สปา (น.) บริการบำรุงสุขภาพ

สปา (น.) เวลาว่างในการพักผ่อน

สปา (น.) “Happy and healthy, that’s all what I want”

‘ความสุข’ และ ‘สุขภาพดี’ คือ 2 สิ่งที่ คุมิ ยูกิ เจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นอยากให้ทุกคนที่มาเยือน SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองเพื่อสุขภาพและสปาเอนไซม์รำข้าวได้รับกลับไป

เธอใช้ชีวิตอยู่ในไทยนานกว่าประเทศบ้านเกิด เริ่มตั้งแต่การเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่อายุ 20 กว่า มาตั้งร้านอาหารที่สุขุมวิทนานถึง 18 ปี กระทั่งค้นพบความดีงามของ ‘สปาเอนไซม์รำข้าว’ (Rice Bran Enzyme Bath) ด้วยความบังเอิญที่เมืองมิกิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ความร้อนในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและทำให้เลือดลมไหลเวียนดี โดยทั้งหมดเกิดจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งเตา ไม่ต้องพึ่งระบบไฟฟ้า เพราะการหมักรำข้าวด้วยจุลินทรีย์ทำให้รำข้าวมีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่ที่ 54 – 64 องศาเซลเซียส เรียกว่าเป็น ‘ไมโครเวฟธรรมชาติ’

นอกจากนี้ ความตั้งใจของคุมิยังส่งต่อผ่านคาเฟ่อาหารหมักดองหลากเมนูที่ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกและภายใน และตลาดเช้าวันเสาร์ที่ตั้งใจเปิดพื้นที่ของร้านให้เพื่อนรอบรั้วมาขายของหารายได้ฟรี โดยไม่ต้องจ่ายค่าที่สักบาท! 

ต่อจากนี้คือเรื่องราวของกิจการที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในทุกขั้นตอน จนถึงผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายคือ สุขภาพดี

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ไมโครเวฟธรรมชาติ

เรามาถึงหน้าร้าน SALA BRAN ในวันธรรมดาที่การจราจรวุ่นวายเหมือนเคย บริเวณทางเข้ามีรูปวงรีคล้ายเมล็ดข้าววาดเอาไว้เหนือชื่อร้าน อันเป็นเอกลักษณ์และเหตุผลที่ทุกคนมาเยือน

ในบ้านหลังเล็กขนาด 2 ชั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศสุขสงบและอบอุ่นกว่าที่ใครหลายคนคาด คุมิเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมอาหารหมักดองจานหลักและเครื่องดื่มข้าวหมักทำเองปราศจากแอลกอฮอล์ ทั้งหมดคือผลลัพธ์ที่ต่อยอดจากประสบการณ์ร้านอาหาร Brown Eyes ซึ่งปิดตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังเปิดมาเกือบ 20 ปี แต่ก่อนจะคุยกันเรื่องชวนท้องร้อง เราถามเธอถึงสิ่งที่จะได้จากไฮไลต์สำคัญอย่างการอบสปาเอนไซม์รำข้าว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

“พวกเราอยากสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกาย การอบเอนไซม์รำข้าวหมักคือการทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและกระตุ้นจุลินทรีย์ดี ๆ ในร่างกายให้ทำงานอย่างเต็มที่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบไหลเวียนโลหิต และทำให้ผิวนุ่ม สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ” 

คุมิอธิบายสรรพคุณด้วยความภาคภูมิใจ เธอเองก็ดูอ่อนเยาว์และแข็งแรงเกินกว่าจะเชื่อว่าอายุเลย 60 มาแล้ว

ความร้อนในกระบวนการหมักตามวิถีธรรมชาติเป็นผลมาจากการเสียดสีกันของจุลินทรีย์ตัวจิ๋วนับ 100 ล้านล้านตัว ซึ่งถูกกระตุ้นโดยเอนไซม์ระหว่างการหมักรำข้าวกับจุลินทรีย์ภายในบ่อ เมื่อคนลงไปแช่และนำรำข้าวหมักมากลบ จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งภายในและภายนอก 

กรรมวิธีดังกล่าวต่างจากการแช่น้ำพุร้อนหรือการอบซาวน่า ที่พลังงานความร้อนจากภายนอกไหลเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ของเสียที่สะสมขับออกมาผ่านหยาดเหงื่อ แต่สปาอบเอนไซม์รำข้าวจะมีพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากภายในเพิ่มขึ้นมา ของเสียในร่ายกายจึงจะขับออกมาได้มากกว่า

“เรามีชุดให้เปลี่ยนสำหรับทุกคน เมื่อลงไปแช่ในบ่อ จะมีเพียงส่วนศีรษะเท่านั้นที่โผล่ออกมา ส่วนอื่นของร่างกายจะถูกกลบโดยรำข้าวหมักทั้งหมด แต่คุณขยับตัวได้ ยกมือได้ถ้าหากรู้สึกร้อน ลูกค้าแต่ละคนมีสภาพร่างกายไม่เหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องทน จะมีพนักงานแนะนำและดูแลตลอด เราอยากให้ทุกรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า

“หลังจากนั่งอยู่ในนั้นประมาณ 15 – 20 นาที เลือดลมของคุณจะไหลเวียนดีมาก หากลุกเร็วเกินไปอาจเกิดอาการหน้ามืด สิ่งที่ควรทำคือค่อย ๆ ลุกไปอาบน้ำ ออกไปนั่งจิบคอมบูฉะที่ทางเราเตรียมให้เป็นบริการหลังอบเอนไซม์เสร็จ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น”

ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงช่วงเวลาแสนสุขที่เรากำลังจะได้สัมผัสในไม่ช้า ดีเหลือเกินที่มีสปาต้นตำรับจากเมืองมิกิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น มาตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจให้ชาวสุขุมวิทได้ผ่อนคลาย

แม้จะมีประวัติมานานพอสมควรในประเทศญี่ปุ่น แต่ปัจจุบัน ศาสตร์แห่งสปาอบเอนไซม์รำข้าวกลับเพิ่งเริ่มฮิตในแดนอาทิตย์อุทัย และยังถือว่าใหม่สำหรับประเทศไทย โดยคุมิและสามีได้ค้นพบสปารูปแบบนี้โดยบังเอิญ 

“สามีของฉันทำนิตยสารท่องเที่ยว Daco Magazine มีทั้งฉบับไทยและญี่ปุ่น เขาเจอสถานที่หนึ่งในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เราขับรถไปตามหาออนเซ็นเพื่อสุขภาพ แต่พอไปถึงมันไม่ใช่อย่างที่คิด เราไม่เจออ่างอาบน้ำ สิ่งที่เราเห็นคือรำข้าวหมักกองเป็นภูเขา (หัวเราะ) ว้าว! นี่มันอะไรกัน ไม่มีน้ำสักหยด แต่กลับทำให้เรารู้สึกดีมาก” คุมิเล่า

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
Daco Magazine ที่หยิบอ่านได้จากชั้นหนังสือของคาเฟ่

ทามาดะ ทาเคอุชิ คือเจ้าของสูตรการหมักรำข้าวที่ทำให้สองสามีภรรยาประทับใจจนพวกเขาอยากส่งต่อสิ่งดี ๆ แก่คนรอบตัว พวกเขาขอสูตรเพื่อมาเปิดเป็นธุรกิจที่ประเทศไทย โดยเลือกเป้าหมายในการทดลองกิจการเป็นจังหวัดเชียงราย

“การเปิดร้านที่ไทยมีความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งการปรับตัวและสภาพอากาศที่แตกต่างจากเมืองมิกิ ไม่แน่ใจเลยว่าจะเปิดในประเทศไทยได้ไหม เราจึงเริ่มจากเชียงรายภายใต้ชื่อ Baan Pasarn เพื่อทดลองแนวโน้มธุรกิจเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน พอทุกอย่างไปได้ดี เราก็เปิดเพิ่มที่กรุงเทพฯ เป็นสาขาสอง”

เราทราบมาว่า ธุรกิจในภาคเหนือช่วงแรกไม่ได้ราบรื่นนัก กระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาช่วยทำโปรโมชันจนนักท่องเที่ยวเริ่มแวะเวียนมา นอกจากนี้ เรายังทำการบ้านมาพอสมควรจนทราบว่า กำลังจะมี SALA BRAN สาขาที่ 3 ในจังหวัดนครราชสีมา

“เจ้าของเป็นลูกค้าประจำของเราเอง มาเกือบทุกอาทิตย์ช่วงสุดสัปดาห์ เขาชอบอบสปาเอนไซม์รำข้าวเพราะสุขภาพดีขึ้นจากโรคภูมิแพ้ ก็เลยไปเปิดสาขาที่โคราชพร้อมภรรยาชาวไทย ที่นั่นมีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะ พวกเขาจะเปิดให้บริการในปีหน้า” เราขอแสดงความยินดีกับหลานย่าโมที่จะได้ลองของดีต้นตำรับจากญี่ปุ่น

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ทามาดะ ทาเคอุชิ ที่สปาเอนไซม์รำข้าวจังหวัดเชียงราย เขาอธิบายว่า บ่อต้องลึกอย่างน้อย 80 ซม. และรำข้าวต้องถูกหมักเป็นเวลานาน จึงทำให้มีสีดำคล้ำ
ภาพ : salabran.com 

คาเฟ่สุขภาพแห่งศาลารำข้าว

“BRAN หมายถึง รำข้าว ส่วน SALA (ศาลา) เป็นคำในภาษาไทย หมายถึง สถานที่ที่รวมผู้คนเข้ามาอยู่ด้วยกัน”

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ บางครั้งเธอก็พูดภาษาไทยกับเราอย่างคล่องแคล่วและชัดเจน

ระหว่างการพูดคุย เครื่องดื่มถูกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะ 2 แก้ว นั่นคือเมนู ‘ข้าวหมัก’ หรือ ‘อามาซาเกะ’ ไร้แอลกอฮอล์ ชนิดที่เด็กดื่มได้ ผู้ใหญ่ดื่มดี และ ‘Banana Smoothie’ เราจิบกันไปก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมและรสหวานถูกปาก

“ข้าวหมักนี้มาจากข้าวญี่ปุ่น เราเอาข้าวแช่น้ำแล้วนึ่งเหมือนข้าวเหนียว หมักไว้ 2 คืนจะกลายเป็นสีขาว ๆ แล้วค่อยเอามาทำอามาซาเกะ และใช้ต่อยอดทำซุปมิโซะ ชิโอะโคจิ หรือโชยุโคจิ ที่เอาไปประกอบอาหารได้ เราใช้โคจิหรือกล้าเชื้อสำหรับผลิตอาหารหมักเอง”

กรรมวิธีดังกล่าวไม่ใช่แค่หมักไว้โดยไม่ดูแล แต่ต้องควบคุมจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม หลังได้ออกมาเป็นอามาซาเกะจะมีรสหวานโดยไม่มีน้ำตาล คุมิบอกเราว่า ภายใต้หลังคาของศาลารำข้าว ไม่ได้มีเพียงกิจการสปาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเธอยังมีนิสัยรักการกินเพื่อสุขภาพมาเป็นเวลานาน จึงตั้งใจถ่ายทอดประโยชน์ของกระบวนการหมักดองอาหารให้คนรอบตัว

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

เมื่อพูดถึงอาหารหมักดอง หลายคนอาจนึกถึงของกินกลิ่นฉุน รสเปรี้ยวนำ แต่สำหรับคาเฟ่ SALA BRAN แห่งนี้ เมนูอันหลากหลายมาพร้อมรสชาติที่กลมกล่อมดีต่อใจและสุขภาพ

ถัดมาไม่กี่นาที เมนูจานหลัก Grilled Chicken with Miso Potato Sauce หรือไก่ย่างซอสมะเขือเทศผสมมิโสะ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟร้อน ๆ เนื้อไก่ผ่านการหมักกับอามาซาเกะจนทลายความแข็งกระด้าง ทำให้กัดได้ไม่ยาก สัมผัสความนิ่มได้ตั้งแต่เอาส้อมจิ้ม และซอสมะเขือเทศผสมมิโสะดองก็ซึมเข้าเนื้ออย่างสมบูรณ์ 

ส่วนประกอบอื่น ๆ ยังคงคอนเซ็ปต์อาหารหมักดองไว้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วฝักยาวราดด้วยครีมชีสที่มีส่วนผสมของมิโสะทำมือ น้ำสลัดจากอามาซาเกะ ทานคู่กับข้าวกล้องญี่ปุ่นและผักทอดคู่กัน

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

คุมิเผยที่มาของวัตถุดิบให้เราฟังว่า ผักที่ใช้ประกอบอาหารทั้งหมดเป็นการสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านของเพื่อน คนรู้จัก หรือชาวบ้าน ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่รำข้าวที่นำมาทำสปา เธออุดหนุนจากชุมชนชาวไทยในเชียงราย มะเขือเทศจากไร่ของคนรู้จัก ข้าวกล้องและลูกเดือยเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นที่ผลิตและปลูกในไทย ส่วนมิโซะและของหมักดองทำเองก็มีอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้า

เธอเสริมอีกว่า ผัก วัตถุดิบต่าง ๆ และสินค้าหลากหลายยังมีขายในเช้าวันเสาร์ เวลา 8.30 – 10.30 น. ซึ่งเธอเปลี่ยนพื้นที่ภายในร้านเป็นตลาดเช้าที่ไม่เก็บค่าที่หรือค่าแผง เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านรอบรั้ว ทั้งชาวไทยและต่างชาติมาซื้อขายกันได้ภายใน 2 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเสื้อผ้าบนราวแขวนและเครื่องประดับแฮนด์เมด ล้วนเป็นของที่เธอช่วยกระจายรายได้โดยไม่คิดเงิน

“เราให้พื้นที่เพื่อคนจะได้รวมตัวกันและจับจ่ายของดี ผักปลอดสารพิษ ไข่ ไก่ ข้าว งานแฮนด์เมด ต่างหูพู่ กําไลหินธรรมชาติ พวงกุญแจ แน่นอนว่ารายได้จากตลาดจะเข้าทุกคนที่มาขาย ซึ่งไม่ใช่เรา” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงเบิกบาน นั่นคือความเอื้อเฟื้อที่อยากช่วยผู้คนจากใจจริง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท
ภาพ : salabran.com 

กลับมาที่จานอาหารบนโต๊ะ ของหวานขึ้นชื่อถูกยกมาวาง ‘ชีสเค้กหน้าไหม้’ มีส่วนผสมของมิโสะ เสริมความหวานจากอามาสาเกเช่นเคย รสชาติเข้มข้นอร่อยไม่ต่างจากเค้กก้อนที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่ได้ความเฮลท์ตี้สูงกว่า

“เมนูภายในร้านล้วนทำมาจากส่วนผสมของอาหารหมักดองโดยมีกล้าเชื้อเป็นโคจิ อาหารที่ผ่านการหมักดองมาแล้วจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ง่ายขึ้น ยิ่งรับประทานหลังจากผ่านการถูกกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ภายในร่างกายมาก่อนยิ่งเหมาะ” เธอกล่าวปิดท้าย และพนักงานก็พาเราไปยังสปาเอนไซม์รำข้าวเพื่อให้ทดลองด้วยตัวเอง

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ของดีที่ SALA BRAN ยืนยันว่าดี

เราเดินออกนอกร้าน ผ่านต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ กระท่อมหลังน้อยที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นร้านของคนรู้จักที่มาขอเช่าพื้นที่ ส่วนด้านข้างคาเฟ่เป็นอาคารชั้นเดียวที่ตกแต่งด้วยกระจกใส มองเห็นด้านในเป็นโต๊ะทำงานของคุมิ ชั้นวางผลิตภัณฑ์แบรนด์ SALA BRAN และโซนนั่งเล่นพักผ่อนสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ

SALA BRAN คาเฟ่อาหารหมักดองและสปาเอนไซม์รำข้าวตำรับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย ย่านสุขุมวิท

ก่อนลงบ่อจะมีพนักงานอธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้ฟัง จากนั้นจึงเข้าห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ผู้ชายจะเป็นกางเกงขาสั้น ส่วนผู้หญิงมีชุดให้เลือก 2 แบบ คือบิกินี่และผ้าถุง แต่ทางร้านแนะนำว่า ยิ่งเผยร่างกายให้สัมผัสกับรำข้าวมากเท่าไร ประสิทธิภาพการอบจะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเราเลือกได้ตามความต้องการ

ประตูบานเลื่อนเปิดออก เราสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิห้องที่สูงกว่าปกติ และกลิ่นหอมหวานที่โชยมาเตะจมูก บ่อรำข้าวหมักสีน้ำตาลเข้มขนาดยาวประมาณ 8 เมตร คือสิ่งที่เราเห็นเป็นอย่างแรก ด้านในมีรอยขุดที่พนักงานเตรียมไว้ให้ลงไปนอน

ตลอดเวลาที่เราทำสปา มีเพียงใบหน้าครึ่งล่างที่สัมผัสอากาศ เพราะครึ่งบนมีผ้าขาวบางปิดเอาไว้ให้รู้สึกสงบ พนักงานจะคอยนั่งอยู่ในห้องเพื่อแจ้งเวลาทุก 5 นาที และคอยบริการอื่น ๆ ตลอดกระบวนการ จังหวะหนึ่งเราสัมผัสได้ถึงมือที่นำผ้ามาซับเหงื่อบนใบหน้าให้

ไม่ต้องห่วงว่าบ่อแห่งนี้จะไม่ถูกสุขอนามัย เพราะความร้อนอุณหภูมิกว่า 60 องศาเซลเซียสที่แผ่ซ่านตลอดเวลาจะช่วยฆ่าและย่อยสลายเชื้อโรค นอกจากนี้ ทางร้านยังใส่รำข้าวหมักใหม่ทุก 2 – 3 วัน เพื่อประสิทธิภาพของสปา ส่วนรำข้าวที่ใช้แล้วจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยต่อ

เวลา 20 นาทีคือช่วงที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่ ร่างกายจะปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศความสงบที่มีเสียงกระดิ่งญี่ปุ่นคลอ ทำให้เกิดความผ่อนคลายเหมือนนอนบนเตียงที่บ้าน 

เมื่อเสร็จกิจกรรม ลองสังเกตว่า บนผิวของเรามีรำข้าวติดอยู่หรือไม่ เพราะตำแหน่งที่มีรำข้าวบ่งบอกว่า มีเหงื่อที่ขับของเสียออกมาจากร่างกายได้ตามปกติ ในทางตรงข้าม หากตำแหน่งนั้นเหงื่อไม่ไหลออกมาและรำข้าวไม่ติด หมายความว่าร่างกายตรงส่วนนั้นอาจมีปัญหา

สบายใจ เรามีรำข้าวติดเต็มตัว เห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปอาบน้ำในห้องที่ออกแบบมาให้เดินทะลุได้ทันที

“หลังอาบน้ำร่างกายยังรู้สึกได้ถึงความอุ่นใต้ผิว แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว ผิวพรรณก็เรียบเนียนเหมือนเพิ่งได้ขัดผิว หน้าตาดูสดใสขึ้น ถ้าใครรู้สึกผิวแห้ง มีสกินแคร์เตรียมไว้ให้หน้ากระจก ใช้ได้เลย เมคอัพไม่มีก็สวยแบบ Natural Look กลับบ้านได้” 

เราเดินออกมาอธิบายให้ทีมงานที่นั่งรออยู่ด้านนอกฟัง คุมิยิ้มรับ เพราะเธอสัมผัสถึงสิ่งที่เรากำลังบอกมาตลอด หากไม่มีลูกค้า เธอเองจะเป็นคนที่เข้าใช้บริการสปาแห่งนี้

อีกหนึ่งบริการของสปาคือเครื่องดื่มคอมบูฉะที่จัดเตรียมไว้ให้หลังอาบน้ำ หากใครชื่นชอบสินค้าคุณภาพที่ได้ทดลองไปก็ช้อปต่อได้ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามของ SALA BRAN ล้วนมีส่วนผสมของรำข้าวหมักและปราศจากสารปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ก้อน โทนเนอร์ ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น เซรัม สครับผิว หรือแม้แต่เอนไซม์รำข้าวแห้งบดผงสำหรับใช้แช่เท้าอยู่บ้าน ส่วนของกินก็มีตั้งแต่ชาไปจนถึงโคจิ มิโซะ และอามาซาเกะทำเองจำหน่าย หรือคุณอยากลอง ‘ส้มตำ’ ฝีมือคุมิก็ได้ เพราะเธอคือแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่ตำส้มตำเป็น แถมบางครั้งก็ตำแทนพนักงานด้วย!

“ฉันยังมีทั้งเพื่อนและครอบครัวพร้อมหน้า แต่เพื่อนวัยเดียวกันหลายคนเจอปัญหาเรื่องสุขภาพ ทั้งป่วยและเสียชีวิต ดังนั้นมันเป็นเรื่องดีแน่นอน ถ้าเราช่วยเหลือคนอื่นไปด้วย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุข”

จากความใส่ใจสุขภาพส่วนตัว สู่การมอบความใส่ใจให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร สปา หรือแม้กระทั่งการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนบ้านเข้ามาจับจองทำธุรกิจเล็ก ๆ คุมิส่งเรากลับไปทานอาหารเพื่อสุขภาพจนหมดจาน เพราะการรับประทานอาหารหมักดองหลังจุลินทรีย์ในร่างกายถูกกระตุ้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

หากใครกำลังมองหาสปาครบวงจรที่ดูแลตั้งแต่ร่างกายภายนอกจนถึงสภาพจิตใจภายใน สปาของคุมิคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้คุณอิ่มเอมใจเช่นเดียวกับเราในครั้งนี้

“อย่างที่เคยบอกไป 2 สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้จากบริการของเรา คือความสุขและสุขภาพแข็งแรง การป้องกันเป็นสิ่งที่ควรทำและเราทำได้ก่อนจะป่วยจริง มันไม่สายเกินไปและไม่ยากเลย”

SALA BRAN 

ที่ตั้ง : 38 เอกมัย 10 แยก 2 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เปิดบริการวันอังคาร-พฤหัสบดี, วันเสาร์ เวลา 09.00 – 20.30 น. และ วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.30 น. (ปิดทุกวันจันทร์และวันศุกร์)

โทรศัพท์ : 0 2044 3769
เว็บไซต์ : www.salabran.com 

Facebook: salabranbkk

Writers

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ถ้าคนมาแล้วแฮปปี้ ก็ดีแล้วล่ะ”

คำพูดพร้อมเสียงหัวเราะของ ป้าตู๋-ธันยา จันทร์วิทัน ผู้บอกประวัติสั้น ๆ ของตัวเองว่า เป็นคนเชียงใหม่ เกิดที่นี่ โตที่นี่ เรียนหนังสือที่นี่ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของแปลงที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ ‘กาดต๋องตึง’ หนึ่งในตลาดขนาดเล็กค่อนไปทางปานกลางของจังหวัดเชียงใหม่ เต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากธรรมชาติที่เจ้าของต้องการมอบความรื่นรมย์ให้กับผู้คน รวมถึงสร้างโอกาสให้แก่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าไปพร้อม ๆ กัน

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

เอาเข้าจริง แรกเริ่มเดิมทีการกำเนิดเกิดมาของกาดแห่งนี้มีที่มาจากคำยุยงเชิญชวนของผู้อื่นเสียมากกว่า ป้าตู๋บอกว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นหนึ่งในที่ดินของครอบครัว ค่อนข้างรกร้าง เนืองแน่นด้วยต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ และแหล่งอาศัยของเหล่าสัตว์เลื้อยคลาน จนเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยปากด้วยความเสียดาย

“ทำไมปล่อยให้มันร้าง ทำไมไม่ลองคิดหรือทำอะไรดูสักอย่างหนึ่ง” 

ป้าตู๋ริเริ่มบุกเบิกสถานที่ด้วยการนำผักออร์แกนิคของตนเข้ามาขายเป็นการกรุยทาง พร้อมกับขอให้บริษัท Bangkok Tokyo Architecture ของลูกสาว ช่วยสร้างศาลากลางแจ้งขึ้นมาให้

โดยคอนเซ็ปต์ของที่นี่ คือ ยกให้ธรรมชาติเป็นพระเอก แกล้มด้วยสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อหวังเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ของเชียงใหม่ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนที่มาเยือน

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ความเป็นตัวของตัวเอง

“ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่ามีคนสนใจอยากจะมาของขายของที่นี่ด้วย ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น Weekend Market หรือตลาดเสาร์อาทิตย์ที่คนมาเดิน มากิน มาเที่ยว มาเสพ หรือมานั่งใต้ต้นไม้เงียบ ๆ แล้วก็ดูผู้คนเขาทำอะไรกัน จะมานั่งทำงาน จะมาทำอะไรก็ได้” 

ป้าตู๋บอกเล่าถึงความไป ๆ มา ๆ จนเกิดเป็นตลาดแห่งนี้ขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ แม้กระทั่งเจ้าของพื้นที่อย่างเธอเองก็ยังไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ผู้คนที่มาใช้บริการทางสุนทรียภาพของสถานที่แห่งนี้จะเอ็นจอยไปกับตลาดได้ขนาดนี้

ขณะเดียวกัน ป้าตู๋ยังพยายามยึดโยงความเป็นพื้นที่สีเขียวเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเอาธรรมชาติเป็นหลักสำหรับการตั้งฐาน แล้วจึงให้ตัวเองค่อย ๆ กลืนไปกับธรรมชาติเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ต้นไม้เก่าแก่ทุกต้นภายในตลาดจึงไม่มีต้นไหนถูกตัด ล้ม โค่น แม้เพียงต้นเดียว มีแค่การเล็มตัดแต่งเพื่อให้เกิดการแตกกิ่ง จนกลายเป็นร่มเงาทางธรรมชาติให้แก่ผู้คนที่มาใช้บริการตลาดแห่งนี้

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน
กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

กาดต๋องตึงเปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ในทุก ๆ วันเสาร์และอาทิตย์ ความน่าขบขันที่ป้าตู๋เล่าให้ฟังเห็นจะเป็นการที่เธอมักถูกตั้งคำถามมากมาย และคำบอกเล่าจากคนรอบตัวที่ประดังประดาถาโถมใส่อย่างเอาแต่ใจ เช่น ทำไมถึงเปิด 8 โมง ทำไมไม่เปิด 7 โมงหรือ 9 โมง ไม่ก็บอกว่า เปิดถึงบ่าย 2 ก็พอแล้ว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนไม่ได้มาจากคนขายในตลาดสักคนเดียว 

“มันขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้เวลาทำงานของเราคือเวลาไหน บางคนบอก ทำไมไม่เปิดถึงตอนเย็น เปิดเป็นบาร์เบียร์ ลานเบียร์ เราก็บอกว่า ไม่เอาค่ะ” 

ปักธงเลยว่าไม่จำหน่ายแอลกอฮอล์ ป้าตู๋เชื่อว่าการทำอะไรสักอย่างไม่จำเป็นต้องเหมือนกับคนอื่นไปเสียหมด ความแตกต่างอย่างตั้งใจเพื่อให้เกิดความรื่นรมย์ สบายกายและสบายใจ คือสิ่งที่เธอต้องการ 

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ป้าตู๋ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนผ่านร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งบริเวณคูเมือง ประตูเชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านที่ไม่เสิร์ฟกาแฟแม้แต่แก้วเดียว ทางร้านขายเพียงแค่ชา ชาทุกชนิด 

“เขาบอก Sorry นะ We don’t serve coffee here.” เพราะว่าการเป็นร้านเบเกอรี่ไม่จำเป็นต้องเคียงคู่ด้วยกาแฟเสมอไป ป้าตู๋เองก็พอใจที่สถานที่ของเธอออกมาในรูปแบบที่เป็นอยู่นี้มากกว่า

ความเป็นนักธุรกิจ

ในแง่ธุรกิจ ป้าตู๋ยอมรับว่าการทำสถานที่แห่งนี้ย่อมมีเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ใจความสำคัญของเธอไม่ใช่การคืนทุน และความตั้งใจที่ตามมาหลังจากทำสิ่งนี้ไปสักพัก ก็ไม่ใช่การสร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้คนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างอาชีพให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าด้วย 

เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่อยู่ในสภาวะย่ำแย่ ข้าวยากหมากแพง แม้แต่บัตรคอนเสิร์ตยังราคาแรง สวนทางกับค่าแรงและเงินเดือนที่เท่าเดิม อย่างเหตุการณ์เกือบล่าสุดที่กาดสวนแก้วปิดตัวลง มีร้านค้าไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นั้น และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเกิดขึ้นของกาดต๋องตึงช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้ามากมายในระยะเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

“พ่อค้าแม่ค้าที่ขายที่นี่ส่วนหนึ่งเป็นคนแถวนี้ เขาตัดสินใจมาขายของได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันใกล้บ้านเขาดีจังเลย หรือบางคนได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของกาดสวนแก้ว ทางนั้นเขายังเก็บของไม่เสร็จ ก็มาขอขายที่นี่ เขาบอกมันใกล้บ้านเขา ซึ่งมันเป็นการโยกย้ายที่ทำมาหากินของเขา ตลาดของเราทำให้คนในบริเวณมีโอกาสทำมาหากินมากขึ้น คนในหมู่บ้านก็เอาของในหมู่บ้านมาขายได้ด้วย”

สำหรับป้าตู๋ สิ่งตอบแทนที่เธอต้องการ คือความหวังว่าสถานที่นี้จะอยู่ต่อไปได้ 

ที่นี่ไม่เก็บค่าเช่าใน 3 เดือนแรก ป้าตู๋บอกว่า สิ่งนี้ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่ง เป็นการให้เหล่าคนค้าขายมาทดลองก่อนว่าเขาจะอยู่ได้ไหม นอกจากนี้ป้าตู๋ยังเสริมว่า

“ไม่ได้เก็บค่าเช่าก็จริง แต่เราเก็บค่าสาธารณูปโภค 30 บาท เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ”

เมื่อมีการทำธุรกิจเกิดขึ้น การเติบโตและหวังผลตอบแทนจึงกลายเป็นสิ่งที่ตามมา แต่เธอรู้ตัวว่าจะไม่คืนทุนใน 1 หรือ 2 ปีแน่นอน แต่อย่างน้อย สถานที่ของเธอก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ แม้จะเพียงแค่เขยิบเดียวหรือเพียง 1 ก้าว ก็ถือว่ามีการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นมากขึ้นแล้ว 

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ต๋องตึง ชื่อนี้มีที่มา

สาเหตุของการตั้งชื่อว่า ‘กาดต๋องตึง’ ไม่ได้ไกลจากที่คาดคิดไว้สำหรับคนที่รู้ และอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักสำหรับคนที่ไม่รู้ เนื่องจากที่มาของชื่อนั้นมาจากใบตองตึง ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับมุงหลังคาศาลาประจำกาด ป้าตู๋เล่าให้ฟังอย่างครบถ้วนว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาของคนโบราณที่นำใบตองตึงแห้งแล้วมาเย็บสานกันเป็นแพเพื่อนำไปมุงหลังคา 

ในปัจจุบันสังเกตเห็นได้ตามทุ่งนา เพราะมันคือวัสดุที่นำไปใช้สร้างกระต๊อบ 

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

เพื่อให้ล้อไปกับความเป็นธรรมชาติ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นของบริษัท บริษัท Bangkok Tokyo Architecture เล็งเห็นถึงความน่าอัศจรรย์ของการนำวัสดุทางธรรมชาติมาปรับใช้กับงานสถาปัตยกรรม ป้าตู๋เองก็ต้องการรักษาความเป็นธรรมชาติของพื้นที่เอาไว้อย่างครบถ้วน การจะใช้แผ่นเหล็ก (Metal Sheet) กระเบื้อง หรือสังกะสี ก็ดูจะหลุดจากความตั้งใจของตัวเองไปสักหน่อย แถมใบตองตึงยังระบายอากาศได้ดีกว่า เมื่อถูกน้ำฝน ยิ่งแนบแน่นทนทานขึ้นกว่าเก่า การใช้ใบตองตึงจึงมากับแนวคิดที่ว่า เปรียบเสมือนการนั่งอยู่ภายใต้กองใบไม้ เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

ตัวศาลาเองก็มีการออกแบบที่แปลกไปกว่าศาลาสำหรับตลาดทั่วไป เนื่องจากหลังคาทรง Slope หันด้านปิดมาทางข้างหน้า และหันด้านเปิดไปทางข้างหลัง เพราะการออกแบบในครั้งนี้ยืนอยู่บนแนวคิดที่ว่า ต้องการให้เกิดความแตกต่างไปจากภาพจำเดิม ๆ ของตลาดที่ผู้คนเคยเห็นมา รวมถึงการนำด้านต่ำมาอยู่ข้างหน้า เพื่อให้ผู้คนได้เห็นการทำงานของใบตองตึงที่นำมาใช้ และความรู้สึกแง้ม ๆ ของด้านต่ำ ยิ่งเชิญชวนให้เกิดความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ อยากมุดเข้าไปภายใน ก่อนจะเปิดกว้างออกไปในด้านหลัง

“แต่ไม่ทราบว่าคนอื่นเขาจะเข้าใจหรือเปล่านะ” ป้าตู๋เปรยติดตลก

กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน
กาดต๋องตึง เชียงใหม่ ตลาดฟรีค่าเช่า 3 เดือน ศาลาถอดได้ และอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน

ขณะเดียวกัน การใช้ใบตองตึงมาเป็นวัสดุก็ยังเสริมด้วยความแยบคายของการแทรกเสริมความคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่แล้วแต่คนจะตีความกันไป การย่อตัวก้มหัวเพื่อเข้าไปยังภายในศาลา อาจหมายถึงการรู้จักยอมก้มหัวให้กับผู้อื่นบ้างเพื่อลดทิฐิของตน โดยมีธรรมชาติเป็นผู้สอนสั่ง หรืออีกแง่หนึ่ง การที่ใบตองตึงมีอายุการใช้งาน 2 – 3 ปี อย่างมากที่สุดคือ 4 ปี ก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งผืน สำหรับป้าตู๋แล้ว สิ่งนี้ถือเป็นการเรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรที่อยู่ยงคงกระพัน เมื่อถึงเวลาของมัน มันก็ต้องไป

“สิ่งที่สถาปนิกออกแบบมันแตกต่างจากอาคารอื่น ๆ ตรงที่ตราบใดที่เราเลิกทำ ข้อต่อทุกข้อถอดออกจากกันได้หมด อาคารนี้แพงมาก” ป้าตู๋หัวเราะ “แพงเท่ากับตึก แพงเท่ากับห้องแถว 1 ห้อง แต่ละอันแต่ละชิ้นที่ผูกอยู่ข้างบน ใช้ช่างคนเดียวผูก เขาเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะขึ้นมาผูก เขาค่อย ๆ ผูกทีละอัน ๆๆ ใช้เวลา 3 เดือน ข้อต่อแต่ละข้อก็มีการคำนวณและออกแบบมาอย่างดี ศาลาแห่งนี้เลยไม่จำเป็นต้องทิ้งให้เป็นอนุสาวรีย์ไว้กับที่นี่” เจ้าของตลาดเล่าพร้อมรอยยิ้ม

(ห้องสมุด) มนุษย์ (ห้อง) สละ (ห้อง) สลวย

‘ห้องสละ’ เป็นร้านรับบริจาคของใช้แล้วสภาพดี หากใครต้องการของชิ้นไหนก็หยิบได้ตามใจอยาก เพียงแต่ว่าต้องใส่เงินเข้าไปในโถที่เตรียมไว้ให้ ใส่เท่าไหร่ก็ได้ตามจิตศรัทธา โดยเงินจะนำไปสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มรักดี เป็นกลุ่มจิตอาสากลุ่มที่ดูแลเรื่องไฟไหม้ป่า ถางป่า การทำแนวกันไฟ ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า เก็บขยะบนดอยสุเทพ ถือเป็นการสนับสนุนค่าอาหารกลางวัน เครื่องดื่ม ที่มาจากการสละสิ่งของเหล่านั้น เพื่อให้พวกเขามีแรงสำหรับออกไปสละแรงกายแรงใจทำจิตอาสาต่อไป

กาดต๋องตึง จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์
Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

ส่วน ‘ห้องสลวย’ เป็น Workshop Space ที่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านต่าง ๆ ในคราวที่แล้วมีคลาสสอน ‘การใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปยังไงให้ออกมาสวย’ โดยเพื่อนพ้องที่รู้จักกัน

“เพราะเรามองเห็นความสามารถพิเศษของเพื่อนคนใดคนหนึ่ง งั้นมาเวิร์กชอปกันมั้ย เช่น คนนี้พับดอกไม้เป็นดอกกุหลาบเก่งมาก ก็มาสอนได้นะ ส่วนใหญ่เป็นคนรู้จักกันที่เราเชิญมาให้ความรู้”

Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

Human Library หรือ ‘ห้องสมุดมนุษย์’ เป็นไอเดียที่เกิดจากความเชื่อว่า มนุษย์แต่ละคนเปรียบเสมือนหนังสือ 1 เล่ม ทุกการเติบโตไม่ต่างอะไรจากบทต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกเอาไวในหนังสือแห่งชีวิต เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็เอาประสบการณ์มาแบ่งปันกันได้ เลยเกิดเป็นมุมเล็ก ๆ ที่คนมานั่งคุยกัน 

กลายเป็นการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เหมือนกำลังอ่านหนังสือ ป้าตู๋ยกตัวอย่างให้ฟังว่า

 “สมมติเราสนใจเรื่องดาราศาสตร์ ถ้ามีใครสักคนมานั่งคุยเรื่องดาราศาสตร์กับเรา มันก็เหมือนเรากำลังเปิดหนังสือ แต่เป็นหนังสือที่เล่าโดยประสบการณ์ และได้สนทนากับคนที่รู้จริงด้านนั้น ๆ”

ประโยชน์ของสถานที่ ความสุขของผู้คน

“มันคงไม่โตไปกว่านี้แล้ว” ประโยคนี้ของป้าตู๋ไม่ใช่การแสดงความเศร้าโศกแต่อย่างใด

แต่ด้วยขนาดที่ดินของตลาดแห่งนี้ โตไปมากกว่านี้แล้วไม่ได้จริง ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปเห็นจะเป็นเรื่องอันไกลตัวสำหรับตลาดที่เพิ่งมีอายุเพียง 4 เดือน ทว่าความน่าสนใจอย่างหนึ่งที่ป้าตู๋บอกกับเรา คือ ถ้าหากพื้นที่ตรงนี้เลิกทำหน้าที่เป็นตลาด และศาลาที่ถอดประกอบได้ถึงเวลาปลดประจำการ ป้าตู๋ก็มีความคิดจะทำให้ที่ดินผืนนี้กลายเป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งไปโดยปริยาย 

Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์
Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

การเปลี่ยนแปลงข้างต้นที่อาจเกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้น ถือว่ายังคงแนวคิดเดิมของสถานที่แห่งนี้เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งเป็นสถานที่ใกล้บ้านอันแสนดี เพื่อให้ผู้คนได้ออกมาใช้ชีวิต ใกล้ชิดธรรมชาติ และการเป็นพื้นที่สาธารณะในละแวกใกล้บ้านสำหรับทุกคน, กาดต๋องตึง ไม่ว่าจะในตอนนี้หรือภายภาคหน้า ก็จะยังคงเป็นสถานที่สำหรับหย่อนกาย คลายใจ ดื่มน้ำสักแก้ว นั่งดูดนตรีสด พร้อมบรรยากาศธรรมชาติ

ป้าตู๋กล่าวทิ้งท้ายว่า เธออาจไม่ใช่นักการเมืองหรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้เกิดแรงกระเพื่อมระดับจังหวัด สถานที่นี้เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเธอ สถานที่ซึ่งมองเห็นความสำคัญของธรรมชาติที่มีต่อการใช้ชีวิตของผู้คน และหวังอย่างยิ่งว่า ที่แห่งนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุข หากใครจะทำเลียนแบบก็เรียนเชิญตามสบายใจ (ป้าตู๋ยินดีจ๊าดหนัก) 

Tong Tung Market จ.เชียงใหม่ ตลาดเช้าเดินสบาย ๆ ที่ธรรมชาติมาบรรจบกับสถาปัตยกรรม วิถีท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์

กาดต๋องตึง

ที่อยู่ : 309 ซอยหมู่บ้านริมน้ำ ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

เปิดให้บริการวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.00 – 16.00 น.

Facebook : กาดต๋องตึง บ้านริมน้ำ Tong Tung Market

Writer

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load