ทำให้เรามาเป็นศิลปิน ถ้าเขาเห็นเราก็ดีใจ

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซาร่าห์คิดว่าตัวเองควรจะได้แสดงออกทางเพศขนาดไหน

เอาจริง ๆ ไหม อย่างร่าห์เนี่ยถือว่าเป็นศิลปินที่เป็น LGBTQIA+ ใช่ไหมคะ แต่ด้วยความที่ร่าห์มองว่ามันปกติ ไม่ได้ไปโฟกัสว่าจะต้องแสดงออกยังไง แต่ร่าห์ทำมันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะซึมซับไปเอง การที่เราเป็นตัวของตัวเองตามปกติมันคือการแสดงออกอย่างหนึ่ง

อย่างเพลง โต๊ะริม ที่เป็นไวรัลที่จีน หลายคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่าห์เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พอเขารู้แล้วเขาก็แบบ เฮ้ย เธอเป็นผู้หญิงนี่ เธอเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ สิ่งนี้แหละมันทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องนี้ เรากำลังสื่อสารเรื่องนี้ให้เขาอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว

คือเราก็ทำของเราไป ให้เขาไปคิดต่อเอาเอง

ใช่ ให้ไปคิดต่อเอาเอง คือเขาอาจจะไม่เคยชอบแบบนี้มาก่อน แต่เขามาเจอเรา เขาชอบ นั่นคือสำเร็จ แสดงว่าคุณเริ่มให้ความเท่าเทียมในทางความรู้สึกบางอย่าง มันดีนะ ร่าห์เห็นผลตอบรับกับอะไรแบบนี้เยอะมากจากการที่ร่าห์ทำแบบนี้

ถือเป็นการขับเคลื่อนสังคมอีกแบบหนึ่งไหม

ใช่ ร่าห์มองว่ามันเป็นการขับเคลื่อนอีกแบบหนึ่ง เราคิดตลอดเวลาว่า เราจะออกมาเรียกร้องยังไงให้มันอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ร่าห์ก็ไม่ได้เก่งพอไง แค่รู้สึกว่าถ้าอยากให้เรื่องนี้มันทำงานได้ตลอด เราก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องปกติอยู่เสมอ

To Infinity (and Beyond)

ตอนนี้ซาร่าห์ก็มีไปออกงานหลายครั้งแล้ว เราเคยเห็นคลิปหลังเวทีคอนเสิร์ตที่หนึ่ง คุณดูตื้นตันมากนะ

อ๋อ (หัวเราะตัวเอง) อันนั้น CAT EXPO ค่ะ ที่มาที่ไปมันคือสมัยมัธยม ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราอยากไปงานแคทอยู่แล้ว อยากไปดูแต่พ่อแม่ไม่ให้ไป ก็เลยพูดกับเพื่อนชื่อ ปังปอนด์ ไว้ว่า “มึงคอยดู! สักวันกูจะไปงานแคทให้ได้ ถ้ากูไม่ได้ไปร้อง กูก็จะไปเก็บสายไฟ” วันนั้นที่ได้ไปเล่นก็ไม่สนหรอกว่าเวทีไหน แต่เราได้ไปเล่นที่งานแคทอะ โอ้โหพระเจ้า! (น้ำตาคลอ) มันคือการเช็กถูกในลิสต์ที่เราเคยพูดไว้ในชีวิต พอเล่นแล้วทุกคนร้องเพลงเราได้ ทุกคนอินตาม

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักดนตรี เขาอยู่ในทุก ๆ การผกผันของชีวิตร่าห์ชื่อ ดราก้อน drg. เป็นคนที่แต่งเพลง เรื่องราวที่เราเขียน แล้วก็ทำเพลงมาด้วยกัน วันนั้นร่าห์ให้เขามาเล่นเปียโนให้ เราก็น้ำตาแตกกันกลางเวที อะไรที่เคยพูดไว้มันทำได้แล้ว อยากให้เพื่อนได้เห็นว่าเพลงที่เราตั้งใจทำ มันส่งไปถึงคนดูนะ เพราะเพื่อนก็เป็นอีกคนที่มีความฝันเหมือนกัน

งาน CAT EXPO เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุดตั้งแต่เล่นมาเลยไหม

ใช่ค่ะ เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุด ณ ตอนนี้ เพราะมันเป็นความฝันที่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง มันไกลมากค่ะ เราไม่ได้คาดคิด

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

จากวันนั้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน รู้สึกยังไงกับจุดที่เรามายืนวันนี้บ้าง

รู้สึกงง (หัวเราะ) มัน Fulfill ค่ะ มันไม่ใช่แค่การทำตามความฝัน แต่เป็นอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว เพราะเราฝันแค่อยากไปงานแคท เราอยากเป็นศิลปิน แต่ตอนนี้มันไปไกลจนถึงขนาดร่าห์อยากทำอย่างอื่นด้วย อย่างเรื่องการแสดงหรือเรื่องเบื้องหลัง การทำภาพยนตร์

ตอนนี้กำลังจะเริ่มเรียนภาพยนตร์ ม.รังสิต เป็นเด็กทุนตัวน้อย ร่าห์กำลังสนใจภาพยนตร์อยู่ ซึ่งแต่ละอย่างที่มันเพิ่มขึ้นมา มันเชื่อมกันได้หมดเลย (ทำท่าตื่นเต้น) น่าจะสนุกมาก บ้าบอมาก เมื่อก่อนที่ไม่สนุก เพราะฝันแล้วทำไม่ได้ ดูไม่มีหนทาง แต่ตอนนี้มันกำลังมาแล้ว

ตอนนี้ sarah salola เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว คุณรับมือยังไงกับชื่อเสียงที่ได้มา

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ทำตัวปกติ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองดังเลย แค่มีคนรู้จักมากขึ้น ร่าห์จะพยายามไม่โฟกัสว่าต้องทำอะไรยังไง แค่เป็นตัวเองให้เป็นมาตรฐานก็พอ แล้วเราจะไม่เหนื่อย เขามาเจอเราอีกกี่ที เราก็เป็นแบบนี้แหละ ข้างหลังเป็นยังไง ข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้น

ถ้าถามว่าชีวิตนี้ซาร่าห์ต้องการอะไร จะตอบว่ายังไง

ความสุขค่ะ ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่หมายถึงคือ ร่าห์อยากใช้ชีวิตแบบปกติ วันข้างหน้าอาจจะทำอย่างอื่น วันนี้อาจจะทำอย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะทำอีกอย่าง แต่อย่างน้อยมันต้องมีความสุข เรื่องการทำเพลงนี่เมื่อก่อนเราไม่มีความสุขเลย แต่ตอนนี้มีความสุขก็เลยทำได้ เรามีความสุขเลยยอมเหนื่อย เรายอมรับทุกอย่างเพราะเรามีความสุขกว่าเดิม

พ่อแม่เห็นไหมว่าเรามีความสุขกว่าเดิม

เขาคงไม่ได้คิดว่าเรามีความสุขกว่าเดิม แต่คงคิดว่าเราโตขึ้นแล้ว ส่วนตัวเขาเอง ร่าห์ว่าเขาก็น่าจะมีความสุขนะที่ลูกคนเดียวของเขาไม่ได้แย่อะไร

เมื่อก่อนเวลาไปเจอคนที่คุณพ่อคุณแม่เคารพ เราก็จะทำตัวไม่ถูก เพราะเราไม่ได้เรียนเก่ง หลาย ๆ คนก็กดดัน แต่พอมาตอนนี้ เราพูดได้อย่างมั่นใจเวลาไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ว่าเรากำลังทำแบบนี้ ๆ อยู่นะคะ พ่อแม่ก็ยิ้ม เขาภูมิใจแหละ

ร่าห์เองก็ดีใจด้วยที่ยังไม่ตาย อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

“รู้จักกันมากขึ้นไหมคะ” ซาร่าห์ถามอย่างขี้เล่น หลังจากจบบทสนทนาอันเข้มข้นเมื่อครู่

แน่นอน เราตอบในใจ และมากกว่ารู้จัก คือเราประทับใจในการคุยกับมนุษย์อายุน้อยกว่าคนนี้ แต่ละเหตุการณ์ชีวิต แต่ละการตัดสินใจ แต่ละประโยคที่เธอเล่าออกมา เราสัมผัสได้ว่าเธอผ่านการครุ่นคิดเกี่ยวกับมันมาแล้วหลายตลบ และเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากจะทำต่อไปในวันข้างหน้า แพสชันที่เธอมีก็เหลือเฟือ จนแผ่มาถึงเราที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะจิบกาแฟ

หวังว่าอนาคตเธอจะได้ทำทุกอย่างที่เธอหวัง ดีจริง ๆ ที่มีโอกาสได้มาคุยกับเธอในช่วงเริ่มต้นเส้นทางศิลปิน

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

โต้ง เด็กหนุ่มที่หวนมาเจอเพื่อนสนิทอีกครั้งกลางสยาม

พี่โชน รุ่นพี่ผู้เป็นดั่งรักแรกในวัยเรียนของใครหลายคน

พี่มาก ทหารเพิ่งผ่านศึกกับรักที่ทำให้ทั้งพระโขนงขนลุก

ไอ้แก้ว หนุ่มพเนจรความจำเสื่อมผู้ต่อสู้กับจอมเวทย์

ทองเอก หมอยาสุดปราดเปรื่องแห่งบ้านท่าโฉลง

ก้าวกล้า ทายาทธุรกิจที่ต้องจำใจเกลียดคนเคยรัก

ฯลฯ

รายนามตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนจอทั้งหมด รับบทโดย มาริโอ้ เมาเร่อ

นักแสดงผู้ตีบทแตกจนหลายเรื่องกลายเป็นมรดกของวงการหนังไทย

แต่วันนี้ เราอยากรู้เรื่องของเขาในฐานะชายหนุ่มหัวเราะง่าย ลูกชายคนเล็กของบ้าน ผู้สะสมของเก่าเป็นชีวิต ไม่ใช่นักแสดงเจ้าบทบาท

ยอมรับว่าประหม่าเล็กน้อย เพราะผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าก็รูปหล่อสมคำร่ำลือ แต่สิ่งที่มากกว่าความหล่อ คืออัธยศัยและความจริงใจ เขาตอบทุกคำถามอย่างสัตย์ซื่อ เป็นตัวเอง เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน จนหวังใจว่าผู้อ่านจะได้ยินเสียงเล่ากวน ๆ ของเขาจากตัวอักษร 

เวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว แต่ก็มากพอให้เราบอกได้ว่า หากคิดจะชื่นชอบดาราสักคน มาริโอ้คงเป็นคนนั้นที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง 

ก่อนจะไปชมหนังเรื่องใหม่ Six Characters มายาพิศวง ในโรงภาพยนตร์ The Cloud ชวนมาริโอ้มานั่งคุยถึง Six Characters ของตัวเขา เราอธิบายทิศทางการสัมภาษณ์ครั้งนี้ให้เขาฟังอย่างย่อ ว่าจะเริ่มต้นง่าย ๆ จากเรื่องเล่าในวัยเยาว์

“ชีวิตลูกผู้ชายมาริโอ้เหรอ…”

เขาทวนคำถาม ปล่อยเวลาผ่านไปครู่หนึ่งให้ตัวเองได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไป ก่อนจะโพล่งออกมาเหมือนเห็นภาพไม่น่าจดจำบางอย่าง

“เอาเรื่องจริงแบบจริง ๆ หรือว่าเรื่องที่แต่งขึ้นครับ เพราะถ้าจะเอาเรียล ๆ มันจะออกไม่ได้นะ”

เรายืนยันกับเขาว่าขอให้เล่าเรื่องจริง (แบบที่ยังออกอากาศได้อยู่น่ะนะ)

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ลูกชายแม่

เด็กชายมาริโอ้ที่เติบโตมากับกิจการปั๊มน้ำมันเป็นยังไง

ผมเป็นเด็กฝรั่งผอม ๆ เหมือนที่บ้านไม่ค่อยให้อะไรกิน ตัวแห้งมาก ผอมสุดในบ้าน ส่วนพี่ชายอ้วน ผมช่วยแม่เติมน้ำมันตลอด แล้วก็ดูแลที่จอดรถทั้งหมด มาริโอ้จะวิ่งเข้าไปบอกว่า พี่ครับ ค่าจอดรถ 20 บาท เพราะว่าคนที่มาจอดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยจ่ายเงิน แต่ผมไม่ได้ ผมต้องวิ่งเข้าไปขอเลย เขาก็ เฮ้ย น้อง ต้องเสียด้วยหรอ ผมก็บอกว่า ต้องเสียครับพี่ พื้นที่ตรงนี้ของผมครับ 

ผมขอทุกคนนะ ตอนนั้นเขาทราย แกแล็คซี่ ดังมาก ขับรถมาในปั๊มแม่ผม ผมยังขอเลย ถ้าจอดรถยังไงก็ต้องเสียเงินให้มาริโอ้ 20 บาท 

แล้วเงินนั้นไปถึงมือแม่ไหม

ไม่ถึงครับ มันอยู่ในกระเป๋า มาริโอ้เอาไปซื้อปืนอัดลม

คุณดูเป็นผู้ชายที่สนุกสนาน ร่าเริง อารมณ์ดีมาก ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่เลี้ยงคุณมาแบบไหน

แม่เป็นคนดุ ๆ หน่อย เป็น Working Woman พ่อเป็นคนใจดี คุยกันได้ทุกเรื่อง

ทุกวันพ่อจะออกไปทำงานบริษัท แม่ทำปั๊มน้ำมัน สมัยก่อนบ้านผมมีปั๊ม 3 ปั๊ม แม่ผมก็ต้องวิ่ง 3 ปั๊ม พอเรียนเสร็จผมก็ต้องวิ่งหาว่าวันนี้แม่ผมอยู่ปั๊มไหน ชีวิตก็วนเวียนอยู่ในปั๊ม เก็บค่าจอดรถ เย็น ๆ บางทีแม่ก็ไปตลาด ไปซื้อลูกชิ้นมาขาย แม่ผมขายทุกอย่าง ปืนฉีดน้ำ ใบปัดน้ำฝน น้ำมันเครื่อง กระถางต้นไม้ คอมฟอร์ทร้อย 

ส่วนผมเติมน้ำมัน เติมลม ล้างรถ ดูดฝุ่น เป่าพรม ส่วนตัวผมชอบเป่าพรมเป็นพิเศษ สนุกมาก เพราะลมมันแรงดี แต่ผมก็ทำช้ามาก จนคนงานต้องเข้ามาบอกให้ออกไปก่อน เพราะว่าค่าจ้าง 20 บาท แต่เราเป่าละเมียดมากเหมือนเขาให้ 200 

แล้วความสัมพันธ์กับพี่ชายเป็นยังไง เห็นเคยบอกว่า พี่ชายเป็นคนปกป้องคุณเวลามีเรื่องตลอด 

พี่มาร์โค (มาร์โค เมาเร่อ) คอยปกป้องผมตั้งแต่มัธยม เช่น ผมทะเลาะกับเพื่อน เพื่อนก็มีพี่ ผมก็มีพี่ พอเราสู้กันไม่ได้ก็เรียกพี่มาสู้กัน มันเรียกพี่มัน ผมเรียกพี่ผม มาเจอกันหน่อย แต่ไม่มีใครเอาพี่ผมลงนะ เพราะพี่ผมตัวใหญ่มาก แล้วเขาก็เป็นคนไม่ค่อยติ๋มเท่าไหร่ 

คนจะชอบบอกว่าผมหน้าตากวนตีนเลยโดนหาเรื่องเยอะ ผมเดินในตลาดยังโดนหาเรื่อง ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมก็หน้าตากวนตีนจริง ๆ ผมจะมองคนตั้งแต่หัวจรดเท้า คือไม่ดีเลย

แล้วในใจคิดไม่ดีด้วยไหม

ไม่ ๆ ผมไม่ได้ดูถูกใคร ผมแค่มองเฉย ๆ ว่า เออ คนนี้แต่งตัวดีเว้ย แต่มันกลายเป็นมีเรื่องทุกที สุดท้ายจบด้วยพี่ชายมาเคลียร์ เขาต้องมากระทืบใครสักคนหรือต่อยกับใครสักคน ต้องเห็นเลือดเรื่องถึงจะจบไป ไม่จบที่หน้าบ้านคนนั้น ก็ต้องจบที่โรงพัก จะมีอยู่แค่นี้

มีไหมที่จะจบด้วยการใช้เหตุผล

ไม่มีเลย ตอนนั้นวัยรุ่นเขานิยมใช้กำลังกันครับ (หัวเราะ) 

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

ปัจจุบันคุณกับพี่ชายมีความชอบที่แตกต่างกันมาก มีอะไรที่พวกคุณเหมือนกันบ้างไหม

จริง ๆ ความชอบส่วนใหญ่ของผมมาจากเขาเลยนะ ผมเริ่มแต่งตัว เริ่มเล่นสเก็ตบอร์ด ฟังเพลงฮิปฮอป ก็เพราะเขา พี่มาร์โคเป็นคนเอาวัฒนธรรมนี้มาใส่ในตัวผม เพื่อน ๆ เขาชอบแต่งตัวฮิปฮอป แล้วพี่ผมโตกว่าผม 5 ปี เทรนด์ของผมก็เลยโตเหมือนพี่ เขาแต่งอะไรเขาก็จะเอามาให้ผมด้วย แล้วสมัยนั้นเป็นยุคของฮิปฮอปเลย ไทเทเนียม โจอี้บอย ไปสยามก็ต้องแต่งแบบนั้น เดินไปไหนต้องโดนคนหาเรื่องแน่นอน 

มีช่วงที่คุณสองคนไม่ถูกกันบ้างรึเปล่า

มีเด็ก ๆ ตอนแย่งรีโมตทีวีกันเนี่ย ไม่ถูกกันเลย พี่มาร์โคจะดูบอล ส่วนผมจะดูการ์ตูน 

แต่เขารักคุณมาก ถึงขนาดสักรูปคุณไว้บนตัวเลยนะ คุณอยากสักรูปพี่ชายลงไปบนตัวไหม

เขาสักเหมือนมากอยู่ที่หน้าอก ผมก็มีคิดนะ แต่ว่าเราเบื่อลบเวลาทำงาน ถ้าอายุแก่ ๆ หน่อยก็ไม่แน่ 

แล้วความชอบเรื่องรถได้มาจากไหน

มาจากคุณพ่อครับ แต่ก่อนพ่อผมทำอาชีพขนรถส่งที่เยอรมนี พวกรถสิบล้อที่ขนรถได้ 10 คัน พ่อเริ่มจากคันเดียว ตอนหลังก็เป็น 10 กว่าคัน แล้วเขาเกิดปี 1938 ผ่านรถมาทุกยุคตั้งแต่ปี 30 คุยกับเขาเรื่องรถจะสนุกมากเลย ตอนเด็ก ๆ ที่ผมนั่งรถกับพ่อ เขาพูดเรื่องรถอย่างเดียว กลายเป็นว่าผมซึมซับมาจากเขา แล้วบ้านผมก็ไม่ได้มีฐานะดี ผมคิดว่าวันหนึ่งถ้ามีเงินเยอะจะซื้อรถดี ๆ ให้แม่นั่ง คราวนี้แม่บอกว่าโอ้ต้องหยุดซื้อรถได้แล้ว ต้องซื้อบ้าน โอ้ก็บอกว่า แต่บ้านขับไม่ได้ไงแม่ (หัวเราะ)

คนมักจะพูดกันว่า แม่ทุกคนจะมองว่าลูกเป็นเด็กเสมอ มาริโอ้คิดว่าแม่มองคุณอายุเท่าไหร่

น่าจะมองว่าผมยังอายุ 15 16

เด็กคนนั้นเป็นยังไง

ขี้เกียจ ไม่เก็บเสื้อผ้า ถอดกางเกงในไว้เป็นเลข 8 ไม่ทิ้งขยะ ทิ้งคอนแทคเลนส์ที่พื้น แล้วมันก็เหนียว แข็งติดพื้น แม่บ่นว่ามึงเป็นคนใส่แว่นแต่ต้องเดือดร้อนชีวิตกู แม่ต้องซักเสื้อ ซักรองเท้าให้ พับผ้าปูเตียงให้ พับผ้าห่มให้ เก็บเงินให้ ทำกับข้าวให้มันกิน เตรียมน้ำให้มันดื่ม เขาก็คงยังมองว่าผมเป็นเด็กน้อยอยู่

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว

ผมก็ยังเด็กอยู่ครับ (หัวเราะ) ไม่หรอก มันก็มีนิสัยบางอย่างที่แก้ไม่หาย เช่น การซักผ้าห่ม ผมซักไม่ได้เลยครับ

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท นักแสดง

ถ้าคุณไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง คิดว่าทุกวันนี้จะทำอะไรอยู่

มันคงอยู่ลานสเก็ต หน้าดำคร่ำเครียด

จะเล่นสเก็ตถึงอายุ 30 เลยหรอ

ใช่ครับ 

เพราะอะไรถึงชอบขนาดนั้น

ผมมีความสุข เพราะมันไม่ใช่อะไรที่ได้มาง่าย ๆ ต้องใช้เวลา ตอนนั้นคิดว่าอยากเป็นนักสเก็ตบอร์ดมืออาชีพด้วยซ้ำ

แล้วพอได้มาเป็นนักแสดง คุณยังอยากเป็นนักสเก็ตบอร์ดมืออาชีพอยู่ไหม

ยังอยากเป็นอยู่ครับ แต่ความอยากก็จางลงไปเยอะ ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้เล่นแล้ว แต่ยังเก็บสะสมสเก็ตบอร์ด

มีนักแสดงหลายคนที่ไม่อยากดูตัวเองในทีวี มาริโอ้ดูละครที่ตัวเองเล่นรึเปล่า

ผมเป็นแบบนั้นแหละครับ (หัวเราะ) แต่มันแล้วแต่เรื่องนะ อย่างเรื่อง คือเธอ ผมไม่ค่อยดู เพราะผมเขินตัวเองมาก รู้สึกว่าคุณคาร์ลทำไมต้องดุขนาดนี้ แล้วพอเป็นนักแสดงเราจะชอบติตัวเอง ทำไมเล่นแบบนี้วะ ทำไมพูดแบบนี้วะ เยอะแยะไปหมด

จริง ๆ ผมก็ดูทุกเรื่อง แค่ไม่กล้าดูสด ๆ กับคนอื่น ผมจะรอทิ้งช่วงให้คนเขาลืมไปแล้วค่อยกลับมาดู มันจะเขินน้อยลง

คุณตั้งใจดูอะไร

อยากดูผลงานตัวเองว่าที่เราเหนื่อยมามันเป็นยังไง เวลาเล่นผมเป็นคนไม่ค่อยดูมอนิเตอร์เท่าไหร่ ส่วนมากจะคุยกับผู้กำกับเลยว่าพี่อยากได้แบบไหน ไม่อยากเสียสมาธิ สลับเป็นตัวเองเพื่อไปดูมอนิเตอร์ แล้วก็กลับมาเล่น ผมเลยไม่ดูเลยดีกว่า ขอโฟกัสกับการเล่น ถ้าเล่นไม่ได้จริง ๆ ค่อยดูมอนิเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ขอไม่ดูครับ

ชอบเล่นบทไหนมากกว่ากัน ระหว่างบทที่คล้าย ๆ ตัวเองกับบทที่ตรงข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง

ผมชอบตรงข้ามกับตัวเอง

ตอนเด็ก ๆ จะอยากเล่นอะไรที่ใกล้กับตัวเอง รู้สึกว่ามันง่าย แต่พอโตมาแล้วได้เล่นอะไรที่มันตรงข้ามกับตัวเอง กลายเป็นสนุกมากกว่า เพราะเราไม่ต้องคิดอะไรเลย เล่นอะไรก็ไม่ผิด จะคิดคาแรกเตอร์เขายังไงก็ได้ ให้เขาเป็นแบบไหนก็ได้ มันคือการทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรา

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

แล้วบทบาท ‘คำรณ’ ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ มีความเหมือนหรือต่างกับตัวตนของคุณตรงไหน

ต้องบอกว่ามันต่างจากมาริโอ้ตั้งแต่แบ็กกราวนด์แล้ว เขาเป็นคนบ้านรวย ไม่เหมือนโอ้ เขาไปเรียนเมืองนอก ก็ไม่เหมือนโอ้ เขาเป็นคนซีเรียสกับงานมาก ก็ไม่ใช่โอ้อีก 

ส่วนที่เหมือนอาจจะเป็นความใจร้อน จริง ๆ ผมดูเหมือนใจเย็นนะ แต่ผมเป็นคนใจร้อน แล้วในหนังจะมีจุดที่นายคำรณอารมณ์ปรี๊ดแตก เป็นซีนที่ผมเอาอินเนอร์มาจากตัวผมเอง แล้วก็จากการที่ผมสังเกตผู้กำกับคนอื่น

รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องประชันฝีมือกับนักแสดงมากฝีมือหลายท่าน

ตื่นเต้นมาก เพราะว่าเจอแต่รุ่นใหญ่ แพนเค้ก เขมนิจ, แอฟ ทักษอร, แต้ว ณฐพร, นิว ชัยพล แต่ละคนคือมาเต็มทั้งนั้น ผมเห็นศักยภาพของพวกเขาตั้งแต่ซ้อมแล้ว 

หลายคนเราก็เคยร่วมงานด้วย แต่เรื่องนี้ หม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ค่อนข้างซีเรียสมาก กลายเป็นทุกคนต้องมาเข้าคลาสกันใหม่ จริง ๆ ลูกทีมของหม่อมทุกคน เวลาจะเริ่มหนังใหม่ก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่ ต่อให้คุณมีประสบการณ์ ยังไงก็ต้องซ้อมใหม่ตั้งแต่แรก

คุณเป็นลูกศิษย์ของหม่อมน้อยมานานมาก ทุกวันนี้ยังมีอะไรที่หม่อมต้องสอนคุณอีก

มีอีกเยอะครับ หม่อมเคยบอกผมว่า วิชาอื่นมันมีจบ แต่วิชาการแสดงไม่มีวันจบ

ถ้าอย่างนั้น คิดว่าตอนนี้คุณเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว

(คิดนาน) เอาสัก 20 เปอร์เซ็นต์แล้วกัน หม่อมบอกผมเสมอว่า เวลาเริ่มใหม่ เราต้องลืมทุกอย่างที่เคยทำมา ผมก็เลยไม่ค่อยคิดถึงความสำเร็จในอดีต มันจะทำให้เรากังวล แล้วก็เอาจิตไปผูกกับมัน แต่ถ้าเราทิ้งไปหมดแล้วเริ่มใหม่ โฟกัสใหม่ เราก็จะทุ่มไปกับเรื่องใหม่อย่างเต็มที่ 

เคยคิดกับตัวเองเล่น ๆ ไหมว่า ถ้าไม่ได้รับบทเป็นพระเอก อยากเป็นอะไรในกองถ่าย

ถ้าให้ผมเป็นได้เหรอ ผมอาจจะเล่นเป็นตัวร้าย แล้วก็น่าจะเป็นพร็อพมาสเตอร์ เอาของเข้าฉากครับ 

ไม่กลัวของตัวเองพัง

อุ้ย ถ้าพังผมคิดตังค์ดับเบิลเลย ผมวางบิลไว้อยู่แล้ว เพราะค่าซ่อมมันแพง

มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้
มาริโอ้ เมาเร่อ กับการแสดง 6 บทบาทในชีวิตจริง ไม่มีสคริปต์และสั่งคัตไม่ได้

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท นักสะสม

มาริโอ้สะสมอะไรบ้าง

ทุกอย่างเลยครับ ตอนเด็ก ๆ เริ่มจากเหรียญก่อน เหรียญพดด้วง เหรียญช้าง เหรียญบาท เหรียญสตางค์รู ธนบัตร โตมาก็เริ่มสะสมมีด มีดขวาน มีดกริช มีดผีเสื้อ มีดสปาร์ต้า เก็บไว้หมดเลย สักพักก็มาเก็บของเล่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ป้าย พวงกุญแจ แก้ว ที่รองแก้ว บ้าบอเหมือนเด็ก 

คิดว่ามีของประมาณกี่ชิ้นอยู่ในบ้าน

โห เป็นหมื่น

หมื่นชิ้น!

เกินด้วยซ้ำ หลายหมื่นชิ้น ถามพี่โช (ผู้จัดการส่วนตัว) ได้เลย

เคยไปสะพานเหล็กแล้วเสียเงินมากสุดกี่บาทใน 1 วัน

ผมซื้อจนคนในสะพานเหล็กบอกว่า พี่โอ้ พี่จะเหมาสะพานเหล็กหรือไง พี่กลัวสะพานเหล็กปิดหรือไง (หัวเราะ) ผมบอกว่า เปล่า วันนี้ของมันถูกใจเว้ย ก็เลยซื้อเยอะ เคยซื้อวันหนึ่ง 30,000 – 40,000 บาท แต่ไม่เท่ากันทุกที่นะ ถ้าไปซื้อตึกแดงอาจได้ของมาหลายถุง แต่ถ้าไปตึกของเล่นอาจจะได้มาแค่ 3 – 4 ชิ้นเอง 

ผมชอบร้านที่เป็นของเก่ามากกว่า เพราะว่าถ้าเดินไปซื้อของใหม่มันง่าย มันซื้อได้เลย แต่เวลาได้หาของเก่าพวกที่เขาขนมาขายแบบแบกะดิน มันสนุกที่เราได้หาของ อย่างล่าสุดผมไปตึกแดงก็ไม่คิดว่าจะได้อะไร จนค้นเจอหนังสือรถแข่ง F1 ของพระองค์เจ้าพีระฯ ที่มีแค่ 500 เล่มในโลก อายุประมาณ 50 ปี ผมซื้อมาในราคา 800 บาท มันไม่มีปกแล้วนะ แต่ภูมิใจมาก นอนดูทั้งคืน

บางคนเขาเลือกสะสมแค่ของอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย ทำไมคุณถึงเก็บทุกอย่าง

ถ้าไปเห็นบ้านโอ้ จะรู้ว่าต่อให้เราเก็บหลายอย่าง แต่ทุกอย่างเราเก็บเป็นคอลเลกชัน 

คุณเคยสัมภาษณ์ไว้ที่หนึ่งว่า อยากสะสมของจนเปิดพิพิธภัณฑ์เป็นของตัวเองได้ ตอนนี้ยังคิดอยู่ไหม

คิดอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ครับ

เราทุกคนจะเข้าไปดูได้ไหม

ได้ แต่อาจจะเก็บตังค์ ตอนนี้ผมเริ่มคิดเรื่องเงินแล้ว แหม มันก็ต้องมีค่าฟงค่าไฟกันบ้าง (หัวเราะ)

ของอะไรที่ตอนแรกไม่ชอบเลย พอรู้ตัวอีกทีกลับมีเต็มบ้าน

หมี Bearbrick เป็นตุ๊กตาพลาสติกหน้าตาเหมือนหมี ผมเคยคิดว่าซื้อไปทำไมวะ หมีหน้ามันก็เหมือนกันหมด แต่ไม่เคยคิดเลยว่าของทุกอย่างที่เราเก็บมาก็หน้าเหมือนกันหมด (หัวเราะ) พอเริ่มซื้อมาหนึ่งตัว ทีนี้ล่ะก็ซื้อไม่หยุดเลย กลายเป็นมี 20 – 30 ตัว จากที่บอกว่า หมีอะไรเนี่ย เก็บทำไมหมี ตอนนี้มีหมีเต็มบ้าน

ถ้าสมมติ Guinness World Records ระบุว่านายมาริโอ้ เมาเร่อ เป็นผู้สะสม… เยอะที่สุดในโลก ของสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ที่สุดในโลกเลยเหรอครับ (เขาทิ้งช่วงใช้ความคิด)

ถ้าอยากมีเยอะที่สุด คือกล่องเก็บอะไหล่ที่อยู่ในรถโฟล์ค เป็นกล่องเหล็กกลม ๆ ดูไม่มีอะไร ข้างในจะมีประแจ ไขควง แม่แรงเต็มไปหมด ปกติกล่องละหมื่น ทุกวันนี้ขายกล่องละ 100,000 บางคนเก็บไว้ 200 กว่าอัน

แล้วตอนนี้มีเท่าไหร่

2 อันครับ (หัวเราะ) แล้วก็ของไม่ค่อยครบด้วย

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

ที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่คุณเก็บของ เอาของเข้าบ้าน มีของอะไรที่ทิ้งบ้างไหม

กล่องที่ใส่พวกมันนี่แหละ เยอะชิบเป๋ง เกะกะบ้านมาก ไอ้หมีที่ผมบอกนะ ใครไม่รู้เป็นคนต้นคิดว่าต้องเก็บกล่องมัน แค่ 10 อันก็เต็มห้องแล้ว ผมคิดว่าจะตัดมันก็วันนี้แหละ (หัวเราะ)

(จากนั้นทุกคนก็เริ่มถกเถียงกันว่าจะเก็บกล่องด้วยวิธีไหนดี พี่โชเสนอว่าพับกล่องได้ไหม ส่วนช่างภาพของเราถามว่า แล้วคุณจะทิ้งได้ยังไงถ้ามันมีผลต่อราคา เกิดเป็นความโกลาหลขนาดย่อมกลางห้อง)

แต่ก็จริงนะ ผมเป็นคนไม่เคยทิ้งอะไรเลย ผมนั่งเก็บของเล่น เฮ้ย ของเล่นกูก็ไม่เยอะนะแต่ถุงเยอะมาก นั่งพับอยู่ 2 – 3 ชั่วโมง แค่ถุงอย่างเดียว แล้วผมก็พับอย่างดีด้วย เป็นกรรมเหมือนกันนะที่เราหาเงินได้ ซื้อของได้ แต่เราเก็บไม่ได้

มีช่วงที่เคลียร์ของออกจากบ้านบ้างไหม

ตอนนี้ทำอยู่ครับ ของเล่นแต่ละอย่างจะอยู่ในตู้ หลายตู้มาก เพราะว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ก็เลยทำเป็นห้องเพื่อแยกชนิดของเล่น เพิ่งทำสำเร็จไป 1 ห้องครับ เพราะของมันเยอะมาก อยู่หลายบ้าน โอ้ขนเองคนเดียวทีละร้อย ๆ ตัว แต่กว่าจะจัดของ กว่าจะแกะ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี 

คิดว่าคนเราควรจะสะสมอะไรสักอย่างรึเปล่า

ควร ผมว่าบางทีการสะสมของอาจจะดูไร้สาระ เปลืองเงิน แต่มันทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาเก่า ๆ ใครซื้อของให้ผม ผมก็เก็บไว้หมด ผมจำได้แทบทุกชิ้นเลยว่าได้มันมาช่วงไหน งานอะไร มีความรู้สึกยังไงกับของชิ้นนี้ ของผมผมรู้ แล้วพอมันมารวม ๆ กัน ผมรู้สึกว่า เออ ชีวิตเราก็แก่ลงไปเยอะ

ตั้งแต่พวกของแถมจาก McDonald’s, Burger King ทุกวันนี้หลานผมโตแล้ว มันยังบอกเลยว่า ตอนเด็ก ๆ อยากไปกินก๋วยเตี๋ยว เฮียไม่พาไปกินเลย เพราะว่าเฮียจะกินแต่เบอร์เกอร์ ผมไม่พามันไปกินอย่างอื่นเลยจริง ๆ ทุกวันนี้มันก็อ้วนเพราะผมนี่แหละ ภูมิใจมาก (หัวเราะ)

ถ้าไม่ใช่สิ่งของ มาริโอ้อยากสะสมอะไรมากที่สุด

อยากสะสมเพื่อนดี ๆ เพื่อนที่โตมาด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเติบโตยังไงมันก็ยังเป็นคนเดิมในความรู้สึกของผม เพราะว่ามันเป็นของหายากที่หาไม่ได้แล้ว 

การที่คุณเป็นนักสะสม ทำให้คุณเห็นคุณค่าของความรักมากขึ้นไหม

มันทำให้เราเห็นคุณค่าของของ แล้วก็ทำให้เราเห็นคุณค่าของคน เพราะกว่าจะได้มา เราต้องทุ่มเท ทำงาน หาเงินไปซื้อ แล้วก็ต้องดูแลมันอย่างดี คล้าย ๆ กับคนรักที่เรามีแล้วก็ต้องดูแลเขาครับ

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’
บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท คนรัก

มาริโอ้เป็นคนรักแบบไหน

เอาแต่ใจ

ผมเป็นคนไม่ค่อยดูแลนะ คือดูแล แต่ว่าไม่ได้โอเวอร์ ผมไม่ได้เป็นคนที่ต้องทำให้ตลอด ๆ เราทำให้ด้วยความจริงใจมากกว่า แล้วก็เป็นคนไม่ได้หวานอะไรมาก

ในมุมของผู้ชายที่บอกว่าตัวเองไม่หวาน การแสดงความรักของมาริโอ้เป็นยังไง 

ผมให้เวลาเขา พาไปกินข้าว เขาอยากทำอะไรก็ไปด้วย อาจจะน้อยหน่อยเพราะว่าโอ้งานเยอะมาก แล้วก็ต้องจัดของด้วยครับ ของเยอะมาก (หัวเราะ) แต่ว่าข้อดีอย่างหนึ่งของผมคือ ถ้าผมรักใคร ผมจะมีเวลาให้เขา

เกี่ยวไหมที่คุณได้รับบทเป็นพระเอกหนังรักโรแมนติกคอเมดี้มากมาย…

ติดนิสัยมาใช้ในชีวิตจริงบ้างไหม 

ใช่

ผมว่าไม่เกี่ยว บทก็คือบท ส่วนใหญ่บทที่ได้จะเป็นพระเอกเข้ม ๆ หยิ่ง ๆ ถ้าไม่เข้มหยิ่งก็เป็นคนกวนตีน แต่การเป็นพระเอกมันได้หลายอย่าง ทำให้รู้ว่าเราต้องเทกแคร์คนยังไง ตัวละครบางตัวเป็นตัวหวาน ๆ ทำให้รู้ว่าเวลาทำตัวหวานมันก็ได้อีกแบบหนึ่ง 

ถ้ามองตัวเองในวัยเลข 4 ภาพที่เห็นจะเป็นคุณนั่งทำงานอยู่หรือมีครอบครัวแล้ว

ผมอยากมีครอบครัวแล้ว ผมอยากมีเร็ว ๆ เพราะพ่อผมอายุเยอะตอนที่ผมเกิด แล้วเขาก็จากผมไปเร็วมาก เลยคิดว่าถ้าวันหนึ่งมีลูกก็อยากมีเร็ว ๆ เราจะได้อยู่กับเขานาน ๆ

น่าสนใจว่าคุณจะเป็นพ่อแบบไหน

โห ลูกผมต้องเฟี้ยวกว่าใครเขานะ ต้องซิ่ง ต้องซ่า ต้องเป็นตัวท็อป ถ้าเป็นนักเลงก็ต้องเป็นตัวบวก ถ้าเป็นเพื่อนก็ต้องเป็นหัวโจก ผมจะสอนให้เขาเป็นแบบนั้นเลย

ในอาณาจักรของเล่นของคุณจะให้ลูกเล่นอะไรบ้าง

ผมให้ลูกเล่นทุกอย่างเลย แต่ไอ้พวกที่ละเอียดมาก ๆ จะไม่ให้เล่น พ่อเคยให้ผมเล่นโมเดลสวย ๆ ผมก็ทำของเขาพัง พอแก่มาผมรู้สึกเสียใจว่าผมทำอะไรลงไป ผมก็จะเลือกของให้มันตรงกับอายุของเด็ก เขาอาจจะยังไม่รู้ค่าของมัน

ว่าแพงแค่ไหนใช่ไหม

ใช่ ง่าย ๆ คือเราหวงของนั่นแหละ (หัวเราะ)

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ยูทูบเบอร์

รายการ Oh Lunla เริ่มมาจากพี่โชอยากให้มี แฟนคลับจะได้ไม่ลืมโอ้ หายคิดถึง บางทีเราไปถ่ายละคร ถ่ายหนัง ก็หายไปเกือบครึ่งปีที่เขาไม่เจอหน้าเราเลย

กลายเป็นข้อดี เพราะในยุคที่พี่โชเขาคิดรายการนี้ขึ้นมา มันเป็นยุคที่ดาราเริ่มทำยูทูบ เป็นช่องทางที่ทำให้แฟนคลับ คนที่รู้จักโอ้ หรือคนที่ไม่รู้จัก ก็กลายเป็นชื่นชอบผมไปเลย จากไลฟ์สไตล์ จากสิ่งที่เราชอบ จากวิดีโอที่เราถ่าย ซึ่งสั้นมากนะแค่ 10 นาที 

ตอนแรกคิดว่าคนที่ดูเราคงจะเป็นเด็ก กลายเป็นผู้ใหญ่เป็นวัยกลางคนเยอะมาก ของที่เราสนใจก็กลายเป็นเขาสนใจตามไปด้วย โอ้ชอบไปเที่ยว ชอบไปทำนู่นทำนี่ 

เวลาว่างผมก็จะขับรถโบราณไปตึกแดง ไปดูของ แล้วก็จะอยู่ที่อู่รถของเพื่อน นั่งรถ ขับรถ ตระเวนอู่ประมาณ 3 – 4 อู่ ไปซื้ออะไหล่ ไปซื้อของมาแต่งรถ ผมก็จะวนเวียนอยู่กับรถยนต์ของผมนี่แหละ อยู่กับเรื่องล้อ ๆ ยาง ๆ แต่ผมยังอยากไปแคมป์ปิ้ง ในเมืองไทยมีที่ให้แคมป์เยอะมาก อยากไปเที่ยวตามอ่างเก็บน้ำ เที่ยวต่างประเทศก็ยังไม่ได้ไปเลย เพราะว่าติดเรื่องโควิด

เพราะแฟนคลับอยากให้เราทำอีก เขาอยากจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากเรา เหมือนเขาได้เปิดโลก โอ้ไม่เคยคิดว่ารายการที่ทำเล่น ๆ กับผู้จัดการคนดูจะชอบมากขนาดนี้

บทบาทสุดท้าย เราอยากให้ มาริโอ้ เมาเร่อ นิยามตัวเอง

ผมมองตัวเองเป็นอะไรเหรอ

ผมยังเป็นลูกแม่ แล้วก็เป็นบ้าด้วยครับ

บทบาทการเป็นนักแสดง คนรัก นักสะสม ยูทูบเบอร์ ลูกชายแม่ และการรับบทเป็นตัวเอง จากปากของผู้ชายที่ชื่อ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load