สปา (น.) บริการบำรุงสุขภาพ

สปา (น.) เวลาว่างในการพักผ่อน

สปา (น.) “Happy and healthy, that’s all what I want”

‘ความสุข’ และ ‘สุขภาพดี’ คือ 2 สิ่งที่ คุมิ ยูกิ เจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นอยากให้ทุกคนที่มาเยือน SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองเพื่อสุขภาพและสปาเอนไซม์รำข้าวได้รับกลับไป

เธอใช้ชีวิตอยู่ในไทยนานกว่าประเทศบ้านเกิด เริ่มตั้งแต่การเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่อายุ 20 กว่า มาตั้งร้านอาหารที่สุขุมวิทนานถึง 18 ปี กระทั่งค้นพบความดีงามของ ‘สปาเอนไซม์รำข้าว’ (Rice Bran Enzyme Bath) ด้วยความบังเอิญที่เมืองมิกิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ความร้อนในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและทำให้เลือดลมไหลเวียนดี โดยทั้งหมดเกิดจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งเตา ไม่ต้องพึ่งระบบไฟฟ้า เพราะการหมักรำข้าวด้วยจุลินทรีย์ทำให้รำข้าวมีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่ที่ 54 – 64 องศาเซลเซียส เรียกว่าเป็น ‘ไมโครเวฟธรรมชาติ’

นอกจากนี้ ความตั้งใจของคุมิยังส่งต่อผ่านคาเฟ่อาหารหมักดองหลากเมนูที่ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกและภายใน และตลาดเช้าวันเสาร์ที่ตั้งใจเปิดพื้นที่ของร้านให้เพื่อนรอบรั้วมาขายของหารายได้ฟรี โดยไม่ต้องจ่ายค่าที่สักบาท! 

ต่อจากนี้คือเรื่องราวของกิจการที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในทุกขั้นตอน จนถึงผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายคือ สุขภาพดี

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ไมโครเวฟธรรมชาติ

เรามาถึงหน้าร้าน SALA BRAN ในวันธรรมดาที่การจราจรวุ่นวายเหมือนเคย บริเวณทางเข้ามีรูปวงรีคล้ายเมล็ดข้าววาดเอาไว้เหนือชื่อร้าน อันเป็นเอกลักษณ์และเหตุผลที่ทุกคนมาเยือน

ในบ้านหลังเล็กขนาด 2 ชั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศสุขสงบและอบอุ่นกว่าที่ใครหลายคนคาด คุมิเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมอาหารหมักดองจานหลักและเครื่องดื่มข้าวหมักทำเองปราศจากแอลกอฮอล์ ทั้งหมดคือผลลัพธ์ที่ต่อยอดจากประสบการณ์ร้านอาหาร Brown Eyes ซึ่งปิดตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังเปิดมาเกือบ 20 ปี แต่ก่อนจะคุยกันเรื่องชวนท้องร้อง เราถามเธอถึงสิ่งที่จะได้จากไฮไลต์สำคัญอย่างการอบสปาเอนไซม์รำข้าว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

“พวกเราอยากสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย การอบเอนไซม์รำข้าวหมักคือการทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและกระตุ้นจุลินทรีย์ดี ๆ ในร่างกายให้ทำงานอย่างเต็มที่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบไหลเวียนโลหิต และทำให้ผิวนุ่ม สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ” 

คุมิอธิบายสรรพคุณด้วยความภาคภูมิใจ เธอเองก็ดูอ่อนเยาว์และแข็งแรงเกินกว่าจะเชื่อว่าอายุเลย 60 มาแล้ว

ความร้อนในกระบวนการหมักตามวิถีธรรมชาติเป็นผลมาจากการเสียดสีกันของจุลินทรีย์ตัวจิ๋วนับ 100 ล้านล้านตัว ซึ่งถูกกระตุ้นโดยเอนไซม์ระหว่างการหมักรำข้าวกับจุลินทรีย์ภายในบ่อ เมื่อคนลงไปแช่และนำรำข้าวหมักมากลบ จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งภายในและภายนอก 

กรรมวิธีดังกล่าวต่างจากการแช่น้ำพุร้อนหรือการอบซาวน่า ที่พลังงานความร้อนจากภายนอกไหลเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ของเสียที่สะสมขับออกมาผ่านหยาดเหงื่อ แต่สปาอบเอนไซม์รำข้าวจะมีพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากภายในเพิ่มขึ้นมา ของเสียในร่ายกายจึงจะขับออกมาได้มากกว่า

“เรามีชุดให้เปลี่ยนสำหรับทุกคน เมื่อลงไปแช่ในบ่อ จะมีเพียงส่วนศีรษะเท่านั้นที่โผล่ออกมา ส่วนอื่นของร่างกายจะถูกกลบโดยรำข้าวหมักทั้งหมด แต่คุณขยับตัวได้ ยกมือได้ถ้าหากรู้สึกร้อน ลูกค้าแต่ละคนมีสภาพร่างกายไม่เหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องทน จะมีพนักงานแนะนำและดูแลตลอด เราอยากให้ทุกรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า

“หลังจากนั่งอยู่ในนั้นประมาณ 15 – 20 นาที เลือดลมของคุณจะไหลเวียนดีมาก หากลุกเร็วเกินไปอาจเกิดอาการหน้ามืด สิ่งที่ควรทำคือค่อย ๆ ลุกไปอาบน้ำ ออกไปนั่งจิบคอมบูฉะที่ทางเราเตรียมให้เป็นบริการหลังอบเอนไซม์เสร็จ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น”

ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงช่วงเวลาแสนสุขที่เรากำลังจะได้สัมผัสในไม่ช้า ดีเหลือเกินที่มีสปาต้นตำรับจากเมืองมิกิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น มาตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจให้ชาวสุขุมวิทได้ผ่อนคลาย

แม้จะมีประวัติมานานพอสมควรในประเทศญี่ปุ่น แต่ปัจจุบัน ศาสตร์แห่งสปาอบเอนไซม์รำข้าวกลับเพิ่งเริ่มฮิตในแดนอาทิตย์อุทัย และยังถือว่าใหม่สำหรับประเทศไทย โดยคุมิและสามีได้ค้นพบสปารูปแบบนี้โดยบังเอิญ 

“สามีของฉันทำนิตยสารท่องเที่ยว Daco Magazine มีทั้งฉบับไทยและญี่ปุ่น เขาเจอสถานที่หนึ่งในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เราขับรถไปตามหาออนเซ็นเพื่อสุขภาพ แต่พอไปถึงมันไม่ใช่อย่างที่คิด เราไม่เจออ่างอาบน้ำ สิ่งที่เราเห็นคือรำข้าวหมักกองเป็นภูเขา (หัวเราะ) ว้าว! นี่มันอะไรกัน ไม่มีน้ำสักหยด แต่กลับทำให้เรารู้สึกดีมาก” คุมิเล่า

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
Daco Magazine ที่หยิบอ่านได้จากชั้นหนังสือของคาเฟ่

ทามาดะ ทาเคอุชิ คือเจ้าของสูตรการหมักรำข้าวที่ทำให้สองสามีภรรยาประทับใจจนพวกเขาอยากส่งต่อสิ่งดี ๆ แก่คนรอบตัว พวกเขาขอสูตรเพื่อมาเปิดเป็นธุรกิจที่ประเทศไทย โดยเลือกเป้าหมายในการทดลองกิจการเป็นจังหวัดเชียงราย

“การเปิดร้านที่ไทยมีความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งการปรับตัวและสภาพอากาศที่แตกต่างจากเมืองมิกิ ไม่แน่ใจเลยว่าจะเปิดในประเทศไทยได้ไหม เราจึงเริ่มจากเชียงรายภายใต้ชื่อ Baan Pasarn เพื่อทดลองแนวโน้มธุรกิจเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน พอทุกอย่างไปได้ดี เราก็เปิดเพิ่มที่กรุงเทพฯ เป็นสาขาสอง”

เราทราบมาว่า ธุรกิจในภาคเหนือช่วงแรกไม่ได้ราบรื่นนัก กระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาช่วยทำโปรโมชันจนนักท่องเที่ยวเริ่มแวะเวียนมา นอกจากนี้ เรายังทำการบ้านมาพอสมควรจนทราบว่า กำลังจะมี SALA BRAN สาขาที่ 3 ในจังหวัดนครราชสีมา

“เจ้าของเป็นลูกค้าประจำของเราเอง มาเกือบทุกอาทิตย์ช่วงสุดสัปดาห์ เขาชอบอบสปาเอนไซม์รำข้าวเพราะสุขภาพดีขึ้นจากโรคภูมิแพ้ ก็เลยไปเปิดสาขาที่โคราชพร้อมภรรยาชาวไทย ที่นั่นมีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะ พวกเขาจะเปิดให้บริการในปีหน้า” เราขอแสดงความยินดีกับหลานย่าโมที่จะได้ลองของดีต้นตำรับจากญี่ปุ่น

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ทามาดะ ทาเคอุชิ ที่สปาเอนไซม์รำข้าวจังหวัดเชียงราย เขาอธิบายว่า บ่อต้องลึกอย่างน้อย 80 ซม. และรำข้าวต้องถูกหมักเป็นเวลานาน จึงทำให้มีสีดำคล้ำ
ภาพ : salabran.com 

คาเฟ่สุขภาพแห่งศาลารำข้าว

“BRAN หมายถึง รำข้าว ส่วน SALA (ศาลา) เป็นคำในภาษาไทย หมายถึง สถานที่ที่รวมผู้คนเข้ามาอยู่ด้วยกัน”

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ บางครั้งเธอก็พูดภาษาไทยกับเราอย่างคล่องแคล่วและชัดเจน

ระหว่างการพูดคุย เครื่องดื่มถูกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะ 2 แก้ว นั่นคือเมนู ‘ข้าวหมัก’ หรือ ‘อามาซาเกะ’ ไร้แอลกอฮอล์ ชนิดที่เด็กดื่มได้ ผู้ใหญ่ดื่มดี และ ‘Banana Smoothie’ เราจิบกันไปก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมและรสหวานถูกปาก

“ข้าวหมักนี้มาจากข้าวญี่ปุ่น เราเอาข้าวแช่น้ำแล้วนึ่งเหมือนข้าวเหนียว หมักไว้ 2 คืนจะกลายเป็นสีขาว ๆ แล้วค่อยเอามาทำอามาซาเกะ และใช้ต่อยอดทำซุปมิโซะ ชิโอะโคจิ หรือโชยุโคจิ ที่เอาไปประกอบอาหารได้ เราใช้โคจิหรือกล้าเชื้อสำหรับผลิตอาหารหมักเอง”

กรรมวิธีดังกล่าวไม่ใช่แค่หมักไว้โดยไม่ดูแล แต่ต้องควบคุมจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม หลังได้ออกมาเป็นอามาซาเกะจะมีรสหวานโดยไม่มีน้ำตาล คุมิบอกเราว่า ภายใต้หลังคาของศาลารำข้าว ไม่ได้มีเพียงกิจการสปาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเธอยังมีนิสัยรักการกินเพื่อสุขภาพมาเป็นเวลานาน จึงตั้งใจถ่ายทอดประโยชน์ของกระบวนการหมักดองอาหารให้คนรอบตัว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

เมื่อพูดถึงอาหารหมักดอง หลายคนอาจนึกถึงของกินกลิ่นฉุน รสเปรี้ยวนำ แต่สำหรับคาเฟ่ SALA BRAN แห่งนี้ เมนูอันหลากหลายมาพร้อมรสชาติที่กลมกล่อมดีต่อใจและสุขภาพ

ถัดมาไม่กี่นาที เมนูจานหลัก Grilled Chicken with Miso Potato Sauce หรือไก่ย่างซอสมะเขือเทศผสมมิโสะ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟร้อน ๆ เนื้อไก่ผ่านการหมักกับอามาซาเกะจนทลายความแข็งกระด้าง ทำให้กัดได้ไม่ยาก สัมผัสความนิ่มได้ตั้งแต่เอาส้อมจิ้ม และซอสมะเขือเทศผสมมิโสะดองก็ซึมเข้าเนื้ออย่างสมบูรณ์ 

ส่วนประกอบอื่น ๆ ยังคงคอนเซ็ปต์อาหารหมักดองไว้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วฝักยาวราดด้วยครีมชีสที่มีส่วนผสมของมิโสะทำมือ น้ำสลัดจากอามาซาเกะ ทานคู่กับข้าวกล้องญี่ปุ่นและผักทอดคู่กัน

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

คุมิเผยที่มาของวัตถุดิบให้เราฟังว่า ผักที่ใช้ประกอบอาหารทั้งหมดเป็นการสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านของเพื่อน คนรู้จัก หรือชาวบ้าน ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่รำข้าวที่นำมาทำสปา เธออุดหนุนจากชุมชนชาวไทยในเชียงราย มะเขือเทศจากไร่ของคนรู้จัก ข้าวกล้องและลูกเดือยเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นที่ผลิตและปลูกในไทย ส่วนมิโซะและของหมักดองทำเองก็มีอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้า

เธอเสริมอีกว่า ผัก วัตถุดิบต่าง ๆ และสินค้าหลากหลายยังมีขายในเช้าวันเสาร์ เวลา 8.30 – 10.30 น. ซึ่งเธอเปลี่ยนพื้นที่ภายในร้านเป็นตลาดเช้าที่ไม่เก็บค่าที่หรือค่าแผง เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านรอบรั้ว ทั้งชาวไทยและต่างชาติมาซื้อขายกันได้ภายใน 2 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเสื้อผ้าบนราวแขวนและเครื่องประดับแฮนด์เมด ล้วนเป็นของที่เธอช่วยกระจายรายได้โดยไม่คิดเงิน

“เราให้พื้นที่เพื่อคนจะได้รวมตัวกันและจับจ่ายของดี ผักปลอดสารพิษ ไข่ ไก่ ข้าว งานแฮนด์เมด ต่างหูพู่ กําไลหินธรรมชาติ พวงกุญแจ แน่นอนว่ารายได้จากตลาดจะเข้าทุกคนที่มาขาย ซึ่งไม่ใช่เรา” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงเบิกบาน นั่นคือความเอื้อเฟื้อที่อยากช่วยผู้คนจากใจจริง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ภาพ : salabran.com 

กลับมาที่จานอาหารบนโต๊ะ ของหวานขึ้นชื่อถูกยกมาวาง ‘ชีสเค้กหน้าไหม้’ มีส่วนผสมของมิโสะ เสริมความหวานจากอามาสาเกเช่นเคย รสชาติเข้มข้นอร่อยไม่ต่างจากเค้กก้อนที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่ได้ความเฮลท์ตี้สูงกว่า

“เมนูภายในร้านล้วนทำมาจากส่วนผสมของอาหารหมักดองโดยมีกล้าเชื้อเป็นโคจิ อาหารที่ผ่านการหมักดองมาแล้วจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ง่ายขึ้น ยิ่งรับประทานหลังจากผ่านการถูกกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ภายในร่างกายมาก่อนยิ่งเหมาะ” เธอกล่าวปิดท้าย และพนักงานก็พาเราไปยังสปาเอนไซม์รำข้าวเพื่อให้ทดลองด้วยตัวเอง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ของดีที่ SALA BRAN ยืนยันว่าดี

เราเดินออกนอกร้าน ผ่านต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ กระท่อมหลังน้อยที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นร้านของคนรู้จักที่มาขอเช่าพื้นที่ ส่วนด้านข้างคาเฟ่เป็นอาคารชั้นเดียวที่ตกแต่งด้วยกระจกใส มองเห็นด้านในเป็นโต๊ะทำงานของคุมิ ชั้นวางผลิตภัณฑ์แบรนด์ SALA BRAN และโซนนั่งเล่นพักผ่อนสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ก่อนลงบ่อจะมีพนักงานอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้ฟัง จากนั้นจึงเข้าห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ผู้ชายจะเป็นกางเกงขาสั้น ส่วนผู้หญิงมีชุดให้เลือก 2 แบบ คือบิกินี่และผ้าถุง แต่ทางร้านแนะนำว่า ยิ่งเผยร่างกายให้สัมผัสกับรำข้าวมากเท่าไร ประสิทธิภาพการอบจะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเราเลือกได้ตามความต้องการ

ประตูบานเลื่อนเปิดออก เราสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิห้องที่สูงกว่าปกติ และกลิ่นหอมหวานที่โชยมาเตะจมูก บ่อรำข้าวหมักสีน้ำตาลเข้มขนาดยาวประมาณ 8 เมตร คือสิ่งที่เราเห็นเป็นอย่างแรก ด้านในมีรอยขุดที่พนักงานเตรียมไว้ให้ลงไปนอน

ตลอดเวลาที่เราทำสปา มีเพียงใบหน้าครึ่งล่างที่สัมผัสอากาศ เพราะครึ่งบนมีผ้าขาวบางปิดเอาไว้ให้รู้สึกสงบ พนักงานจะคอยนั่งอยู่ในห้องเพื่อแจ้งเวลาทุก 5 นาที และคอยบริการอื่น ๆ ตลอดกระบวนการ จังหวะหนึ่งเราสัมผัสได้ถึงมือที่นำผ้ามาซับเหงื่อบนใบหน้าให้

ไม่ต้องห่วงว่าบ่อแห่งนี้จะไม่ถูกสุขอนามัย เพราะความร้อนอุณหภูมิกว่า 60 องศาเซลเซียสที่แผ่ซ่านตลอดเวลาจะช่วยฆ่าและย่อยสลายเชื้อโรค นอกจากนี้ ทางร้านยังใส่รำข้าวหมักใหม่ทุก 2 – 3 วัน เพื่อประสิทธิภาพของสปา ส่วนรำข้าวที่ใช้แล้วจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยต่อ

เวลา 20 นาทีคือช่วงที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่ ร่างกายจะปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศความสงบที่มีเสียงกระดิ่งญี่ปุ่นคลอ ทำให้เกิดความผ่อนคลายเหมือนนอนบนเตียงที่บ้าน 

เมื่อเสร็จกิจกรรม ลองสังเกตว่า บนผิวของเรามีรำข้าวติดอยู่หรือไม่ เพราะตำแหน่งที่มีรำข้าวบ่งบอกว่า มีเหงื่อที่ขับของเสียออกมาจากร่างกายได้ตามปกติ ในทางตรงข้าม หากตำแหน่งนั้นเหงื่อไม่ไหลออกมาและรำข้าวไม่ติด หมายความว่าร่างกายตรงส่วนนั้นอาจมีปัญหา

สบายใจ เรามีรำข้าวติดเต็มตัว เห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปอาบน้ำในห้องที่ออกแบบมาให้เดินทะลุได้ทันที

“หลังอาบน้ำร่างกายยังรู้สึกได้ถึงความอุ่นใต้ผิว แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว ผิวพรรณก็เรียบเนียนเหมือนเพิ่งได้ขัดผิว หน้าตาดูสดใสขึ้น ถ้าใครรู้สึกผิวแห้ง มีสกินแคร์เตรียมไว้ให้หน้ากระจก ใช้ได้เลย เมคอัพไม่มีก็สวยแบบ Natural Look กลับบ้านได้” 

เราเดินออกมาอธิบายให้ทีมงานที่นั่งรออยู่ด้านนอกฟัง คุมิยิ้มรับ เพราะเธอสัมผัสถึงสิ่งที่เรากำลังบอกมาตลอด หากไม่มีลูกค้า เธอเองจะเป็นคนที่เข้าใช้บริการสปาแห่งนี้

อีกหนึ่งบริการของสปาคือเครื่องดื่มคอมบูฉะที่จัดเตรียมไว้ให้หลังอาบน้ำ หากใครชื่นชอบสินค้าคุณภาพที่ได้ทดลองไปก็ช้อปต่อได้ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามของ SALA BRAN ล้วนมีส่วนผสมของรำข้าวหมักและปราศจากสารปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ก้อน โทนเนอร์ ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น เซรัม สครับผิว หรือแม้แต่เอนไซม์รำข้าวแห้งบดผงสำหรับใช้แช่เท้าอยู่บ้าน ส่วนของกินก็มีตั้งแต่ชาไปจนถึงโคจิ มิโซะ และอามาซาเกะทำเองจำหน่าย หรือคุณอยากลอง ‘ส้มตำ’ ฝีมือคุมิก็ได้ เพราะเธอคือแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่ตำส้มตำเป็น แถมบางครั้งก็ตำแทนพนักงานด้วย!

“ฉันยังมีทั้งเพื่อนและครอบครัวพร้อมหน้า แต่เพื่อนวัยเดียวกันหลายคนเจอปัญหาเรื่องสุขภาพ ทั้งป่วยและเสียชีวิต ดังนั้นมันเป็นเรื่องดีแน่นอน ถ้าเราช่วยเหลือคนอื่นไปด้วย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุข”

จากความใส่ใจสุขภาพส่วนตัว สู่การมอบความใส่ใจให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร สปา หรือแม้กระทั่งการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนบ้านเข้ามาจับจองทำธุรกิจเล็ก ๆ คุมิส่งเรากลับไปทานอาหารเพื่อสุขภาพจนหมดจาน เพราะการรับประทานอาหารหมักดองหลังจุลินทรีย์ในร่างกายถูกกระตุ้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

หากใครกำลังมองหาสปาครบวงจรที่ดูแลตั้งแต่ร่างกายภายนอกจนถึงสภาพจิตใจภายใน สปาของคุมิคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้คุณอิ่มเอมใจเช่นเดียวกับเราในครั้งนี้

“อย่างที่เคยบอกไป 2 สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้จากบริการของเรา คือความสุขและสุขภาพแข็งแรง การป้องกันเป็นสิ่งที่ควรทำและเราทำได้ก่อนจะป่วยจริง มันไม่สายเกินไปและไม่ยากเลย”

SALA BRAN 

ที่ตั้ง : 38 เอกมัย 10 แยก 2 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดบริการวันอังคาร-พฤหัสบดี, วันเสาร์ เวลา 09.00 – 20.30 น. และ วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.30 น. (ปิดทุกวันจันทร์และวันศุกร์)

โทรศัพท์ : 0 2044 3769
เว็บไซต์ : www.salabran.com 

Facebook: salabranbkk

Writers

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

10 พฤศจิกายน 2565
2 K

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 มีพิธีเปิดห้องสมุดซึ่งเอกชนร่วมมือกับราชการคือกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และมูลนิธิวิชาหนังสือ งานครึกครื้นใหญ่โต มีผู้เข้าร่วมงานมากถึงกว่า 200 คน ทั้งชาวสงขลาเองและจากจังหวัดอื่น ทั้งใกล้เคียงและห่างไกล นับเป็นต้นแบบโครงการห้องสมุดประจำเมืองแห่งแรกในจังหวัดสงขลา และแห่งแรกของประเทศไทย

ห้องสมุดในอาคารชั้นเดียวเก่า ๆ แห่งนี้ มีอะไรดี

ย้อนหลังไปเมื่อ 3 ปีก่อน เมื่อวันที่ 28 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดประชุมเรื่อง ‘ระบบหนังสือและสถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ที่จังหวัดเพชรบุรี มีครูมกุฏร่วมหารืออยู่ด้วย ครูมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และเลขานุการมูลนิธิวิชาหนังสือ ผู้คลุกคลีอยู่กับหนังสือมาทั้งชีวิต ความฝันสูงสุดคือสร้างโอกาสการเข้าถึงการอ่านให้แก่คนในประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ผลการประชุมทำให้รู้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโครงสร้างหนังสือและการอ่านของประเทศอย่างจริงจัง จึงเกิดโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมหนังสือขึ้นอย่างย่อย ๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญและจำเป็น รวมทั้งเป็นตัวแทนความต้องการของผู้คน และแนวคิดห้องสมุดประจำเมืองเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

เมื่อจะเปิดห้องสมุด วิธีง่าย ๆ คือเช่าอาคารสักหลัง หรือตั้งงบประมาณสร้างอาคารใหม่ แล้วเลือกสรรหนังสือใส่ไว้ให้เต็ม แต่ความคิดของครูมกุฏไม่ใช่เช่นนั้น กลายเป็นว่าพยายามหาบ้านหรืออาคารเก่าที่ไม่ใช้งาน และเจ้าของสถานที่ก็เห็นด้วยกับการมีห้องสมุดประจำเมือง สถาปัตยกรรมที่ทิ้งร้างก็จะมีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับได้สร้างโอกาสแห่งการอ่านแก่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ในรูปแบบแนวคิดใหม่

ในเวลาเดียวกันนั้น คุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย เจ้าของอาคารเก่าในบริเวณเมืองสงขลาก็ดำริจะใช้ประโยชน์จากโกดังข้าวเก่าที่ถนนนครนอก และด้วยเหตุที่เคยทำห้องสมุดพิพิธภัณฑ์พระราชนิเวศน์มฤคทายวันร่วมกันมา จึงตกลงจะร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำลังดำเนินงานวัฒนธรรมร้านหนังสือ โครงการหนังสือเดินทางร้านหนังสือ : Book Passport เพื่อให้สอดคล้องกัน และอนุญาตให้มูลนิธิวิชาหนังสือใช้อาคารอายุร่วมร้อยปีนี้จัดตั้งห้องสมุดประจำเมืองต้นแบบขึ้น

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ที่โกดังข้าวเก่า ถนนนครนอก สงขลา จึงกลายเป็นทุกอย่างที่ผู้คนทั้งหลายอยากจะให้เป็น ตั้งแต่สถานที่ส่งเสริมการอ่าน กระจายความรู้และความสนุก จัดแสดงงานศิลปวัฒนธรรม เป็นแหล่งรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ของเมือง ของชีวิตคนในท้องถิ่น ถ่ายทอดโดยคนในท้องที่ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แม้แต่สถานที่เช็กอินถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว

เหล่านี้คือชีวิตมากมายหลายแง่มุมที่จะปรากฏ ณ ห้องสมุดแห่งนี้

ยับ เอี่ยน ฉ่อย จากโกดังข้าว สู่ห้องสมุดมีชีวิตประจำเมืองสงขลาที่เต็มไปด้วยความสนุก

ห้องสมุดที่มีชีวิต

ภาพห้องสมุดในความคิดและความจำของคนทั่วไป อาจเป็นสถานที่เงียบ ๆ มีหนังสือมากมายให้เลือกหยิบ อ่าน ยืม แต่ในความคิดหวังของครูมกุฏ เป็นได้มากกว่านั้น

อาคารเก่าที่ในอดีตคือโกดังข้าว ยังคงโครงสร้างเดิมไว้ทุกประการ ไม่รื้อส่วนใดออก ไม่ก่อสร้างเพิ่ม ห้องสมุดประจำเมืองสงขลา ภายในแต่งเติมเพิ่มด้วยตู้หนังสือ ผู้คนมาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ หย่อนใจ หรือแม้จะถ่ายรูปอย่างเดียวก็ไม่มีใครว่า

หลายคนเมื่อแรกเข้าต้องสะดุดตาเสาหนังสือกลางอาคาร เหตุที่มีเสาหนังสือนี้ ก็ด้วยการออกแบบและหมายให้เป็นจุดเด่นของห้องสมุดที่เห็นได้ตั้งแต่บนถนนไกล ๆ แต่เหตุผลที่ซ่อนไว้ก็คือ เสากลางอาคารเป็นจุดอ่อนที่สุด ถ้าไม่เสริมความแข็งแรงก็อาจเป็นจุดล่อแหลมให้เดินชนหรือกระแทกได้ง่าย จึงสร้างเสาหนังสือห่อหุ้มเสาไม้เล็ก ๆ เดิมไว้เพื่อบังไม่ให้ใครไปยืนพิงหรือเดินชน ขณะเดียวกันก็จำลองห้องเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษามาไว้กลางห้องสมุด ว่าด้วยการเรียนเรื่องออกแบบสันปกหนังสือ ให้ผู้เรียนได้สังเกตศึกษาปกหนังสือเกือบ 1,000 ปก ในเวลาเดียวกัน

“ห้องสมุดคือสถานที่ให้บริการเครื่องมือความรู้และสติปัญญา และเป็นได้หลายอย่าง ไม่ควรทำให้ห้องสมุดตายด้วยการเอาหนังสือไปยัดไว้มากที่สุดจนล้น แต่ไม่มีคนเข้าไปอ่าน”

ครูมกุฏชี้ข้อเสียของห้องสมุด ซึ่งมักเจอปัญหาความแห้งแล้ง ไร้แรงดึงดูดนักอ่าน

“ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย มีหนังสือไม่มาก แต่นโยบายของเราคือ ใครก็ตามที่เดินเข้ามาที่ห้องสมุด และอยากได้หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือประเภทไหนที่เขาเห็นว่าจำเป็นและต้องการอ่าน ลงชื่อไว้ เขียนบอกไว้ เราจะพยายามจัดหาให้” 

เมืองจะมีชีวิตได้ ต้องเกิดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เช่นเดียวกับห้องสมุดแห่งนี้ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วม สิ่งนี้กลายเป็นเป้าหมายหลักของ ยับ เอี่ยน ฉ่อย ต่อไป นอกเหนือจากบริการหนังสือและความรู้ นั่นคือสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม

ห้องสมุดที่เป็นมิตรกับนักเดินทาง

ในเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวสนใจหลั่งไหลกันมาเป็นจำนวนมาก ย่อมหนีไม่พ้นการปะทะของวัฒนธรรมหลากหลายทั้งที่มีอยู่เดิมและเกิดใหม่ ใจความสำคัญของที่นี่คือ สร้างพื้นที่ให้คนในท้องถิ่นได้มาพบปะกับคนจากต่างแดน

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ประกาศตัวว่าในอนาคตจะเป็นแหล่งรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวไว้ให้ได้มากที่สุด ถ้าอยากรู้จักเมืองสงขลาทั้งตัวเมืองอันเป็นศูนย์กลางและอำเภอ ตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ ที่นี่พร้อมเพิ่มมิติประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง อาจจะเป็นข้อมูลอีกชุดที่แตกต่างจากในพิพิธภัณฑ์ และพร้อมจะให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสถานที่จริง เช่นเดียวกับพร้อมจะเป็นศูนย์กลางให้ท้องถิ่นเสนอข้อมูล ทั้งประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การศึกษาท่องเที่ยว และความเป็นไปในปัจจุบัน

“นักท่องเที่ยวอาจหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน แต่คงไม่ทั้งหมด ขณะที่ห้องสมุดของเรามีข้อมูลที่เป็นหลักฐานรับรองแล้ว เช่น หนังสือของ คุณเอนก นาวิกมูล ซึ่งเขียนเรื่องสงขลามากที่สุดในประเทศ คุณหาอ่านได้ทั้งหมดที่นี่ เราพยายามทำห้องสมุดนี้ให้เป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวที่จะรู้จักเมืองสงขลาและเมืองรอบข้างมากขึ้น ในอนาคต ที่นี่จะรวบรวมข้อมูลสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอและตำบลต่าง ๆ รวมทั้งเชื่อมโยงการติดต่อ เช่น ให้คำแนะนำแก่ชุมชน กระทั่งถึงการรับส่งนักท่องเที่ยว จนถึงขั้นติดต่อทางธุรกิจกับชาวบ้าน”        

นอกจากกิน เที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจในเมืองน่ารักอย่างสงขลา ยับ เอี่ยน ฉ่อย จะช่วยเพิ่มมิติให้ประสบการณ์การท่องเที่ยวของคุณมากยิ่งขึ้น

ห้องสมุดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

“วิธีคิดของเราคือ ต้องไม่กระทบกระเทือนใคร ไม่ทำให้ใครแม้แต่คนเดียวต้องเดือดร้อน เช่น เมื่อมีร้านขายหนังสืออยู่ในเมือง เราต้องไม่ทำให้ร้านขายหนังสือเดือดร้อน ไม่ขายหนังสือที่มีขายทั่วไป”

แล้วจะทำอย่างไร – เราสงสัย

“หน้าที่ของห้องสมุดคือส่งเสริมการอ่าน สมมติว่าเราเชิญนักเขียนชื่อดังและมีหนังสือออกใหม่มาเสวนาที่ห้องสมุด เราจะไม่ขายหนังสือของเขาในงานนั้น ถ้าคุณอยากได้หนังสือพร้อมลายเซ็น คุณต้องไปซื้อที่ร้านหนังสือ นี่คือวิธีทางกิจกรรมที่จะส่งเสริมกัน แต่ขณะเดียวกันเรามีหนังสือหายากให้สั่ง หนังสือที่ไม่มีขายทั่วไป เช่น หนังสือของราชบัณฑิตยสภา หนังสือของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น”        

นอกจากนี้ ครูมกุฏยืนยันแข็งขันว่า ยับ เอี่ยน ฉ่อย ไม่ใช่คาเฟ่

“เมื่อเราเปิดห้องสมุดได้เพียงวันเดียว มีคนนับสิบ ๆ คน หลายสิบทีเดียว มาแนะนำให้เปิดร้านกาแฟ เพราะสถานที่ดีมาก วิเศษมาก เขาว่ารวยแน่ ๆ ผมหัวเราะได้ข้ามคืนเลย ประเทศนี้เราจะไม่คิดทำอะไรอื่นแล้วหรือ นอกจากเปิดร้านกาแฟ จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเอาที่นี่ไปแข่งกับร้านกาแฟที่มีอยู่แล้วหลายสิบร้าน ถ้าเราเปิด ร้านอื่น ๆ ก็อาจจะเดือดร้อน เพราะสถานที่เราได้เปรียบ แต่จะมีประโยชน์อะไร อย่าลืมว่าเรามาที่นี่เพื่อทำห้องสมุด ไม่ใช่ร้านกาแฟ”

ครูมกุฏกล่าวถึงความหวังในอนาคตของห้องสมุดแห่งนี้ ว่าจะกลายเป็นพื้นที่ให้พักผ่อนหย่อนใจ อ่านหนังสือ หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของคนเมืองสงขลาและต่างถิ่น คนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่วัยทำงาน ตลอดจนผู้สูงวัยก็มาใช้พื้นที่ได้ นอกจากนี้ที่นี่ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น a.e.y. space Art Space ย่านเมืองเก่าสงขลาที่จัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมอยู่เป็นประจำ รวมทั้งสถาบันการศึกษา และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็จะมีสถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์ของการส่งเสริมวัฒนธรรม ตามความมุ่งหวังของอธิบดีคนก่อน คือ คุณชาย นครชัย โดยไม่ต้องก่อสร้างสำนักงานเพิ่มขึ้นใหม่        

โจทย์สำคัญที่คณะทำงานสำนักพิมพ์ผีเสื้อและมูลนิธิวิชาหนังสือ ซึ่งรับหน้าที่บริหารห้องสมุดแห่งนี้ ต้องรับไปคิดมากขึ้นอีกก็คือ จะทำอย่างไรให้ห้องสมุดคือพื้นที่แห่งวัฒนธรรม ความรู้ การแลกเปลี่ยนและส่งเสริมกันจากทั้งคนในและคนนอกพื้นที่จนพอจะเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ ได้

ยับ เอี่ยน ฉ่อย จากโกดังข้าว สู่ห้องสมุดมีชีวิตประจำเมืองสงขลาที่เต็มไปด้วยความสนุก

ห้องสมุดวัฒนธรรม

เลขานุการมูลนิธิวิชาหนังสือคิดว่า การอ่านในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงหนังสือกระดาษ แต่มนุษย์ที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย ล้วนเป็นหนังสืออีกรูปแบบหนึ่งที่มีคุณค่าด้วย

“แต่เดิมเราให้ความรู้แก่คนโดยเอาหนังสือไปวางไว้ แล้วให้คนอ่านหรือยืมกลับไป เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้ไม่ได้อยู่ในหนังสืออย่างเดียวแล้ว เราก็มักจะพูดว่าห้องสมุดมีชีวิต แต่เราไม่ได้เข้าใจว่าความมีชีวิตมันเป็นอย่างไร ความรู้ที่อยู่ในหนังสือคือความรู้แห้งที่จับใส่เข้าไป แต่มนุษย์ทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น ความรู้อยู่ในตัวเขามากขึ้น ทำไมเราจึงไม่ใช้ประโยชน์จากคนเหล่านี้ ในฐานะเป็นแหล่งความรู้อย่างหนึ่ง เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชีวิตชีวา มีวิญญาณ เป็นหนังสือเล่มใหญ่มหึมาไม่ซ้ำกันเลย”

จึงเกิดเป็นความคิดต่อมาว่า ห้องสมุดจะร่วมกับชาวสงขลากำหนดปฏิทินกิจกรรมตลอด 12 เดือนขึ้น ในแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรมผลัดหมุนเวียนกันไป รวมทั้งเชิญผู้อาวุโส ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนสงขลาหรือคนในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มาบอกเล่าเรื่องเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง มาสนทนากับผู้ฟังประหนึ่งได้อ่านหนังสือเล่มนั้นส่วนใดส่วนหนึ่ง คนที่มาฟังก็อาจได้แรงบันดาลใจ นำกลับไปคิดต่อทำต่อให้งอกงาม เขาอาจกลายเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่มีค่าชวนอ่านอีกเล่มหนึ่งต่อไป 

ซึ่งสอดคล้องกับความคิด Human Book หรือ Human Library ที่แพร่หลายกันแล้วในต่างประเทศ ก่อเกิดผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุดก็จัดกิจกรรมเช่นนี้ให้ผู้คนได้อ่าน ‘หนังสือคน’ เช่นกัน

ส่วนกิจกรรมทางศิลปะ ครูมกุฏเล่าว่า นักศึกษาการแสดง นักเรียนศิลปะแขนงต่าง ๆ มีปัญหาอย่างหนึ่งคือ ไม่มีพื้นที่ให้แสดงผลงาน

“เราจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ต้องการเวที ต้องการพื้นที่เสนอผลงานของนักศึกษา อาจเป็นการแสดงระยะสั้นหรือระยะยาว เช่น เปิดแสดงดนตรี แสดงภาพวาด งานศิลปะ และรวมทั้งจำหน่ายผลงาน กระทั่งเป็นศูนย์กลางติดต่อเพื่อเปิดแสดงหรือรับงานในสถานที่ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้มามีส่วนร่วม และดึงคนในท้องที่ให้มาพบปะกับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมกิจกรรมวัฒนธรรมทั้งหลายที่จะทำได้”

นี่ยังเป็นห้องสมุดอยู่อีกหรือ

ยุคนี้เราอาจเรียกพื้นที่เช่นนี้ว่า ‘พื้นที่สาธารณะ (Public Space)’ แต่ครูมกุฏยังย้ำกับเราว่า ยับ เอี่ยน ฉ่อย คือห้องสมุดที่มีหลากหลายมิติในตัวเอง เพื่อสร้างชีวิตชีวาแบบที่ห้องสมุดเป็นได้และควรจะเป็น

“พฤติกรรมของห้องสมุดไม่ได้เปลี่ยนไป แต่องค์ประกอบของความเป็นห้องสมุดนั้นมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น”

เราเห็นด้วยกับถ้อยคำของครูอย่างมาก แค่นึกภาพก็เห็นความสนุกรอต่อคิวกันแน่นไม่ไหวแล้ว

อนาคตของห้องสมุด

“ถึงแม้ไม่มี ยับ เอี่ยน ฉ่อย ตัวเมืองสงขลาก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีดีอยู่แล้ว แต่ครูคิดว่าท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น เราไปแทรกอะไรอีกสักอย่างให้มีเสน่ห์ขึ้นมา ให้มันสนุกขึ้นมาได้มั้ย” ชายวัยเลข 7 เอ่ยด้วยพลังกระตือรือร้น

จากความคิดสำคัญแรกเริ่ม คือวางรากฐานอย่างเป็นรูปธรรมให้กับโครงการต้นแบบห้องสมุดประจำเมือง สถานีต่อไปของโมเดลนี้ คือเกาะสาหร่าย จังหวัดสตูล

“คนเกาะเขาขาดโอกาสมาตลอดชีวิตด้วยเรื่องต่าง ๆ การเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย การเรียน การเดินทางราคาแพง ต้องเสี่ยงชีวิต เสี่ยงภัยกว่าคนอื่น แล้วเครื่องมือความรู้ก็ไปไม่ถึงเขาเท่ากับคนในเมือง ไม่ต้องเทียบกับคนกรุงเทพฯ นะครับว่าเหลื่อมล้ำกันแค่ไหน แค่คนบนเกาะกับอำเภอเล็ก ๆ ของเมืองสงขลาอย่างอำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ ก็เทียบไม่ได้แล้ว

“เราต้องลองลงมือทำให้คนทั้งหลาย โดยเฉพาะรัฐบาลเห็นว่า มีวิธีที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมากในการสร้างวัฒนธรรมหนังสือให้แก่คนในชาติ และสร้างโอกาสการเข้าถึงหนังสือได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาชาติด้วยความรู้ได้ง่ายขึ้น” ครูมกุฏกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง

ภาพ : ห้องสมุดยับ เอี่ยน ฉ่อย

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย

ที่ตั้ง : 213 ถนนนครนอก ซอยท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร​์-พุธ)

Facebook : ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย

Writer

คณิศร สันติไชยกุล

นักเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเห็นโลกที่ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ไม่ต่างจากการจากไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load